เรื่องของพี่ปิง...จางหยวนชิงลอบดีใจ รีบพูดว่า
"สาขาหังเฉิงทางนั้นมีผลสรุปแล้วเหรอครับ ตรวจเจออะไรบ้างไหม"
เพื่อนร่วมงานสาขาหังเฉิงทำงานประสิทธิภาพแย่เกินไปแล้ว ตั้งสามวันกว่าจะมีผลออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่ให้ความสำคัญกับคดีการหายตัวไปของพี่ปิงเลย...เขาบ่นในใจ
พี่ปิงหายตัวไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว หากผู้ใช้พลังแดนวิญญาณของสาขาหังเฉิงสืบสวนอย่างสุดความสามารถ งั้นตอนที่หลี่ตงเจ๋อไหว้วานไป ก็ควรจะสามารถให้คำตอบ และให้ข้อมูลที่มากพอได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดว่าพี่ปิงตายในแดนวิญญาณไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะสืบสวนต่อ
"สืบเจออะไรบางอย่างจริงๆ..." หลี่ตงเจ๋อเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
"มนุษยสัมพันธ์ของเหลยอีปิงค่อนข้างเรียบง่าย เขามีนิสัยสันโดษ ไปไหนมาไหนคนเดียว และไม่สนิทกับเพื่อนร่วมชั้น เขาทำตัวกลมกลืนในโรงเรียน ไม่เคยหาเรื่องใคร แต่หลังจากเพื่อนร่วมงานสาขาหังเฉิงสืบสวนเชิงลึกแล้ว พบว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา มีสองคนที่เคยไปหาเรื่องเขา ล้วนเสียชีวิตด้วยวิธีการที่ดูสมเหตุสมผลบางอย่าง"
จางหยวนชิงฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น พอหลี่ตงเจ๋อพูดจบ เขาก็แย้งทันทีว่า
"ไม่ถูกครับ นิสัยพี่ปิงอาจจะไม่ได้เข้ากับคนง่ายไปซะหมด แต่ไม่สันโดษเด็ดขาด การกระทำก็ไม่เฉียดคำว่าทำตัวกลมกลืนเลยสักนิด ผมกับเขาโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก รู้จักกันดีเกินไปแล้ว คนอย่างเขาเนี่ย พออารมณ์ขึ้นมา แม้แต่คำว่า 'มองหน้าหาพระแสงอะไร' ก็ยังขี้เกียจพูด แล้วพุ่งเข้าใส่เลยด้วยซ้ำ"
ส่วนพฤติกรรมที่ต้องสงสัยว่าพี่ปิงจะฆ่าคนนั้น ในเมื่อไม่รู้รายละเอียด เขาก็จะไม่ขอแย้ง และไม่ออกความเห็น
"ที่คุณพูดมานี่มันพวกผู้ใช้ไฟแล้วมั้ง..." หลี่ตงเจ๋ออดไม่ได้ที่จะบ่น ก่อนจะกระอักไอกระแอมเพื่อดึงบทสนทนากลับมา "เพราะงั้น เหลยอีปิงในความหมายของคุณกับเหลยอีปิงในความทรงจำของพวกนักเรียนจึงไม่เหมือนกัน คุณคิดว่าตรงไหนที่ผิดปกติล่ะ"
จางหยวนชิงเงียบไปครู่หนึ่ง "บางที...อาจจะเป็นตัวพี่ปิงเองที่ผิดปกติ"
หลี่ตงเจ๋อตอบ 'อืม' เป็นการเห็นด้วย แล้ววิเคราะห์ว่า
"คุณกับเขาเรียนที่เดียวกันมาจนจบมัธยมปลาย ถ้าเขามีอะไรผิดปกติ คุณไม่มีทางที่จะดูไม่ออก นั่นก็หมายความว่าความเปลี่ยนแปลงของเหลยอีปิงเริ่มต้นขึ้นตอนเข้ามหาวิทยาลัย
"ในช่วงเวลาตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายจนถึงตอนมหาวิทยาลัยเปิดเทอม เขาต้องเจอเรื่องอะไรบางอย่างเข้าแน่ๆ ถึงทำให้นิสัยเปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ปัจจัยมันมีเยอะเกินไป ถ้าไม่มีเบาะแสมากกว่านี้ ก็ไม่อาจคาดเดาได้เลย"
จางหยวนชิงเห็นด้วยกับคำอธิบายของหลี่ตงเจ๋อ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาคิดไม่ตก ด้วยความสัมพันธ์ที่สนิทสนมราวกับพี่น้องแท้ๆ ระหว่างเขากับพี่ปิง หลังจากพี่ปิงกลายเป็นผู้ท่องแดนวิญญาณ กลับไม่ยอมบอกเขาเลยสักคำ
แดนวิญญาณไม่มีกลไกลบความจำหรือฆ่าปิดปากหรอกนะ ถ้าคุณต้องการล่ะก็ ต่อให้จะถือโทรโข่งเดินป่าวประกาศเรื่องแดนวิญญาณไปทั่วโลกก็ยังได้
ถึงแม้จะไม่มีใครเชื่อก็เถอะ...
