หากศึกษาถึงกฎเกณฑ์ของสังคมมนุษย์อย่างละเอียดก็จะพบว่า ไม่เคยมีหนทางใดที่ถูกปิดตายตั้งแต่ตอนที่ตั้งกฎขึ้นมา หรือพูดอีกอย่างก็คือ ในระดับของกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งขึ้น มักจะมีช่องโหว่ให้ค้นพบได้เสมอ
แต่ความน่าสนใจก็คือ หากไม่ได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงใดแวดวงหนึ่งมานานหลายปี ต่อให้ฉลาดแค่ไหนก็ไม่มีทางรู้ถึงช่องโหว่เล็กๆ น้อยๆ ในกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้เลย
ดังนั้นเฉียวอวี้จึงคิดไม่ออกเลยว่าตาแก่แห้งๆ ในสายตาเขาคนนี้กำลังคิดจะทำอะไรกันแน่
ใช่ เขายอมรับว่าการลางานในช่วงเวลาเรียนแล้วหนีไปเล่นอินเทอร์เน็ตนั้นผิดกฎโรงเรียนแน่ๆ แต่เรื่องนี้ถึงยังไงก็ไม่น่าจะถึงคิวครูสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายมาจัดการนี่นา แถมครูประจำชั้นก็ถูกเชิญมาแล้วไม่ใช่หรือไง
หรือว่าถูกใจที่เขาแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้
แต่ขอโทษที อีกแค่ห้าสิบกว่าวันเขาก็จะเรียนจบแล้ว เมื่อเรียนจบการศึกษาภาคบังคับเก้าปีตามกฎหมาย เขาก็จะเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์
ใช่แล้ว ด้วยประสบการณ์ที่ยังไม่มากพอ เฉียวอวี้ไม่มีทางคิดออกเลยว่าอาจารย์หลานที่อยู่ตรงหน้ากำลังมีแผนอะไร
“แล้วอาจารย์หยวนล่ะครับ”
“ตอนเย็นครูเขามีคุมคาบอ่านหนังสือ เลยฝากให้ฉันไปคุยกับแม่ของเธอ เลิกพูดมากแล้วไปกันได้แล้ว”
เฉียวอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมขยับเท้าเดินตามไป
หลานเจี๋ยสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเด็กคนนี้ดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งเดินออกจากห้องพักครูมาถึงโถงบันไดทางลง เฉียวอวี้ก็หันหน้ามาถามย้ำอีกครั้ง “เอ่อ อาจารย์หลานครับ อาจารย์แน่ใจเหรอครับว่าจะต้องไปเยี่ยมบ้านกะทันหันแบบนี้”
“ทำไม ไม่สะดวกเหรอ หรือว่าแม่เธอไม่อยู่บ้าน”
“สำหรับผมยังไงก็ไม่มีอะไรไม่สะดวกหรอกครับ”
“งั้นก็ต้องไปให้ได้” หลานเจี๋ยยืนกราน
เฉียวอวี้ยักไหล่ ไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่เดินตามหลังหลานเจี๋ยไปเงียบๆ
“บ้านเธออยู่ไกลไหม ต้องขับรถไปหรือเปล่า” หลานเจี๋ยถามขึ้นเมื่อเดินออกมาจากอาคารเรียน
“หมู่บ้านพักอาศัยรถไฟข้างๆ ร้านอินเทอร์เน็ตซอยดอกหอมหมื่นลี้ครับ” เฉียวอวี้ตอบกลับไปส่งๆ
หลานเจี๋ยพยักหน้าแล้วพูดว่า “ถ้างั้นก็เดินไปเถอะ”
หมู่บ้านพักอาศัยรถไฟอยู่ข้างโรงเรียนนี่เอง เมื่อก่อนเป็นบ้านพักพนักงานการรถไฟ มีอายุประมาณสามสิบปีแล้ว แต่คุณภาพบ้านยังถือว่าดีอยู่ เพียงแต่ตอนที่สร้างนั้นออกแบบภายในค่อนข้างแออัดจนไม่สามารถติดตั้งลิฟต์เพิ่มได้ ส่วนเรื่องที่จอดรถยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว
ถือเป็นโรคประจำตัวของหมู่บ้านเก่าแก่ในเมืองดารา
