จูผูอี้ร่ำสุราอยู่เพียงลำพัง พลางบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง
เขากล่าวว่าแท้จริงแล้วตระกูลของเขาก็เป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร ทุกคนล้วนมีโอกาสได้บำเพ็ญเพียร ทว่าตัวเขาเป็นเพราะไร้คนคอยเคี่ยวเข็ญ ไม่มีคนถือไม้พลองคอยตีอยู่ด้านข้างจนลุกไม่ขึ้น ดังนั้นจึงนั่งไม่ติดที่
ยามเยาว์วัย เหล่าพี่น้องล้วนเล่นสนุกด้วยกัน ทว่าพอเติบใหญ่ก็เริ่มมีความแตกต่าง ผู้อื่นเข้าฌานแล้ว สามารถควบแน่นพลังเวทออกมาได้ เวลาที่เล่นด้วยกันก็น้อยลง ทุกคนไม่ได้เรียนรู้ร่วมกันอีกต่อไป
พวกเขาล้วนต้องไปเรียนรู้ทฤษฎีวิถีบำเพ็ญเพียร ต้องเรียนรู้ความรู้ด้านวิชาอาคม ส่วนข้าเริ่มเรียนรู้วิถีแห่งการค้าขาย เรียนรู้วิธีการปกครองชาวบ้าน เพื่อที่ในภายภาคหน้าจะได้ช่วยเหลือผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลปกครองท้องถิ่น
"ท่านรู้หรือไม่? เดิมทีที่แห่งนี้สมควรเป็นลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งในตระกูลของพวกเราที่จะมาเป็นนายอำเภอ"
"หัวหน้าผู้ปกครองดินแดน จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีการบำเพ็ญเพียร นี่ถือเป็นข้อตกลงร่วมกันในราชสำนัก แม้ไม่จำเป็นต้องทดสอบ แต่ก็ต้องการการเสนอชื่อจากหัวหน้าผู้ปกครองในแต่ละท้องที่ เช่นนี้จึงจะสามารถเข้าศึกษาในอารามเต๋าแห่งนครหลวงได้"
"และมีเพียงผู้ที่เข้าศึกษาในอารามเต๋าแห่งนครหลวงครบสามปีเท่านั้น จึงจะถูกส่งตัวไปรับราชการตามที่ต่างๆ บางคนชอบรับราชการในราชสำนัก เพราะเช่นนั้นจะสามารถเข้าถึงบุคคลสำคัญที่มาบรรยายธรรมได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงพยายามที่จะรั้งอยู่ที่นั่น ส่วนบางคนชอบความกดดันที่น้อยกว่า จึงชอบที่จะออกไปเป็นหัวหน้าผู้ปกครองในต่างถิ่น"
"การมาเป็นนายอำเภอในเมืองหนานหลิงแห่งนี้ เดิมทีสมควรคัดเลือกผู้สืบทอดวิถีจากอารามเต๋าแห่งนครหลวงมายังที่นี่"
"ตระกูลจูของพวกเราถูกเลือก ทว่าผู้สืบทอดวิถีของตระกูลจูกลับไม่ยินยอมมา ดังนั้นเขาจึงได้รับบาดเจ็บระหว่างการประลองอาคมกับผู้อื่น แต่ก็กลัวเบื้องบนจะหาว่าเขาจงใจไม่มา อีกทั้งไม่อยากสูญเสียความชอบนี้ไป ดังนั้นจึงให้ข้าเขียนใบคำร้อง ขอมาแทนลูกพี่ลูกน้องของข้าที่นี่"
จ้าวฟู่อวิ๋นรับฟังทว่ามิได้ตอบกลับ และมิได้ซักไซ้ไล่เลียง เขาเห็นอยู่ชัดๆ ว่าไม่มีฐานะการฝึกตน เหตุใดจึงสามารถมาแทนผู้สืบทอดวิถีของตระกูลจูได้ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถาม หากบอกว่าเบื้องบนไม่มีเส้นสาย ถูกระบุชื่อให้มาที่นี่ ทว่าไม่สามารถเปลี่ยนตัวได้โดยตรง เช่นนั้นเบื้องล่างก็ย่อมมีวิธีของเบื้องล่าง
ย่อมต้องเป็นการสร้างเรื่องเท็จว่าจูผูอี้ก็มีฐานะการฝึกตน ยินยอมมาที่แห่งนี้แทนคนผู้นั้นที่ได้รับบาดเจ็บ
