"บ้าอะไรเนี่ย? มีผู้หญิงอยู่แล้ว ยังมาดูตัวอีก?"
"ไปเถอะ คนบ้านนี้มันไม่ใช่คนดีจริงๆ!"
พวกแม่สื่อพากันประท้วง พาเด็กสาวจากไปด้วยความโกรธเคือง
"เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด! พวกเราก็ไม่รู้เรื่องนะ!" ตู้ต้าเพ่ากับหลี่ชุ่ยเหลียนตะโกนร้องขอความเป็นธรรมอยู่ด้านหลัง
รอจนฝูงชนแยกย้ายกันไป
ตู้หย่งเซี่ยวถลึงตาใส่โบตั๋นขาว
เขาเข้าใจว่าโบตั๋นขาวกำลังเล่นลูกไม้อะไร
โบตั๋นขาวก็รู้ว่าตู้หย่งเซี่ยวมองออกว่าเธอกำลังเล่นลูกไม้
"เอาล่ะ ขนของก่อน!" ตู้หย่งเซี่ยวเรียกเหวินหัวโตและจวีฟันเหยิน
พอเข้าบ้านไปก็ตกใจ!
โสม หอยเป๋าฮื้อ รังนก หูฉลาม กระเพาะปลา!
ทั้งบ้านเต็มไปด้วยของขวัญ จนไม่มีแม้แต่ที่ยืน
"อะไรเนี่ย?" ตู้หย่งเซี่ยวมองไปที่พ่อ
ตู้ต้าเพ่าลำบากใจอย่างยิ่ง ทำได้เพียงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังรอบหนึ่ง
"ของพวกนี้พี่น้องที่ดีของฉัน ป๋ายหัวกลาก ไก่ตีนดำ แล้วก็หมูสับหรงเป็นคนส่งมาให้ทั้งนั้น!"
พูดยังไม่ทันจบก็โดนเขกหัวไปหนึ่งที "ส่งมาบ้าอะไรล่ะ บอกให้เอาไปคืน นายกลับรับไว้หมดทุกอย่าง!" หลี่ชุ่ยเหลียนด่าจบก็หันไปถลึงตาใส่ลูกชายตู้หย่งเซี่ยว "แล้วก็นายด้วย มีบ้านไม่กลับ พอกลับมาก็พา..." เธอเหลือบมองโบตั๋นขาวแวบหนึ่ง "หมายความว่ายังไงฮะ?"
ตู้หย่งเซี่ยวขี้เกียจอธิบาย
โบตั๋นขาวกลับก้าวไปข้างหน้า "คุณป้าใช่ไหมคะ อย่าเข้าใจผิดเลยค่ะ ฉันเป็นคนช่วยคุณตู้ทำงานน่ะค่ะ แต่ว่าฉันเรียกคุณว่าคุณป้าจะเหมาะหรือเปล่าคะ?"
"เอ๊ะ หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่าคุณดูสาวมากเลยค่ะ ดูยังไงก็อายุแค่ยี่สิบกว่าๆ เท่านั้น โดยเฉพาะผิวคุณที่เนียนกริบขนาดนี้ ไม่ทราบว่าปกติใช้สกินแคร์อะไรคะ..."
"สกินแคร์เหรอ? ฉันไม่เคยใช้หรอก ใช้แต่สบู่กำมะถัน แต่ว่ากลิ่นมันแรงไป ตอนนี้เลยเปลี่ยนมาใช้สบู่หอมแล้ว"
"ถ้าอย่างนั้นก็สวยมาตั้งแต่เกิดแล้วสิคะ ฉันเรียกคุณว่าพี่สาวได้ไหมคะ?"
"ฮะๆ เธอเรียกฉันว่าพี่เหลียนก็พอแล้ว!"
มองดูโบตั๋นขาวที่พริบตาเดียวก็เรียกแม่ตัวเองเป็นพี่เป็นน้อง ตู้หย่งเซี่ยวทำได้เพียงกลอกตา เห็นเหวินหัวโตกับจวีฟันเหยินยังคงยืนอึ้งอยู่ จึงพูดว่า "ยืนบื้อทำไม? ย้ายบ้านก่อน!"
ตู้ต้าเพ่ารีบถาม "แล้วของขวัญพวกนี้ล่ะ?"
"ขนไปด้วยเลย!" ตู้หย่งเซี่ยวตอบ "อันไหนไม่เอาก็ทิ้งไป!"
"ทิ้งบ้าอะไรล่ะ!" ตู้ต้าเพ่ารีบปกป้องของพวกนั้น "นี่มันของมีค่าทั้งนั้น!"