ต้องยอมรับว่าการเดินตามหลังอาจารย์นี่มันดีจริงๆ ตอนที่ออกประตูโรงเรียน รปภ. มองเห็นหลานเจี๋ย หลังจากทักทายกันแล้ว รปภ. ก็เป็นฝ่ายกดรีโมทเปิดประตูให้เองเลย
หลังจากเดินออกจากโรงเรียนมาได้ไม่กี่ก้าว เฉียวอวี้ก็ล้วงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า พอหันหน้าไปก็พบว่าหลานเจี๋ยกำลังมองเขาอยู่ เขาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยอมเก็บมันกลับคืนไปอย่างว่าง่าย
หลานเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เธอไม่รู้หรือไงว่าสูบบุหรี่มันไม่ดีต่อสุขภาพ”
เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ ตอบกลับไปแบบผ่านๆ “ที่จริงผมไม่ได้ติดหรอกครับ แค่ว่าในร้านอินเทอร์เน็ต ถ้าเราไม่สูบเองก็ต้องสูดควันมือสองอยู่ดี ผมเลยเลือกที่จะสูบเองดีกว่า”
“งั้นวันหลังก็ไม่ต้องไปร้านอินเทอร์เน็ตแล้ว! ผู้เยาว์ก็ห้ามเข้าใช้บริการเหมือนกันนั่นแหละ”
หลังจากพูดประโยคนี้จบ บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนก็เงียบไปชั่วขณะ หลานเจี๋ยเลยตัดสินใจถามขึ้นมาอีกว่า “แม่เธอทำงานที่การรถไฟเหรอ”
“เปล่าครับ ว่างงาน บ้านหลังนี้ตาตายายทิ้งไว้ให้แม่ครับ” เฉียวอวี้อธิบาย
“อ้อ งั้นเธอยังจะไปขลุกอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตทุกวันอีก แม่เธอเก็บเงินได้แต่ละหยวนมันไม่ง่ายเลยนะรู้ไหม” หลานเจี๋ยหลุดปากสอนไปตามสัญชาตญาณ
“ผมไปร้านอินเทอร์เน็ตก็เพื่อหาเงินนี่แหละครับ” เฉียวอวี้เอ่ยขึ้น
หลานเจี๋ยถึงกับอึ้งไป ก่อนจะหลุดขำออกมา “รับจ้างแก้โจทย์ให้เพื่อนร่วมชั้นน่ะเหรอ”
“นั่นมันแค่อาชีพเสริมครับ เด็กนักเรียนจะมีเงินสักเท่าไหร่กันเชียว อย่างมากก็แค่หาค่าเน็ตไปวันๆ อาชีพหลักของผมคือการมอบความสุขทางใจให้กับคนรวย และช่วยกระจายความมั่งคั่งสู่สังคมครับ” เฉียวอวี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
หลานเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองเด็กหนุ่มที่เดินอยู่ข้างๆ บนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ราวกับว่าเขามองเห็นความยากลำบากของชีวิตที่สะท้อนผ่านร่องรอยความรู้สึกทอดถอนใจออกมา
“เล่าให้ฟังอย่างละเอียดหน่อยได้ไหม”
“เคยได้ยินชื่อเกม CS ไหมครับ”
“เธอรับจ้างเล่นเกมงั้นเหรอ ดรอปของขายอะไรแบบนั้น”
“รับจ้างเล่นมันได้เงินช้าไปครับ ส่วนสุ่มเปิดกล่องก็ไม่แน่นอน เล่นสิบครั้งขาดทุนไปแล้วเก้าครั้ง แต่ผมก็มักจะร่วมงานกับบริษัทรับจ้างเล่นเกมที่มีชื่อเสียงในวงการอยู่บ่อยๆ เหมือนกันครับ”
“งั้นฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจแล้วล่ะ” หลานเจี๋ยส่ายหน้า
“อธิบายง่ายๆ ก็คือ ผมจะมองหาพวกเสี่ยกระเป๋าหนักในเกม ยิ่งเป็นพวกสตรีมเมอร์ยิ่งดี แล้วใช้ฝีมือตามฆ่าเขาไปเรื่อยๆ พร้อมกับพิมพ์ด่ากระตุ้นอารมณ์ไปตลอดทาง ยังไงก็ต้องเจอคนที่หัวเสียหนักๆ บ้างล่ะ แล้วเขาก็จะขอท้าดวลแบบตัวต่อตัว หรือไม่ก็จ้างคนมาจัดการผม อะไรประมาณนี้แหละ สรุปก็คือพวกที่โกรธจัดแต่ทำอะไรไม่ได้นั่นแหละครับ
