ภาพตรงหน้าสร้างความตื่นตะลึงให้แก่สวี่อิงยิ่งกว่าตอนที่เฟิ่งหวงปรากฏตัวเสียอีก เฟิ่งหวงปรากฏตัว วิหคนับร้อยต่างพากันมานอบน้อม แต่เมื่อเขาจิ่วอี๋ปรากฏ ภูเขานับแสนลูกต่างพากันมาสักการะบรรพบุรุษแห่งขุนเขา เห็นได้ชัดว่ามันคนละระดับกันเลย!
เขาจิ่วอี๋มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?
หรือว่าที่นี่จะมีเซียนอมตะอยู่จริงๆ?
"เขาจิ่วอี๋ในตอนนี้ ถึงจะเป็นเขาจิ่วอี๋ที่แท้จริงสินะ? เหตุใดภูเขาใหญ่ทั้งเก้าลูกนี้ถึงถูกปิดผนึกไว้ จนกลายเป็นภูเขาที่ดูธรรมดาสามัญทั้งเก้าลูก?"
สวี่อิงเอ่ยเสียงแผ่ว "แล้วเหตุใดพวกมันถึงเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาอีกครั้ง? เป็นเพราะแดนหยินรุกราน หรือว่าเป็นเพราะเรื่องอื่นกันแน่?"
เดิมทีเขาคิดว่าการรุกรานของแดนหยินเป็นเพียงเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เป็นเพียงยอดฝีมือลึกลับบางคนอัญเชิญเทพแห่งโรคระบาดมาเพื่อให้แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนเส้นทาง แล้วฉวยโอกาสช่วยเหลือเด็กสาวในโลงศพ จนเป็นเหตุให้แม่น้ำไน่เหอรุกรานเข้ามา
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่เขาคิดไว้มาก
อัญเชิญเทพแห่งโรคระบาด แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนเส้นทาง ช่วยเหลือเด็กสาวในโลงศพ แดนหยินรุกราน ดินแดนใหม่ผุดขึ้น หุบเขาชางอู๋ เฟิ่งหวงโบยบินที่เขาจิ่วอี๋ เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ ล้วนดูเหมือนมีใครบางคนคอยผลักดันอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ
"อาอิ้ง ข้าเคยมาที่นี่"
จู่ๆ เสียงของระฆังใหญ่ก็ดังขึ้น ระฆังใบนี้ราวกับกำลังละเมอในความฝัน มันพึมพำว่า "เจ้านายเคยพาข้ามาที่ภูเขาลูกนี้ ข้าเคยเห็นภาพขุนเขานับหมื่นมาจาริกแสวงบุญเช่นนี้มาก่อน"
บนทะเลแห่งความโกลาหลในห้วงคำนึงของสวี่อิง ระฆังใหญ่สั่นไหวอย่างแรง ราวกับต้องการสลัดหมอกควันที่ปกคลุมความทรงจำของมันออกไป
"ในตอนนั้น สติปัญญาของข้าเพิ่งจะเริ่มก่อตัว เรื่องราวมากมายที่เคยประสบพบเจอ ล้วนเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนราง"
มันพึมพำเสียงแผ่ว "เมื่อสามพันปีก่อน ข้าติดตามเจ้านายไปในหลายสถานที่ ภูมิประเทศและขุนเขาในยุคนั้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก เขาจิ่วอี๋ลูกนี้ก็เช่นกัน ข้าจำได้ลางๆ ว่าเจ้านายเคยบอกว่า ที่นี่เคยฝังร่างของบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ยามที่เขาถูกฝังลงบนเขาจิ่วอี๋ ภูเขานับแสนลูกต่างพากันเอนเอียงมาทางเขาจิ่วอี๋ ราวกับกำลังโขกศีรษะให้เขา..."
นั่นคือความทรงจำในวัยเยาว์ของมัน ในตอนนั้นสติปัญญาของระฆังใหญ่เพิ่งจะเริ่มก่อตัว เรื่องราวมากมายจึงจดจำได้ไม่ชัดเจนนัก
"วินาทีที่เจ้านายแขวนข้าไว้ที่ศาลาบนเขาหินน้อย ข้าก็เหมือนจะมองเห็นเขาจิ่วอี๋จากบนเขาหินน้อย"
ระฆังใหญ่ยังคงพูดตะกุกตะกักราวกับคนละเมอ "ข้าคลับคล้ายคลับคลาว่า ภูเขาใหญ่ลูกนี้ค่อยๆ หดเล็กลง ไม่เพียงแต่ภูเขาลูกนี้ที่หดเล็กลง ภูเขาสูงตระหง่านลูกอื่นๆ อีกมากมาย ก็ค่อยๆ หายไปเช่นกัน..."