จูผูอี้กล่าวต่อไปว่า "หลังจากข้ามาที่นี่ได้ยื่นเรื่องขอย้ายกลับไปหลายครั้ง แต่ทางที่ทำการอำเภอฝั่งโน้นก็ไม่อนุมัติ ข้ารู้ดี นี่เป็นเพราะทางบ้านตระกูลไม่อยากให้ข้ากลับไป พวกเขาต้องการให้ข้าตายอยู่ที่นี่"
จูผูอี้กล่าวถึงตรงนี้ น้ำตาคนแก่ก็พลันไหลพราก
"มารดาชราของข้า ลูกๆ ของข้าล้วนอยู่ที่บ้าน หากพวกเขาต้องการชีวิตที่สงบสุข ข้าก็จำเป็นต้องอยู่ที่นี่"
ท้องฟ้าล่วงเข้าสู่ยามดึกสงัดท่ามกลางเสียงพร่ำพรรณนาของจูผูอี้ ท้ายที่สุดเขาก็เมามาย เดินโซซัดโซเซกลับจวนไปเอง จ้าวฟู่อวิ๋นนอนอยู่ตรงนั้น ราวกับรับฟังทุกสิ่งเข้าหู และราวกับไม่ได้ยินสิ่งใดเลย เพียงแค่หลับใหลไป
เขานึกถึงคำกล่าวของใครบางคนที่ว่า เมื่อพลิกเปิดหน้าประวัติศาสตร์ บนทุกบรรทัดตัวอักษรล้วนจารึกคำว่า 'กินคน' เอาไว้
ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ มนุษย์รวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านเผ่าพันธุ์อื่น ทว่าในขณะเดียวกัน ประเทศใหญ่ก็กินประเทศเล็ก ล้วนปรารถนาให้ผู้คนในประเทศของตนได้รับความร่มเย็นเป็นสุข และเมื่ออยู่ในประเทศหนึ่ง ก็ยังมีการรวมกลุ่มและสร้างชนชั้น กินชนชั้นที่แตกต่าง หรือเล็กลงมาจนถึงในตระกูลหนึ่ง ล้วนเป็นสายเลือดเดียวกัน ทว่าก็ยังคงมีการกดขี่ข่มเหงเช่นกัน
และเมื่อถึงระดับครอบครัวหนึ่ง แม้แต่บิดามารดาที่มีต่อบุตรธิดาในไส้ก็ยังมีความสนิทชิดเชื้อและห่างเหิน
จนถึงระดับบุคคล หากบอกว่า ต้องเอาของสิ่งหนึ่งบนร่างของเจ้าไปแล้วข้าถึงจะปล่อยเจ้าไป ดังนั้นคนจำนวนมากย่อมเลือกเส้นผม หากเส้นผมไม่ได้ก็จะเลือกนิ้วมือ ไม่มีผู้ใดเลือกศีรษะของตนเอง ทุกสรรพสิ่งในร่าง ล้วนมีการแบ่งแยกความสำคัญใกล้ไกล
เรื่องราวทั้งหมดนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้สึกแปลกหน้าแม้แต่น้อย ในตระกูลขุนนางมหาอำนาจอย่างตระกูลจ้าว ภายนอกดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรืองสวยงาม ทว่าภายใน กลับมีผู้ที่ทุกข์ระทมเช่นเดียวกัน
น้ำค้างยามค่ำคืนร่วงหล่นลงบนร่างของจ้าวฟู่อวิ๋น ทำให้เสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่ม เมื่อแสงสาดส่องเข้ามาในลานบ้าน เขาก็ลืมตาขึ้น ทว่ามิได้ดูดซับแสงอรุโณทัย
เมื่อวานตอนกลับมา เป็นเพราะเขาอัญเชิญเทพจ้าวเพลิงแดงนานเกินไป จึงทำให้ร่างกายเกิดความร้อนรุ่ม อย่างน้อยสามวันไม่อาจดูดซับแสงอรุโณทัย ทำได้เพียงดูดซับน้ำค้างเย็นยามค่ำคืนเพื่อชะล้างความร้อนอันเข้มข้นเกินไปในร่างกาย
เขายังไม่บรรลุขั้นสร้างรากฐาน จำเป็นต้องใส่ใจความสมดุลของหยินหยาง
นี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อคืนนี้ เขาจึงมานอนอยู่ข้างนอก แม้จะเป็นการนอนหลับ ทว่าก็เป็นการบำเพ็ญเพียรเช่นกัน
เมื่อกลับเข้าไปในห้อง ภายในใจของเขาก็เริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่อไป
ขุมกำลังฝังรากลึกในท้องถิ่นทั่วทั้งอำเภอบึงหมอก เรียกได้ว่าถูกแผดเผาไปแล้วรอบหนึ่ง เช่นนั้นเรื่องราวหลังจากนี้ ก็สามารถลงมือกระทำได้แล้ว
