98. บทที่ 98 พลิกสามัญสำนึก
เป่ยฝู่ แผนกป้องกันควบคุมและพัฒนาแบบบูรณาการ
ฟู่เจียงสุ่ยกำลังทำการทดลองพิเศษอย่างหนึ่ง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ งานประจำวันของเขานั้นน่าเบื่อและจำเจ ทุกวันนี้ยุคที่แค่เอาธาตุไม่กี่ชนิดมาผสมกันมั่วๆ ก็เขียนเปเปอร์วิจัยใหม่ได้หลายฉบับนั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว แม้แต่ในแวดวงเหล็กกล้าผสมขั้นพื้นฐานที่สุด ตัวเลขรหัสรับรองก็ปาเข้าไปเกือบแสนลำดับแล้ว หากต้องการสร้างผลงานในด้านนี้ นอกจากการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสัดส่วนส่วนผสมของเหล็กแล้วทำการทดลองซ้ำๆ สิ่งที่เหลือก็คงต้องพึ่งพาโชคชะตาเพียงอย่างเดียว
ฟู่เจียงสุ่ยก็ไม่มีข้อยกเว้น
เขามีห้องปฏิบัติการของตัวเอง มีแม้กระทั่งทีมงานของตัวเอง การทดลองหลายอย่างแค่โยนให้ผู้ช่วยไปทำก็พอ ส่วนเวลาส่วนใหญ่ของเขานั้นหมดไปกับการอ่านรายงาน และรายงานหลายฉบับแค่ปรายตามองก็รู้แล้วว่า นี่เป็นการทดลองที่ไร้ความหมายอีกครั้ง วัสดุนั้นเป็นของใหม่ก็จริง แต่ประสิทธิภาพด้านต่างๆ ไม่แย่จนดูไม่ได้ ก็มีข้อบกพร่องร้ายแรง สรุปสั้นๆ คือเอาไปใช้งานจริงไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่อาจนับว่าเป็นผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ
จนกระทั่งเขาได้รับภารกิจลับ และถูกย้ายมามีส่วนร่วมกับงานใหม่ที่เป่ยฝู่
วันเวลาอันแสนเคยชินก็เปลี่ยนไป
หลังจากมาที่นี่ฟู่เจียงสุ่ยถึงเพิ่งได้รู้ว่า เขาจำเป็นต้องศึกษาวัตถุชนิดหนึ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ส่วนจะศึกษาเนื้อหาอะไรบ้าง เบื้องบนไม่ได้ระบุไว้ เพียงแต่บอกว่ายิ่งครอบคลุมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ข้อกำหนดการวิจัยที่คลุมเครือขนาดนี้ เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
ตอนแรกฟู่เจียงสุ่ยไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก ท้ายที่สุดแล้วการสร้างวัสดุใหม่ที่มีประโยชน์นั้นยาก แต่การวิเคราะห์สิ่งที่มีอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายดายราวกับน้ำไหลลงคลองหรอกหรือ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมโปรเจกต์นี้ถึงถูกจัดให้เป็นความลับขั้นสุดยอด นั่นก็เดาได้ไม่ยากนัก ของคงได้มาแบบหายากสุดๆ ถ้าไม่ใช่อุกกาบาตจากนอกโลก ก็คงเป็นผลงานใหม่ที่เก็บมาจากดาวบริวารดวงจันทร์
หากเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมสรรพ โดยพื้นฐานแล้วใช้เวลาแค่ครึ่งเดือนก็สามารถเขียนรายงานส่งกลับไปได้
ทว่าเมื่อฟู่เจียงสุ่ยได้รับแผนภาพสเปกตรัมและรายงานการตรวจสอบส่วนประกอบ เขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเรื่องราวคงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
ว่ากันว่ารายงานพวกนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้เบื้องบนให้ความสนใจ
