ก่อนราตรีจะมืดสนิท โหยวชิวเหนียงก็เดินข้ามถนนสองสายไปถึงบ้านของน้องชาย เวลานั้นเขากำลังแกะสลักรูปภูตน้อยให้ผู้อื่น
ผู้คนในอำเภอบึงหมอกนิยมเลี้ยงภูตน้อยกันมาก โดยเลี้ยงไว้ในมุมมืดที่สุดของเรือน ปกติจะว่าจ้างช่างมาแกะสลักเป็นรูปไม้หรือรูปหิน บ้างก็เผาเป็นตุ๊กตาดินแล้วแต้มสี
นางเล่าเรื่องที่จ้าวฟู่อวิ๋นต้องการแกะสลักรูปสลักเทพเพลิงให้น้องชายฟัง เขาครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็ตกลงรับงาน
โหยวชิวเหนียงยังรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เขาจึงกล่าวว่า "อาจารย์เคยบอกว่า ผู้แกะสลักรูปภูตน้อยเช่นพวกเราจำต้องพกยันต์คุ้มกาย มิฉะนั้นนานวันเข้าจะถูกภูตน้อยตามรังควาน ทั้งยังเลี้ยงภูตน้อยไว้คุ้มกายเองมิได้ เพราะเมื่อภูตที่เลี้ยงไว้เห็นว่ารูปภูตน้อยซึ่งเราแกะสลักล้วนถูกมอบให้ผู้อื่น มันจะโกรธและหันมาต่อต้าน ดังนั้นเราจึงเลี้ยงเองมิได้"
ส่วนการเลี้ยงกู่ไว้คุ้มกายนั้น อาจารย์ของเขาก็มิใคร่สนับสนุนนัก แมลงกู่ดุร้ายอำมหิต การเลี้ยงดูจำต้องระมัดระวัง อาจารย์จึงกำชับว่าเขาต้องหายันต์คุ้มกายมาให้ได้
ยิ่งกว่านั้น หลายวันมานี้เขารู้สึกร่างกายหนักอึ้งอยู่เสมอ จนเริ่มสงสัยว่าตนถูกบางสิ่งตามรังควาน และเตรียมจะไปขอให้ผู้อาวุโสประจำตระกูลประกอบพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่ศาลบรรพชนตระกูลโหยวในวันรุ่งขึ้น
เมื่อเขาเล่าเรื่องนี้ให้พี่สาวฟัง โหยวชิวเหนียงกลับเร่งให้เขาไปหาท่านศึกษาธิการเสียตั้งแต่คืนนี้ เกรงว่าหากไปช้าในวันพรุ่ง ผู้อื่นจะชิงลงมือก่อน
เขาจึงกลับไปหยิบมีดแกะสลักเล่มหนึ่งเหน็บเอว ระหว่างทางส่งพี่สาวกลับถึงบ้านก่อน แล้วจึงมุ่งหน้าไปหาจ้าวฟู่อวิ๋นเพียงลำพัง
บัดนี้ผู้ที่อาศัยอยู่ในตัวอำเภอแทบไม่มีใครไม่รู้ว่าจ้าวฟู่อวิ๋นพำนักอยู่ที่ใด
ฟ้าเริ่มสลัว แต่ละเรือนจุดตะเกียงกันแล้ว เขาเห็นว่าแสงไฟภายในเรือนของท่านศึกษาธิการสว่างไสวเป็นพิเศษ ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงเห็นแสงจากเรือนหลังนั้น เขาก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา
ต่างจากเรือนของผู้อื่น แม้เขาจะเติบโตมาในอำเภอบึงหมอก แต่เมื่อมองไปยังมุมมืดที่แสงไฟจากบ้านคนอื่นส่องไม่ถึง ก็ยังรู้สึกขนลุกขนพองอยู่ดี
อำเภอบึงหมอกมีกฎธรรมเนียมเคร่งครัดเกี่ยวกับการมาเยือน โดยทั่วไปผู้มาเยือนจะยืนร้องเรียกอยู่นอกประตู น้อยคนนักที่จะยื่นมือไปเคาะเอง
เขาจึงมิได้เคาะประตู เพียงยืนร้องเรียก "ท่านศึกษาธิการ" อยู่หน้าประตู เดิมคิดว่าคงต้องเรียกอยู่พักหนึ่งกว่าจะมีเสียงตอบ เพราะตนมิได้ร้องเสียงดังนัก ทว่าภายในกลับมีเสียงอ่อนโยนดังตอบมาทันที
"เชิญเข้ามา!"