"โลกใบนี้ อาจกำลังค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมของมัน" ระฆังใหญ่กล่าว
สวี่อิงยืนอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองภูเขานับแสนลูก จิตใจพลุ่งพล่านปั่นป่วน
ยามที่บุคคลสำคัญถูกฝัง ขุนเขานับหมื่นร่วมกราบไหว้ ยกย่องเขาจิ่วอี๋เป็นใหญ่ นี่คือภาพนิมิตแห่งมรรคาที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเพียงใด?
ขณะนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากบนต้นไม้ "สิ่งที่อยู่บนต้นอู๋ถงคือลูกเฟิ่งหวง มันยังไม่โตเต็มวัย!"
มีคนปีนขึ้นไปบนต้นอู๋ถงแล้ว และร้องอุทานว่า "นกวิเศษพวกนั้น กำลังปกป้องลูกเฟิ่งหวง!"
บางคนทั้งตกใจทั้งดีใจ หัวเราะร่า "รีบขึ้นต้นไม้เร็วเข้า ไม่แน่อาจจะจับเฟิ่งหวงได้! ถ้าจับเฟิ่งหวงได้พวกเราก็รวยเละแล้ว!"
"ต่อให้จับเฟิ่งหวงไม่ได้ แต่ถ้าจับนกวิเศษตัวอื่นได้ ก็รวยเหมือนกัน!"
"ข้าได้ยินมาว่าในสมัยของมหาจักรพรรดิเจ๋อเทียน ในวังหลวงมีกระดูกเฟิ่งหวง มหาจักรพรรดิทรงบรรลุธรรมจากกระดูกเฟิ่งหวง จึงช่วงชิงใต้หล้ามาได้! ขนาดกระดูกเฟิ่งหวงยังขนาดนี้ แล้วนับประสาอะไรกับเฟิ่งหวงตัวเป็นๆ เล่า?"
เซียวป๋อเงยหน้ามองต้นอู๋ถง พลางกล่าว "คุณชายเว่ยยาง มีคนขึ้นไปบนต้นอู๋ถงเยอะเลย พวกเราจะขึ้นไปดูบนต้นไม้บ้างไหมขอรับ?"
หยวนเว่ยยางเงยหน้าขึ้น มองเห็นเพียงต้นอู๋ถงที่สูงตระหง่านจนไม่รู้ว่าสูงเท่าใด เรือนยอดของมันปกคลุมเขาจิ่วอี๋ไว้ทั้งลูก ใบไม้รับแสงแดดจากเบื้องบน สะท้อนสีสันอันงดงามตระการตา
ปี้ฟาง เผิงยักษ์ นกสีฟ้า และนกวิเศษนกประหลาดอีกหลากหลายชนิด โบยบินวนเวียนรอบต้นอู๋ถง บางครั้งก็มีเงาดำทะมึนพาดผ่านหมู่เขาไปอย่างรวดเร็ว เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง!
ยืนมองจากบนยอดเขาจิ่วอี๋ จะมองเห็นนกวิเศษต่างๆ ไม่ชัดเจน ไม่อาจสัมผัสถึงภาพนิมิตแห่งมรรคาได้ ต้องเข้าไปสังเกตในระยะประชิดเท่านั้น ถึงจะสามารถบรรลุธรรมได้
ดังนั้นผู้คนที่มาถึงที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นคนจากวังหลวง หรือศิษย์สำนักชางอู๋ ล้วนปีนขึ้นไปบนต้นอู๋ถง เพื่อพยายามเข้าใกล้นกวิเศษและนกประหลาดเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
หยวนเว่ยยางหันไปมองสวี่อิง ทว่ากลับเห็นสวี่อิงยืนอยู่บนยอดเขา ไม่ได้ไปพยายามบรรลุธรรมจากเฟิ่งหวงหรือนกวิเศษตัวอื่นๆ แต่กลับจ้องมองทะเลหมอกและขุนเขา นิ่งงันไปเนิ่นนาน
"คุณชาย?" เซียวป๋อเอ่ยเรียก
หยวนเว่ยยางกล่าว "พวกเราขึ้นต้นไม้ไปก่อน เซียวป๋อ ระวังตัวด้วย สถานการณ์ดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ บางคนไม่ได้ตั้งใจจะมาบรรลุภาพนิมิตแห่งมรรคา แต่คิดจะจับเฟิ่งหวงต่างหาก!"
