"จะซื้อหรือไม่ค่อยว่ากัน ข้าน้อยขอสวมให้คุณชายลองดูก่อน ว่าออกมาเป็นเช่นไรขอรับ" เถ้าแก่ร้านสวมผ้าโพกหัวเจี่ยวจินให้หวังหยางอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วร้องอุทาน "เหมาะ เหมาะ! ช่างเหมาะสมอะไรเช่นนี้! เสื้อป้ายเจี๋ยอีสีขาว ผ้าโพกหัวเจี่ยวจินสีคราม ตอนนี้ก็ขาดแค่ผ้านุ่งชิงอวิ๋นซางสีครามอีกตัวเท่านั้น"
การแต่งกายในยุคนั้น ท่อนบนสวมเสื้อ ท่อนล่างสวมผ้านุ่ง แม้จะมีกางเกง ทว่ากางเกงที่ใช้สวมไว้ด้านนอกมักจะจับคู่กับเสื้อตัวสั้นที่เรียกว่า ‘เจ่อ’ รวมเรียกกันว่า ‘คู่เจ่อ’
กางเกงยังแบ่งออกเป็นกางเกงแบบมีเป้าเรียกว่า ‘คุน’ และกางเกงเปิดเป้าเรียกว่า ‘คู่’ บรรดาปัญญาชนเวลาสวมคุนมักจะสวมกระโปรงหรือผ้านุ่งทับไว้ด้านนอก การปล่อยให้เห็นคุนถือเป็นการเสียมารยาทหรือไม่น่าดู
ส่วนคนที่สวมกางเกงเป้าปิด หรือก็คือ ‘คุน’ ที่หัวหน้ากองเซวียมอบให้ไว้ด้านนอกโดยตรงแบบหวังหยางนั้น ถือเป็นการแต่งกายของชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
เถ้าแก่ร้านหยิบผ้านุ่งชิงอวิ๋นซางออกมาอย่างคล่องแคล่ว "นี่คือผ้าป่านที่ทอจากต้นป่านจู้หมา แม้จะไม่ละเอียดเท่าผ้าเยว่ปู้ แต่ก็เป็นผ้าเนื้อดีชั้นเลิศนะขอรับ! ราคาเพียงสี่ร้อยอีแปะเท่านั้น คุณชายลองดูสักหน่อยเถิด แค่ลองดูก็ได้ขอรับ!"
หวังหยางโบกมือปฏิเสธ กำลังจะถอดผ้าโพกหัวเจี่ยวจินออก เฮยฮั่นก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน "ผู้น้อยเห็นว่าคุณชายสวมชุดนี้ได้พอดีนัก หากคุณชายถูกใจ ก็ซื้อไปทั้งหมดเลยเถิดขอรับ"
เฮยฮั่นตบดาบคาดเอวลงตรงหน้าเถ้าแก่ร้าน "ดูให้ดี นี่คือดาบหวนโส่วเตาที่สำนักช่างแห่งจิงโจวสร้างขึ้นเมื่อครั้งอ๋องอวี้จางเป็นผู้ตรวจการมณฑล ข้าขอจำนำไว้ที่นี่ก่อน เพื่อแลกกับผ้าโพกหัวและผ้านุ่งผืนนี้ ท่านคงไม่ขาดทุนกระมัง"
สำนักช่างคือหน่วยงานทางการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตีขึ้นรูปอาวุธ
หวังหยางสังเกตเห็นว่า ตอนที่เฮยฮั่นพูดถึงอ๋องอวี้จาง เขาก็ประสานมือคารวะไปทางด้านบนขวาเหมือนกับหัวหน้าหมู่บ้านก่อนหน้านี้
"นี่คืออาวุธอวี้จางหรือ" เถ้าแก่ร้านหยิบดาบขึ้นมาลูบคลำฝักดาบด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ชักใบดาบออกมาพิจารณาอย่างละเอียด
สมัยที่อ๋องอวี้จางเซียวอี๋ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลจิงโจว ถือเป็นยุคสมัยที่จิงโจวรุ่งเรืองที่สุด