……
ผู้คนในสือเสียเหว่ยต่างมองดูตระกูลตู้บรรทุกของขวัญเต็มคันรถจากไปด้วยความอิจฉา ส่วนพวกหม้อชามรามไหและเฟอร์นิเจอร์ผุพัง หลี่ชุ่ยเหลียนก็ใจกว้างยกให้คนอื่นไปหมด
เพราะโบตั๋นขาวบอกกับพี่สาวคนดีของเธอว่า ที่บ้านใหม่มีทุกอย่างพร้อมแล้ว ในเมื่อทั้งสองเป็นพี่น้องกันก็ไม่ต้องเกรงใจกัน
หลี่ชุ่ยเหลียนก็เป็นคนตรงไปตรงมา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรควรทิ้งก็ทิ้ง อะไรควรให้ก็ให้
"ตระกูลตู้ไปแล้ว ต่อไปสือเสียเหว่ยคงเงียบสงบขึ้นเยอะ!"
"นั่นสิ พอเงียบสงบแบบนี้กลับรู้สึกไม่ค่อยชินเลย!"
เพื่อนบ้านต่างถอนหายใจขณะมองดูรถกระบะคันเล็กที่แล่นห่างออกไป
ลุงอาสุ่ยสับอ้อยเสียงดังฉึบฉับ
อาลี่ลูกสาวของเขาร้องไห้พลางถามว่า "พวกพี่เซี่ยวจะกลับมาอีกไหมจ๊ะ?"
"ที่กันดารแบบนี้ ผีที่ไหนจะกลับมา!" ลุงอาสุ่ยพูดจบก็หยุดสับอ้อย แล้วมองลูกสาวด้วยความละอายใจ "พ่อขอโทษนะ! อาเซี่ยวเป็นลูกเขยที่ดี พ่อมันตาบอดเอง!"
……
ถนนเติงต่าซื่อตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างโหยวหมาตี้และมงก๊กในฝั่งเกาลูน มีชื่อเสียงในฮ่องกงจากร้านกาแฟชั้นบน
เดิมทีตู้หย่งเซี่ยวคิดว่าตึกแถวของโบตั๋นขาวคงเป็นแค่ตึกเล็กๆ ธรรมดาทั่วไป ไม่นึกเลยว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์สูงห้าชั้น
โบตั๋นขาวทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี แนะนำว่าชั้นหนึ่งเป็นร้านทาร์ตไข่ ชั้นสองเป็นร้านกาแฟ ส่วนชั้นสามเป็นห้องภาพและอักษรวิจิตร ล้วนเงียบสงบดี
โบตั๋นขาวอาศัยอยู่ชั้นสี่ ถ้าครอบครัวของตู้หย่งเซี่ยวไม่รังเกียจก็ไปพักที่ชั้นห้าได้
พอหลี่ชุ่ยเหลียนเห็นตึกใหญ่ขนาดนี้ก็ตกใจ รีบดึงตู้หย่งเซี่ยวไปข้างๆ เพื่อถามว่าค่าเช่าเท่าไหร่
ตู้หย่งเซี่ยวบอกว่าเดือนละสองร้อย หลี่ชุ่ยเหลียนจะไปเชื่อได้ยังไง ตู้ต้าเพ่าจึงวิ่งมาดึงเธอไปอีกทางแล้วพูดว่า "ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าโบตั๋นขาวคนนั้นมีใจให้อาเซี่ยวบ้านเรา ไม่แน่ว่าต่อไปนอกจากจะไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแล้ว ยังอาจจะเก็บค่าเช่าได้อีกด้วย!"
หลี่ชุ่ยเหลียนด่าว่า "นายเกาะผู้หญิงกินคนเดียวก็พอแล้ว ยังอยากให้ลูกชายเป็นเหมือนนายอีกเหรอ?"
……
เหวินหัวโตกับจวีฟันเหยินช่วยตระกูลตู้ขนของขึ้นไปชั้นห้า
อันที่จริงพวกเขาสองคนไม่ต้องช่วยเลยก็ได้ ตู้หย่งซุ่นอันธพาลน้อยจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว มือหิ้วโอ่งน้ำกับโอ่งข้าวสาร หลังแบกเตียงไม้ขนาดใหญ่ แถมบนเตียงยังมีโต๊ะเก้าอี้มัดติดไว้อีก... ของที่เขาขนคนเดียวนับว่าเท่ากับแรงคนห้าคนเลยทีเดียว
เรื่องนี้ทำให้เหวินหัวโตกับจวีฟันเหยินคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า เด็กคนหนึ่งจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้ได้ยังไง?
