99. บทที่ 99 พิธีเปิดกิจการ
ในเวลาเดียวกัน ที่เขตตะวันตกของป้อมรุ่งโรจน์
ซานไต้ลาควบม้าตะบึงไปตลอดทาง โดยมีรองผู้บังคับบัญชาของเธอตามมาติดๆ หลังจากทั้งสองผ่านถนนสายยาวที่ทรุดโทรมมาสองสาย ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าปากตรอกแห่งหนึ่งซึ่งถูกกองกำลังพิทักษ์เมืองล้อมไว้อย่างแน่นหนา
"โว้ว " ผู้บัญชาการสูงสุดพลิกตัวลงจากหลังม้า ทันใดนั้นก็มีทหารนายหนึ่งเดินเข้ามารับสายบังเหียนไปจากเธอ "ใต้เท้า พี่น้องที่หายตัวไปอยู่ในตรอกครับ"
ซานไต้ลาตีหน้าขรึม แหวกฝูงชนเดินเข้าไปในส่วนลึกของตรอก
"ใต้เท้า!"
เมื่อเห็นเธอปรากฏตัว หัวหน้าทีมคนหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาทำความเคารพ ส่วนด้านหลังของเขามีนักรบกองกำลังพิทักษ์เมืองสองคนนอนหน้าซีดเผือดอยู่ โดยมีเพื่อนทหารอีกสองสามคนคอยดูแลพวกเขารอบๆ
ซานไต้ลาพอจะคุ้นหน้าคนผู้นี้อยู่บ้าง "ฉันจำได้ว่านายชื่อสื่อตง..."
"สื่อตง แบรดลีย์ ครับ" อีกฝ่ายรีบตอบกลับ
ใช่แล้ว หัวหน้าทีมของกลุ่มสิบสี่ และเป็นเขาที่ทำให้เธอค้นพบความจริงที่ว่าพวกลัทธินอกรีตได้แฝงตัวเข้ามาในเมืองแล้ว
"แฮ่ก แฮ่ก..." ตอนนั้นเองรองผู้บังคับบัญชาอู่ตี๋ถึงได้วิ่งกระหืดกระหอบตามมาทัน "คน...นายเป็นคนเจอเหรอ?"
"ทีมของผมเป็นคนเจอครับ" สื่อตงรีบตอบ "พวกเราได้รับคำสั่งให้ออกค้นหาเบาะแสของผู้สูญหาย ตอนที่อยู่หน้าปากตรอกก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือเบาๆ พอเข้าไปถึงได้พบว่าคนที่ร้องเรียกคือกองกำลังพิทักษ์เมืองที่กำลังตามหากันอยู่ เนื่องจากเกรงว่าจะทำลายร่องรอยในที่เกิดเหตุ พวกเราจึงไม่ได้พาพวกเขากลับค่าย แต่รีบแจ้งให้ท่านทราบเป็นอันดับแรกครับ"
"ทำได้ดีมาก" ซานไต้ลาเดินมาข้างทหารสองนายนั้นแล้วย่อตัวลง พวกเขาล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่มสอง และเป็นยอดฝีมือในหมู่กองกำลังพิทักษ์เมือง คนหนึ่งชื่อวาลา อีกคนชื่อฟานเทียร์ ขาดการติดต่อเมื่อสองวันก่อน และตอนที่หายตัวไป ภารกิจที่พวกเขากำลังปฏิบัติอยู่ก็คือการจับตาดูสำนักข่าวพี่น้องเจี๋ยตี๋
"ใต้เท้า...ขอโทษด้วยครับ พวกเรา...ถูกลอบโจมตี" คนที่เอ่ยปากคือวาลา สภาพของเขาดูดีกว่าอีกคนเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังดูอ่อนแรงอย่างมาก ริมฝีปากแตกระแหงเป็นรอยเลือดเพราะความกระหายน้ำ
"พวกเขาคงไม่ได้กินอะไรและไม่ได้ดื่มน้ำมาสองวันแล้วครับ" สื่อตงพูดเสียงขรึม "ตอนที่พบพวกเขา แขนขาของพวกเขาถูกมัดติดกับเสาไม้ บนหัวมีผ้าปิดตา และปากก็ถูกอุดไว้ ยังดีที่วาลาใช้ฟันกัดแถบผ้าจนขาด ในที่สุดถึงได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมาได้"
"พวกนายเห็นจูตี๋ตัวจริงไหม?" ซานไต้ลาถาม
"ครับ...พวกเรามั่นใจ...ว่าเป็นเธอแน่ เธอ...ยังไม่ตาย" วาลาตอบอย่างยากลำบาก
แม้จะคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว แต่เมื่อได้รับการยืนยันจริงๆ ภายในใจของซานไต้ลาก็ยังคงรู้สึกหนักอึ้ง
เพื่อแก้แค้นให้ตันเอิน คนดีอีกคนหนึ่งได้กระโจนเข้าสู่เปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องราวก็กระจ่างขึ้นมาก
เหตุการณ์ลอบวางเพลิงโรงละครและการบุกโจมตีกรมตำรวจเขตเหนือล้วนมีต้นเหตุมาจากจูตี๋เป็นคนเรียกพวกลัทธินอกรีตมา บางทีในตอนแรกเธออาจจะแค่คิดอยากแก้แค้นคนร้ายเท่านั้น แต่ในเมื่อพวกลัทธินอกรีตมาแล้ว มีหรือที่จะจากไปง่ายๆ?
