ขณะเดินไปตามแม่น้ำใต้ดิน ความคิดของอี้เฉินยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นรวมถึงสายสะดือเส้นนั้น
มันคล้ายกับสายสะดือในโบสถ์อยู่บ้าง สิ่งนี้ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเอกเทศ ดูเหมือนมันจะชอบแนบชิดติดกับตัวอี้เฉินมาก ถึงขั้นมองว่าอี้เฉินเป็น 'เจ้าของ' ของมัน
เมื่อพิจารณาถึงวิธีการได้มาซึ่ง 【วัตถุตกทอด】 ชิ้นนี้ว่าอาจขัดต่อกฎของสุภาพบุรุษและไซอัน อี้เฉินจึงเลือกที่จะซ่อนมันไว้ พร้อมกับลบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ รากกำแพงสูงและเด็กสาวเลนนีออกจากการสืบสวนครั้งนี้จนหมดจด
ประจวบเหมาะกับที่ผู้สัมผัสเรื่องราวเหล่านี้มีเพียงอี้เฉินแค่คนเดียว
ในเมื่อ "สายสะดือสีดำ" ชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นสารอินทรีย์มากกว่า อี้เฉินจึงลองดึงสายสะดือที่พันอยู่รอบแขนไปยังปากแผลเปิดบริเวณหน้าอก เพื่อให้มันอยู่ร่วมกับหัวใจพืช
สายสะดือคล้ายจะรับรู้ถึงความคิดของอี้เฉิน มันค่อยๆ คืบคลานไปทางหัวใจ
เมื่อมันสัมผัสกับหัวใจพืช ดูเหมือนมันจะตรวจพบว่าหัวใจดวงนี้เป็นเพียงผลผลิตชั่วคราว ไม่ใช่อวัยวะดั้งเดิม
สายสะดือถึงกับหลั่งของเหลวสีดำอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ออกมาจากปลายสาย เพื่อทำการสร้างหัวใจขึ้นมาใหม่
แน่นอนว่า
การสร้างใหม่ในความหมายที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ เมื่อเทียบกับการซ่อมแซมแขนซ้ายแล้ว ถือว่าซับซ้อนกว่าหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยเท่า
(วัตถุตกทอดไม่ได้มีไว้เพื่อการทะลวงขีดจำกัดเท่านั้น ตัวมันเองยังมีเอฟเฟกต์คุณสมบัติพิเศษ คล้ายกับ 【เครื่องประดับ】 ขอเพียงพกติดตัวไว้ ก็จะสามารถแสดงผลติดตัวที่สอดคล้องกันออกมาได้
"สายสะดือสีดำ" เส้นนี้เปรียบเสมือนไอเทมโกงทางร่างกายอย่างแท้จริง ขอเพียงพกติดตัว ไม่ว่าบาดแผลใดๆ ก็สามารถสมานตัวอย่างช้าๆ ได้ภายใต้การทำงานของมัน
อีกทั้งตัวมันเองไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหาร ตามบันทึกในหนังสือ วัตถุตกทอดที่เชื่อมโยงกับยุคโบราณเหล่านี้ สามารถติดต่อกับโลกเก่าผ่านโครงสร้างพิเศษ รอยสลักบนพื้นผิวด้านใน และอื่นๆ เพื่อดึงพลังงานมาเติมเต็มจากที่นั่นได้โดยตรง