เซียวป๋อรับคำ เขามองไปทางสวี่อิง เผยสีหน้าสงสัย
หยวนเว่ยยางกระโจนขึ้นไปบนต้นอู๋ถงเป็นคนแรก พลางกล่าว "ไม่ต้องสนใจเขา เขากำลังบรรลุธรรมในวิถีทางอื่น"
เซียวป๋อรีบตามนางไป
สวี่อิงยืนอยู่บนยอดเขา ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังคงนิ่งไม่ไหวติง ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขาจิ่วอี๋ใต้ฝ่าเท้า
หยวนชีก็ตั้งใจจะปีนขึ้นต้นอู๋ถงเช่นกัน แต่เมื่อเห็นสวี่อิงไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน ในใจก็ร้อนรน ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากเร่งเร้า จู่ๆ เสียงของระฆังใหญ่ก็ดังขึ้น "อย่ากวนเขา ตอนนี้เขากำลังจะเข้าสู่สภาวะอันลึกล้ำ อาจเป็นการเพ่งพินิจภูเขานับแสนลูก ซึ่งเป็นลางบอกเหตุของการเข้าถึงมรรคา"
"เข้าถึงมรรคา?"
หยวนชีประหลาดใจ "ท่านระฆัง มองภูเขาก็สามารถเข้าถึงมรรคาได้หรือ? การเข้าถึงมรรคาไม่ใช่ว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อทะลวงผ่านระดับบำเพ็ญเพียรหรอกหรือ?"
ระฆังใหญ่กล่าวอย่างไม่รีบร้อน "สิ่งใดก็ตามที่มีภาพนิมิตแห่งมรรคาอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ เมื่อเพ่งพินิจก็สามารถเข้าถึงมรรคาได้ทั้งสิ้น ผู้ฝึกปราณทั่วไป เมื่อเพ่งพินิจภาพนิมิตแห่งมรรคาจนเกิดความเข้าใจ แล้วประทับภาพนิมิตนั้นลงในดินแดนซีอี๋ นั่นไม่อาจเรียกว่าเป็นการเข้าถึงมรรคา การเข้าถึงมรรคาคือการก้าวเข้าไปในมรรคา แล้วสัมผัสถึงสัจธรรม การเฝ้าสังเกตภาพนิมิตแห่งมรรคาเป็นเพียงการเรียนรู้เปลือกนอก การเข้าถึงมรรคาต่างหากถึงจะเป็นการเข้าถึงสัจธรรมแห่งมรรคาอย่างแท้จริง"
หยวนชีกล่าว "ตอนที่ข้าทะลวงผ่านขั้นเบิกด่าน ข้าสัมผัสได้ถึงสวรรค์ปฐพีสลับขั้ว หลีข่านสับเปลี่ยน นั่นก็ถือเป็นการเข้าถึงมรรคาด้วยหรือไม่?"