เมื่อได้ยินสองคำนี้ เขาก็รู้สึกแปลกใหม่ เพราะในอำเภอบึงหมอกแทบไม่มีผู้ใดเอ่ยคำว่าเชิญ
เขาผลักประตูเปิดอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือลานเล็กซึ่งมิได้กว้างขวางนัก แต่สะอาดเป็นระเบียบ มิได้มีโลหิตนองเต็มพื้นอย่างที่จินตนาการไว้
จากนั้นเขาจึงมองเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนกลางลาน
คนผู้นั้นกำลังแหงนมองดวงดาวบนฟ้า มิได้หยุดเพราะการมาถึงของเขา
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกอัศจรรย์ก็คือ แสงเพลิงในเรือนเห็นชัดว่าส่องถึงเพียงขั้นบันได แต่กลับคล้ายถูกพลังไร้รูปลากยืดออกมาจนถึงข้างกายคนผู้นั้น ก่อเป็นรัศมีดุจแสงเทียนไหลเวียนอยู่รอบร่าง
เลือนรางราวกับสิ่งมีชีวิตที่ก่อเกิดจากเปลวเพลิง กำลังช่วยจับยุงแมลงซึ่งคิดเข้ามารบกวนผู้เป็นนาย
"ข้าน้อยโหยวตงสือ คารวะท่านศึกษาธิการ" โหยวตงสือยังกล่าวไม่ทันจบก็ย่อเข่าทั้งสองหมายจะคุกลง ทว่าเพิ่งย่อตัวได้เพียงครึ่ง ดวงตาก็สะท้อนแสงสว่าง เขารู้สึกราวกับคุกเข่าลงบนกลุ่มอากาศ ครั้นก้มมองจึงเห็นแสงแดงพร่าเลือนกลุ่มหนึ่งรองอยู่ใต้เข่า
พลังอันเหนียวแน่นนั้นยกร่างเขาขึ้น บังคับให้ต้องกลับมายืน
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จึงเห็นว่าคนบนเก้าอี้เอนได้ลุกขึ้นนั่งแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นท่านศึกษาธิการตัวจริง
หลายวันมานี้ ทุกคนต่างลอบวิพากษ์วิจารณ์เรื่องท่านศึกษาธิการ แม้จะมีผู้เคยเห็นอยู่ไม่น้อย แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยพบหน้า
ยามนี้เขาจึงรู้เสียทีว่า คำกล่าวที่ว่า "ท่านศึกษาธิการดูไม่เหมือนคนเหี้ยมเลยแม้แต่น้อย" เป็นความจริง
ไม่เพียงดูไม่ดุร้าย เขายังรู้สึกว่าใบหน้าของท่านศึกษาธิการอ่อนโยนอย่างยิ่ง ให้ความรู้สึกไร้พิษสงจนไม่อาจทำร้ายผู้ใด กระทั่งออกจะละม้ายสตรีอยู่บ้าง
'คนเช่นนี้จะเป็นผู้เหี้ยมโหดได้อย่างไร' ความคิดหนึ่งวาบผ่านใจโหยวตงสือ
"เจ้าเรียกว่าโหยวตงสือหรือ แม่เฒ่าโหยวหลิงกับแม่เฒ่าโหยวเป็นอะไรกับเจ้า" จ้าวฟู่อวิ๋นถามด้วยความใคร่รู้ เขาเพียงอยากรู้ว่าผู้มีแซ่เดียวกันในอำเภอบึงหมอกล้วนเป็นเครือญาติกันหรือไม่
"แม่เฒ่าโหยวหลิงกับแม่เฒ่าโหยวล้วนเป็นผู้อาวุโสของตระกูลโหยว แต่ทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกันมาตั้งแต่เล็ก แม่เฒ่าโหยวจึงอาศัยอยู่ในดงกกริมแม่น้ำหมอกนอกเมืองมาโดยตลอดขอรับ"