พอกระตุ้นต่อไปเรื่อยๆ บางคนก็จะยอมทุ่มเงินจ้างคนมาล้างแค้น ถ้าบังเอิญเขาไปจ้างบริษัทที่ร่วมงานกับผมอยู่พอดี ผมก็จะเล่นละครแกล้งแพ้ให้เสี่ยเขารู้สึกสะใจ พอทางบริษัทได้เงินมาก็จะแบ่งกับผมคนละครึ่งครับ”
เฉียวอวี้อธิบายไปตามความจริง
หลานเจี๋ยถึงกับมึนตึ้บไปอีกรอบ
หรือว่าเขาจะแก่เกินไปแล้วจริงๆ เดี๋ยวนี้เด็กๆ เขาหาเงินกันแบบนี้แล้วเหรอ
“เดี๋ยวนะ แล้วถ้าเกิดเสี่ยกระเป๋าหนักที่เธอว่า ไม่ได้ไปจ้างบริษัทที่ร่วมงานกับเธอล่ะ จะทำยังไง”
“ก็ซัดอีกฝั่งต่อไปสิครับ ฝีมือผมดีมากนะ พวกมืออาชีพยังบอกเลยว่าผมสามารถไปเป็นโปรเพลเยอร์ได้สบายๆ”
เฉียวอวี้ยิ้มกว้าง อธิบายอย่างอดที่จะโอ้อวดไม่ได้ จากนั้นดูเหมือนจะกลัวว่าหลานเจี๋ยจะไม่เข้าใจ จึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “แถมบริษัทดังๆ ในวงการส่วนใหญ่ก็ร่วมงานกับผมทั้งนั้น พวกเขาดูแลผมดีมากเลยล่ะครับ
เพราะว่าธุรกิจนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนไอดีบ่อยๆ ไม่งั้นความแตกได้ง่ายๆ ไอดีหลายอันพวกเขาก็เอามาให้ผมใช้ฟรี แถมยังคอยแนะนำลูกค้ามาให้ผมตลอด ลูกค้าวีไอพีที่เพิ่งใช้บริการไปเมื่อกี้ก็เป็นลูกค้าที่บริษัทแห่งหนึ่งแนะนำมาให้เหมือนกันครับ”
อ้อ สายเทคนิคนี่เอง
หลานเจี๋ยถูกเด็กคนนี้สอนบทเรียนชีวิตให้เข้าอีกบทเสียแล้ว
“แบบนี้วันนี้ฉันก็ทำให้เธอเสียเวลาหาเงินเลยสิ”
“ไม่เป็นไรครับ จู่ๆ ก็ออฟไลน์ไปแบบนี้ มันยิ่งดูเหมือนผมกำลังหัวเสียหนัก ตอนนี้เสี่ยเขาคงกำลังอารมณ์ดีสุดๆ เผลอๆ อาจจะออกไปฉลองแล้วก็ได้ครับ”
“แล้ววันนี้เธอหาเงินได้เท่าไหร่ล่ะ”
“เมื่อกี้ตอนที่คุณยืนคุยกับอาจารย์หยวนอยู่ข้างนอก ทางบริษัทเพิ่งโอนมาให้สามพันครับ”
หลานเจี๋ยตกใจกับตัวเลขที่ได้ยินในทันที
ให้ตายเถอะ ไอ้เด็กนี่ไปขลุกอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตแค่วันเดียว แต่หาเงินได้เกือบเท่ากับครึ่งเดือนของเงินเดือนเขาเลยเหรอเนี่ย
“เมื่อวานก็ได้มาห้าพันนะครับ เสี่ยที่บริษัทแนะนำมาให้คราวนี้เป็นพวกรวยจริง บอกว่าจะฆ่าผมให้จนกว่าผมจะเลิกเล่น ผมกะว่าพรุ่งนี้จะทำเงินอีกสักวันแล้วก็จะทิ้งไอดีนี้แล้วล่ะครับ ถือเป็นการสานฝันให้เสี่ยเขา” เฉียวอวี้พูดเสริมขึ้นมาอีก
“ค่อกๆๆ...” หลานเจี๋ยสำลักน้ำลาย ไอออกมาสองครั้งก่อนจะถามด้วยความอึดอัดใจ “อุตส่าห์เจอเสี่ยกระเป๋าหนักทั้งที เธอไม่ตักตวงให้มากกว่านี้หน่อยล่ะ”
จากนั้นเขาก็ได้รับสายตาเอือมระอาจากเฉียวอวี้ แต่เด็กคนนี้ก็ยังใจเย็นอธิบายให้ฟัง “ทำงานสายนี้เราโลภมากไม่ได้ครับ เสี่ยเขาแค่รวย ไม่ได้โง่ อย่างมากก็คงหน้ามืดตามัวไปได้สักสองสามวัน ถ้านานกว่านี้เขาก็คงจะรู้ตัวแล้วล่ะครับ
