บัณฑิตหนุ่มจัดแจงเสื้อผ้าและสำรวมสีหน้า เปลี่ยนท่าทีหยิ่งผยองก่อนหน้านี้ไปจนสิ้น เขาประสานมือคารวะหวังหยางแล้วกล่าว "นับเป็นวาสนาที่ได้รับคำชี้แนะ! ข้าน้อยซินเหย่อวี่อวี๋หลิง นามรองจื่อเจี้ย ไม่ทราบว่าพี่ท่านมีนามสูงส่งว่ากระไรขอรับ"
ตระกูลอวี่แห่งซินเหย่คือตระกูลขุนนางชั้นสูงแห่งจิงโจว เมื่อรวมกับตระกูลเล่อแห่งอวี้หยาง ตระกูลหลิวแห่งเนี่ยหยาง และตระกูลจงแห่งหนานหยาง จะถูกขนานนามร่วมกันว่า 'สี่ตระกูลแห่งแดนจิง' แม้ไม่อาจเทียบเคียงกับตระกูลชั้นยอดระดับแนวหน้าอย่างหวัง เซี่ย หลิว หรือเหอได้ ทว่าในจิงโจวกลับถือเป็นตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุด
ทั้งสี่ตระกูลมีชื่อเสียงในจิงโจวทัดเทียมกัน ทว่าหากกล่าวถึงเส้นสายในราชสำนักและอิทธิพลของตระกูลแล้ว ตระกูลอวี่นับเป็นอันดับหนึ่งแห่งจิงโจวอย่างไม่อาจโต้แย้ง
นักศึกษาของสำนักศึกษาประจำจวิ้นมีอยู่สี่สิบสามคน ทว่ากลับมีเพียงอวี่อวี๋หลิงผู้เดียวที่กล้ายืนขวางประตูสำนักศึกษาประจำจวิ้นอย่างเปิดเผยท่ามกลางแสงแดดจ้า เหล่าสหายร่วมเรียนต่างคิดว่าเขาอาศัยป้ายทองคำของตระกูลอวี่หนุนหลังอยู่ จึงได้กล้าทำตัวไร้ความเกรงกลัวเช่นนี้ ทว่าความจริงกลับไม่มีใครล่วงรู้ว่าบิดาของเขาได้ตักเตือนเขากำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานแล้วว่าไม่อนุญาตให้เขายื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวิกฤตสำนักศึกษาประจำจวิ้นในครั้งนี้
แต่อวี่อวี๋หลิงก็ตัดสินใจย้ายมาอาศัยอยู่ที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นเสียเลย ดูราวกับจะแตกหักกับครอบครัวก็มิปาน
ดังนั้นการที่เขากล้ามาขวางประตู จึงมิใช่เพราะพึ่งพาบารมีของตระกูลแต่อย่างใด เป็นเพียงการอาศัยนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจและเลือดเดือดพล่านในกายเท่านั้น
หวังหยางไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลอวี่แห่งซินเหย่ แต่เขาก็รู้ว่าในยุคสมัยนี้ ผู้ที่สามารถเข้ามาศึกษาในสำนักศึกษาประจำจวิ้นได้ ส่วนใหญ่ย่อมมิใช่บุตรหลานของครอบครัวธรรมดาสามัญ เขาไม่ได้ประสานมือคารวะตอบ เพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว "หลางหยาหวังหยาง นามรองจือเหยียน"
ศิษย์เจ็ดแปดคนที่แอบฟังอยู่หลังประตูถึงกับฮือฮาขึ้นมาในพริบตา "หวังแห่งหลางหยา? เขาคือคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาหรือ?!"
"เป็นตระกูลหวัง! ข้าฟังไม่ผิดใช่ไหม?!"
"เป็นสายไหนของตระกูลหวังกัน"
ทว่าอวี่อวี๋หลิงกลับไม่สนใจคำถามเหล่านี้ เขาเพียงเอ่ยถามว่า "ขอเรียนถามว่าอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาของคุณชายหวังคือ..."
'ไม่ถามถึงสายตระกูล แต่กลับถามถึงอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา นับว่าไม่เสียชาติเกิดเป็นบัณฑิตจริง ๆ เพียงแต่อาจารย์ของผมเป็นคนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด พูดไปนายก็ไม่รู้จักหรอก'
หวังหยางไม่ได้แต่งชื่อคนขึ้นมามั่ว ๆ เขาเพียงกล่าวว่า "มิอาจบอกกล่าวแก่คนนอกได้" เขาหยิบจดหมายที่เตรียมไว้แต่แรกออกมา "ตอนนี้ช่วยส่งมอบให้ข้าได้หรือยัง"
อวี่อวี๋หลิงลังเลอยู่ไม่กี่วินาที จากนั้นก็ถอนหายใจและรับจดหมายไป เขากล่าวว่า "โปรดรอสักครู่" แล้วเดินผ่านประตูเข้าไป ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงสองก้าวเขาก็หยุดชะงักกะทันหัน แล้วหันกลับมากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า
"นับแต่รัชศกไท่หยวนปีที่เก้าแห่งจักรพรรดิจิ้นเสี้ยวอู่ เซี่ยสือได้ถวายฎีกาขอฟื้นฟูสำนักศึกษาหลวงเป็นต้นมา สำนักศึกษาประจำจวิ้นในจิงโจวก็ได้ก่อตั้งมาเป็นเวลาหนึ่งร้อยเก้าปีแล้ว ตลอดร้อยปีมานี้เกิดศึกสงครามวุ่นวาย ทว่าธรรมเนียมการศึกษาของจิงโจวกลับมิได้ตกต่ำ ฟูมฟักบัณฑิตมากมาย ก็ล้วนต้องพึ่งพาสถานที่แห่งนี้ วิถีแห่งการศึกษา มิอาจผูกขาดไว้เพียงผู้เดียว! ซ่างซูฉบับอักษรปัจจุบันจะถูกยกเลิกมิได้เด็ดขาด! ขอคุณชายหวังโปรดพิจารณาด้วย!"
กล่าวจบเขาก็ประสานมือคารวะหวังหยางหนึ่งครั้ง แล้วรีบก้าวเดินจากไป
หวังหยางครุ่นคิดถึงคำพูดของอวี่อวี๋หลิงในใจ กลับรู้สึกมืดแปดด้าน 'ให้ผมพิจารณา พิจารณาเรื่องอะไรล่ะ'
ภายในห้องหนังสือของสำนักศึกษาประจำจวิ้น ชราหนึ่งหนุ่มสาวหนึ่งกำลังสนทนากัน
ชายชราอายุราวห้าหกสิบปี หนวดเคราและเส้นผมเป็นสีเทาขาว ท่าทางสง่างามตามแบบฉบับบัณฑิต เขาคืออาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาประจำจวิ้นแห่งนี้ หลิวเจา
ส่วนผู้ที่อายุน้อยกว่าคือหญิงสาวหน้าตางดงามหมดจดผู้หนึ่ง นางคือเซี่ยซิงหาน เจ้าของฉายา 'เซี่ยเต้าอวิ้นน้อย' ขณะนี้นางกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของหลิวเจาด้วยใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกผิด พลางเอ่ยบางสิ่งอย่างเงียบ ๆ
หลิวเจาเคยฝากตัวเป็นศิษย์ของเซี่ยจวง ท่านปู่ของเซี่ยซิงหาน อีกทั้งยังมีมิตรภาพเก่าแก่กับเซี่ยเฝ่ย บิดาของนาง ดังนั้นหลังจากที่เซี่ยซิงหานเดินทางมายังจิงโจว จึงได้รับการดูแลจากหลิวเจาอยู่บ่อยครั้ง และในการที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นเผชิญกับวิกฤตในครั้งนี้ เซี่ยซิงหานก็รู้สึกร้อนใจและเหน็ดเหนื่อย วิ่งเต้นจัดการหลายต่อหลายทาง
เมื่อหลิวเจาเห็นเด็กสาววัยสิบหกปีถูกเรื่องนี้กดดันจนคิ้วขมวดมุ่น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจ เขาเอ่ยปลอบใจว่า
"หลานหญิงไม่ต้องโทษตัวเองหรอก แม่ชีฮุ่ยซวี่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกมานานแล้ว การที่นางไม่เต็มใจออกหน้าก็ถือว่ามีเหตุผล เรื่องนี้ข้าจะหาทางออกเอง เจ้าพักผ่อนให้ดีเถอะ อย่าได้สิ้นเปลืองแรงกายแรงใจอีกเลย"
"หรือว่าท่านลุงจะคิดหาวิธีดี ๆ ออกแล้วเจ้าคะ เป็นทางฝั่งอ๋องจิ้งหลิงที่มีข่าวคราวใช่หรือไม่" เมื่อคิดว่าหากอ๋องจิ้งหลิงยอมช่วยเหลือ เซี่ยซิงหานก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าเบิกบานขึ้นมา
"ข้าเตรียมจะร่วมมือกับบรรดาตระกูลขุนนางแห่งแดนจิง ไปร้องเรียนต่อท่านอ๋องอย่างเปิดเผยที่จวนอ๋อง หากท่านอ๋องไม่ยอมพบ พวกเราก็จะรออยู่หน้าจวนอ๋อง รอจนกว่าพระองค์จะเสด็จออกมา พวกเราไม่เอาเงินทุนจากจวนว่าการโจวก็ได้ และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสำนักศึกษาเอง! ขอเพียงสามารถรักษาสำนักศึกษาประจำจวิ้นเอาไว้ได้ นอกเหนือจากโควตาเสนอชื่อเข้าสำนักศึกษาของรัฐประจำปีแล้ว ข้ายอมถอยให้ได้ทุกเรื่อง!"
