82. บทที่ 82 "หิน"
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้องทำงาน
"เชิญครับ" เกาเหว่ยแขวนเครื่องแบบให้เรียบร้อยและพูดด้วยความสงสัยเล็กน้อย วันนี้เขาเพิ่งเข้ามาในห้อง ใครกันที่มาหาเขาแต่เช้าขนาดนี้?
ประตูห้องถูกผลักออก จางจื้อหย่วนเดินหอบหายใจหนักๆ เข้ามา สภาพของเขาดูไม่ค่อยดีนัก ริมฝีปากแห้งผาก ขอบตายังดำคล้ำเป็นวงกว้าง
"เมื่อวานนายหายไปไหนมา? ถ้าฉันจำไม่ผิด นายกับผู้กองชุยกลับมาตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้วนี่ แต่พอเธอมาทำงาน นายกลับหายหัวไปเลย คงไม่ได้อดนอนมาทั้งวันหรอกนะ?" เกาเหว่ยเปิดกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิของตัวเอง รินชาเก๋ากี้ให้ลูกน้องหนึ่งแก้ว "เอ้า ดื่มน้ำก่อนสิ"
"ความจริงผมไม่ได้นอนมาเกือบสองวันแล้วครับ" จางจื้อหย่วนยกแก้วชาขึ้นมาซดอึกใหญ่ ก่อนจะแยกเขี้ยวเพราะความร้อนลวกปาก "เมื่อวานผมไปจิ่นตูมาครับ"
"เดินทางไปไหนมาไหนไม่ยอมรายงาน เดี๋ยวนี้นายชักจะกล้าเกินไปแล้วนะ" เกาเหว่ยใช้น้ำเสียงไม่พอใจ "สถานการณ์ที่ฉู่เฉิงมันเป็นยังไงกันแน่? ฉันได้ยินมาว่าพวกนายจับคนได้ แต่คนคนนั้นกลับไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เท่าไหร่งั้นเหรอ?"
"ขอโทษครับๆ ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ" จางจื้อหย่วนรีบวางแก้วลง ล้วงเอาซองพัสดุออกจากกระเป๋า แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง "การรายงานขออนุมัติเดินทางไปราชการต้องใช้เวลา ผมกลัวว่าจะไม่ทันการจริงๆ ก็เลยออกเดินทางไปก่อน ส่วนเรื่องที่ฉู่เฉิง ผมจะทำรายงานสรุปอย่างละเอียดส่งให้อีกทีครับ แต่มันไม่เกี่ยวข้องกับดินแดนหรรษาจริงๆ แถมยังพูดได้เต็มปากว่าเสียเที่ยวเปล่าๆ เลยครับ"
"แล้วที่นายไปจิ่นตูด้วยเรื่องอะไรอีกล่ะ?"
"เพื่อไปรับพัสดุชิ้นนี้ด้วยตัวเองครับ" จางจื้อหย่วนสารภาพตามตรง "ถ้าต้องรอส่งไปรษณีย์มาหา ผมเกรงว่าคงต้องใช้เวลาสองถึงสามวัน ถ้านั่งเครื่องบินไปผมสามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว และของชิ้นนี้... ก็คือหลักฐานครับ"
"หลักฐานอะไร?" เกาเหว่ยถามด้วยความสงสัย
"หลักฐานการมีอยู่ของดินแดนหรรษาครับ"
สีหน้าของผู้กำกับเกาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที เขาเปิดซองพลาสติกออกและเทของที่อยู่ข้างในออกมา
มันคือก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง
แต่เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาบีบไว้ในมือ ก็สามารถสัมผัสได้ชัดเจนว่าผิวสัมผัสของมันแตกต่างจากแร่ซิลิเกตทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
"นายหมายความว่า... นี่คือของที่มาจากอีกโลกหนึ่งงั้นเหรอ?"