หลังจากนั้นในที่สุดเขาก็ได้เห็นตัวอย่างที่เป็นส่วนของเขา มันคือลูกบาศก์ที่ถูกตัดให้มีขนาดหนึ่งเซนติเมตร ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ไม่ใช่รูปร่างเดิมของสสารปริศนา ทว่าเขาก็เข้าใจได้ดี ตนเองต้องไม่ใช่คนเดียวที่ถูกเชิญมาแน่ ตอนนี้ต้องมีคนในแวดวงเดียวกันจำนวนมากกำลังศึกษามันอยู่ ในสถานการณ์ที่มีคนมากแต่ของมีน้อย ตัวอย่างจึงทำได้เพียงแบ่งๆ กันใช้
วันเวลาหลังจากนั้น ฟู่เจียงสุ่ยทุ่มเททั้งกายและใจให้กับการทดลอง และแทบจะมีการค้นพบใหม่ในทุกๆ วัน! สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นตะลึง อีกทั้งยังเจือปนไปด้วยความปีติยินดีที่ถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น สำหรับนักวิจัยแล้ว จะมีอะไรมากระตุ้นเส้นประสาทได้ดีไปกว่าการค้นพบสิ่งใหม่ล่ะ แม้กระทั่งการเขียนเปเปอร์วิจัยก็กลายเป็นเรื่องที่มีความสุขไปด้วย
เป็นการส่วนตัวแล้วเขายังตั้งชื่อสสารนี้ว่า 'เหยา' โดยเอาความหมายที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่าเนื่องจากติดสัญญาปกปิดความลับ เปเปอร์วิจัยจึงไม่สามารถตีพิมพ์ออกไปได้ แต่นั่นจะไปสำคัญอะไรล่ะ ความลับขั้นสุดยอดสักวันก็ต้องกลายเป็นความลับ ความลับก็จะค่อยๆ ถูกเปิดเผย เมื่อถึงวันที่สามารถเปิดเผยได้ เปเปอร์วิจัยเหล่านี้ของเขาก็จะกลายเป็นเกียรติยศที่คู่ควรกัน
สิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ตอนนี้คือการทดลองปล่อยกระแสไฟฟ้า
ฟู่เจียงสุ่ยนำแผ่นตัวอย่างไปวางไว้ในตู้ทดสอบ จากนั้นก็ให้ผู้ช่วยเปิดสวิตช์และบันทึกข้อมูล การทดลองนี้มีไว้เพื่อทดสอบสภาพนำไฟฟ้าของวัตถุ ค่าความต้านทาน และเนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นหลัก เมื่อพิจารณาว่าของสิ่งนี้มีส่วนประกอบบางอย่างคล้ายกับซิลิกอนไดออกไซด์ หรือก็คือหิน ดังนั้นแรงดันไฟฟ้าในตอนแรกจึงถูกตั้งไว้สูงมาก
ทว่ารายงานของผู้ช่วยกลับทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย "ดร.ฟู่ โวลต์มิเตอร์ไม่มีค่าขึ้นมาเลยครับ แต่แอมมิเตอร์กลับกำลังนับอยู่!"
มิเตอร์เสียเหรอ? นี่คือปฏิกิริยาแรกของฟู่เจียงสุ่ย
หากสิ่งที่วัดอยู่คือวัสดุโลหะผสมชนิดอื่น เขาคงสั่งหยุดการทดลอง และแจ้งให้ซัพพลายเออร์อุปกรณ์มาซ่อมบำรุงอย่างแน่นอน แต่ยังไงซะเหยาก็เป็นของใหม่ เขาจึงตัดสินใจสังเกตการณ์ต่ออีกสักหน่อย "นายลองลดแรงดันไฟฟ้าลงสักห้าร้อยโวลต์ดูสิ"
ผลลัพธ์ก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แรงดันไฟฟ้าไม่มีค่าขึ้นมา ตัวเลขบนแอมมิเตอร์กระโดดลงไปเล็กน้อย
แบบนี้ก็ประหลาดแล้ว!
มันอธิบายได้ว่าแผ่นตัวอย่างไม่ได้นำกระแสไฟฟ้า ดังนั้นปลายอีกด้านจึงตรวจไม่พบแรงดันไฟฟ้า ทว่ากระแสไฟฟ้ากลับกำลังวิ่งอยู่ หมายความว่าเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้ากำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง
แล้วไฟฟ้าหายไปไหนกันล่ะ?