มีคนช่วยย้ายบ้าน ตู้หย่งเซี่ยวเลยสบายแฮ นั่งคุยเล่นกับโบตั๋นขาวอยู่ในร้านทาร์ตไข่ชั้นหนึ่ง
ตู้หย่งเซี่ยวมองออกว่า โบตั๋นขาวคนนี้มีหัวการค้ามาก ตึกนี้เธอก็เป็นคนยุให้กุ้ยฟันทองซื้อ ตอนนั้นลงทุนไปแค่หนึ่งแสนห้าหมื่น ตอนนี้มูลค่าปาเข้าไปสามแสนแล้ว กำไรบานเบอะเท่าตัวเลยทีเดียว
เถ้าแก่ยกทาร์ตไข่มาเสิร์ฟ บอกว่าให้กินฟรี
วางทาร์ตไข่ลงแล้ว แต่คนยังไม่ยอมไป เอาแต่อ้ำอึ้งเหมือนมีอะไรจะพูด
โบตั๋นขาวจึงถามว่าเขามีธุระอะไร
เถ้าแก่ผู้ชายถึงได้เอ่ยปาก "ขอร้องล่ะครับคุณหนูป๋าย ช่วยลดค่าเช่าลงหน่อยเถอะ! ไม่อย่างนั้นธุรกิจของผมคงไปไม่รอดแน่ๆ!"
โบตั๋นขาวยังไม่ทันได้ซักถาม กระดิ่งลมที่หน้าประตูก็ดังขึ้น ผู้ชายสองคนเดินอาดๆ เข้ามาจากข้างนอก
หนึ่งในนั้นถือชานมหยวนยาง ในปากคาบหลอดอยู่ เขาพูดกับเถ้าแก่ว่า "ขอให้ร่ำรวยนะ! ค่าคุ้มครองของเดือนนี้ได้เวลาจ่ายแล้วไม่ใช่เหรอ?"
"ขอโทษจริงๆ ครับ นักสืบโจว นักสืบอู๋! ช่วงนี้ทำมาค้าขายไม่ค่อยดี ผมหมุนเงินไม่ทัน ไม่มีเงินจริงๆ ครับ!"
"ไม่มีเงิน?" นักสืบโจวที่คาบหลอดเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ เปิดลิ้นชัก แล้วคว้าธนบัตรย่อยข้างในขึ้นมานับ "ถุย ยังไม่ถึงสามสิบหยวนเลย!"
ส่วนนักสืบอู๋อีกคนก็วิ่งไปที่เตาอบทาร์ตไข่ หยิบทาร์ตไข่ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ใส่ถุงอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาของอื่นที่พอจะหยิบฉวยได้
นักสืบโจวยัดเงินสามสิบหยวนอันน้อยนิดใส่กระเป๋า หันไปตวาดใส่เถ้าแก่ผู้ชาย "แม่มึงเถอะ คนอื่นเขาค้าขาย แกก็ค้าขาย บ้าอะไรวะเนี่ย ถึงได้มีรายได้แค่นี้?"
"ไม่ได้นะครับ เมื่อวานเจ้านายฝั่งมงก๊กเพิ่งจะมา วันนี้พวกคุณฝั่งโหยวหมาตี้ก็มาอีก ร้านของผมต่อให้เป็นภูเขาทองภูเขาเงินก็คงถูกสูบจนหมดตัวแน่!" เถ้าแก่ผู้ชายแทบจะร้องไห้
เขาโชคร้ายมาแปดชาติ ร้านนี้ดันมาเปิดอยู่ตรงกลางระหว่างมงก๊กกับโหยวหมาตี้พอดี เลยมีคนมาสูบเลือดสูบเนื้อจากทั้งสองฝั่ง!
"นี่แกกำลังแกล้งจนเรอะ!" นักสืบโจวรู้สึกหงุดหงิดมาก เขาคาบหลอดเดินไปตรงหน้าเถ้าแก่หวง พรวด! แล้วพ่นชานมใส่หน้าเถ้าแก่หวงเต็มๆ
เถ้าแก่หวงโดนชานมเต็มหน้า แต่ก็ไม่กล้าเช็ด ใบหน้าแก่ๆ แดงก่ำด้วยความโกรธ สองหมัดกำแน่น
โบตั๋นขาวชักจะทนดูไม่ไหว ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า "พวกคุณทำแบบนี้มันจะเกินไปหน่อยไหม?"
อันที่จริงนักสืบโจวกับนักสืบอู๋สังเกตเห็นโบตั๋นขาวตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้พอเห็นโบตั๋นขาวเป็นฝ่ายออกโรงเอง ทั้งสองก็หันไปสบตากันด้วยสายตาหื่นกาม
นักสืบโจวยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย "คนสวย เธอเป็นใครกันอีกล่ะ อยากมาเล่นสนุกกับฉันไหมล่ะ?"
โบตั๋นขาวยังไม่ทันเอ่ยปาก ตู้หย่งเซี่ยวก็ลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม ขยับคอเสื้อให้เข้าที่ "ฉันเล่นกับแก ได้หรือเปล่าล่ะ?"