ก่อตั้งอารามผู้สืบทอดวิถี จากนั้นก็เพาะเลี้ยงปราณซา แล้วจึงก่อเมล็ดพันธุ์ยันต์ขึ้นในร่างกาย เพื่อสร้างรากฐานแห่งวิถี
ส่วนการเพาะเลี้ยงปราณซานั้น หลังจากได้รับตะเกียงไฟหายนะดวงนี้ ภายในใจของเขาก็มีแผนการที่ชัดเจนแล้ว
สำนักเล็กๆ จำนวนมากล้วนมีบ่อปราณซาของตนเอง ปราณซาที่ควบแน่นอยู่ภายในนั้นสามารถให้ศิษย์ในสำนักใช้ และยังสามารถขายให้ผู้อื่นได้
ส่วนตระกูลใหญ่บางตระกูล ก็จะยึดครองพื้นที่ก่อปราณซาบางแห่ง นี่ถือเป็นทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งในตระกูลของพวกเขา
ทว่าสำนักใหญ่อย่างภูเขาเทียนตู กลับดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้ เมื่อถึงระดับพลัง ก็จะให้ศิษย์ลงจากเขา ไปหลอมรวมปราณซาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะหลอมรวมปราณซามาอย่างไร จะเป็นผู้อื่นมอบให้ หรือตนเองแย่งชิงมา ขอเพียงสร้างรากฐานกลับมาได้ โดยพื้นฐานแล้วก็สามารถเข้าสู่สำนักฝ่ายใน กลายเป็นศิษย์ภูเขาเทียนตูอย่างแท้จริง
ทว่าในครั้งนี้กลับไม่ค่อยเหมือนกันนัก เพราะภายในสำนักไม่อนุญาตให้ศิษย์ขั้นแสงเสวียนกลุ่มนี้วิ่งเพ่นพ่าน แต่กำหนดสถานที่ให้พวกเขา ล้วนมีภารกิจติดตัว
เขาเดินเข้ามาในห้อง มองดูตะเกียงสีดำอมเขียวโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะ ก็ไม่รู้ว่าตัวตะเกียงนั้นหลอมสร้างขึ้นจากวัสดุใด ทว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือเขาจำเป็นต้องทำให้ 'ไฟหายนะ' นี้กลายเป็นสิ่งที่สามารถ 'กิน' ได้
เฉกเช่นเดียวกับที่มนุษย์สามารถกินของได้มากมาย แต่ก็ล้วนต้องผ่านการนึ่งต้มเสียก่อนจึงจะรับประทานได้
และ 'ไฟหายนะ' ดวงนี้ หากมองจากมุมมองของปราณซา ถือเป็น 'วัตถุดิบวิเศษ' ชั้นยอดในการควบแน่นปราณซา ทว่าก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก
ก้าวแรก คือจำเป็นต้องทำให้เป็นกลาง หรือหากใช้คำพูดอีกคำหนึ่ง ก็คือการฝึกปรือ 'สัญชาตญาณดิบ' ของมัน ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ธูปเทียนบูชาผสานเข้าไป พลังศรัทธาจากธูปเทียนพันธนาการไว้ สามารถทำให้ไฟหายนะดวงนี้ถูกสวมบังเหียน โดยที่ไม่ทำลายสภาวะไฟที่อยู่ภายใน
เขานึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ศาลเจ้าเทพเพลิงนอกเมือง
ดังนั้นภายในใจจึงเริ่มวางแผน พอถึงช่วงค่ำของวันนั้น เขาก็ไปหาจูผูอี้อีกครั้ง บอกกล่าวกับอีกฝ่ายว่าตนเองเตรียมตัวจะย้ายออกไปอยู่ที่ศาลเจ้าเทพเพลิงด้านนอก
แน่นอนว่าจูผูอี้ย่อมไม่อยากให้จ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ห่างไกล อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "ศึกษาธิการ หากท่านไม่อยู่ที่นี่ เช่นนี้ เช่นนี้ จูผู้นี้... คงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่ขอรับ!"