เซี่ยซิงหานกล่าวด้วยความร้อนใจ "ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ! ด้วยอารมณ์ของอ๋องปาตง การทำเช่นนี้รังแต่จะให้ผลตรงกันข้าม!"
เดิมทีอ๋องปาตงก็เอนเอียงไปทางสำนักศึกษาอ๋องอยู่แล้ว และสำนักศึกษาอ๋องก็ถูกควบคุมโดยเหล่าตระกูลขุนนางจากเมืองหลวงที่ติดตามอ๋องปาตงมารับตำแหน่งที่จิงโจว
ดังนั้นการที่อ๋องปาตงลำเอียงเข้าข้างสำนักศึกษาอ๋อง นอกเหนือจากเพราะสำนักศึกษาอ๋องเป็นสถานที่ที่อ๋องอวี้จางก่อตั้งขึ้นแล้ว บางทีอาจแฝงเจตนาที่จะสนับสนุนตระกูลขุนนางจากเมืองหลวงด้วยก็เป็นได้
หากหลิวเจารวบรวมตระกูลขุนนางในโจวเพื่อไปก่อเรื่องวุ่นวายจริง ๆ นั่นจะไม่ใช่การประกาศตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋องอย่างชัดเจนหรอกหรือ
"ข้ารู้ แต่ก็นี่เป็นวิธีที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว อีกอย่าง การที่ข้าทำเช่นนี้ไม่เพียงทำเพื่อให้ท่านอ๋องทอดพระเนตร แต่ยังทำเพื่อให้หลิวถานดูด้วย ไม่ว่าเขาจะทำเพื่อการแย่งชิงความรู้ หรืออยากจะกอบโกยชื่อเสียงเกียรติยศในฐานะขุนนาง ข้าก็ต้องให้เขาได้เห็นความมุ่งมั่นของเหล่าขุนนางบัณฑิตแห่งจิงโจวของพวกเราในการรักษาสถานศึกษาและสืบทอดการสอนสั่ง! หากสุดท้ายยังต้องสั่งยุบสำนักศึกษาอีก..."
หลิวเจาสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
"เช่นนั้นก็ให้ท่านอ๋องส่งกองทหารมาเถอะ! ข้าหลิวเจาจะนั่งอยู่ตรงนี้! อยู่ร่วมเป็นตายไปกับสำนักศึกษาประจำจวิ้น!"
