สีหน้าของโจวฉีอวิ๋นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย "เหตุใดฝ่าบาทจึงเสด็จมาหย่งโจวในเวลานี้? เหตุใดจึงต้องยืมมือทารกผีเพื่อรวบรวมปราณหยาง? หรือว่า..."
เขามีสีหน้าแปลกประหลาด "บาดแผลที่ข้าฝากไว้ให้พระองค์ในตอนนั้น จนบัดนี้ยังรักษาไม่หายอีกหรือ?"
เขาถอนหายใจ เงยหน้ามองท้องฟ้าเงียบๆ พลางคิดในใจว่า "ฮ่องเต้จื้อเต้าต้าเซิ่งมีพระคุณต่อข้า ข้าเองก็ไม่อยากปลงพระชนม์ฮ่องเต้ชิงบัลลังก์ ฮ่องเต้เซิ่งเสิน ท่านมาหย่งโจวในเวลานี้ ทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก"
สวี่อิงมองไปรอบๆ พบว่าขณะนี้ตนเองอยู่ท่ามกลางภูเขาใหญ่ ใต้เท้าคือหน้าผาสูงชัน เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง เห็นเพียงผืนน้ำสีมรกต
นั่นคือทะเลสาบ เมื่อครู่นี้พวกเขาเพิ่งถูกขุนพลสวมเกราะทองที่เฝ้าอยู่ริมหน้าผา ใช้สายเบ็ดตกขึ้นมาจากทะเลสาบ!
ที่แปลกก็คือ เมื่อครู่พวกเขาอยู่ในหุบเขาชางอู๋ชัดๆ ไม่ได้อยู่ในทะเลสาบเสียหน่อย
"อีกอย่าง หุบเขาชางอู๋ควรจะมีสองฝั่ง แต่หน้าผาแห่งนี้ถือเป็นเพียงฝั่งเดียว แล้วอีกฝั่งของหุบเขาชางอู๋หายไปไหนเล่า?"
สวี่อิงมองไปฝั่งตรงข้าม ฝั่งตรงข้ามคือผืนฟ้ากว้างไกล ไกลออกไปมีภูเขาเขียวขจีและสายน้ำ แต่กลับไม่มีหน้าผาใดที่ตั้งตระหง่านคู่กับหน้าผาแห่งนี้เลย
"หรือว่าอีกฝั่งของหุบเขาชางอู๋ ไม่ได้อยู่ในเขาจิ่วอี๋?"
เขาเกิดความสงสัยในใจ ถ้าเช่นนั้นอีกฝั่งจะอยู่ที่ใดกันแน่?
"ราชันปีศาจสวี่ บุคคลใหญ่โตจากเมืองหลวงผู้นี้ดูทะแม่งๆ นะ!"
หยวนเว่ยยางเดินมาข้างกายเขา แล้วกระซิบว่า "เจ้าดูคนที่เฝ้าด่านต่างๆ ทั่วเขาจิ่วอี๋สิ พวกเขาไม่ใช่คนของสำนักยุทธจักรธรรมดา เครื่องแต่งกายของพวกเขาคือชุดของกององครักษ์จินอู๋แห่งเมืองหลวง!"
สวี่อิงมองตามไป ก็เห็นว่ามีคนสวมชุดเกราะยืนอยู่ตามจุดสูงชันต่างๆ ของยอดเขาจริงๆ เขามาจากบ้านนอก ดูเครื่องแต่งกายไม่เป็น แต่ก็พอมองออกว่าชุดเกราะเหล่านี้เกรงว่าคงเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
เกล็ดเกราะแต่ละชิ้น ล้วนเปล่งประกายแสงของวิเศษ!