"ยังมีอะไรอีกไหมครับ"
"มี แต่ไม่รู้ว่าจะนับเป็นเบาะแสได้ไหม..." หลี่ตงเจ๋อครุ่นคิดครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวต่อ "เหลยอีปิงมีนิสัยชอบเขียนไดอารี่หรือเปล่า"
"ยุคสมัยนี้คนดีๆ ที่ไหนเขาเขียนไดอารี่กันล่ะครับ"
"เพื่อนร่วมงานสาขาหังเฉิงเจอสมุดไดอารี่ในหอพักของเขา เขาไม่ได้เขียนบ่อยนักหรอก แต่ก่อนที่จะหายตัวไป คืนก่อนหน้าที่จะส่งการ์ดตัวละครมาให้คุณ เขาได้เขียนไดอารี่ไว้หน้าหนึ่ง"
"สมุดไดอารี่ของเขาอยู่ที่ไหนครับ"
"สมุดไดอารี่อยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัยของเขา เพื่อนร่วมงานสาขาหังเฉิงตรวจสอบดูแล้ว รู้สึกว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่พอผมขอร้อง พวกเขาก็เลยถ่ายรูปมาให้ เดี๋ยวผมส่งให้คุณเดี๋ยวนี้แหละ" หลี่ตงเจ๋อกล่าวเสริมว่า
"ถ้าจำไม่ผิด พรุ่งนี้ก็ครบวันที่สิบสี่นับตั้งแต่คุณออกมาจาก 'อุโมงค์เสอหลิง' แล้วนี่"
"ครับ!"
พรุ่งนี้คือเส้นตายสุดท้าย ไม่เข้าแดนวิญญาณคืนนี้ ก็ต้องเข้าแดนวิญญาณในวันพรุ่งนี้
"ตอนแดนวิญญาณเปิดออกจะมีช่วงเวลาเตรียมตัวสั้นๆ คุณอย่าลืมโทรศัพท์มารายงานผม หรือไม่ก็โทรหากวนหย่าด้วยล่ะ"
"เข้าใจแล้วครับ"
ทั้งสองวางสายแล้ว จางหยวนชิงเปิดแอปพลิเคชันแชต และกดรับไฟล์บีบอัดที่หลี่ตงเจ๋อส่งมาให้
หลังจากแตกไฟล์ เขาก็ได้รูปภาพมาสามสิบกว่ารูป
จางหยวนชิงนั่งลงข้างโต๊ะหนังสือแล้วเริ่มอ่านไดอารี่ ความถี่ในการเขียนบันทึกของพี่ปิงไม่บ่อยอย่างที่ว่าจริงๆ บางทีก็เขียนอาทิตย์ละครั้ง บางทีก็เดือนละครั้ง เนื้อหาที่เขียนก็มีแต่เรื่องจิปาถะสัพเพเหระ
ตอนแรกจางหยวนชิงตั้งใจอ่านมาก แต่พอมั่นใจแล้วว่าเนื้อหาส่วนหน้าไม่มีประโยชน์อะไร เขาก็เลื่อนไปดูรูปสุดท้ายโดยตรง
"ครึ่งปีหลังก็ต้องไปฝึกงานแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เผลอแป๊บเดียวก็จะต้องบอกลาชีวิตมหา'ลัย ก้าวเข้าสู่โลกวัยทำงานซะแล้ว เมื่อคืนฉันฝันย้อนกลับไป นึกถึงชีวิตวัยเด็กในตรอกกับหยวนจื่อ นึกถึงตอนที่แอบเปิดหนังสือต้องห้ามอ่านด้วยกัน นึกถึงวีรกรรมที่ร่วมมือกันหลอกเอาเงินค่าขนมจากพ่อฉันและน้าชายของเขา นึกถึง...เกมที่เราเคยเล่นด้วยกัน"
เนื้อหาค่อนข้างสั้น มีเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
จางหยวนชิงจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์เขม็ง ทันใดนั้นก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้และหลับตาลง
พี่ปิงทิ้งเบาะแสไว้ให้ฉันจริงๆ ด้วย!