"ข้าอยู่เขตนอกเมือง ก็แค่เดินเพิ่มอีกไม่กี่ก้าวเท่านั้น หากใต้เท้ารู้สึกหวาดกลัว ก็สามารถย้ายมาอาศัยที่ศาลเจ้าเขตนอกเมืองได้" คำพูดของจ้าวฟู่อวิ๋น ดูเหมือนจะทำให้จูผูอี้หวั่นไหวเช่นกัน เพียงแต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวว่า "เอาไว้ค่อยดูไปก่อนก็แล้วกัน บางทีคนของที่นี่อาจจะถูกใต้เท้าศึกษาธิการเผาจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้ากำเริบเสิบสานแล้วก็เป็นได้ขอรับ!"
"เช่นนั้นก็ดี" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวพลางหยิบเงินยันต์เหรียญหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ กล่าวว่า "ใต้เท้าสามารถพกเงินยันต์เหรียญนี้ติดตัวไว้"
"เงินยันต์คุ้มกาย" จูผูอี้รู้จักสิ่งนี้ บนร่างของเขาก็มีของจำพวกยันต์คุ้มกายเช่นเดียวกัน แต่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถคุ้มครองเขาได้ ดังนั้นความคาดหวังที่เขามีต่อของสิ่งนี้จึงไม่สูงนัก
"ใช่ พกติดตัวไว้ พวกภูตผีตนเล็กๆ น่าจะไม่กล้าเข้าใกล้ใต้เท้า" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ยันต์คุ้มกายของใต้เท้าศึกษาธิการ ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน" แน่นอนว่าจูผูอี้ย่อมไม่ปฏิเสธ หลังจากที่เขารับมา ก็ดึงถุงผ้าแพรใบเล็กออกมาจากใต้ร่มผ้าตรงลำคอ หยิบกระดาษยันต์ที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านในออกมา จากนั้นก็นำเงินยันต์ไฟเทพเพลิงที่ทำจากทองแดงของจ้าวฟู่อวิ๋นใส่เข้าไป
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูกระดาษยันต์พับเป็นรูปสามเหลี่ยมในมือของเขา กลิ่นอายของยันต์ที่อยู่บนนั้นแทบจะสลายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงปราณมนุษย์ของตัวเขาที่พันธนาการอยู่
"ทุกเที่ยงวัน ใต้เท้าจงกุมเงินยันต์เทพเพลิงเหรียญนั้นไว้ในมือ สวด 'คัมภีร์สรรเสริญเทพเพลิง' หนึ่งจบ เช่นนั้นกลิ่นอายของใต้เท้าก็จะพันธนาการเข้ากับเงินยันต์ ไม่เพียงสามารถคุ้มครองใต้เท้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถทำให้กลิ่นอายเทพเพลิงบนเงินยันต์ไม่แตกซ่านอีกด้วย"
"ทว่าต้องจำเอาไว้ให้ดี ทางที่ดีที่สุดคือช่วงเวลาก่อนและหลังเที่ยงวัน เพราะช่วงเวลานี้พลังหยางบริบูรณ์ที่สุด ส่วนในยามค่ำคืนทางที่ดีไม่ควรทำ เพราะยามค่ำคืนคือเวลาที่คนหลับใหล หากใต้เท้าสวดคัมภีร์สรรเสริญเทพเพลิง จะทำให้ร่างกายและจิตใจร้อนรุ่มได้ง่าย ชั่วขณะนั้นจะหลับได้ยาก ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ แน่นอนว่า หากในยามค่ำคืนใต้เท้ารู้สึกเย็นยะเยือกหรือหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ก็สามารถสวดดูได้เช่นกัน"