"ใช่ครับ" ความจริงจางจื้อหย่วนเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ดินแดนหรรษาไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระแน่นอน "ที่เป่ยฝู่มีสถาบันตรวจประเมินระดับมืออาชีพอยู่หลายแห่ง ไม่ว่ามันจะเป็นหินหรือสารประกอบชนิดไหน พวกเขาก็สามารถออกรายงานให้ได้ ถ้าส่วนประกอบของมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ผมคิดว่านี่แหละคือหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดครับ"
"ไปได้มายังไง?" เกาเหว่ยถาม
"รางวัลจากเกมในดินแดนหรรษาครับ"
"พวกนั้นไม่รู้เหรอว่าของชิ้นนี้หมายถึงอะไร?"
"รู้ครับ หรือจะพูดให้ถูกก็คือพวกเขารู้ทุกอย่าง... เพียงแต่ ดินแดนหรรษาไม่ได้สนใจเลยต่างหาก"
เกาเหว่ยจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ไม่สนใจงั้นเหรอ? คำพูดที่ฟังดูเหมือนเป็นการยกย่องความน่าเกรงขามของศัตรูแบบนี้ ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของลูกน้องคนเก่งของเขาเลยด้วยซ้ำ "นายหมายความว่า พวกมันตั้งใจจะปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้งเลยงั้นเหรอ?"
"เปล่าครับ ผมหมายความว่าระดับเทคโนโลยีของดินแดนหรรษาก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งแล้ว ในระดับนี้ พวกเราไม่สามารถใช้วิธีการปกติเพื่อจับกุมพวกเขาได้" จางจื้อหย่วนเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองเผชิญในฉู่เฉิงให้ผู้บังคับบัญชาฟังคร่าวๆ "ในเมื่อมันกล้าทำแบบนี้ ก็ย่อมไม่กลัวผลกระทบต่อเนื่องที่จะตามมาอยู่แล้วครับ"
"แม้แต่ไฟล์ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็ยังถูกสับเปลี่ยนไปด้วยงั้นเหรอ? เรื่องแบบนี้นายทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะ?" เกาเหว่ยเบิกตากว้าง
"เพราะระบบป้องกันเครือข่ายอะไรก็ใช้ไม่ได้ผลเลยน่ะสิครับ ยกเว้นแต่ว่าจะตัดไฟอุปกรณ์ทั้งหมด ซึ่งคุณก็รู้... ว่าพวกเขาก็คงไม่มีทางทำแบบนั้นเหมือนกัน"
"ไปกันเถอะ" เกาเหว่ยลุกขึ้นยืน หยิบเครื่องแบบมาคลุมทับอีกครั้ง
"...ไปไหนครับ?" จางจื้อหย่วนชะงักไป
"แน่นอนว่าต้องไปศูนย์ประเมินแห่งชาติสิ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ฉันจะไปกับนายด้วย"
...
ศูนย์ประเมินแห่งชาติอยู่ไม่ไกลจากตึกตำรวจสากล ขับรถไปแค่สิบนาทีก็ถึง
ในฐานะหน่วยงานพันธมิตรของรัฐ ทั้งสองคนจึงไม่ต้องต่อคิวรอ และถูกพนักงานพาเข้าไปยังห้องรับรองพิเศษทันที ชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวเดินเข้ามาต้อนรับพวกเขา "สวัสดีครับทั้งสองท่าน ผมชื่อไป๋เหยี่ยน ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยไหมครับ?"