.........
วันรุ่งขึ้น จางหยวนชิงตื่นนอนขึ้นมาในเวลาเก้าโมงครึ่ง
"ดูเหมือนว่าเวลาที่จะต้องเข้าแดนวิญญาณคือวันนี้..."
เขากินมื้อเช้าเสร็จก็สวมหน้ากากอนามัยและหมวกแก๊ป นั่งแท็กซี่ตรงไปยังบ้านของเหลยอีปิง
ตรอกที่เขาอาศัยอยู่ตอนเด็กมีชื่อว่าหมู่บ้านอิ๋นผิง สร้างขึ้นเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน อาคารที่พักอาศัยแต่ละหลังล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยความทรุดโทรมแห่งกาลเวลา ตัวตึกเป็นแบบหกชั้นเหมือนกันหมด ไม่มีลิฟต์ สายไฟที่พันกันยุ่งเหยิงขดเป็นวงแล้ววงเล่าอยู่บนกำแพง
จางหยวนชิงลงจากรถแท็กซี่แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ สิบกว่าปีผ่านมาแล้ว นอกจากผนังด้านนอกจะทาสีใหม่ และตรงทางเข้าหมู่บ้านมีป้อมยามเพิ่มเข้ามา
อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
สมัยที่เขายังเรียนมัธยมต้น แถวนี้ก็มีข่าวลือว่าจะถูกเวนคืนที่ดินเพื่อรื้อถอน ทุกคนก็รอแล้วรอเล่า รอแล้วรอเล่า รอมาเกือบจะสิบปีแล้ว แต่แม้แต่เงาของทีมรื้อถอนก็ยังไม่เห็นเลย
จางหยวนชิงเดินข้ามถนนไปซื้อผีผาหนึ่งถุง สับปะรดหนึ่งลูก และมะม่วงเคียตสามลูกที่ร้านผลไม้ฝั่งตรงข้าม
เขาเดินขึ้นไปตามโถงบันไดแคบๆ หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องหมายเลข 402 แล้วกดกริ่ง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากหลังบานประตู เมื่อประตูกันขโมยเปิดออก ผู้หญิงวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งก็ยืนอยู่ตรงนั้น เธอเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า
"หยวนจื่อ?"