จ้าวฟู่อวิ๋นเพิ่งถามไปเพียงประโยคเดียว เขาก็เล่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่เฒ่าโหยวหลิงกับแม่เฒ่าโหยวจนกระจ่าง
"เจ้าแกะสลักหินเป็นหรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นถามต่อ
"เป็นขอรับ ข้าน้อยร่ำเรียนวิชาแกะสลักหินกับอาจารย์มาตั้งแต่เล็ก เพิ่งสำเร็จวิชาในปีนี้" โหยวตงสือกล่าวอย่างกระวนกระวาย เดิมเขาไม่อยากเอ่ยเรื่องนี้ เพราะตนเพิ่งสำเร็จวิชา เกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับ
"อืม มิเป็นไร พรุ่งนี้ยามสายจงไปที่ศาลเจ้าเทพเพลิงบนเนินริมแม่น้ำ เจ้ารู้จักหรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"รู้จักขอรับ รู้จัก! ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าน้อยจะตรงไปที่นั่น..." โหยวตงสือกล่าวพลางหันกาย ทว่ากลับลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า "ท่านศึกษาธิการ ข้าน้อยได้ยินมาว่า ท่านจะมอบยันต์คุ้มครองของเทพเพลิงให้หนึ่งชิ้นจริงหรือขอรับ ข้าน้อย... ข้า... ข้าน้อย คือว่า..."
เขามองตาจ้าวฟู่อวิ๋น ยิ่งพูดก็ยิ่งติดขัด ไม่อาจเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้
"ทุกคนจะได้รับเงินยันต์เทพเพลิงหนึ่งเหรียญ ทว่ายามนี้ไออัปมงคลแห่งหยินกำลังพันพัวร่างเจ้า จงเข้าไปกราบไหว้เทพเพลิงเสียก่อนเถิด" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
โหยวตงสือชะงักไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขากราบไหว้เทพนอกอำเภอบึงหมอก แต่ก็มิได้ต่อต้านเป็นพิเศษ เพราะอาจารย์เคยบอกไว้ว่า ผู้คนในแคว้นต้าโจวล้วนบูชาเทพเพลิง
เขาจึงเดินเข้าไปในเรือน และเห็นเทวรูปไม้พุทราแดงประดิษฐานอยู่ท่ามกลางหมู่ตะเกียงตรงตำแหน่งกึ่งกลาง เทวรูปตั้งสูงกว่าตะเกียงอยู่มาก แสงเพลิงคล้ายไหลไปรวมกันบนเทวรูป ทำให้ดูประหนึ่งประทับอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงและแสงเมฆาแดง
เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะในเรือนจุดตะเกียงไว้มากหรือด้วยเหตุอื่น เขาสูดลมหายใจลึกแล้วค่อย ๆ ผ่อนออก ขจัดความคิดฟุ้งซ่านในใจ จากนั้นจึงคุกเข่าลงด้วยความจริงใจและกราบสามครั้ง
ระหว่างกราบ เขาเพียงรู้สึกคล้ายมีเปลวไฟแผดเผาอยู่ตรงท้ายทอย
เมื่อกราบเสร็จและเดินออกมา สายลมราตรีพัดต้องกาย ทว่าเขากลับไม่รู้สึกหนาวแม้แต่น้อย ความหนักอึ้งซึ่งเคยเกาะกุมร่างก็หายไปแล้ว