คำพูดของจ้าวฟู่อวิ๋น เขาจดจำไว้ในใจ เมื่อก่อนตอนที่เขาได้รับยันต์คุ้มกาย ไม่มีใครเคยกำชับเขาในเรื่องเหล่านี้เลย
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือข้าคิดอยากจะสร้างอารามผู้สืบทอดวิถี มิสู้ตั้งอารามผู้สืบทอดวิถีไว้ภายในศาลเจ้าเทพเพลิงเสียเลย เป็นเช่นไร?" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"สถานที่แห่งนั้นไม่ใหญ่นัก จะเพียงพอหรือขอรับ?" จูผูอี้ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าว
"เริ่มแรกคาดว่าคงไม่มีคนมากนัก รอภายหน้าคนเยอะขึ้น ค่อยขยายอาณาเขตออกไปก็พอแล้ว" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
เมื่อจูผูอี้เห็นว่าจ้าวฟู่อวิ๋นตัดสินใจแล้ว เขาก็เขียนประกาศแผ่นหนึ่ง ทว่าคนที่นี่รู้หนังสือมีไม่มาก ประกาศที่เขาเขียนนำไปแปะไว้ตรงนั้นก็ไม่มีคนดู
เขาเข้าใจดี แม้จ้าวฟู่อวิ๋นจะข่มขวัญคนที่นี่ได้แล้ว ทว่าคนที่นี่ก็ใช่ว่าจะยอมฟังตนเอง
ตัวเขาเองจำเป็นต้องจัดตั้งขุมกำลังของที่ทำการอำเภอขึ้นมา มิเช่นนั้นแล้ว ที่ทำการอำเภอของเขาก็เป็นเพียงเครื่องประดับ คนที่นี่เวลามีเรื่องราว ล้วนไปแก้ปัญหากันที่ศาลบรรพชนของแต่ละคน
จ้าวฟู่อวิ๋นมายังศาลเจ้าเทพเพลิงอีกครั้ง พินิจมองเทวรูปองค์นั้นในศาลเจ้า เทวรูปองค์นี้เป็นเทวรูปหิน จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าจวงเสียนเกอไปเอาหินมาจากที่ใดเพื่อสลักขึ้น
ความแตกต่างระหว่างเทวรูปหินและเทวรูปไม้ก็คือ เทวรูปหินสามารถอยู่ได้ยาวนาน เทวรูปไม้นั้นแห้งแตกได้ง่าย หากตั้งเอาไว้ตรงนั้น แล้วใบหน้าแห้งแตก ก็ย่อมน่าเกลียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่อีกองค์
เขาพินิจมองอย่างละเอียด ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจลงมือแก้ด้วยตนเอง เทวรูปหินแกะสลักอย่างหยาบกระด้าง นอกเหนือจากแกะสลักศีรษะและลำคอออกมาแล้ว ลำตัวแทบจะเป็นแท่นหินแท่นหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นเพียงของกึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น
เขาอยากจะหาช่างฝีมือที่แกะสลักหินเป็นมาสักคน ทว่าก็พบว่าจูผูอี้ไม่สามารถหาคนทำงานในเมืองนี้ได้ คำพูดก็ไม่มีน้ำหนัก ดังนั้นเขาจึงไปหาด้วยตนเอง