สีหน้าของเธอค่อนข้างดูไม่ได้ รอยคล้ำใต้ตาชัดเจนมาก และใบหน้าก็ซูบผอมลง
"ป้าโจว ผมมาเยี่ยมป้ากับลุงเหลยครับ" จางหยวนชิงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางถอนหายใจเงียบๆ ในใจ
สายตาของป้าโจวตกลงบนผลไม้ที่เขาหิ้วมา เผยรอยยิ้มปลาบปลื้มใจออกมา ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ว่า
"เข้ามาสิลูก"
ห้องพักเป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ขนาดแปดสิบกว่าตารางเมตร จางหยวนชิงนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ประคองแก้วน้ำอุ่นที่ป้าโจวรินให้ พลางรับฟังคำพรรณนาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยของเธอ
"ป้าโจว ผมเชื่อว่ากรมตำรวจจะต้องหาพี่ปิงเจอแน่นอนครับ" จางหยวนชิงเอ่ยปลอบใจ
"เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณยายของเธอก็มาเยี่ยมป้าแล้วล่ะ ยายเธอบอกว่าเหล่าเฉินบอกไว้ว่า การไม่มีข่าวคราว ก็ถือว่าเป็นข่าวดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน" ป้าโจวทอดถอนใจ ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"อยู่กินข้าวมื้อเที่ยงด้วยกันก่อนสิ"
"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมมีเรียนต่อ" จางหยวนชิงส่ายหน้า
สมัยเด็กเขากับพี่ปิงตัวติดกันเป็นตังเม ตอนกลางคืนก็มักจะนอนด้วยกัน การมากินข้าวบ้านอีกฝ่ายยิ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทว่าวันนี้เขาอาจจะถูกดึงเข้าแดนวิญญาณได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงต้องพยายามลดเวลาที่อยู่ข้างนอกให้น้อยที่สุด
"ป้าโจว ผมขอเข้าไปอยู่ในห้องพี่ปิงสักพักนะครับ"
จางหยวนชิงไม่ลืมจุดประสงค์ที่ตัวเองมาที่นี่
เขาผลักบานประตูห้องนอนของพี่ปิงเข้าไป ภายในห้องขนาดไม่ใหญ่นักมีเตียงคู่ ตู้เสื้อผ้า โโต๊ะหนังสือ โทรทัศน์ตั้งอยู่...สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สุดท้ายจะดึงกล่องลังกระดาษใบใหญ่ออกมาจากใต้เตียง
ของในกล่องลังมีปะปนกันสารพัดอย่าง ทั้งเครื่องเกมแฟมิคอม เครื่องเล่นดิจิไวซ์ ลูกบอลประทัด โยโย่ กล้องส่องทางไกล การ์ดวีรบุรุษเขาเหลียงซาน ลูกข่างไม้ ลูกข่างดึงเชือก หนังสือการ์ตูนดราก้อนบอล และนิยาย 'พงศาวดารสวาทสุยหยางตี้' ที่แต่งโดยฉีต้งเหย่เหริน...
ของเล่นชิ้นเล็กๆ แต่ละชิ้นในนี้ล้วนมีเรื่องราวของมัน อย่างเช่นกล้องส่องทางไกล สมัยก่อนแถวนี้มีย่านโคมแดงอยู่แห่งหนึ่ง พอตกดึก ภายในร้านทำผมก็จะเปิดไฟสลัวๆ บรรดาคุณป้าที่แต่งตัวยั่วยวนก็จะพากันมานั่งโพสท่าอยู่บนโซฟาในร้าน ต่อให้มองผ่านประตูกระจกก็ยังเห็นส่วนโค้งเว้าอันงดงามของพวกเธอได้อย่างชัดเจน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่ปิงที่ตอนนั้นยังเรียนอยู่ชั้นประถมแอบมากระซิบกระซาบกับเขา บอกว่าเห็นน้าชายของจางหยวนชิงแอบเข้าไปในร้านทำผม
จางหยวนชิงไม่เชื่อ จึงพุ่งพรวดพราดไปหาน้าชาย พอน้าชายได้ยินก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบยัดเงินให้เขายี่สิบหยวนเป็นค่าปิดปาก