ยามนั้นเขาจึงเข้าใจว่า ท่านศึกษาธิการมองเห็นความผิดปกติบนร่างตน จึงรีบคารวะอีกครั้งพลางกล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านศึกษาธิการที่ช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ข้าน้อยขอรับ"
"ธรรมชาติของเทพเพลิงเป็นหยางอันร้อนแรง ไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับสิ่งชั่วร้ายแห่งหยิน เมื่อเจ้าเข้าไปในเรือนและเคารพเทพเพลิงด้วยใจจริง เทพเพลิงย่อมคุ้มครองเจ้าเอง มิต้องขอบคุณข้า" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ทว่าโหยวตงสือกลับเชื่อมั่นว่าท่านศึกษาธิการเป็นผู้ช่วยตน เพราะตามความเข้าใจของเขา ภูตผีเทพเจ้าทั้งหลายล้วนถูกมนุษย์ควบคุม
กระนั้นคำพูดของจ้าวฟู่อวิ๋นก็มิได้ผิด สถานที่ซึ่งเทพเพลิงประดิษฐานย่อมไม่อาจยอมให้สิ่งชั่วร้ายแห่งหยินดำรงอยู่ เขากราบรูปสลักเทพเพลิงในเรือนด้วยใจศรัทธา ปล่อยความคิดให้ว่างเปล่า จึงเท่ากับเพ่งนิมิตถึงเทพเพลิงอย่างผิวเผิน อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเทพเพลิงจึงขับไล่ไอชั่วร้ายแห่งหยินออกจากร่าง
โหยวตงสือกลับไปแล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นเอนกายอยู่ตรงนั้น รัศมีเร้นลับสีแดงรอบร่างโบยบินดุจผีเสื้อสีแดงคล้ำ
เขาใช้รัศมีเร้นลับดูดกลืนหยาดน้ำค้างหยินเพื่อปรับสมดุลหยินหยาง เมื่อรัศมีเร้นลับไม่เจือสีแดงคล้ำเช่นนี้อีก ก็หมายความว่าหยินหยางกลับคืนสู่สมดุลแล้ว กระบวนการนี้ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจและความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่ง
แต่ในภายหน้า เมื่อหลอมปราณซาอัคคีเคราะห์เข้ากับรัศมีเร้นลับจนก่อเกิดเป็นยันต์ ก็จะกลายเป็นวิถีบำเพ็ญอีกรูปแบบหนึ่ง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โหยวตงสือตื่นมากินมื้อเช้าแล้วรีบไปยังศาลเจ้าเทพเพลิงนอกเมืองทันที ก่อนจะพบว่าอาจารย์ของตน ถงอันผิง ก็มาถึงที่นี่แล้วเช่นกัน
เขาประหลาดใจอยู่ในใจ จึงรีบเข้าไปคารวะ
อาจารย์เห็นเขาแล้วก็มิได้แปลกใจ เพียงกล่าวว่า "ข้าคาดไว้แล้วว่าเจ้าต้องมา หากเจ้าไม่มา ก็แสดงว่ามิได้นำคำของข้าใส่ใจ เจ้าต้องการยันต์คุ้มครองของเทพเพลิงไว้ป้องกันกาย อีกประเดี๋ยวเราศิษย์อาจารย์จะช่วยท่านศึกษาธิการแกะสลักเทพเพลิงให้องอาจเปี่ยมอำนาจ ให้ท่านศึกษาธิการได้ประจักษ์ฝีมือของพวกเรา"
ตระกูลของถงอันผิงสืบทอดฝีมือแกะสลักหินมาหลายชั่วคน ทว่ามาถึงรุ่นของเขา ลูกหลานกลับร่วงโรย มีคำเล่าลือว่าพวกเขาแกะสลักรูปภูตน้อยมากเกินไป ทำให้ภูตเหล่านั้นมิอาจไปเกิด จึงถูกพวกมันเคียดแค้นชิงชัง ส่งผลให้ตระกูลถงค่อย ๆ ไร้ผู้สืบสกุล
มาถึงรุ่นของเขา กลับมีเพียงบุตรสาวคนเดียว ส่วนบุตรชายคนอื่นล้วนตายก่อนวัย ผู้คนเคยเกลี้ยกล่อมให้เขานำเด็กที่ตายไปเลี้ยงเป็นภูตน้อย แต่เขาปฏิเสธทั้งหมด บางคนถึงขั้นคิดซื้อศพของบุตรไปเลี้ยงเป็นภูตน้อย เขายิ่งด่าทอคนผู้นั้นเสียยกใหญ่
การมาที่นี่ในครั้งนี้ ลึกลงไปในใจเขาก็มีความคิดบางอย่าง คืนวันนั้นเขามองเห็นแสงเพลิงทะลุออกจากเรือนของท่านศึกษาธิการมาแต่ไกล อำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นแผดเผาดวงตาเขาจนเจ็บปวด แต่หลังจากนั้นกลับก่อให้เกิดความรู้สึกสบายอย่างประหลาด
ส่วนลึกในใจเขาจึงอดคิดมิได้ว่าตนอาจต้องคำสาปบางอย่าง และอยากอาศัยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ของเทพเพลิงชำระล้างร่างกาย
เมื่อโหยวตงสือได้ฟังคำของอาจารย์ ความกระวนกระวายในใจก็บรรเทาลงเล็กน้อย ได้แต่รับคำซ้ำ ๆ ว่าใช่แล้ว ที่แท้เขาก็มิได้มั่นใจนักว่าจะสามารถแกะสลักเทวรูปหินองค์ใหญ่เช่นนี้ให้ออกมาดีได้หรือไม่ บัดนี้มีอาจารย์อยู่ด้วย ย่อมรู้สึกมั่นคงขึ้นมาก
"ท่านศึกษาธิการมาแล้วหรือขอรับ" โหยวตงสือถาม
"นั่นอย่างไร!" ถงอันผิงบุ้ยปากไปทางหนึ่ง ใต้ต้นไม้หน้าศาลเจ้าเทพเพลิงอันเป็นบริเวณชายเนิน มีกอพุ่มไม้อยู่กอหนึ่ง ข้างพุ่มนั้นมีคนผู้หนึ่งยืนมองแม่น้ำหมอก
จ้าวฟู่อวิ๋นมองแม่น้ำหมอก ยามนี้แม้สายน้ำจะอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน แต่ยังถูกหมอกหนาปกคลุม
ภายในม่านหมอกนั้นมีเรือลำหนึ่งลอยเคว้งอยู่
เขายังเห็นว่าชาวประมงจำนวนไม่น้อยบนฝั่งมิได้นำเรือลงน้ำ ต่างผูกเรือของตนไว้ริมตลิ่ง
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ค้นพบเรือประหลาดลำนั้นกลางแม่น้ำแล้ว
ทว่าในสายตาของจ้าวฟู่อวิ๋น เขามองเห็นสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ภายในห้องเรือ กำลังพินิจผู้คนบนฝั่ง
วิญญาณอาฆาตในน้ำจะแปรเปลี่ยนเป็นผี หรือเรียกอีกอย่างว่าปีศาจฝันร้าย ปีศาจฝันร้ายบางตนจะผสานเข้ากับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ จนกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาด
สิ่งที่อยู่บนเรือลำนั้นดูคล้ายกำลังรอให้คนบนฝั่งลงแม่น้ำ ทว่าคนเหล่านี้หาปลาอยู่บนสายน้ำนี้มาหลายปี อีกทั้งต่างเลี้ยงภูตน้อยและกู่ไว้คุ้มกาย จึงสัมผัสได้ถึงเจตนาชั่วร้ายบนเรือ แล้วจะยังมีผู้ใดกล้าลงเรืออีก