"แล้วยังไงต่อ?"
"จากนั้นพวกเราก็...สะกดรอยตามเธอไปตลอดทาง อยากจะดูว่าตอนนี้จุดพักพิงของเธออยู่ที่ไหน...ผลปรากฏว่าในตรอกเล็กๆ ใกล้กับถนนโอ๊ค พวกเรา...ก็ถูกลอบโจมตีอย่างกะทันหัน..."
"นายเห็นคนร้ายไหม!?" อู่ตี๋ถามอย่างร้อนรน
"เรียนผู้บังคับบัญชา...ไม่เห็นครับ พวกเขาเหมือนเตรียมการมาอย่างดี...กระโดดลงมาจากหลังคา ตอนที่พวกเราได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว...แค่ก แค่ก...หัวก็ถูกถุงกระสอบคลุมไว้แล้ว"
"พวกลัทธินอกรีตบัดซบ!" รองผู้บังคับบัญชาชกกำแพงอย่างแรง
อันที่จริง เรื่องนี้ถือเป็นความอัปยศอย่างยิ่งสำหรับกองกำลังพิทักษ์เมือง กลางวันแสกๆ แท้ๆ กลับกล้าลงมือโจมตีกองกำลังของท่านลอร์ดอย่างเปิดเผย ศัตรูช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง!
ซานไต้ลาก็รู้สึกโกรธเคืองเช่นกัน
ในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่ของกองกำลังพิทักษ์เมืองล้วนไปกวาดล้างพวกคนงานเหมืองที่ก่อกบฏอยู่ในเขตหมอกชานเมือง ทำให้เธอกำลังคนที่มีให้ใช้งานในมือขาดแคลนอย่างหนัก แม้ว่าท่านลอร์ดจะเน้นย้ำว่าคดีฆาตกรรมที่กรมตำรวจเขตเหนือได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ ไม่ได้ถอนกำลังหน่วยเฝ้าระวังออกไปทั้งหมด เพียงแค่ลดจำนวนคนลงเท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าเพราะการลดจำนวนคนนี้เอง ท้ายที่สุดจึงทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า
ทว่านอกจากความโกรธแล้ว เธอกลับรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
ในทางทฤษฎี พวกลัทธินอกรีตไม่มีความจำเป็นต้องไว้ชีวิตทหารสองคนนี้เลย ภายในสลัมอยู่ห่างจากสำนักข่าวพี่น้องเจี๋ยตี๋มากพอสมควร การขนย้ายมาต้องใช้ความพยายามไม่น้อย หากฆ่าพวกเขาแล้วโยนทิ้งทะเล ทำให้การหายตัวไปกลายเป็นคดีปริศนา เธออาจจะไม่สามารถแน่ใจได้เลยด้วยซ้ำว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับจูตี๋หรือไม่
ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เอาชีวิตของทหารล่ะ?
เป็นเพราะเกรงกลัวว่าจะปลุกปั่นความบาดหมางกับกองกำลังพิทักษ์เมืองอย่างนั้นหรือ?
ซานไต้ลากวาดสายตามองไปรอบๆ พยายามค้นหาร่องรอยของศัตรู รอยเท้าบริเวณรอบๆ มีอยู่หลายประเภท มีทั้งรองเท้าบูททหาร มีทั้งรอยเท้าเปล่าและรองเท้าผ้าของพวกชาวสลัม ทว่าพอมองออกไปไกลอีกหน่อย สองอย่างหลังกลับถูกทำลายจนเละเทะ บ่งบอกว่ารอยเท้าถูกจงใจลบกลบเกลื่อน
เห็นได้ชัดว่าศัตรูไม่ใช่มือใหม่ มีไหวพริบในการต่อต้านการสืบสวนเป็นอย่างดี
ซานไต้ลาเดินออกไปด้านนอกอีกสิบกว่าเมตร ตอนที่เข้าใกล้เส้นปิดกั้นของกองกำลังพิทักษ์เมือง จู่ๆ เธอก็สังเกตเห็นของบางอย่างแวววาวซ่อนอยู่ในดินโคลน เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเกล็ดลักษณะพิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนากว่าเกล็ดปลา อีกทั้งขอบยังมีสีเหลือบมุก ซึ่งหมายความว่ามันเป็นของชาวสมุทรพิทักษ์ ภายในสลัมมีชนเผ่าอื่นอาศัยอยู่ไม่น้อย การจะมีชาวสมุทรพิทักษ์อยู่ด้วยก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าตามที่เธอรู้มา ชาวสมุทรพิทักษ์ส่วนใหญ่ล้วนไร้เกล็ด มีเพียงชาวสมุทรพิทักษ์ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ที่สุดเท่านั้น ถึงจะมีเกล็ดงอกออกมาบนใบหน้าและแขนได้
"บ้าเอ๊ย" เธออดไม่ได้ที่จะสบถด่า
ดูจากสถานการณ์แล้ว เกรงว่ากบฏคนงานเหมืองคงจะสมรู้ร่วมคิดกับพวกลัทธินอกรีตจริงๆ เสียแล้ว
ความกังวลของท่านลอร์ดเป็นเรื่องถูกต้อง
"ใต้เท้า!" อู่ตี๋วิ่งตามมาจากด้านหลัง "จู่ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ เมื่อสองวันก่อนบนหนังสือพิมพ์เคยลงข่าวไฟไหม้ที่ถนนโอ๊ค ดูเหมือนจะมีบ้านหลังหนึ่งถูกไฟไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย ส่วนสถานที่ที่ทหารโดนโจมตี ก็อยู่ห่างจากถนนโอ๊คแค่ไม่ถึงห้าร้อยเมตร"
"นายหมายความว่า...ไฟไหม้เป็นแค่ฉากบังหน้า พอศัตรูรู้ว่าจูตี๋ถูกสะกดรอยตาม ก็เลยเลือกที่จะเผาที่พักเพื่อทำลายเบาะแสอย่างนั้นเหรอ?"