เหนือศีรษะของคนเหล่านี้ ยังมีแสงกระบี่บินวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเขา บางครั้งก็มีปราณกระบี่ร่วงหล่นลงมา พุ่งเข้าไปในกล่องกระบี่ข้างเท้าเพื่อหล่อเลี้ยงต่อไป
จากคอเสื้อของสวี่อิง หยวนชีมุดหัวออกมา แนบชิดริมหูสวี่อิงพลางกล่าวว่า "ต้าถังตั้งประเทศด้วยวิทยายุทธ์ ปรมาจารย์นั่วในยุคนั้นได้ชื่อว่าเป็นนัวสายต่อสู้ ในยุครุ่งเรือง ลูกหลานในเมืองหลวงมักนิยมเลี้ยงกระบี่ พวกเขาไม่ใช้กระบี่จริง แต่ดึงเอาเพียงปราณกระบี่มาหล่อเลี้ยงไว้ในกล่องกระบี่ เลี้ยงไปนานเข้า ปราณกระบี่ในกล่องก็จะสามารถพุ่งทะยานออกมา สังหารคนได้ไร้ร่องรอย ทว่าต่อมาคนเลี้ยงกระบี่ก็ลดน้อยลง เหลือเพียงกองเกียรติยศในวังที่ยังคงเลี้ยงกระบี่อยู่"
"แปลกจริง เหตุใดจึงยังมีกลิ่นอายธูปเทียนด้วย?" สวี่อิงมองไปยังตำหนักใหญ่ด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
กลิ่นอายธูปเทียนในตำหนักใหญ่นั้นเข้มข้นมาก ถึงขั้นลอยตลบอบอวลออกมานอกตำหนัก ก่อตัวเป็นเมฆหมอกสีคราม หรือที่เรียกว่าเมฆมงคล!
สวี่อิงเคยเห็นกลิ่นอายธูปเทียนที่มีขนาดเทียบเท่ากันนี้ จากเทวรูปอันสูงตระหง่านในสวรรค์ของแดนหยินเท่านั้น!
หยวนเว่ยยางมองไปยังเมฆมงคลกลุ่มนั้นแล้วกล่าวว่า "พระราชอำนาจ คือนายแห่งชีวิตราษฎร คือความหวังของปวงประชา คือศูนย์รวมจิตใจ ฮ่องเต้ผู้รวบรวมความศรัทธาของคนทั้งโลก แท้จริงแล้วก็คือเทพเจ้าที่ทรงพลังที่สุดในใต้หล้า ภายในตำหนักใหญ่นี้ จะต้องมีผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแห่งโลกมนุษย์อยู่เป็นแน่!"
สวี่อิงใจสั่นสะท้าน "เจ้าหมายความว่า คนในตำหนักคือฮ่องเต้หรือ?"
หยวนเว่ยยางตอบ "ตามหลักแล้วน่าจะมีฮ่องเต้อยู่ด้วย"
เวลานั้นเอง ชายชุดม่วงคนหนึ่งเดินออกมาจากตำหนักใหญ่แต่ไกล ส่งเสียงแหลมเล็กตะโกนว่า "วันนี้แดนหยินเกิดความวุ่นวาย การเก็บรวบรวมปราณให้งดไว้ก่อน พวกเจ้าลงไปพักผ่อนได้ พรุ่งนี้ค่อยลงไปเก็บปราณในแดนหยินใหม่!"
ปรมาจารย์นั่วจำนวนมากของสำนักชางอู๋ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก พากันเข้าแถวเดินลงเขาไป บางคนถอดหน้ากากยมทูตออก พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
"นั่นก็หมายความว่า ผู้ที่ยึดครองเขาจิ่วอี๋ บังคับให้สำนักชางอู๋ลงไปเก็บปราณหยางในแดนหยิน แท้จริงแล้วคือคนในวัง"
สวี่อิงพินิจพิเคราะห์ชายชุดม่วงไม่วางตา พลางกระซิบว่า "ชายชุดม่วงคนนั้น หรือว่าจะเป็นขันทีในตำนาน?"
เขาไม่เคยเห็นขันทีมาก่อน จึงอดสงสัยไม่ได้
ชายชุดม่วงคนนั้นมองลงมาจากที่สูง มองดูผู้คนแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ "ปรมาจารย์นั่วตายไปเยอะขนาดนี้เลยหรือ? ขุนพลอิงหยาง เจ้าไปจับตัวปรมาจารย์นั่วจากสำนักยุทธจักรแถวนี้มาเพิ่มอีกสักหน่อยสิ"
เบื้องหลังเขา ชายร่างใหญ่ท่าทางน่าเกรงขามผู้หนึ่งเดินออกมา กล่าวว่า "ปรมาจารย์นั่วจากสำนักยุทธจักรเหล่านี้ วิชาและเคล็ดวิชานั่วที่ฝึกฝนล้วนไม่เป็นระบบ เป็นแค่พวกไร้สังกัด ไม่ว่าจะเป็นระดับพลังฝีมือหรือวิสัยทัศน์ความรู้ ล้วนสู้ลูกหลานตระกูลใหญ่ไม่ได้ เหตุใดจึงไม่เรียกใช้ลูกหลานตระกูลใหญ่เล่า?"