จ้าวฟู่อวิ๋นมองอยู่ครู่หนึ่งก็เลิกสนใจ เขาหันกายกลับเข้าไปในศาลเจ้าเทพเพลิง พาศิษย์อาจารย์คู่นั้นไปยังหน้าเทวรูป
เขาบอกความต้องการแก่ศิษย์อาจารย์ทั้งสอง โดยเน้นย้ำว่าแขนข้างหนึ่งของรูปสลักเทพเพลิงต้องหุบไว้ระหว่างเอวกับอก และฝ่ามือต้องสามารถรองรับตะเกียงดวงหนึ่งได้
ถงอันผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "ท่านศึกษาธิการ หากทำเช่นนั้น เกรงว่าเทวรูปองค์นี้จะดัดแปลงได้ยาก เนื้อหินของมันไม่เหมาะแก่การแกะสลักสิ่งละเอียดอ่อน และสภาพของมันก็มิเหมาะจะนำมาดัดแปลงแล้ว ข้ายินดีเลือกหินและแกะสลักองค์ใหม่ให้ท่าน รับรองว่าจะทำได้ตรงตามความต้องการของท่านศึกษาธิการ"
จ้าวฟู่อวิ๋นขบคิดเล็กน้อยก่อนตอบตกลง ในเมื่อช่างบอกว่าไม่เหมาะ เช่นนั้นก็สร้างองค์ใหม่เถิด
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองจึงวัดขนาดและความสูงอยู่ภายในศาลเจ้า ส่วนเขากลับไปยังที่พักเพื่อเริ่มบำเพ็ญ
ขั้นแรกคือถักบิดรัศมีเร้นลับ รวบกลั่นคาถาอาคม ดุจการฟั่นเชือก ทำซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า จากที่หลวมกระจัดกระจายจนควบแน่นแข็งแรง เมื่อพลังอาคมที่ถักขึ้นเริ่มไม่สลายตัวอีก ก็ถือว่าบรรลุขั้นต้นแล้ว ถึงเวลานั้นพลังอาคมไร้รูปจะเปล่งรัศมีเร้นลับออกมาในความมืด
หนึ่งในเครื่องหมายของการบรรลุรัศมีเร้นลับขั้นสมบูรณ์ คือเมื่อสะบัดออกไปจะดุจฟาดแส้ ก่อเสียงเปรี๊ยะป๊ะกึกก้องราวอสนีบาต
สิ่งที่จ้าวฟู่อวิ๋นกำลังฝึกฝนยามนี้คือสิบแปดกระบวนหยินหยาง โดยใช้จิตสองสาย สายหนึ่งหมุนตาม อีกสายหมุนทวน บิดพลังอาคมของตนเข้าหากันดุจบิดผ้า และบิดจากมุมต่าง ๆ การหมั่นฝึกฝนเช่นนี้จะทำให้รัศมีเร้นลับโปร่งกระจ่างทั่วถึง ไม่เหลือมุมอับที่รัศมีของตนเอื้อมไปไม่ถึง
วิธีนี้คล้ายกระบวนท่าที่ฝึกกันยามร่ำเรียนยุทธ์ กระบวนท่าหลายชุดดูไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงในยามฝึก ผู้ฝึกอาจคิดว่าผู้อื่นจะโจมตีมาตามเส้นทางที่กระบวนท่าของตนรับมือได้ไปเพื่ออะไร
ทว่าข้อดีของกระบวนท่าอยู่ตรงที่ ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเปลี่ยนวิถีโจมตีเช่นไร ย่อมมีกระบวนท่าหนึ่งซึ่งครอบคลุมและรับมืออีกฝ่ายได้ ทั้งยังอาจทำให้ร่างกายของผู้ฝึกคล่องแคล่วยิ่งขึ้น
เมื่อฝึกสิบแปดกระบวนหยินหยางจนชำนาญแตกฉานแล้ว จึงจะสามารถฝึกเคล็ดวิชาหนึ่งต่อไปได้ นั่นคือ ต้าหลัวสะบัดแขนเสื้อ