"เป็นไปได้สูงมากครับ!"
"งั้นพวกเราก็ช้าไปอีกก้าวแล้ว" ซานไต้ลาถอนหายใจ ในเมื่อสามารถใช้ไฟเผาทำลายทิ้งไปได้ขนาดนั้น ในที่เกิดเหตุก็คงไม่หลงเหลือหลักฐานที่มีค่าอะไรไว้อย่างแน่นอน แต่ในเมื่อสืบมาถึงตรงนี้แล้ว ยังไงก็ต้องไปดูบ้านที่ไฟไหม้สักหน่อย เผื่อว่าแถวนั้นจะมีพยานที่สามารถให้เบาะแสได้ล่ะ? "ให้สื่อตงดูแลสองคนนั้นให้ดี พวกเราจะไปที่ถนนโอ๊ค"
...
หลังจากทั้งสองออกจากเขตตะวันตก ก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตลอดทาง ตอนที่เดินผ่านถนนฝาฝู ซานไต้ลาก็ถูกฝูงชนกลุ่มใหญ่ดึงดูดความสนใจไปอย่างกะทันหัน
เห็นเพียงพวกเขาไปออรวมกันอยู่ที่หน้าประตูวิหารเยนี่ และส่งเสียงโห่ร้องยินดีออกมาเป็นระยะๆ ดูคึกคักเป็นอย่างมาก
เธอรั้งสายบังเหียนโดยสัญชาตญาณ ให้ม้าลดฝีเท้าลง แล้วควบมุ่งหน้าไปทางกลุ่มฝูงชน
หลังจากยกเลิกกฎอัยการศึกในเมือง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นภาพความครึกครื้นเช่นนี้
หลังจากเข้าไปใกล้ฝูงชน ซานไต้ลาก็ประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นว่า ประตูวิหารดูเหมือนจะได้รับการปรับปรุงใหม่ เสาหินที่เคยทรุดโทรมก่อนหน้านี้ ถึงกับได้รับการทาสีใหม่ ตอนนี้พื้นที่ทางเข้าทั้งหมดรวมถึงกำแพงด้านนอกล้วนถูกทาเป็นสีขาว ดูทั้งสว่างและสะอาดตา และตรงตำแหน่งหน้าประตูก็ยังมีป้ายสีทองสองแผ่นแขวนคู่กัน บนป้ายเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่เอาไว้ว่า 'บริษัทยาประตูแห่งโชคชะตา พันธมิตรวิหารเยนี่'
ส่วนใต้ป้ายถูกพันด้วยผ้าแพรสีแดงและดอกไม้ผ้าไหมสีแดงดอกใหญ่ รอบๆ ยังมีตะกร้าไม้ประดับดอกไม้สดวางอยู่อีกหลายใบ
แม่ชีสองคนประคองถาดที่เต็มไปด้วยลูกอมอยู่ในมือ คอยโยนใส่ฝูงชนเป็นระยะ ส่วนชาวบ้านที่มามุงดูก็พากันกางชายเสื้อขึ้น แย่งกันรับของหวานที่แจกฟรีให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นที่มาของเสียงโห่ร้องยินดีนั่นเอง
"วิหารเยนี่แจกเสบียงบรรเทาทุกข์ทำไมล่ะ? ผมจำได้ว่าพวกเขาไม่น่าจะมีเงินสักหน่อยนี่" อู่ตี๋พูดอย่างไม่เข้าใจ
"มีที่ไหนเอาลูกอมมาเป็นเสบียงบรรเทาทุกข์กันล่ะ" ซานไต้ลาพูดอย่างไม่เห็นด้วย "อีกอย่างเรื่องนี้น่าจะไม่ค่อยเกี่ยวกับวิหารสักเท่าไหร่ ประตูแห่งโชคชะตา...ชื่อที่ดูโอ้อวดแบบนี้ฉันเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ไปหาประชาชนที่มุงดูอยู่แถวนี้ลองถามดูหน่อยก็แล้วกัน"