หากเวลานี้เป็นหญิงสาวทั่วไป ถ้าไม่เกลี้ยกล่อมหลิวเจาว่าอย่าได้วู่วาม ก็คงจะกล่าวคำพูดปลอบใจไปแล้ว ทว่าเซี่ยซิงหานกลับดื้อรั้นเหมือนหลิวเจา และชื่นชมในความมุ่งมั่นประเภท 'ยอมแตกหักเป็นหยก มิยอมอยู่รอดเป็นกระเบื้อง' เช่นเดียวกัน
นางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "ในเมื่อซิงหานเข้ามาจัดการเรื่องนี้แล้ว ก็จะต้องดูแลให้ถึงที่สุดเจ้าค่ะ หลิวเฉิงน้องชายของหลิวถานคุ้นเคยกับข้าดี ข้าจะขอร้องให้เขาไปเกลี้ยกล่อมพี่ชายของเขา อ้อ จริงสิ ยังมีท่านอวี่อี้อีกคน เขามีเส้นสายในจิงโจวกว้างขวางที่สุด และต้องมีอิทธิพลในเมืองหลวงไม่น้อยเช่นกัน หากเขายอมเอ่ยปาก แม้ท่านอ๋องจะไม่รับฟัง ก็ยังต้องคิดใคร่ครวญให้จงหนัก นี่จะสามารถซื้อเวลาให้พวกเราได้เจ้าค่ะ"
"คนอย่างโย่วเจี่ยน... ข้าถือว่าเขาเป็นสหายมาโดยตลอด" หลิวเจาส่ายหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง "ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่บุตรชายคนที่สองของเขาก็เป็นนักศึกษาของสำนักศึกษาประจำจวิ้นหรอก เอาแค่ในฐานะที่เขาเป็นผู้นำของตระกูลขุนนางแห่งจิงโจว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะนิ่งดูดายเลยสักนิด"
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา หลิวเจาเพิ่งพูดถึงบุตรชายคนที่สองของอวี่อี้ เสียงของอวี่อวี๋หลิงก็ดังขึ้นที่นอกประตู
"ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องจะรายงานขอรับ"
เซี่ยซิงหานไม่อยากพบแขกคนนอก จึงหันไปมองหลิวเจา หลิวเจาพยักหน้า เซี่ยซิงหานจึงเดินไปหลบอยู่หลังฉากกั้นไม้ลงรักวาดลาย
หลิวเจารอจนนางนั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงเรียกให้คนเข้ามา
"มีคนขอเข้าพบท่านอาจารย์ นี่คือจดหมายของเขาขอรับ" อวี่อวี๋หลิงยื่นจดหมายให้อย่างคอตก
หลิวเจารับจดหมายมาด้วยความแปลกใจ "เจ้าถึงกับยอมเข้ามารายงานให้เลยหรือ นับว่าหาได้ยากยิ่ง ข้าเคยพูดไว้ตั้งนานแล้วว่าในเมื่อสำนักศึกษาอ๋องเตรียมตัวมาอย่างดี พึ่งพิงแค่การขัดขวางย่อมขวางไว้ไม่อยู่หรอก"
"มีธุระสิ่งใด ศิษย์ย่อมต้องเป็นผู้รับใช้ ศิษย์ไร้ความสามารถ ทำได้เพียงช่วยท่านอาจารย์ขัดขวางพวกคนไม่ได้เรื่องที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมพวกนั้น ทว่าคนผู้นี้ไม่เหมือนกันขอรับ"
หลิวเจาเห็นท่าทางปั้นหน้ายากของอวี่อวี๋หลิงก็พอจะเดาเรื่องราวได้คร่าว ๆ เขาจึงกล่าวขณะเปิดอ่านจดหมายว่า
"บอกเจ้าตั้งนานแล้วว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน โดนเล่นงานเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน หลังจากที่เจ้าต้อนเจ้าหน้าที่อู๋ด้วยคำถามจนพูดไม่ออก หางเจ้าก็ชี้ขึ้นฟ้าไปแล้ว ตอนนี้รู้ซึ้งถึงความเก่งกาจแล้วหรือยัง"
"ศิษย์คิดว่าในเมื่อเขากล้ามา ก็ย่อมต้องร่ำเรียนซ่างซูเป็นแน่ ศิษย์จึงถามคัมภีร์หลุนอวี่และคัมภีร์ชุนชิวไป แต่เขา... หรือว่าเขาจะแตกฉานถึงสองคัมภีร์เลยหรือขอรับ" อวี่อวี๋หลิงบ่นอุบอิบเสียงเบา
เบญจคัมภีร์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ผู้ที่แตกฉานได้เพียงหนึ่งคัมภีร์ก็สามารถสร้างชื่อเสียงในยุคปัจจุบันได้แล้ว และคัมภีร์หลุนอวี่ไม่ได้เป็นหนึ่งในเบญจคัมภีร์ ดังนั้นอวี่อวี๋หลิงจึงสงสัยว่าคุณชายหนุ่มผู้นี้อาจจะเรียนจนแตกฉานทั้งคัมภีร์ชุนชิวและซ่างซูถึงสองคัมภีร์
หลิวเจาไม่ได้ยินคำพูดของอวี่อวี๋หลิงเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเพียงแค่กวาดตามองตัวอักษรบนกระดาษจดหมายแวบเดียว ก็ลืมเลือนทุกสิ่งรอบตัวไปจนสิ้น
อวี่อวี๋หลิงไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้เป็นอาจารย์ จึงเงยหน้าขึ้นและต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่า อาจารย์ของตนกำลังประคองกระดาษจดหมายไว้ด้วยรูม่านตาที่สั่นระริก สองมือสั่นเทาเล็กน้อย!