มิน่าล่ะ ไซอันถึงไม่มีการตั้งราคาขายวัตถุตกทอดอย่างชัดเจน ของแบบนี้ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้)
เมื่อทั้งสองกลับขึ้นมาบนพื้นดิน ฝูงไก่ก็กำลังรออยู่ที่นี่
เสี่ยวไป๋ผู้ขี้ขลาดไม่ได้ฉวยโอกาสหนีไป ดูเหมือนมันจะตัดสินใจเป็นสัตว์เลี้ยงของจินแล้ว โดยจะเป็นผู้นำฝูงไก่เดินทางไปยังไซอันเพื่อรับการทดสอบสัตว์เลี้ยง
เมื่อกำแพงสูงเหี่ยวเฉาและพังทลายลง เส้นทางออกจากป่าจึงไม่ถูกขัดขวางอีกต่อไป
กระทั่งพวกเขาได้พบกับผู้ดูแลชั่วคราวของ 【ด่านตาปีศาจ】 อย่างคุณวิลเมอร์ที่ออกมาตรวจสอบสถานการณ์ล่วงหน้าที่ด้านนอกกำแพงต้นไม้
เริ่มแรกเขาประหลาดใจมากที่ทั้งสองสามารถยุติเหตุการณ์ครั้งนี้ได้จริงๆ หนำซ้ำยังพาฝูงสัตว์ปีกกลายพันธุ์ที่ควบคุมได้กลับมาด้วย
ทว่า เมื่อเขาทราบว่าเพื่อนร่วมทีมเสียชีวิตทั้งหมด แววตาของเขาก็หม่นหมองลงทันที เขาฝืนยิ้มแสดงความยินดีกับทั้งสองก่อนจะเดินกลับด่านไปเพียงลำพัง
ในโลกเช่นนี้ แม้ความตายจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว แต่การจากไปของอดีตสหายก็ยังคงบั่นทอนและทรมานจิตใจคนเราอยู่ดี
รถม้าสุดหรูมารับจินกับอี้เฉินตรงเวลา ฝูงไก่ทั้งหมดถูกจัดให้อยู่ในช่องเก็บของชั้นล่างของรถม้า ยกเว้นเสี่ยวไป๋
เมื่อเอนกายลงบนเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม อี้เฉินกลับไม่รู้สึกสบายอย่างที่คิดไว้ ซ้ำยังรู้สึกหลับยากเล็กน้อย
ทันใดนั้น เสียงขององุ่นน้อยก็ดังขึ้นในห้วงจิตสำนึก
(ในโลกแบบนี้ คนธรรมดาสามัญย่อมต้องเผชิญหน้ากับความตายก่อนเวลาอันควร ไม่มีอะไรต้องใส่ใจหรอก ขอแค่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ก็พอ จงมีความสุขกับปัจจุบันเถอะ
ดูเจ้าจินนั่นสิ ขึ้นรถปุ๊บก็หลับปั๊บเลย)
ก็จริง
เสียงกรนของจินดังมาจากเตียงข้างๆ
ขาซ้ายห้อยต่องแต่งอยู่ข้างเตียง ขาขวากางออกไปอีกทาง ศีรษะเอียงไปด้านข้างพร้อมกับน้ำลายที่ไหลยืดออกจากมุมปาก ท่าทางการนอนเช่นนี้ช่างสอดคล้องกับสภาพของคนที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายและสูญเสียพละกำลังไปจนหมดสิ้นจริงๆ
ส่วนเสี่ยวไป๋นั้นก็หดตัวอยู่บนพื้นอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
(เปล่า ฉันไม่ได้คิดมากเรื่องความตายหรอก กฎการอยู่รอดของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ข้อนี้ฉันเข้าใจดี ฉันแค่กำลังคิดถึงปัญหาเรื่องมนุษย์กับผู้ป่วย...)