เรื่องนี้ค่อนข้างจะขัดกับสามัญสำนึกจริงๆ เพราะเมื่อวงจรไม่เปิด ระบบทั้งหมดก็อยู่ในสถานะตัดไฟ ทั้งแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าไม่ควรจะมีอยู่ถึงจะถูก!
"แม่งเอ๊ย..." ฟู่เจียงสุ่ยพึมพำ "เป็นเหยา! เหยากำลังดูดซับไฟฟ้าพวกนี้! แล้วค่าอุณหภูมิล่ะ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม!"
"ไม่มีครับ... วัตถุทดสอบยังคงอยู่ในอุณหภูมิห้อง" ผู้ช่วยรีบให้คำตอบอย่างรวดเร็ว
ดูดซับพลังงานไฟฟ้า แต่ไม่เพิ่มพลังงานภายในงั้นหรือ?
แค่สองจุดข้างต้น ก็สามารถทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์พื้นฐานทั่วโลกอ้าปากค้างได้แล้ว!
"ดร.ฟู่... จะทำยังไงดีครับเนี่ย?" ผู้ช่วยเองก็ตระหนักได้ว่าการค้นพบนี้อาจพลิกความเข้าใจของทุกคน น้ำเสียงของเขาจึงแห้งผากไปบ้าง
"ชาร์จมันต่อไป แล้วบันทึกปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายเข้าไปด้วย ถ้าเกิน 100 หน่วยให้หยุด"
"ทำไมต้อง 100 หน่วยด้วยล่ะครับ?"
"สมมติว่ามันเป็นแบตเตอรี่ ปริมาณไฟฟ้า 100 หน่วยเทียบเท่ากับพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคัน ถ้าเกิดระเบิดขึ้นมา อย่างมากก็แค่ทำลายห้องปฏิบัติการนี้เท่านั้น" ฟู่เจียงสุ่ยพูดราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล "พวกเราจะไปรบกวนการทดลองของคนอื่นไม่ได้หรอกนะ จริงไหม?"
ผู้ช่วยอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
ในที่สุดช่วงเวลาที่เหยาระเบิดก็ไม่เกิดขึ้น
เมื่อปริมาณไฟฟ้าที่ป้อนเข้าไปแตะถึง 27 หน่วย วงจรทั้งหมดก็ถูกเปิด ตู้ทดสอบส่งเสียงเตือนติ๊ดๆ โวลต์มิเตอร์เองก็มีค่าขึ้นมาแล้ว
ฟู่เจียงสุ่ยแทบจะรอไม่ไหว รีบขยับเข้าไปที่หน้าตู้
ตอนนี้แรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 1000 โวลต์ กระแสไฟฟ้า 5 แอมแปร์
และนี่ก็คือกำลังการปล่อยไฟฟ้าที่ตั้งค่าไว้ในตู้ทดสอบ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังเต้นแรงตึกตัก!
"นี่ นายมานี่หน่อยสิ!" เขาเรียกผู้ช่วย "ในตู้มีของอยู่ใช่ไหม?"
"เอ่อ... หมายถึงตัวอย่างทดสอบหรือเปล่าครับ?"
"ใช่ มันน่าจะยังอยู่ในตู้ ใช่ไหม?"
ผู้ช่วยไม่รู้จะตอบยังไงไปชั่วขณะ เพราะขอแค่ตาไม่บอดก็คงเห็นได้ว่าตัวอย่างยังคงถูกวางไว้ในตู้ทดสอบ ทว่าด้วยสปิริตแห่งการยึดถือความเป็นจริง เขาก็ยังยืนยันว่า "ใช่ครับ มันยังอยู่"
แน่นอนว่าฟู่เจียงสุ่ยก็มองเห็นตัวอย่าง เพียงแต่ตอนนี้เขามีความรู้สึกราวกับหลอนไปว่ากำลังอยู่ในความฝัน เกรงว่าทุกอย่างที่เห็นตรงหน้าจะไม่ใช่ความจริง
พารามิเตอร์ที่ป้อนเข้าไปและพารามิเตอร์ที่อ่านได้ตรงกันเป๊ะ แสดงว่าตัวอย่างไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆ ต่อวงจรเลย พูดอีกอย่างก็คือ มันกำลังนำไฟฟ้า แต่ไม่มีความต้านทาน
และถึงแม้ตู้ทดสอบจะมีฟังก์ชันลดอุณหภูมิและเพิ่มแรงดัน แต่ฟังก์ชันเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน
มีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของฟู่เจียงสุ่ย
ตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิห้อง
ในสภาวะปกติ เหยาไม่สามารถนับว่าเป็นฉนวนได้ เพราะมันสามารถดูดซับพลังงานจากวงจรไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อพลังงานนี้ไปถึงระดับหนึ่ง มันจะแสดงคุณสมบัติความเป็นตัวนำยิ่งยวดออกมา... และไม่ต้องใช้เงื่อนไขอุณหภูมิต่ำและแรงดันสูงใดๆ ทั้งสิ้น!