ในเวลานั้นตำแหน่งหนานหมานเซี่ยวเว่ยมียังไม่ถูกยกเลิก อ๋องอวี้จางควบตำแหน่งบัญชาการกองกำลังทั้งสองแห่งคือค่ายจิงโจวและจวนหนานหมาน เป็นผู้ตรวจการมณฑลใหญ่สองแห่งคือจิงโจวและเซียงโจว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดล้วนเบิกจ่ายจากราชสำนัก ทำให้ได้รับการอุดหนุนอย่างมั่งคั่ง พูดอีกอย่างก็คือการนำทุนรอนมหาศาลมาอัดฉีดให้จิงโจว
ดังนั้นในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นราคาเสบียงหรือภาษีอากร ล้วนต่ำที่สุดนับแต่ยุคใกล้เป็นต้นมา จนถึงขั้นที่เสบียงราคาถูกทำร้ายชาวนา ด้วยเหตุนี้จึงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ชาวนานำเสบียงมาจ่ายแทนเงินค่าภาษีได้ อีกทั้งยังยกเว้นภาษีอากรที่ค้างชำระของทุกคนในอาณาเขตก่อนหน้านี้ด้วย
เพราะฉะนั้นแม้ว่าอ๋องอวี้จางจะจากจิงโจวไปนานแล้ว แต่ก็ยังคงได้รับความเคารพรักจากชาวจิงโจวอยู่
เนื่องจากอ๋องอวี้จางไม่ขาดแคลนเงินทอง วัสดุที่ใช้สร้างอาวุธจึงเป็นวัสดุชั้นเลิศเช่นกัน เพื่อปราบปรามกบฏชนเผ่า อ๋องอวี้จางยังส่งคนไปควบคุมงานที่สำนักช่างด้วยตนเอง อาวุธที่สร้างออกมาจึงมีคุณภาพดีเยี่ยม ผู้คนเรียกอาวุธชุดนี้ว่า ‘อาวุธอวี้จาง’ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก
"เจ้าคงไม่ใช่ทหารหรอกนะ" เถ้าแก่ร้านมองเฮยฮั่นด้วยความสงสัย
เฮยฮั่นสีหน้าไม่เปลี่ยน "ย่อมไม่ใช่แน่ มิเช่นนั้นข้าคงรนหาที่ตาย ถึงกล้านำดาบทหารมาจำนำ"
ทหารขายดาบมีโทษถึงตาย นี่คือเหตุผลที่ตอนรวบรวมเงินเฮยฮั่นไม่เคยนับรวมดาบเล่มนี้เข้าไปด้วย ตอนนี้เขาคิดตกแล้ว หากอีกสามวันหาเงินมาคืนไม่ได้ ประโยชน์ของการเก็บดาบเล่มนี้ไว้ก็คือเอาไว้สู้ตายกับตู้ซานเหยีย ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็พอจะเดาได้ ดังนั้นจะมีดาบหรือไม่มีดาบก็ไม่ต่างกันมากนัก
อีกอย่างเขาได้เห็นกับตาแล้วว่าหวังหยางสามารถยืมเงินสองพันอีแปะมาได้ในเวลาอันสั้น เขาจึงยิ่งเชื่อมั่นในความสามารถของหวังหยางมากขึ้น
นี่ก็เหมือนกับที่เขาพูดเรื่องการลงพนันกับติงจิ่ว ในเมื่อเอาชีวิตทั้งชีวิตมาเดิมพันกับหวังหยางแล้ว จะเอาดาบเล่มนี้มาลงเดิมพันด้วยอีกสักเล่มก็ไม่เห็นเป็นไร
หวังหยางอยากจะห้ามเฮยฮั่น แต่เฮยฮั่นกลับชิงพูดกับเถ้าแก่ร้านก่อน "ตกลงตามนี้นะ ดาบเล่มนี้ข้าจำนำไว้กับท่านชั่วคราว ภายในสามวันข้าจะนำเงินมาไถ่คืน"
"หากสามวันให้หลังเจ้าไม่มา..."
"ดาบนี้ก็ตกเป็นของท่าน!"