หลังจากที่เกาเหว่ยแนะนำตัวเสร็จ เขาก็ยื่นซองพัสดุให้อีกฝ่าย "คืออย่างนี้... ผมอยากให้หน่วยงานของคุณช่วยตรวจสอบหินก้อนนี้ให้พวกเราหน่อยครับ"
"ซี๊ด..." พอเห็นซองพัสดุ อีกฝ่ายก็ถึงกับสูดปาก แยกเขี้ยวด้วยความไม่พอใจกับวิธีการบรรจุหีบห่อแบบนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เกรงใจจนพูดไม่ออก "จะให้ตรวจหารอยเลือดหรือว่า DNA ครับ? แต่ว่าของกลางอาจจะปนเปื้อนได้เพราะการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม ผมไม่แน่ใจนักว่าผลลัพธ์ที่ได้จะตรงตามความต้องการของพวกคุณหรือเปล่านะครับ"
"เปล่าครับ นั่นมันหน้าที่ของตำรวจสายสืบต่างหาก พวกเราแค่อยากให้ประเมินหินก้อนนี้โดยตรงครับ" จางจื้อหย่วนรีบแก้ความเข้าใจผิด
"ประเมินอัญมณีเหรอครับ?" ไป๋เหยี่ยนสวมถุงมือ แล้วหยิบก้อนหินขึ้นมาพิจารณา "อืม... อาจจะไม่ใช่ของมีค่าอะไรนะครับ"
"จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะครับ ช่วยออกรายงานการประเมินให้ด้วยก็พอ"
"ได้ครับ งั้นผมจะลงรายการค่าใช้จ่ายเข้าหน่วยงานให้ เดี๋ยวผมจัดการให้เลยครับ"
"เดี๋ยวก่อนครับ" จางจื้อหย่วนร้องเรียกเขาเอาไว้ "ผมขอเข้าไปด้วยได้ไหมครับ?"
"หา?" ไป๋เหยี่ยนเพิ่งเคยได้ยินคำขอแบบนี้เป็นครั้งแรก "ขออภัยด้วยครับผู้กองจาง ห้องแล็บของเราเป็นห้องปลอดเชื้อและปลอดฝุ่น คุณเข้าไปไม่ได้หรอกครับ"
"พอได้แล้ว นั่งลงเดี๋ยวนี้!" เกาเหว่ยดึงเขากลับมาทันที ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ตรวจประเมิน "ไม่มีอะไรครับ คุณไปจัดการเถอะ จะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ครับ?"
"สักหนึ่งชั่วโมงครับ พวกคุณกลับไปก่อนก็ได้ สามารถเช็กรายงานผ่านแอปได้เลยครับ"
"ไม่เป็นไรครับ พวกเราจะรออยู่ที่นี่แหละ"
ไป๋เหยี่ยนยักไหล่ ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมของทั้งสองคนนี้สักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเป็นลูกค้าจากหน่วยงานรัฐ เขาก็เลยไม่อยากพูดอะไรมาก
"แกหัดใจเย็นๆ หน่อยสิ!" เกาเหว่ยถลึงตาใส่จางจื้อหย่วน
"ขอโทษครับ ผมกลัวเขาจะทำตัวอย่างหาย" อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทีนั่งไม่ติดเก้าอี้ "ผู้กำกับรู้ไหมครับ? ตั้งแต่ที่ผมสกัดหินก้อนนี้มาจากสถานีส่งของ มันก็ไม่เคยห่างจากอกผมเลยนะครับ"
"ฉันเข้าใจ ในเมื่อถ้าสิ่งที่นายพูดมาทั้งหมดเป็นความจริง มันก็คือหลักฐานที่สำคัญที่สุดในโลกเลยล่ะ" เกาเหว่ยยิ้มบางๆ "นายพยายามพิสูจน์การมีอยู่ของดินแดนหรรษาขนาดนี้ เคยคิดบ้างไหมว่าถ้าเบื้องบนเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ นายตั้งใจจะทำอะไรต่อไป?"