องุ่นน้อยคล้ายจะเข้าใจความหมายแฝงในนั้น มันฉีกยิ้มประหลาดแล้วตอบกลับว่า
(มีอะไรให้ต้องคิดกัน นายมีเกณฑ์การตัดสินในแบบของตัวเองไม่ใช่หรือไง อย่าไปสนเลยว่าจะแตกต่างหรือไม่แตกต่าง แค่ใช้เกณฑ์ของนายแยกแยะก็พอ
ที่ท่านองุ่นยอมออกมาผจญภัยกับนาย ก็เพราะถูกใจนายตรงจุดนี้นี่แหละ
ถ้านายอยากรู้คำตอบจริงๆ รอนายไปถึงระดับที่สูงกว่านี้ ไปยังเขตแดนติดเชื้อที่ลึกกว่านี้ หรือมองทะลุถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของโลกใบนี้ได้ เมื่อนั้นนายก็จะรู้เอง
รีบทะลวง "ขีดจำกัดของมนุษย์" ซะสิ ฉันจะได้กินองุ่นอร่อยๆ มากกว่านี้)
ระหว่างที่องุ่นน้อยพูด ก็มีเส้นใยเนื้อล้นออกมาจากปากอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนมันจะได้รับความสามารถใหม่บางอย่างมา
【ประตูเมืองไซอัน】
เนื่องจากมีการนำสัตว์ติดเชื้อกลับมาเป็นจำนวนมาก จึงต้องผ่านการตรวจเช็กจากเจ้าหน้าที่กักกันโรคที่ประจำการอยู่บนหอคอยสูงตรงประตูเมือง ทั้งด้านพยาธิวิทยา สภาพจิตใจ และอันตรายแอบแฝงอื่นๆ อีกหลายรายการ
หลังจากได้รับรายงานว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว ฝูงไก่ยังจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลใหญ่ฮิปโปเครติสเพื่อรับการตรวจเชิงลึกต่อไป
อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาดำเนินการถึงสามวัน กว่าจะได้ผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายออกมา
【เกทเสมนี】
ครูฝึกระดับสูง เบลลี เฮอร์ตา ยังคงเหมือนครั้งก่อน ถุงน่องสีดำเหยียบย่ำลงบนพื้นโดยตรง
เธอกำลังประคองนิ้วใหม่ที่เพิ่งเก็บสะสมมาได้ พลางลูบคลำและรับฟังอี้เฉินสรุปรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมด
เมื่อได้ยินว่าทั้งสองร่วมมือกันถล่มโบสถ์จนราบคาบและป้องกันการถือกำเนิดของแหล่งกำเนิดเชื้อได้
สีหน้าของเบลลีก็เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"เรื่องราวบานปลายถึงขั้นนี้ น่าจะส่งคนไปกับพวกเธอให้มากกว่านี้หน่อย... ถ้าเด็กน้อยสองคนอย่างพวกเธอตายไป ความสูญเสียคงจะหนักหนาเอาการ
ฉันจะรายงานผลการสืบสวนตามคำบอกเล่าของพวกเธอไปที่ 【โถงสุภาพบุรุษ】
พวกเบื้องบนคงจะมาหาพวกเธอเพื่อสอบถามรายละเอียดของเหตุการณ์ในเร็วๆ นี้ และอีกไม่กี่วันรางวัลที่สมน้ำสมเนื้อก็จะถูกส่งลงมา
การสามารถป้องกันการถือกำเนิดของแหล่งกำเนิดเชื้อ ขัดขวางการขยายตัวของการติดเชื้อในป่า และกวาดล้างองค์กรศาสนาเช่นนี้ได้ในสถานการณ์ที่เขตสีเทาเพิ่งก่อตัวขึ้น เชื่อว่าเบื้องบนคงไม่ตระหนี่ถี่เหนียวหรอก
เตรียมตัวรับคำชมไว้ให้ดี แล้วก็พักผ่อนให้เต็มที่ในช่วงไม่กี่วันนี้ล่ะ"
จินเริ่มหมดความอดทนแล้ว เธอแทบรอไม่ไหวที่จะกลับไปจัดการและแปรรูปเนื้อในถุงผ้า
มือข้างหนึ่งดึงแขนอี้เฉิน ส่วนมืออีกข้างก็โบกมือลาครูฝึก
แต่เบลลีกลับยื่นมือออกไปเป็นเชิงห้าม
"วิลเลียมอยู่ต่ออีกหน่อยสิ ฉันมีเรื่องต้องถามเป็นการส่วนตัว ยังไงซะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอทำภารกิจที่เราจัดเตรียมไว้ให้สำเร็จ
【จิน】 เธอรออยู่ข้างนอกเหมือนเดิมนั่นแหละ"
สถานการณ์คล้ายคลึงกัน ฉากที่คล้ายคลึงกัน
เมื่อจินเดินออกจากห้องทำงานไป
นิ้วเท้าภายใต้ถุงน่องตาข่ายก็คีบเนกไทของอี้เฉินเอาไว้ พลังอันไม่อาจต้านทานสายหนึ่งพลันส่งผ่านมา
ปึ่ก! ร่างครึ่งท่อนของอี้เฉินถูกลากขึ้นไปบนโต๊ะทำงาน
เบลลีดันกรอบแว่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสนใจในตัวชายหนุ่มผู้นี้
"ไม่คิดเลยว่าเธอจะกลับมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนจริงๆ แถมดูเหมือนจะเข้ากับจินได้ดีมากด้วย... สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดของสุภาพบุรุษลำดับที่หนึ่ง
อีกอย่าง ร่างกายของเธอดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนไปทำภารกิจนิดหน่อยนะ
สรีระร่างกายถึงระดับ 【4】 แล้วงั้นเหรอ?"