สิ่งนี้หมายความว่าหากใช้มันเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตออกมาก็จะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการสูญเสียกำลังไฟ ความร้อน และอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงว่ามันยังมีคุณสมบัติอื่นอีกไหม แค่จุดนี้จุดเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้มันเจิดจรัสในแวดวงการประยุกต์ใช้งานแล้ว!
"ดร.ฟู่ ผมไม่เข้าใจเลย... การเป็นตัวนำยิ่งยวดต้องทำให้อิเล็กตรอนจับคู่กันเป็นคู่คูเปอร์ และในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำจะสามารถมีคู่คูเปอร์ได้เป็นจำนวนมากหรือไม่นั้น ก็สามารถตรวจวัดได้! นี่ก็เป็นทฤษฎีชี้นำในการค้นหาตัวนำยิ่งยวดเหมือนกัน" ผู้ช่วยมองดูตัวอย่างในตู้พลางส่ายหน้าซ้ำๆ ราวกับกำลังจ้องมองปีศาจตนหนึ่ง "แต่จุดนี้ก่อนหน้านี้เราตรวจสอบไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมโฟโตอิเล็กตรอนแบบแยกแยะมุมหรือเครื่องตรวจสอบแม่เหล็กด้วยนิวตรอน ก็หาความเป็นไปได้ที่มันจะมีคู่คูเปอร์จำนวนมากอยู่ไม่พบเลย!"
"ไม่เข้าใจสิถึงจะถูก" ฟู่เจียงสุ่ยหัวเราะขึ้นมา "จักรวาลนี้ตั้งกว้างใหญ่ นายคิดว่าพวกเราจะสามารถเข้าใจสรรพสิ่งในโลกนี้ได้หมดหรือไง? อันที่จริงแล้ว แม้แต่โปรเจกต์เดี่ยวๆ อย่างฟิสิกส์ของตัวนำยิ่งยวด ประสบการณ์จากการปฏิบัติก็ยังมีมากกว่าการวิจัยเชิงทฤษฎีเลย ถ้านายคิดไม่ออก ก็ให้ถือซะว่ามันเป็นคุณสมบัติโดยเนื้อแท้ก็แล้วกัน"
อะไรคือคุณสมบัติโดยเนื้อแท้?
นั่นก็คือมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด นายไปควบคุมมันไม่ได้หรอก
ผู้ช่วยอึ้งไป แต่ไม่นานก็เผยสีหน้าโล่งใจออกมา
ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้ต่างหาก ถึงจะคู่ควรแก่การค้นหา
"เลิกเหม่อได้แล้ว ต่อจากนี้พวกเรายังมีงานต้องทำอีกเยอะเลยนะ! ต้องดูว่าคุณสมบัติตัวนำยิ่งยวดของเหยาจะเสื่อมถอยลงตามกาลเวลาหรือเปล่า แล้วก็ต้องวัดอัตราส่วนระหว่างปริมาตรกับการดูดซับไฟฟ้าของมันด้วย..." ฟู่เจียงสุ่ยพูดไปพลางหยิบโทรศัพท์ในห้องปฏิบัติการขึ้นมา "ฉันกล้าพนันได้เลยว่าการค้นพบนี้มีค่าพอที่จะทำให้พวกเขาอ้าปากค้างกันไปเลย ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยให้พวกเราแย่งตัวอย่างมาได้เพิ่มอีกสองสามชิ้นด้วย"