หลังจากนั้นจางหยวนชิงกับพี่ปิงก็มานั่งดูดไอติมแท่งไปพลาง รู้สึกว่าธุรกิจนี้รายได้ดีไม่เลวเลยไปพลาง
ดังนั้นพอเลิกเรียน เด็กแสบสองคนจึงไปดักซุ่มอยู่ริมถนน ครั้งนี้ไม่ได้ดักเจอน้าชาย แต่กลับดักเจอพ่อบังเกิดเกล้าของพี่ปิงแทน
ผู้เป็นพ่อตกใจจนหน้าถอดสี และให้เงินค่าปิดปากพวกเขาสิบกว่าหยวนเหมือนกัน
ต่อมา พ่อกับน้าชายก็กลับตัวกลับใจ และไม่เคยถูกจับได้อีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง จางหยวนชิงขโมยเงินค่าขนมของน้าเล็กไปซื้อกล้องส่องทางไกล แล้วมาคอยซุ่มดูอยู่ไกลๆ
จึงได้เงินค่าปิดปากมาอีกครั้ง
ดังนั้น ภายในกล่องลังใบนี้จึงเก็บซ่อนวัยเด็กของพี่ปิงเอาไว้ และก็เก็บซ่อนวัยเด็กของจางหยวนชิงเอาไว้ด้วยเช่นกัน
เขาจ้องมองของเล่นในวัยเด็กอย่างเหม่อลอย รู้สึกเพียงว่าวันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งของยังคงอยู่แต่ผู้คนกลับเปลี่ยนไป
จะมานั่งทอดถอนใจบ้าบออะไรกัน ยังไม่ถึงวัยที่ต้องมารำลึกความหลังซะหน่อย...เขาหัวเราะเยาะตัวเอง ก่อนจะปัดเป่าเรื่องราวในอดีตที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวทิ้งไป
จากนั้นก็หยิบนิยายพงศาวดารสวาทสุยหยางตี้ขึ้นมา แล้วสะบัดหน้ากระดาษ
ท่ามกลางเสียงสะบัดกระดาษดัง 'พรึ่บพรั่บ' กระดาษแผ่นหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา บนกระดาษแผ่นนั้นมีตัวเลขสองชุดเขียนเอาไว้ยุ่บยั่บไปหมด
เมื่อเห็นสิ่งนี้ จางหยวนชิงก็ค่อยๆ พรูลมหายใจออกมา ถือว่าได้ยกภูเขาออกจากอกเสียที
ตัวเลขบนกระดาษแผ่นนี้ คือรหัสลับที่มีแค่พี่น้องสองคนเท่านั้นที่อ่านเข้าใจ
เพราะได้รับอิทธิพลมาจากคุณตา ตอนเด็กๆ จางหยวนชิงจึงคลั่งไคล้หนังตำรวจจับผู้ร้าย การ์ตูน และนิยายแนวสืบสวนสอบสวนมาก เขาชอบจินตนาการว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เก่งกาจ
ตอนเรียนมัธยม มีครั้งหนึ่งเขากับพี่ปิงอ่านนิยายนักสืบชื่อดังของต่างประเทศด้วยกัน แล้วได้รับแรงบันดาลใจจากคดีหนึ่งในนั้น เขาคิดว่าระหว่างยอดนักสืบจางหยวนชิงกับผู้ช่วยอาปิง จะไม่มีรหัสลับเอาไว้สื่อสารกันได้อย่างไร
ดังนั้นพวกเขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจคิดค้นรูปแบบรหัสลับขึ้นมาชุดหนึ่ง
อย่างเช่นตัวเลขตัวแรกระบุบรรทัด ตัวที่สองก็ยังคงระบุบรรทัด ตัวที่สามระบุหน้า ตัวเลขเจ็ดตัวนับเป็นหนึ่งชุด รูปแบบของตัวเลขชุดที่สองคือการสลับหน้าหลังของชุดแรก...
และครั้งแรกที่พวกเขาเล่นเกมนี้ ต้นแบบที่ใช้ถอดรหัสก็คือ 'พงศาวดารสวาทสุยหยางตี้' เล่มนี้นี่เอง
จางหยวนชิงพยายามนึกรูปแบบรหัสไปพลาง นั่งเทียบกับหนังสือไปพลาง เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว ในที่สุดเขาก็ปะติดปะต่อข้อความทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ
ตัวเลขบรรทัดแรก: หกสองศูนย์สาม; ชาตินี้เกิดมาเป็นพี่น้องกัน
ตัวเลขบรรทัดที่สอง: หยวนจื่อ หามันให้เจอ ฉันทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่นั่นหมดแล้ว