"ผมอยากอยู่ในดินแดนหรรษาต่อไป เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายครับ" จางจื้อหย่วนตอบกลับอย่างเนิบช้า
"อืม... ข้อเรียกร้องนี้ก็ไม่ได้สูงอะไร น่าจะทำได้แหละ" เกาเหว่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "แต่ฉันนึกว่านายอยากจะเข้าร่วมทีมสืบสวน เพื่อทุ่มเทให้กับการตามหาร่องรอยของดินแดนหรรษาในโลกความจริงเสียอีก นายน่ะทั้งยังหนุ่มและมีความสามารถ สิ่งที่ขาดก็แค่ประสบการณ์เท่านั้น และผลงานพวกนี้ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการเลื่อนขั้นของนายในอนาคตนะ ถ้ามัวแต่ขลุกอยู่ในเกม ผลงานก็คงเทียบไม่ได้กับการสืบสวนหรอก"
"ไม่เป็นไรครับ" จางจื้อหย่วนรู้ดีว่าตัวเองต้องการทำอะไร "ถ้าผู้กำกับมีโอกาสได้ไปเยือนดินแดนหรรษาล่ะก็ รับรองว่าจะต้องอยากอยู่ที่นั่นต่ออีกหลายๆ วันแน่ครับ อีกอย่าง ผมยังอยากบอกกับคนที่เบื้องบนส่งมาด้วยว่า ทางที่ดีอย่าเพิ่งรีบร้อนตามหาตัวตนที่แท้จริงของดินแดนหรรษาเลยครับ... มันเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้พวกเราเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งได้ หากสูญเสียมันไป ความเสียหายคงยากจะประเมิน ยิ่งไปกว่านั้นตัวดินแดนหรรษาเองก็ไม่ได้สำคัญอะไร สิ่งสำคัญคือพวกเราสามารถเดินทางไปยังโลกใบใหม่เพื่อทำการสำรวจและบุกเบิกต่างหาก"
"นายเสนอความเห็นไปได้นะ แต่มันจะได้ผลแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" เกาเหว่ยตบบ่าเขาเบาๆ "ผลงานของพวกเราคือการค้นพบเรื่องสำคัญนี้ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่โตในระดับหนึ่งล่ะก็ ขอบเขตอำนาจที่พวกเราสามารถจัดการได้ก็คงมีจำกัดอย่างมากเลยล่ะ!"
จางจื้อหย่วนพยักหน้าเงียบๆ
เขารู้ว่าผู้บังคับบัญชาพูดความจริง
พูดตามตรงแล้ว พวกเขาเป็นแค่หน่วยงานของตำรวจสากลเท่านั้น สามารถมาไกลได้ถึงจุดนี้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว หากไม่มีความบังเอิญของเฉียวจานหมู่กับนักข่าวจูตี๋ ตัวเขาเองก็คงไม่ได้เจอกับดินแดนหรรษาเหมือนกัน หากเบื้องบนตัดสินใจยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ก็ย่อมต้องจัดตั้งองค์กรที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น และส่งคนที่มีความสามารถมากกว่านี้มาบัญชาการอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น พวกเขาจะจัดการเรื่องนี้ยังไง ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถคาดเดาได้อีกต่อไป
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องรับรองด้านในก็ถูกเปิดออกกะทันหัน ผู้คนในชุดกาวน์สีขาวนับสิบพากันกรูกันเข้ามา และตีวงล้อมพวกเขาเอาไว้!
ไป๋เหยี่ยนก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เพียงแต่เขาไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน
คนที่พูดขึ้นเป็นคนแรกคือชายชราผมหงอกขาวที่จอนทั้งสองข้าง เขาสวมแว่นตาหนาเตอะ บนหน้าผากมีรอยเหี่ยวย่นอย่างเห็นได้ชัด แต่น้ำเสียงกลับกังวานและฟังดูชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อ "พวกคุณเป็นคนเอาหินก้อนนั้นมาใช่ไหม?"
"ถูกต้องครับ... พวกเราเอง" จางจื้อหย่วนพยักหน้า
อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าแทบจะแนบชิดติดกันอยู่รอมร่อ "ยังมีหินแบบนี้อยู่อีกไหม? คุณไปได้มันมาจากไหน!?"