"ย่อมไม่ใช่ เป็นเพียงการเพิ่มพูนความเข้าใจขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใด การเข้าถึงมรรคา คือการต้องบรรลุจนเกิดเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์"
ระฆังใหญ่กล่าว "หากเจ้าบรรลุวิชาศักดิ์สิทธิ์ในตอนที่เบิกด่านได้ ถึงจะนับว่าเป็นการเข้าถึงมรรคา การเข้าถึงมรรคาของอาอิ้งในครั้งนี้ เจ้าต้องคว้าโอกาสไว้ให้ดี จิตสัมผัสของเขาจะแผ่กลิ่นอายแห่งมรรคาออกมา สัจธรรมที่เขาเข้าใจ จะอัดแน่นอยู่ในจิตสัมผัส เจ้าอยู่ใกล้ชิดเขาขนาดนี้ หากจับสัจธรรมที่แฝงอยู่ในกลิ่นอายแห่งมรรคาของเขาได้ ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะฉวยโอกาสนี้เข้าถึงมรรคา และเกิดความเข้าใจขึ้นมาได้บ้าง"
หยวนชีตื่นตัวขึ้นมาทันที มันรีบรวบรวมสมาธิ พยายามจับกลิ่นอายแห่งมรรคาที่สวี่อิงแผ่ออกมา
"เจ้างูโง่นี่ขยันขันแข็งดีแท้"
ระฆังใหญ่สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคิดในใจ "ถ้าหัวไวปัญญาดีกว่านี้สักหน่อยก็คงจะดี ทว่า กลับไม่มีเลย"
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รอบกายสวี่อิงแผ่จิตสัมผัสอันแสนวิเศษชนิดหนึ่งออกมา มันราวกับเป็นประสาทสัมผัสทางความคิดของเขา ที่ยื่นยาวออกมาจากสมอง เชื่อมต่อกับฟ้าดิน เชื่อมต่อกับเขาจิ่วอี๋ลูกนี้ สัมผัสถึงการไหลเวียนของสายลมบนภูเขา สัมผัสถึงผืนผิวของขุนเขา
เขาราวกับสามารถรับรู้ถึงสายลมที่พัดผ่านป่าเขา สัมผัสได้ถึงสายน้ำที่ไหลริน จิตสัมผัสของเขาราวกับกลายเป็นประสาทสัมผัสของเขาจิ่วอี๋ กลายเป็นโครงข่ายประสาทที่แผ่กระจายไปทั่วภูเขาใหญ่ลูกนี้
เขาราวกับกลายเป็นภูเขา
เขามองเห็นรากภูเขาของตัวเองเชื่อมต่อกับผืนดิน เติบโตขึ้นมาจากจุดที่ไม่อาจหยั่งถึงใต้พิภพ และแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทางใต้ผืนดิน
เขายังสัมผัสได้ถึงความคิดของภูเขา การกัดเซาะและความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด
เขายังสามารถมองผ่านการมองเห็นของภูเขา เพื่อสังเกตทุกสรรพสิ่งในภูเขา
เขาสามารถรับรู้ถึงต้นหญ้าและต้นไม้ทุกต้นบนเขาจิ่วอี๋ได้อย่างชัดเจน ได้ยินเสียงของพฤกษา สัมผัสถึงอารมณ์สุขเศร้าดีใจโกรธแค้นของพวกมัน อีกทั้งยังมองเห็นกระต่ายที่กระโดดโลดเต้นอยู่ในป่า หมาป่าที่ดักซุ่มซ่อนตัว และยังสัมผัสปลาที่แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำได้อีกด้วย
เขากระทั่งมาถึงตำหนักใหญ่ของสำนักชางอู๋ มองเห็นผู้คนหลากหลายรูปแบบ ภายในตำหนักมีชายวัยกลางคนที่มีท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่านผู้หนึ่ง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย กำลังกลืนกินโอสถวิเศษคำโต
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนก็ถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง เตาหลอมโอสถก็พุ่งกระแทกเข้าใส่เขา
ความคิดของเขาล่องลอยไปดั่งสายลมแผ่วเบา มาถึงทะเลสาบเล็กๆ กลางหุบเขา มองเห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ในทะเลสาบ
เด็กสาววักน้ำสาดกระเซ็น ร่ายรำอย่างพลิ้วไหวในทะเลสาบ สวี่อิงลอดผ่านใต้ท่อนแขนที่กำลังร่ายรำของนาง นำพาความเย็นเยียบสายหนึ่งไปให้
เขามาถึงต้นอู๋ถง สัมผัสได้ถึงความคิดอันกว้างใหญ่ไพศาลของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้ มันกำลังสื่อสารและสอดประสานกับเขา
ทุกสิ่งนี้ ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน
เขาไล่ตามต้นอู๋ถงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเห็นลูกเฟิ่งหวงที่สร้างรังอยู่บนต้นไม้ ลูกเฟิ่งหวงตัวนั้นราวกับสัมผัสได้ถึงเขาเช่นกัน มันหันขวับมามองด้วยความประหลาดใจ จ้องมองไปยังความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
จิตสำนึกของสวี่อิงพัดผ่านมันไปราวกับสายลม ทำให้ขนเฟิ่งหวงสองสามเส้นยุ่งเหยิง
ลูกเฟิ่งหวงตัวนั้นดูเหมือนจะโกรธมาก มันพ่นไฟใส่แผ่นหลังของเขาหนึ่งที
เขาเข้าถึงมรรคาลึกล้ำยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งผ่านร่างของตัวเองไป มองเห็นงูน้อยที่ซ่อนอยู่ในคอเสื้อ ตอนนี้กำลังเบิกตากว้าง แต่ทว่ามุมปากกลับเบี้ยว และกำลังกรนเสียงดังฟี้ฟี้
หยวนชี หลับไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด
จิตสำนึกของสวี่อิงกลับมาที่ภูเขาใหญ่ ภูเขาใหญ่นั้นหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวสั่นคลอน เขาสัมผัสถึงมรรคาอันแสนวิเศษอย่างเงียบสงบ ร่างกายดุจขุนเขา ไม่หวั่นไหวสั่นคลอน
เขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับภูเขา
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นที่ข้างหูของเขา ราวกับเสียงเพรียกหา และราวกับเสียงรบกวนที่ไร้ความหมายระหว่างฟ้าดิน เสียงนี้ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ รบกวนการเข้าถึงมรรคาของเขา
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป สวี่อิงรู้สึกว่าร่างกายของตนหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายราวกับค่อยๆ กลายเป็นก้อนหิน ยากที่จะดิ้นรน ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้!
ที่ข้างหูของเขา เสียงประหลาดนั่นดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับคนกำลังพูด ราวกับกำลังสาปแช่ง พร้อมกับเสียงนั้น ราวกับมีหนวดทีละเส้นๆ มาคว้าจับตัวเขา พันรอบขา รอบตัว ดูดกลืนเลือดเนื้อของเขา แล้วลากเขาดิ่งลงไปเบื้องล่าง!
เขาราวกับได้กลับไปที่หุบเขาชางอู๋ กำลังถูกหนวดนับไม่ถ้วนลากดึง ร่วงหล่นลงไปในหุบเหวลึกแห่งนั้น!
เขามองเห็นหุบเหวลึกกำลังอ้าปากกว้าง ตัวเขาช่างเล็กจ้อยราวกับแมลงบิน กำลังร่วงหล่นลงไปทีละน้อยๆ
ในเวลานั้นเอง เขามองเห็นงูใหญ่ตัวหนึ่งอยู่บนท้องฟ้า งูใหญ่ตัวนั้นมีเขาสีดำและสีขาว จ้องมองเขาด้วยสีหน้างุนงง
"อาอิ้ง! อาอิ้ง! จับหางข้าไว้!"
งูใหญ่ตัวนั้นหย่อนหางยาวๆ ลงมาที่ริมขอบหุบเหว สวี่อิงกอดหางงูเอาไว้ ทันใดนั้นก็ถูกงูใหญ่ตัวนั้นดึงขึ้นไป
ในวินาทีที่ลอยพ้นหุบเหว สวี่อิงก็ตื่นขึ้นมาพอดี เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าตัวเองยังคงยืนอยู่บนยอดเขาจิ่วอี๋ ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย
เพียงแต่บนร่างกายของเขา เหงื่อกลับเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
"ท่านระฆัง เมื่อครู่ตอนที่ข้าเข้าถึงมรรคา ข้าก็ได้ยินเสียงเพรียกหานั่นเหมือนกัน มันลากข้าลงไปในหุบเหว พยายามจะกลืนกินข้า!" สวี่อิงยังคงหวาดผวา เขาเอ่ยกับระฆังใหญ่ "โชคดีที่เสี่ยวชีอยู่ข้างหุบเหว ข้ากอดหางของเขาไว้ถึงได้ปีนขึ้นมาได้"
ระฆังใหญ่กล่าว "เจ้าเข้าถึงมรรคานานเกินไป ความคิดหลอมรวมอยู่กับมรรคา จนหลุดลอยออกจากกายเนื้อ ร่างกายของเจ้าตกอยู่ในสภาวะแห่งความตาย ถึงได้เกิดภาพลวงตาเหล่านี้ขึ้น"
สวี่อิงฟังมันวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุมีผล จึงพยักหน้าเห็นด้วย
ตอนนั้นเอง หยวนชีก็หาววอดแล้วตื่นขึ้นมา มันหัวเราะ "เมื่อครู่ข้าฝันประหลาด ฝันว่าข้ากลับไปที่หุบเขาชางอู๋อีกครั้ง อาอิ้งตกลงไปในหุบเหว ข้าก็เลยหย่อนหางลงไปช่วยเขาขึ้นมา"
สวี่อิงอึ้งไป ส่วนระฆังใหญ่ก็ส่งเสียงดังหง่างออกมาหนึ่งที
นี่ตกลงว่าเป็นความฝัน หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือว่าเป็นภาพลวงตาตอนที่ร่างกายของสวี่อิงตกอยู่ในสภาวะแห่งความตายกันแน่?