"ตกลง คำพูดเลื่อนลอยไม่มีหลักฐาน เขียนหนังสือสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็แล้วกัน"
หลังจากทั้งสองคนออกจากร้าน หวังหยางก็พูดขึ้น "ความจริงไม่เห็นจำเป็นต้องจำนำดาบเลย"
เฮยฮั่นตอบ "แม้ผู้น้อยจะไม่รู้ว่าคุณชายคิดจะทำสิ่งใด แต่ก็สัมผัสได้ว่าคุณชายทำสิ่งต่างๆ อย่างมีแบบแผน การที่ก่อนหน้านี้ให้ผู้น้อยไปซื้อแป้งสาลีก็พอมองออกแล้ว ในเมื่อคุณชายสนใจผ้าโพกหัวเจี่ยวจิน ย่อมต้องมีเหตุผลของคุณชายเป็นแน่ขอรับ"
หวังหยางตบไหล่เฮยฮั่น "วันหน้าอยู่ต่อหน้าข้าไม่ต้องเรียกตัวเองว่าผู้น้อยหรอก"
เฮยฮั่นมีท่าทีตื่นตระหนก "ผู้น้อยมิกล้าขอรับ!"
"ข้าอนุญาต มีสิ่งใดมิกล้ากันเล่า อยู่ต่อหน้าคนนอกก็ทำตามเดิม ตอนที่มีแค่เราสองคนไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น"
เฮยฮั่นมองออกตั้งนานแล้วว่าคุณชายท่านนี้แตกต่างจากผู้อื่น จึงไม่มัวแต่อิดออด รีบประสานมือคารวะแล้วกล่าว "ขอบคุณคุณชายขอรับ!"
แม้จะเป็นเพียงการอนุญาตเรื่องสรรพนาม แต่เฮยฮั่นกลับรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น
"ชื่อเสียงของอ๋องอวี้จางในจิงโจวดีมากเลยสินะ" หวังหยางลองหยั่งเชิงดู
"ย่อมเป็นเช่นนั้นขอรับ ตอนที่อ๋องอวี้จางปกครองจิงโจว ค่ายทหารของเราได้กินข้าวสาลีทุกวัน ซ้ำยังเคยแจกข้าวสาร ข้าวเจ้าแท้ๆ ข้าวสวยขาวๆ! รสชาตินั้นช่าง..." เฮยฮั่นเดาะลิ้น ราวกับกำลังหวนนึกถึงรสชาติของข้าวสวย
"ผู้ตรวจการมณฑลคนปัจจุบันเมื่อเทียบกับอ๋องอวี้จางแล้วเป็นอย่างไรบ้าง" แม้หวังหยางจะเชื่อใจเฮยฮั่น แต่ความเชื่อใจก็ต้องมีขีดจำกัด ในเมื่อแสร้งทำตัวเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาแล้ว ก็ไม่อาจถามตรงๆ ได้ว่าอ๋องอวี้จางคือผู้ใด ทำได้เพียงใช้วิธีพูดคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อหลอกถามข้อมูลเช่นนี้เท่านั้น
"เรื่องนี้ผู้... ข้าก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เรื่องใหญ่ๆ ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่าหมู่นี้ทั้งราคาข้าวและราคาผ้าต่างก็พุ่งสูงขึ้น พวกชนเผ่าก็เหิมเกริมมาก" พอพูดถึงตรงนี้เฮยฮั่นก็ลดเสียงลง "ได้ยินมาว่าเมื่อเดือนก่อนพวกชนเผ่ายังลอบโจมตีด่านค่ายที่ป่าเฉากงหลิน มีคนตายไปสามสิบกว่าคน เพียงแต่เบื้องบนปิดข่าวเอาไว้ ไม่ยอมเปิดเผย หากเป็นตอนที่อ๋องอวี้จางยังอยู่ล่ะก็ เรื่องเช่นนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด"
"ถ้าอย่างนั้นผู้ตรวจการมณฑลท่านนี้ก็ไม่เป็นที่เคารพรักของชาวบ้านน่ะสิ"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ อย่างไรเสียท่านอ๋องก็ได้รับการเลี้ยงดูมาโดยอ๋องอวี้จาง ทุกคนต่างเห็นแก่ไมตรีของอ๋องอวี้จาง จึงยินดีให้ท่านมาปกครองจิงโจว ยิ่งไปกว่านั้นท่านอ๋องยังมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ พละกำลังมหาศาลดุจเทพยดา สามารถง้างธนูขนาดสี่หูได้ ทั่วทั้งกองทัพมีผู้ใดบ้างที่ไม่เลื่อมใสศรัทธา"
'ท่านอ๋อง? เหตุใดถึงมีท่านอ๋องโผล่มาอีกคนเล่า'