เขามุ่งตรงไปยังครอบครัวที่เขาซื้อตะเกียงด้วยก่อนหน้านี้ ภายในบ้านไม่มีคนอยู่ จากนั้นเขาก็มายังบ่อน้ำที่อยู่ด้านข้าง
ตรงนั้นมีสตรีหลายคนกำลังซักเสื้อผ้าอยู่ เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นปรากฏตัวขึ้นที่นั่น เดิมทีคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็เงียบเสียงลงทันที ในหมู่พวกนางมีคนถึงกับลุกขึ้นยืน
จ้าวฟู่อวิ๋นมองเห็นความหวาดกลัวในแววตาของพวกนาง เดิมทีเขาซื้อตะเกียงที่นี่ไปมากมาย ในคราวนั้น แม้จะมองออกว่าทุกคนระมัดระวังเขา ทว่ากลับไม่ได้มีความหวาดกลัวมากนัก มิเช่นนั้นก็คงไม่มีคนมากมายเอาตะเกียงมาส่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา
ทว่าในครั้งนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวของพวกนางอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเมื่อคืนหลายวันก่อน เขาฆ่าคนไปมากมายเหลือเกิน แผดเผากู่และภูตผีไปมากมายเหลือเกิน ดังนั้นพวกนางจึงรู้ว่า แท้จริงแล้วใต้เท้าศึกษาธิการที่ดูท่าทางเป็นมิตรผู้นี้ ความจริงแล้วคือบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวผู้หนึ่ง
แน่นอนว่า จ้าวฟู่อวิ๋นคงไม่ถึงขั้นลงมือฆ่าญาติสนิทของพวกนาง คนที่เขาฆ่าล้วนเป็นบุคคลใหญ่โตในอำเภอบึงหมอกแห่งนี้ ล้วนน่าจะเป็นคนที่พวกนางเคารพยำเกรงในยามปกติ
"เอ้อ ข้าอยากหาช่างหินที่สามารถแกะสลักเทวรูปหินได้สักคน อยากจะให้แกะสลักรูปสลักเทพเพลิงนอกเมืองใหม่สักหน่อย พวกเจ้าพอจะรู้จักผู้ใดที่มีฝีมือเช่นนี้หรือไม่?"
ทุกคนเงียบงัน ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ย
"ข้าจะจ่ายเงินให้ ไม่เพียงแค่เงินเท่านั้น แต่ยังจะมอบเงินยันต์เทพเพลิงให้เขาหนึ่งเหรียญด้วย" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดชะงัก มองดูแววตาของทุกคนที่ดูจะหวั่นไหว ทว่าก็ยังคงไม่มีใครเอ่ยปาก เขาจึงยิ้มพลางกล่าวอีกว่า "หากพวกเจ้ารู้จัก รบกวนช่วยบอกต่อให้ข้าที สามารถให้เขามาหาข้าได้โดยตรง"
กล่าวจบเขาก็จากไป มิได้รั้งอยู่ตรงนั้นนานนัก เขารู้ว่าคนเหล่านี้หวาดผวา ดังนั้นจึงกลับไปรอ
หลังจากที่สามีของตนเองหาปลาลากลับมา โหยวชิวเหนียงก็นำเรื่องนี้ไปบอกกับสามีของนาง
สามีของนางขมวดคิ้ว กล่าวว่า "ถึงแม้เจ้าจะเป็นคนที่ออกจากการนับญาติห้าลำดับของตระกูลโหยวไปแล้ว ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปเซ่นไหว้บรรพชนในศาลบรรพชนตระกูลโหยวอีก ทว่าท้ายที่สุดเจ้าก็ยังคงแซ่โหยว เขาฆ่าแม่เฒ่าโหยวหลิงแห่งตระกูลโหยวของเจ้า เจ้ายังจะช่วยเขาบอกต่ออีกหรือ?"
โหยวชิวเหนียงเงียบไปเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้าแต่งงานแล้ว อีกทั้งข้าก็ไม่รู้เรื่องการบำเพ็ญเพียร เรื่องของตระกูลโหยวข้าก็เข้าไปยุ่งไม่ได้ คราวก่อนใต้เท้าศึกษาธิการซื้อตะเกียงของพวกเรา เงินหนึ่งเจี่ยวพอดีกับส่วนต่างที่เราขาดไปตอนซื้อเรือลำใหม่ ข้ารู้สึกว่าท่านศึกษาธิการให้มามากเกินไปด้วยซ้ำ ตะเกียงแค่สองดวง จะมีค่าสักเท่าไหร่กัน เขากลับให้เงินตั้งหนึ่งเจี่ยว"
"อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่า ใต้เท้าศึกษาธิการอยู่ในห้องของตัวเองทั้งคืนไม่ได้ออกมา เป็นทุกคนที่ดึงดันจะบุกเข้าไปในห้องของเขา เรื่องนี้จะไปโทษใต้เท้าศึกษาธิการก็ไม่ได้หรอกนะ"
โหยวชิวเหนียงใช้มีดผ่าท้องปลา ควักไส้และล้างจนสะอาดพลางกล่าวไปพลาง
"พูดมันก็พูดได้" หลีสุ่ยอวิ้นกล่าว "แต่เขาฆ่าคนไปเยอะเกินไปแล้ว บึงหมอกของพวกเราก็ใหญ่แค่นี้ หากจะให้พูดแล้ว มีบ้านไหนบ้างที่ไม่มีความแค้นกับเขา"
"ถ้ามีความแค้น อยากจะแก้แค้นก็ไปสิ" โหยวชิวเหนียงกล่าว
"ใครจะกล้าเล่า ฝีมือของใต้เท้าศึกษาธิการ ต่อให้ส่งแมลงกู่ไปมากแค่ไหนก็ไม่พอให้เผา ส่วนพวกภูตผีน้อยที่เลี้ยงไว้ในห้องมืดพวกนั้น แม้แต่จะเข้าใกล้ยังทำไม่ได้เลย ความหมายของข้าก็คือ ตอนนี้ไปช่วยเขาทำงาน จะถูกทุกคนแทงข้างหลังเอาได้" หลีสุ่ยอวิ้นพูดถึงความกังวลของตนเองออกมา
โหยวชิวเหนียงได้ยินถึงตรงนี้ก็หยุดมือไปเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้าไม่สน เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับน้องชายของข้า เขาเคยเรียนแกะสลักหินกับอาจารย์ ใต้เท้าศึกษาธิการบอกว่าจะให้ค่าแรง แล้วยังจะมอบเงินยันต์เทพเพลิงให้หนึ่งเหรียญ ข้าได้ยินมาว่า ถ้าพกยันต์คุ้มกายแบบนี้ติดตัว จะทำให้ตัวเองไม่ถูกปีศาจฝันร้ายรังควาน หากเจ้ามีไว้ ตอนไปหาปลาในแม่น้ำก็จะปลอดภัยขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องพรายน้ำในแม่น้ำอีก"
หลังจากที่หลีสุ่ยอวิ้นได้ฟัง ภายในใจก็หวั่นไหวเช่นกัน บนแม่น้ำหมอกมีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี ปราณหยินเข้มข้น แม้ว่าที่นี่จะมีปลาเยอะ แต่ในแต่ละปีก็มีคนจมน้ำตายไปไม่น้อย
แม้ว่าเรือหาปลาทุกลำจะพกภูตผีน้อยที่เลี้ยงไว้เอง หรือแมลงกู่ไว้ป้องกันตัว ทว่าก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผู้เคราะห์ร้าย
"เจ้าไปเถอะ เจ้าเอาข่าวนี้ไปบอกน้องชายของเจ้าเถอะ เขาคอยรับจ้างแกะสลักรูปปั้นผีน้อยมาตลอด เรียกสิ่งชั่วร้ายได้ง่ายที่สุด หากสามารถหาเงินยันต์เทพเพลิงมาคุ้มกายได้หนึ่งเหรียญ ย่อมต้องเป็นเรื่องดีแน่ ข้าได้ยินมาว่า เงินยันต์เทพเพลิงของข้างนอกล้วนเป็นของที่หายากยิ่ง สามารถใช้เป็นสมบัติประจำตระกูลได้เลย"
"ไปเถอะๆ ข้าทำปลาเอง..."
หลีสุ่ยอวิ้นเบียดภรรยาของตนออกไป หย่อนก้นนั่งลง และเริ่มลงมือทำปลา
เขามีเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้พูดออกไป วันนี้บนแม่น้ำหมอก ในหมู่คนที่ไปหาปลาด้วยกัน มีคนหนึ่งที่ไม่ได้กลับมา เรือที่ว่างเปล่าลอยอยู่บนแม่น้ำ เขาอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มองเห็นว่าในห้องโดยสารเรือมีเงาดำร่างหนึ่งนั่งอยู่ เงานั้นก็มองเห็นเขาเช่นกัน เขามองรูปโฉมที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ชัด แต่กลับมองเห็นแววตาเยียบเย็นที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง







