หลานเจี๋ยสูดหายใจเข้าลึก ครูสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายมักจะมีความไวต่อตัวเลขเป็นอย่างมาก
นักเรียน ม.3 โดยทั่วไปอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี ส่วนคนเป็นแม่อายุเพิ่งจะสามสิบสี่ปี หรือพูดอีกอย่างคือตอนที่แม่ของเฉียวอวี้ตั้งท้องเขา เธอน่าจะเพิ่งบรรลุนิติภาวะ และยังไม่ถึงวัยที่กฎหมายอนุญาตให้แต่งงานได้แน่นอน ต่อให้เป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อน เรื่องนี้ก็ยังถือว่าน่าตกใจมาก ตกใจเสียจนเขาไม่รู้จะวิจารณ์ออกมาอย่างไรดี
มิน่าล่ะเมื่อครู่นี้อาจารย์หยวนถึงได้ทำหน้าตาเหมือนมีเรื่องซุบซิบดูลึกลับนัก
“ถ้าอย่างนั้น…” หลานเจี๋ยไม่รู้จะพูดอะไรดี
“แต่จะบอกว่าครอบครัวเขายากลำบาก ฉันก็ว่าไม่ใช่นะคะ ความจริงตอน ม.1 ต้องมีการไปเยี่ยมบ้าน แต่ดันมีเรื่องนั้นทำให้ต้องเลื่อนไปก่อน สุดท้ายก็ลากยาวมาจนถึง ม.2 ซึ่งตอนนั้นฉันได้เป็นครูประจำชั้นของเฉียวอวี้แล้ว ฉันเห็นในบ้านเขามีขวดเหล้าวางอยู่เต็มไปหมด แถมยังจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วย
เพราะฉะนั้นแม่ของเฉียวอวี้ก็น่าจะชอบดื่มเหล้า ฉันสงสัยด้วยซ้ำว่าเธออาจจะติดเหล้า แถมที่เธอดื่มยังมีแต่เบียร์ราคาแพงๆ ทั้งนั้น แล้ววันนั้นก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นพอดี ฉันเห็นอาหารเดลิเวอรีที่สั่งมา มีกับข้าวตั้งหลายอย่าง ราคาตั้งหลายร้อยหยวนแน่ะ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าครอบครัวยากลำบากคงไม่ใช่แน่นอนค่ะ
แต่พูดไปแล้วก็น่าสงสารอยู่นะคะ เฉียวอวี้ไม่มีพ่อมาตลอด แน่นอนว่าปู่กับย่าก็ไม่มี ตากับยายก็เสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็กมาก ส่วนแม่ของเขาก็แทบจะไม่ค่อยไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงเลย สองแม่ลูกก็เลยใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันอยู่แค่นั้น เฮ้อ…”
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดทำเอาหลานเจี๋ยแทบจะรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย
“โอเคครับ สถานการณ์คร่าวๆ ผมพอจะเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะครับอาจารย์หยวน”
“ค่ะ ครั้งนี้ต้องรบกวนคุณจริงๆ อาจารย์หลาน วางใจได้เลยนะคะ เดี๋ยวพอฉันรับตัวเฉียวอวี้ไปแล้ว จะต้องอบรมเขายกใหญ่แน่นอน”
“ไม่ต้องหรอกครับ เอาอย่างนี้ ไหนๆ เขาก็ไม่ต้องเข้าเรียนคาบค่ำอยู่แล้ว ปล่อยให้เขาอยู่กับผมที่นี่ไปก่อนเถอะ”
“เอ๊ะ?” อาจารย์หยวนชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
ครูสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายนั้นยุ่งมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหลานเจี๋ยยังเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายอีก เธอคิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมหลานเจี๋ยถึงอยากเสียเวลากับเด็กนักเรียนที่ใครๆ ก็ยอมรับว่าเป็นเด็กเรียนอ่อนอย่างเฉียวอวี้
“คือว่า…”
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนงุนงงของอาจารย์หยวนหยวนท่านนี้ หลานเจี๋ยก็ตัดสินใจที่จะไขข้อข้องใจให้เธอ
ด้วยพรสวรรค์ในการซุบซิบที่อาจารย์หยวนเพิ่งแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้ เขาเกรงว่าถ้าอธิบายไม่ชัดเจนอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดอะไรขึ้นมาได้
เขาจึงพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ผลการเรียนวิชาอื่นของเฉียวอวี้จะเป็นยังไงผมก็ไม่กล้าฟันธงหรอกนะครับ แต่ผมมั่นใจได้เลยว่าผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาดีมาก อย่างน้อยๆ ก็อยู่ในระดับเด็กนักเรียนที่ส่งเข้าแข่งขันได้เลย”
หลานเจี๋ยมองออกว่าสายตาของอาจารย์หยวนในเวลานี้มีความไม่เข้าใจอยู่อย่างเข้มข้น เธออ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา
เขาจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “เอาอย่างนี้แล้วกันนะครับ ถ้าปีนี้สามารถชิงโควตาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการคณิตศาสตร์ให้เขาได้ เขาจะได้รับเลือกให้เข้าทีมฝึกอบรมระดับชาติตัวแทนประเทศหัวเซี่ยไปแข่งระดับนานาชาติได้หรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าแค่คว้าเหรียญทองระดับชาติล่ะก็ไม่มีปัญหาแน่นอน เอ่อ ผมหมายถึงการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายนะครับ”
“อะไรนะคะ? การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการคณิตศาสตร์? เหรียญทองระดับชาติ? คือว่า อาจารย์หลานคะ คุณคงจะเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
“ผมไม่รู้ว่าเฉียวอวี้มีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้อะไรหรือเปล่า ถึงได้ทำให้เขาจงใจปิดบังผลการเรียนของตัวเองเอาไว้ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลยครับ” พูดจบ หลานเจี๋ยก็เล่าสถานการณ์ที่เขาได้เห็นในวันนี้ให้ฟังคร่าวๆ
เป็นสถานการณ์ที่จริงแท้ที่สุด ไม่มีการใส่สีตีไข่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อดูจากสีหน้าของอาจารย์หยวนแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการได้ฟังนิทานปรัมปราเลยทีเดียว
“คุณกำลังจะบอกว่า วันนี้คุณให้โจทย์ดัดแปลงที่เคยออกสอบจริงในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศกับเด็กๆ ในห้องโอลิมปิกวิชาการ พวกเขาทำไม่ได้ก็เลยไปหาเฉียวอวี้ห้องเราที่ร้านอินเทอร์เน็ต แล้วเฉียวอวี้ก็เล่นเกมไปด้วยฟังโจทย์ไปด้วย แล้วก็แก้โจทย์ข้อนั้นออกมาได้เนี่ยนะคะ?”
สบตากัน หลานเจี๋ยก็พยักหน้าเงียบๆ
“เดี๋ยวก่อนนะคะ อาจารย์หลาน โรงเรียนของเราดูเหมือนจะยังไม่เคยมีนักเรียนคนไหนคว้าเหรียญทองในการแข่งขันระดับชาติวิชาคณิตศาสตร์โอลิมปิกวิชาการมาก่อนเลยไม่ใช่เหรอคะ? เหมือนว่าเมื่อสองปีก่อนหรือสามปีก่อนนี่แหละที่มีนักเรียนได้เหรียญทองแดงมา โรงเรียนเรายังจัดพิธีฉลองให้เป็นพิเศษเลยไม่ใช่เหรอ?” ชะงักไปครู่ใหญ่ หลังจากตั้งสติได้หยวนหยวนก็รีบเปิดปากถามขึ้นมาทันที
หลานเจี๋ยพยักหน้าเงียบๆ อีกครั้ง
อันที่จริงเรื่องนี้จะไปโทษว่าครูสอนไม่ดีก็ไม่ได้ สาเหตุหลักเป็นเพราะระบบการศึกษาของเมืองดารานั้นค่อนข้างพิเศษ นักเรียนหัวกะทิเกือบทั้งหมดถูกสี่โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังอย่างลูหย่า โรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยครู และฉางจวินผูกขาดไปจนหมดสิ้น โรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาทั่วไปก็ทำได้แค่เลือกคนที่เก่งที่สุดในหมู่คนที่ไม่เก่งเท่านั้น
สองปีก่อนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยครู สามปีก่อนโรงเรียนมัธยมลูหย่า ต่างก็มีนักเรียนได้รับคัดเลือกให้ติดทีมชาติ และเป็นตัวแทนของประเทศหัวเซี่ยไปคว้าเหรียญทองในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศมาได้ แถมในการแข่งขัน IMO สองปีซ้อนนี้ประเทศหัวเซี่ยก็ยังคงเป็นแชมป์อยู่ จากตรงนี้ก็สามารถมองเห็นได้ว่าการศึกษาระดับมัธยมปลายของเมืองดารานั้นแข็งแกร่งเพียงใด
แต่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งเป็นแค่โรงเรียนมัธยมธรรมดาๆ จริงๆ การที่สามารถปลุกปั้นนักเรียนให้เข้าไปถึงการแข่งขันระดับชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาได้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของหลานเจี๋ยได้แล้ว
“ตายจริง แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะคะ? เดือนหน้าก็จะมีการสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว ต่อให้ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของเฉียวอวี้จะดีแค่ไหน แต่คะแนนรวมก็คงไม่ผ่านเกณฑ์เข้าโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปแน่ๆ ฉันจำได้ว่าการแข่งขันระดับชาติวิชาคณิตศาสตร์ปกติต้องรอจนถึงเดือนพฤศจิกายนไม่ใช่เหรอคะ?”
“ครับ การแข่งขันลีกระดับมณฑลปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 8 กันยายน ส่วนรอบชิงชนะเลิศคือวันที่ 22 พฤศจิกายนครับ”
ช่วงเวลานี้...บอกได้คำเดียวว่าน่าอึดอัดมาก!
การสอบเข้ามัธยมปลายของเมืองดาราปีนี้คือวันที่ 18 ถึง 20 มิถุนายน หรือพูดอีกอย่างก็คือ หลังจากวันที่ 20 เฉียวอวี้ก็จะสามารถบอกลาโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งได้อย่างเป็นทางการแล้ว
ท่ามกลางสายตาที่สบกัน อาจารย์หยวนก็มองออกถึงความคิดของหลานเจี๋ยที่อยู่ตรงข้ามได้จากแววตาที่แทบจะมีเปลวไฟลุกโชนออกมา
“คือว่า...อาจารย์หลาน คุณอยากให้เขาดร็อปเรียนไปหนึ่งปีเหรอคะ?”
“ครับ! ดร็อปเรียนหนึ่งปี แลกกับเหรียญทองระดับชาติโอลิมปิกวิชาการระดับมัธยมศึกษา ในอนาคตยังไงก็ต้องมีมหาวิทยาลัยให้เรียนแน่ ด้วยอายุของเฉียวอวี้ต่อให้เข้าร่วมอีกสักสองสามครั้งก็ไม่มีปัญหา แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเขา เดี๋ยวผมคงต้องคุยกับเขาสักหน่อย”
“อยากให้ฉันช่วยเกลี้ยกล่อมเขาไหมคะ?” อาจารย์หยวนถามขึ้น
หลานเจี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ส่ายหน้าไปมา แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว “ผมขอคุยกับเขาก่อน ดูให้แน่ใจว่าเขาคิดยังไงแล้วค่อยว่ากัน ถ้าจำเป็นล่ะก็ บางทีอาจจะต้องรบกวนคุณจริงๆ ครับ”
“ได้ค่ะ งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ วันนี้ฉันยังต้องไปคุมสอบคาบค่ำของห้องแปดอีก เฮ้อ...เด็กคนนี้ ดูไม่ออกเลยจริงๆ นะคะเนี่ย”
อาจารย์หยวนรู้มารยาทจึงขอตัวเดินจากไป หลานเจี๋ยยังไม่รีบเข้าออฟฟิศ แต่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง “ฮัลโหล อาจารย์โจว คืออย่างนี้นะครับ พอดีทางผมมีธุระด่วนนิดหน่อย คืนนี้คุณช่วยเข้าคุมคาบค่ำแทนผมหน่อยได้ไหมครับ? อ้อ ใช่ๆ ห้องสองครับ ให้พวกเขานั่งทำแบบทดสอบที่แจกให้วันนี้ก็พอครับ
ให้เวลาทำแบบทดสอบชั่วโมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือให้พวกเขาสลับกันตรวจ แล้วค่อยอธิบายข้อที่เด็กๆ ทำผิดกันเยอะๆ สักหน่อย ขอบคุณมากนะครับ รบกวนด้วยครับอาจารย์โจว”
หลังจากวางสาย หลานเจี๋ยก็จัดระเบียบอารมณ์ของตัวเองครู่หนึ่ง เปิดประตูเดินเข้าไปในออฟฟิศ ก็เห็นเฉียวอวี้กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะทำงานข้างๆ เขา กำลังไถหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างออกรสออกชาติและจดจ่อเป็นอย่างมาก
โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนพกโทรศัพท์มือถือมานี่นา แล้วไอ้เด็กคนนี้เอาโทรศัพท์มือถือมาโรงเรียนได้ยังไง?
ช่างเถอะ เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญหรอก เขาไม่ใช่ครูฝ่ายปกครองของระดับมัธยมต้นเสียหน่อย
“อะแฮ่ม…”
“อาจารย์หลาน”
“ครูจะไปที่บ้านเธอด้วย จะไปเยี่ยมบ้านน่ะ”
“เยี่ยมบ้าน? อาจารย์เนี่ยนะ?” เฉียวอวี้ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจมองสำรวจตาแก่ร่างผอมแห้งที่ดูอายุราวๆ สามสิบกว่าปีคนนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า...