"ครับ... จริงสิ ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ผมได้นำของขวัญสองชิ้นกลับมาฝากคุณด้วย"
"โอ้?"
เบลลีรู้สึกสนใจเล็กน้อย เธอจึงยอมปล่อยเท้าที่หนีบเนกไทไว้ออกชั่วคราว เพื่อให้อี้เฉินไปหยิบกระเป๋าหิ้วของเขา
นิ้วมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสองนิ้วถูกอี้เฉินวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
นิ้วหนึ่งหนาเตอะและมีพื้นผิวปกคลุมด้วยชั้นหินแข็ง เปล่งประกายสีสันของเหล็กกล้า
อีกนิ้วหนึ่งเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แทนที่จะเรียกว่านิ้วมือ มันดูเหมือนตีนไก่เสียมากกว่า
จากนั้น
เบลลีก็ใช้ฝ่ามือตบนิ้วของหัวหน้าหมู่บ้านจนแหลกละเอียด ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจนิ้วอวบหนาที่มีโครงสร้างชั้นหินอันไร้ซึ่งความงดงามแบบนี้
จากนั้นเธอก็หยิบนิ้วของยายไก่ขึ้นมาวางไว้ตรงหน้าอย่างทะนุถนอม
ลิ้นที่อ่อนนุ่มและโค้งงอยื่นออกมาจากปาก เลียไปตามพื้นผิวของนิ้วเบาๆ เพื่อสัมผัสถึงความรู้สึกเบื้องลึกผ่านปุ่มรับรสบนลิ้น
"รสชาติไม่เลวเลย! ไม่ได้เจอนิ้วของลูกผสมสายพันธุ์สัตว์ปีกมานานแล้ว แถมยังปะปนไปด้วยกลิ่นอายแห่งความแค้นที่รุนแรงมาก เป็นของดีจริงๆ ฉันขอรับไว้ก็แล้วกัน
ว่ามาสิ อยากให้ฉันให้รางวัลเธอยังไง?
ที่นี่คือเกทเสมนี กฎเกณฑ์บางอย่างของสุภาพบุรุษบนพื้นดินสามารถโยนทิ้งไปได้ชั่วคราว พูดความในใจของเธอออกมาเถอะ"
เบลลีเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงาน
มือข้างหนึ่งเท้าคาง มืออีกข้างคีบนิ้วของยายไก่เอาไว้
สองเท้าพาดอยู่บนโต๊ะ ส่งผ่านความหมายแฝงบางอย่างไปให้อี้เฉินผ่านนิ้วเท้าที่กระดิกไปมา
อี้เฉินจ้องมองนิ้วเท้าที่มีโครงสร้างไร้ที่ติภายใต้ตาข่ายสีดำ รวมถึงรอยต่ออันสมบูรณ์แบบระหว่างฝ่าเท้ากับน่องอย่างแน่วแน่ ก่อนจะพูดด้วยสายตามุ่งมั่นว่า
"รบกวนครูฝึกเบลลีช่วยสอนทักษะการเคลื่อนไหวให้ผมหน่อยครับ..."
"หา~ แค่นี้เนี่ยนะ?"