'จริงสิ ราชวงศ์ใต้มักจะมีระบบ “อ๋องเชื้อพระวงศ์ออกรักษาการ” กล่าวคือการส่งอ๋องในราชวงศ์ไปประจำการยังหัวเมืองต่างๆ ดูท่าผู้ตรวจการมณฑลจิงโจวคนปัจจุบันก็คงเป็นอ๋องเช่นกัน'
'แต่เหตุใดถึงบอกว่าอ๋องผู้นี้ได้รับการเลี้ยงดูมาจากอ๋องอวี้จางเล่า'
เฮยฮั่นไม่ได้เอะใจอันใด จึงเอ่ยถาม "คุณชาย พวกเราจะไปที่ใดกันต่อดีขอรับ"
หวังหยางเก็บความสงสัยในใจเอาไว้ชั่วคราว เอามือไพล่หลังแล้วกล่าว "สำนักศึกษาประจำจวิ้น"
สำนักศึกษาประจำจวิ้นในจิงโจวมีอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือสำนักศึกษาทางการของท้องถิ่นจิงโจว ส่วนอีกแห่งคือ ‘สำนักศึกษาอ๋อง’ ที่อ๋องอวี้จางเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสำนักศึกษาอ๋องมีเบื้องหลังเป็นอ๋องอวี้จาง แค่ผู้ดูแลเป็นชนชั้นสูงตระกูลใหญ่เฉกเช่นตระกูลหวังแห่งหลางหยาอย่างตระกูลหลิวแห่งเหอตง หวังหยางก็ไม่อยากลงมือจากสถานที่แห่งนี้แล้ว
ประการแรกคือเกรงว่าที่แห่งนี้จะหยิ่งยโสและกีดกันคนนอก ประการที่สองคือเขายังไม่มั่นใจในการปลอมแปลงฐานะของตนเองด้วย
เพราะฉะนั้นหวังหยางจึงพุ่งเป้าไปที่สำนักศึกษาทางการของท้องถิ่นตั้งแต่แรก
สำนักศึกษาทางการตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อรวมกับอาคารเรียนและสระน้ำแล้ว นับว่ามีพื้นที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ถนนหนทางโดยรอบล้วนห้ามส่งเสียงร้องเร่ขายของเอะอะโวยวาย
ทำให้ผู้ที่สัญจรไปมารู้สึกได้ถึงความเคร่งขรึมสง่างามทันทีที่เข้าใกล้
ทั้งสองคนถามทางจนมาถึงหน้าประตูสำนักศึกษาประจำจวิ้น มองเห็นใต้ต้นแปะก๊วยขนาดสามคนโอบ ประตูใหญ่สีดำสนิทเปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง มีตั่งยาวตัวหนึ่งขวางอยู่หน้าประตู บนตั่งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งถือม้วนตำรากำลังอ่านอย่างใจจดใจจ่อ
เด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมยาวแบบชายโค้ง บนศีรษะสวมหมวกทรงสูงสีดำ หวังหยางมองแวบเดียวก็จำได้ว่านี่คือชุดรู่ฝูของชาวรู่ หรือที่คนโบราณเรียกว่า ‘เสื้อเฝิงเย่’ และ ‘หมวกจางฝู่’
'คนผู้นี้คือปัญญาชนรู่!'
สิ่งที่เรียกว่าการค้ำจุนโลกและเผยแผ่คำสอน ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าวิถีแห่งปราชญ์รู่ รากฐานของวิถีแห่งปราชญ์รู่ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าคัมภีร์ทั้งห้า
วิชาความรู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับคัมภีร์ทั้งห้า เรียกว่า ‘จิงเสวีย’
สมัยราชวงศ์เหนือใต้แม้ศาสตร์เสวียนเสวียและพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกัน แต่สำนักศึกษาทางการก็ยังคงยึดมั่นในวิชาจิงเสวียมาโดยตลอด ไม่เคยหวั่นไหวแม้แต่น้อย
การที่มีปัญญาชนรู่สวมชุดรู่ฝูอยู่หน้าประตูสำนักศึกษาประจำจวิ้นไม่ใช่เรื่องแปลก
'ที่แปลกคือการวางตั่งไว้หน้าประตูต่างหาก หรือว่านี่จะเป็นธรรมเนียมอะไรที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้กันแน่'
หวังหยางเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยขึ้น "ขออภัย "
"มาพบอาจารย์ใหญ่หรือ" ปัญญาชนรู่เอ่ยถามตามน้ำ ทว่าสายตากลับไม่ได้ละไปจากม้วนตำราเลย