ชายชุดม่วงส่ายหน้ากล่าวว่า "การที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากวังมายังยุทธภพ เดิมทีก็เป็นเรื่องลับ หากทำให้ตระกูลใหญ่แตกตื่น ก็เท่ากับทำให้คนทั้งใต้หล้าแตกตื่น เรื่องนี้ ยิ่งทำได้ลับมากเท่าไรก็ยิ่งดี สำนักยุทธจักรนั้นอ่อนแอ ใช้งานเสร็จก็แค่กำจัดทิ้งไปโดยตรง ไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายมากนัก แต่ตระกูลใหญ่นั้นกำจัดไม่ง่ายนักหรอก"
ขุนพลอิงหยางรับคำ กล่าวว่า "หลายปีมานี้ฝ่าบาทพยายามลิดรอนอำนาจของอ๋อง ลดอิทธิพลและอำนาจของตระกูลใหญ่มาตลอด พวกเรามาหย่งโจวเพื่อเก็บปราณ ต่ออายุขัยให้ฝ่าบาท หากตระกูลใหญ่เหล่านี้รู้เข้า ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกเท่าใด! ก่อนหน้านี้ตอนเก็บปราณหยางจากคนเป็นในแดนหยาง ชาวบ้านตายไปสองร้อยกว่าคน ก็ทำให้เกิดความแตกตื่นไปทั่วแล้ว พวกตระกูลใหญ่บัดซบพวกนี้ วันๆ หนึ่งฆ่าชาวบ้านตายไปตั้งเท่าไรไม่รู้ พอฝ่าบาทฆ่าไปแค่ไม่กี่คนเพื่อความเป็นอมตะ พวกมันก็โวยวายกันใหญ่โต"
ชายชุดม่วงถอนหายใจ กล่าวว่า "คนทั้งใต้หล้าล้วนจับจ้องฝ่าบาท ดวงตานับไม่ถ้วนคอยจับผิดพระองค์ ชาวบ้านสองร้อยกว่าคนนั่นยังพอใช้อ้างเรื่องสิ่งลี้ลับอาละวาดเพื่อปิดข่าวได้ จับคนของสำนักยุทธจักรมาตัดหัวสักสองสามสำนัก แต่ในแดนหยางก็ทำต่อไปไม่ได้แล้ว โชคดีที่ทางหย่งโจวเกิดเหตุเปลี่ยนเเปลง แดนหยินรุกราน การเก็บปราณหยางจึงไม่จำเป็นต้องลงไปในแดนหยินอีก"
เขามีรอยยิ้มประดับใบหน้า ถอนหายใจพลางกล่าวว่า "เพียงแต่ลำบากชาวบ้านในหย่งโจวแล้ว"
ขุนพลอิงหยางก็ถอนหายใจเช่นกัน "ให้ชาวบ้านหย่งโจวทนลำบากไปอีกสักสองสามปี พอพวกเขาชินแล้วก็คงไม่โวยวายอีก ขันทีเฉิน ข้าน้อยขอตัวก่อน"
เขาหมุนตัวจากไป
ชายชุดม่วงขันทีเฉินเดินกลับเข้าไปในตำหนักใหญ่ พลางคิดในใจเงียบๆ ว่า "โรคเก่าของฝ่าบาทกำเริบ อีกทั้งยังทรงฝึกเคล็ดวิชาเซียน หลายวันมานี้ทรงฉุนเฉียวง่ายขึ้นเรื่อยๆ เอะอะก็จะฆ่าคน การฝึกเคล็ดวิชาเซียนแบบนั้น จะไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ?"
หยวนเว่ยยางแอบกระทุ้งเอวสวี่อิงเบาๆ ส่งสัญญาณให้เขามองไปด้านหลัง สวี่อิงหันกลับไปมอง กลับพบว่าโจวฉีอวิ๋นหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
"จะแอบหนีไปไหม?" หยวนเว่ยยางกระซิบ
สวี่อิงลังเลเล็กน้อย ส่ายหน้าตอบว่า "ไม่มีโอกาสหรอก"
หยวนเว่ยยางลองคิดดู ก็รู้สึกห่อเหี่ยวเช่นกัน โจวฉีอวิ๋นแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ ขนาดสภายมโลกเขายังบุกเข้าไปดื้อๆ และกลับออกมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน การจะหนีรอดจากเงื้อมมือเขา คงยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์
สวี่อิงถอดหน้ากากออก มองไปรอบๆ ก็เห็นว่าเขาจิ่วอี๋เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ภูเขาลูกนี้เดิมทีไม่ได้สูงมากนัก ทิวทัศน์งดงาม แม้เขาจะเคยมาที่นี่ แต่ก็ไม่ได้สังเกตอย่างละเอียด
แต่เขาจิ่วอี๋ในตอนนี้กลับสูงตระหง่านและสูงชัน ยอดเขาสูงเสียดฟ้า ภูมิประเทศสลับซับซ้อน กว้างใหญ่ไพศาลและตระการตา แตกต่างจากเขาจิ่วอี๋เดิมราวฟ้ากับเหว!
เขาจิ่วอี๋ในยามนี้ ดูคล้ายกับเขาจิ่วอี๋บนแผ่นหยกในถ้ำสวรรค์วังหนีหวานแห่งถ้ำฉินเหยียนมากยิ่งกว่า!
"แดนใต้ของเสียวเซียง หุบเขาชางอู๋ ใต้เขาจิ่วอี๋ เซียนอมตะ หุบเขาชางอู๋ข้าได้เห็นแล้ว แล้วเซียนอมตะอยู่ที่ใดกัน?"
เขาจิ่วอี๋แห่งนี้ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นถึงความไม่ธรรมดา สวี่อิงและหยวนเว่ยยางเดินไปตามภูเขาโดยไม่รู้ตัว เพื่อชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามตระการตาของสถานที่แห่งนี้ จู่ๆ ก็ได้ยินคนพูดขึ้นว่า "สำนักชางอู๋ที่เป็นแค่สำนักยุทธจักรเล็กๆ กลับได้ครอบครองภูเขาเลื่องชื่อเช่นนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย"
"ต้องเป็นโชคร้ายแน่นอน ใช้งานเสร็จแล้ว สำนักนี้เกรงว่าคงไม่เหลือแม้แต่ซาก"
สวี่อิงมองตามเสียงไป ผู้พูดคือเด็กสาวหน้าตาสะสวยสองคน สวมเสื้อผ้าของหญิงสาวในวัง กระโปรงสีเขียว ใช้เอี๊ยมสีขาวดันหน้าอกให้สูงขึ้น เวลาเดินก็กระเพื่อมไหว ดูสะดุดตายิ่งนักภายใต้แสงแดด
"ปราชญ์กล่าวว่าสิ่งใดผิดจารีตอย่าได้มอง ราชันปีศาจสวี่ สายตาของเจ้ามองไปที่ใดกัน?" หยวนเว่ยยางเอ่ยเตือนเขา
สวี่อิงถามด้วยความสงสัย "เจ้าก็มองอยู่ไม่ใช่หรือ? พวกนางเป็นหญิงสาวในวังหรือ? เสื้อผ้าสวยดีนะ"
"เจ้ากำลังมองเสื้อผ้าอยู่หรือ?"
หยวนเว่ยยางถลึงตาใส่เขา กระซิบชี้แนะว่า "เสื้อผ้าของพวกนางเป็นชุดของเด็กสาว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่บรรดานางกำนัลหรือหญิงงามคัดเลือกในวัง แต่มีที่มาอื่น ข้าได้ยินมาว่า ฮองเฮาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแซ่กัว เป็นตระกูลใหญ่ ฮ่องเต้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลกัว ถึงได้นั่งบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง"
หยวนชีกล่าวว่า "ได้ยินมาว่าหลังจากฮ่องเต้จื้อเต้าต้าเซิ่งหลงมัวเมาจนเกือบสิ้นชาติ ก็ได้ตระกูลกัวนี่แหละที่กอบกู้สถานการณ์ ช่วยจักรวรรดิจากการล่มสลาย ตระกูลกัวจึงกลายเป็นตระกูลใหญ่ ได้รับการยกย่องจากฮ่องเต้อย่างมาก"
หยวนเว่ยยางกล่าวว่า "หากตระกูลกัวไม่พยักหน้า ฮ่องเต้ก็นั่งบัลลังก์ได้ไม่มั่นคงหรอก"
ระหว่างทางนี้ ยังพบเจอชายหญิงหน้าตาสะสวยอีกมากมาย ซึ่งน่าจะเป็นลูกหลานตระกูลกัวเช่นกัน เขาจิ่วอี๋ใหญ่เกินไป กององครักษ์จินอู๋ทำได้เพียงปิดกั้นจุดยุทธศาสตร์ที่อันตรายบางแห่งในการขึ้นเขา ส่วนบนภูเขานั้น พวกเขาไม่สามารถปิดกั้นได้ จึงปล่อยให้ผู้คนเดินเล่นชื่นชมได้ตามสบาย
โดยไม่รู้ตัวพวกเขาก็มาถึงกลางเขา จู่ๆ หยวนเว่ยยางก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ "ตรงนั้นทำไมถึงมีเขาจิ่วอี๋อีกภูเขาหนึ่งล่ะ?"
สวี่อิงเดินมาข้างกายกนาง กวาดสายตามองไป ก็เห็นเขาจิ่วอี๋อีกลูกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลหมอก มองดูคร่าวๆ แล้วแทบจะเหมือนกับเขาจิ่วอี๋ใต้เท้าพวกเขาทุกประการ มองไม่ออกถึงความแตกต่างเลย!
"ตรงนั้นก็มีเขาจิ่วอี๋อีกลูก!" หยวนเว่ยยางค้นพบเขาจิ่วอี๋ลูกที่สามอีก
ภูเขาลูกที่สามนั้นสูงตระหง่านงดงาม ทัศนียภาพตระการตา มีเมฆหมอกพาดผ่านกลางเขา ทิวทัศน์ไม่ธรรมดา แต่โครงสร้างของภูเขาลูกนั้น ก็แทบจะเหมือนกับเขาจิ่วอี๋ทั้งสองลูกนี้ทุกประการ!
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางมองออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น ก็เห็นว่าท่ามกลางเมฆหมอก มีเขาจิ่วอี๋แต่ละลูกตั้งตระหง่านอย่างสง่างามทะลุเมฆา แทบจะถอดแบบกันมา!
"ที่เรียกว่าจิ่วอี๋ ก็คือภูเขาสูงเก้าลูกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน" จากคอเสื้อของสวี่อิง หยวนชีโผล่หัวออกมา มองทั้งสองคนด้วยสายตาดูแคลนว่าไร้ความรู้ พลางกล่าวว่า "ในตำราเขียนไว้ว่า ภูเขาทั้งเก้าลูกนี้ล้วนคือเขาจิ่วอี๋"
เสียงระฆังใหญ่ดังแว่วมา "ในตำราได้เขียนไว้หรือไม่ ว่าภูเขาทั้งเก้าลูกนี้สูงใหญ่ถึงเพียงนี้?"
หยวนชีไม่พูดอะไรอีก ในตำราไม่ได้เขียนเรื่องพวกนี้ไว้เลย
ความสูงของภูเขาทั้งเก้าลูกนี้ สูงยิ่งกว่าภูเขาลูกใดในโลกที่เคยมีมาเสียอีก!
ทันใดนั้น ท่ามกลางเมฆหมอกก็มีเสียงร้องกังวานแว่วมา สวี่อิงมองตามเสียงไป ก็เห็นนกยักษ์สีสันงดงามวิจิตรบินออกมาจากภูเขา ลากหางขนนกเจ็ดสี กระพือปีกบินผ่านหุบเขาไป
ข้างกายนกยักษ์ตัวนั้น มีนกประหลาดนานาชนิดกระพือปีกบินขนาบซ้ายขวา ในนั้นไม่ขาดนกเทพที่หาดูได้ยาก อย่างเช่น ปี้ฟาง เผิงยักษ์ นกยูง เป็นต้น!
ตัวที่อยู่ใกล้นกยักษ์ที่สุด คือนกชิงหลวนสามตัว
นกชิงหลวนทั้งสามตัวมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เมื่อกางปีกออกก็ราวกับเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้า บนหัวแต่ละตัวเทินไข่มุกวิเศษเอาไว้ ลอยอยู่กลางอากาศ เปล่งรัศมีเจิดจรัสหมื่นสาย
พวกมันบินห้อมล้อมนกยักษ์อันงดงามตัวนั้น มุ่งหน้าไปยังยอดเขา
"นกเฟิ่งหวง!"
หยวนเว่ยยางร้องด้วยความตกใจ "ในภูเขามีนกเฟิ่งหวงอาศัยอยู่! ไปเถอะ พวกเราไปทำความเข้าใจมรรคาลักษณ์ของเฟิ่งหวงกัน!"
ในใจของสวี่อิงก็ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน เขาวิ่งตามนางขึ้นไปยังยอดเขาอย่างบ้าคลั่ง นกเฟิ่งหวงตัวนั้นมีนกนับร้อยบินตาม กระพือปีกโบยบิน มุ่งหน้ามายังยอดเขาของพวกเขาพอดี
ในภูเขา ก็มีผู้คนไม่น้อยที่เห็นภาพนี้ ต่างพากันวิ่งมุ่งหน้าไปยังยอดเขาเช่นกัน
"ปรากฏการณ์วิเศษเช่นนี้ พันปีมีหน รีบทำความเข้าใจเร็วเข้า ไม่แน่ว่าอาจจะฝึกฝนจนสำเร็จเป็นอิ่งจิ่งอันไม่ธรรมดาก็ได้!"
"เฟิ่งหวงไม่ร่อนลงในที่ไร้ของวิเศษ! บนเขามีของวิเศษ!"
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางก็เร่งความเร็ว พุ่งตรงไปยังยอดเขาเช่นกัน
แม้จะบอกว่าเขาจิ่วอี๋มีความสูงชันมาก แต่ก็มีจุดสิ้นสุด เมื่อสวี่อิงและหยวนเว่ยยางมาถึงยอดเขาจิ่วอี๋ลูกนี้ ก็เห็นต้นอู๋ถงต้นหนึ่งเติบโตอยู่ริมหน้าผา บรรดานกเทพศักดิ์สิทธิ์นานาชนิด ต่างบินวนเวียนอยู่รอบต้นอู๋ถงต้นนั้น บางครั้งก็มีนกเกาะบนกิ่งไม้ พักเหนื่อยครู่หนึ่ง แล้วจึงบินขึ้นไปอีกครั้ง!
ต้นอู๋ถงต้นนั้น ช่างสูงตระหง่านโอ่อ่าตระการตา ราวกับมียอดเขางอกขึ้นมาบนภูเขาอีกที!
สวี่อิงรู้สึกเบิกบานใจ เอ่ยชมว่า "การได้ชมมรรคาลักษณ์ของนกเทพ ณ ที่แห่งนี้ หากสามารถเข้าใจเคล็ดลับทั้งหมดได้ เกรงว่าจะสามารถสร้างเคล็ดวิชาที่ไม่ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชาอิ่นจิ่งสามสิบหกเทียนกังของตระกูลโจวเลยทีเดียว!"
ชายหนุ่มยืนอยู่ใต้ต้นอู๋ถงบนยอดเขา ทอดสายตามองออกไป เห็นเพียงภูเขานับแสนลูกเบื้องล่างที่ราวกับหยกนิล หยกคราม ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ท่ามกลางทะเลหมอก ขุนเขาสายน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่านี้อีกแล้ว
ทันใดนั้น สวี่อิงก็พบภาพที่แปลกประหลาด เมื่อเห็นว่าตัวภูเขาของหมื่นบรรพตนับแสนเหล่านี้ ไม่ได้ตั้งตรงชี้ขึ้นฟ้า แต่ยอดเขาของพวกมัน กลับเอียงเอนไปทางเขาจิ่วอี๋อย่างไม่มีข้อยกเว้น!
ภูเขานับแสนลูก ราวกับกำลังร่วมกันเคารพสักการะจิ่วอี๋!