ระฆังใหญ่รีบกล่าว "อาอิ้ง ตอนที่เจ้าเข้าถึงมรรคา เจ้ายังเห็นอะไรอีกบ้าง?"
สวี่อิงตอบ "ข้ายังเห็นชายวัยกลางคนในตำหนักใหญ่ เขากินโอสถวิเศษราวกับกินข้าว เขาเหมือนจะมองเห็นข้า แล้วก็ปาเตาหลอมโอสถใส่ข้า ข้ายังเห็นเฟิ่งหวงบนต้นอู๋ถง เป็นลูกเฟิ่งหวงตัวหนึ่ง นางยังพ่นไฟใส่ข้าด้วย อ้อ ข้ายังเห็นทะเลสาบแห่งหนึ่งในภูเขา มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำอยู่ในทะเลสาบ ใต้หน้าอกซ้ายของนางมีไฝเม็ดเล็กๆ เท่าเมล็ดงาอยู่เม็ดหนึ่ง"
ระฆังใหญ่ครุ่นคิด "ผู้ชายในตำหนักใหญ่กับเฟิ่งหวงบนต้นไม้ ล้วนพิสูจน์ได้ยาก สิ่งเดียวที่สะดวกแก่การพิสูจน์ ก็คือเด็กสาวที่อาบน้ำอยู่ในภูเขา ไปกันเถอะ!"
มันกล่าวอย่างกระตือรือร้น "พวกเราไปดูที่ทะเลสาบแห่งนั้นกันเถอะ ว่ามีเด็กสาวกำลังอาบน้ำอยู่จริงหรือไม่ และใต้หน้าอกซ้ายของนาง มีไฝเม็ดเล็กเท่าเมล็ดงาอยู่จริงหรือเปล่า!"
สวี่อิงและหยวนชีต่างไม่ตอบคำ
ระฆังใหญ่กล่าวอย่างอึกอัก "พวกเจ้าไม่อยากดูไฝดำหรือ? ไปสิ มัวยืนบื้ออะไรอยู่?"
สวี่อิงกระแอมไอทีหนึ่ง แล้วกล่าว "ท่านระฆัง ข้างๆ พวกเราก็คือต้นอู๋ถง มิสู้ขึ้นไปบนต้นไม้แล้วถามเฟิ่งหวงโดยตรงเลย ว่าเมื่อครู่มองเห็นข้าหรือไม่ แบบนี้ไม่ใช่ง่ายกว่าหรือ?"
ระฆังใหญ่สบถด่าอุบอิบ ไม่ได้ดึงดันจะไปที่ริมทะเลสาบอีก
สวี่อิงกำลังตั้งใจจะปีนต้นอู๋ถง จู่ๆ เขาก็ก้มมองลงไปเบื้องล่างราวกับเห็นผี หยวนชียื่นหัวออกมาจากคอเสื้อของเขา มองเห็นเด็กสาวในชุดสีเขียวที่ดูมีน้ำมีนวลเล็กน้อยผู้หนึ่ง กำลังเร่งรุดมาที่ต้นอู๋ถงอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวผู้นั้นมีเรือนร่างสูงโปร่งและพลิ้วไหว ภายใต้ชุดสีเขียวคือเอี๊ยมสีขาว นางตะโกนเสียงใสมาแต่ไกล "คุณย่ามัวแต่อาบน้ำ นึกไม่ถึงว่าจะมีเฟิ่งหวงทองบินมาเกาะบนต้นอู๋ถง เกือบจะเสียการใหญ่แล้ว! หลีกไป หลีกทางไปให้หมด!"
"อาอิ้ง คนที่มีไฝใต้หน้าอกซ้าย คือแม่นางคนนี้งั้นหรือ?" หยวนชีเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม
เด็กสาวคนนั้นราวกับได้ยินคำพูดนี้ จึงหันขวับมามอง