อีกอย่าง จะตัดขนแกะทั้งทีก็ไม่ควรจะตัดจากตัวเดียวจนหมดตัวนี่ครับ พวกเสี่ยเขาก็มีสังคมของเขา เกิดวันไหนดันไปคุยแล้วเรื่องมันโป๊ะแตกขึ้นมา ธุรกิจนี้ของผมก็จบเห่กันพอดี ผมก็ต้องมานั่งหาวิธีเปิดธุรกิจใหม่อีก ซึ่งมันก็จะมีช่วงที่ขาดรายได้ ยุคนี้เศรษฐกิจแบบนี้หาเงินยากจะตาย”
“นี่คือเหตุผลที่แม่เธอลาป่วยให้สามวันงั้นสิ” หลานเจี๋ยเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว
“ใช่ครับ จะให้ทิ้งเงินมาเรียนก็ไม่ได้นี่นา ชีวิตมันไม่ง่ายเลยนะครับ”
น้ำเสียงที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยทำให้หลานเจี๋ยเงียบไปอีกครั้ง เขาพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ทำได้เพียงเดินตามหลังเฉียวอวี้ไปเงียบๆ
“เดี๋ยวครับ แม่ผมคงยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน ผมขอแวะซื้อกับข้าวสักหน่อย จะได้ไม่ต้องสั่งเดลิเวอรี่ อ้อ จริงสิ อาจารย์หลาน ทานข้าวมาหรือยังครับ”
เฉียวอวี้เอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินผ่านร้านอาหารแห่งหนึ่ง
หลานเจี๋ยมองตามไป พระเจ้ายอด ร้านอาหารที่ดูดีที่สุดในละแวกนี้เลยนะนั่น
“ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันกินมาแล้ว” หลานเจี๋ยที่ตอนแรกตั้งใจจะเป็นคนออกเงินเลี้ยงข้าวเด็กคนนี้ แต่พอคิดถึงรายได้วันละหลายพันของอีกฝ่าย แถมเมื่อกี้ยังเพิ่งเอาเงินเขาไปอีกหนึ่งร้อย เขาก็เลยอดกลั้นไว้
……
ไม่นานหลานเจี๋ยก็เชื่อแล้วว่าเฉียวอวี้ไม่ได้โม้ สองวันนี้เขาคงจะทำเงินได้เยอะจริงๆ อย่างน้อยเงิน 3,150 หยวนของวันนี้ก็ต้องนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าแล้วอย่างแน่นอน
ก็แหม แค่สั่งอาหารกลับบ้านไปสามอย่างแบบง่ายๆ ก็ปาเข้าไปตั้งห้าร้อยสามสิบหยวนแล้ว... เขายังไม่กล้าฟุ่มเฟือยขนาดนี้เลย
แถมเห็นได้ชัดเลยว่าพนักงานเสิร์ฟของร้านสนิทสนมกับเฉียวอวี้เป็นอย่างดี พอเห็นหน้าเฉียวอวี้ก็รีบเข้ามาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี พาไปนั่งรอในห้องส่วนตัวเล็กๆ แสนสบาย แล้วก็ถามขึ้นมาว่า “เอาแบบเดิมใช่ไหม”
ลูกค้าประจำตัวยงเลยนี่หว่า
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ ผมกับแม่ชอบกินผัดเผ็ดงูของร้านนี้มาก ของพรรค์นี้มันแพงจริงๆ แหละครับ” เฉียวอวี้อธิบายขึ้นมา คล้ายกับอ่านใจหลานเจี๋ยออก
หลานเจี๋ยรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมานิดหน่อย จึงถามกลับไปว่า “นี่เฉียวอวี้ เธอหาเงินเก่งขนาดนี้ ทำไมยังไปสนเงินเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนร่วมชั้นอีก เงินค่าขนมห้าสิบหยวนของพวกเขาก็ยังจะเอา”
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ายิ้มออกมาอย่างเขินอาย แล้วพูดว่า “ช่วยไม่ได้นี่ครับ มีแต่ต้องหาเงินมาให้หนักๆ ถึงจะกล้าใช้จ่ายแบบหนักๆ ไงครับ เงินมาส่งถึงที่แล้วไม่รับไว้ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติเงิน เดี๋ยวเวรกรรมจะตามสนองเอานะครับ”







