สิบแปดกระบวนหยินหยางเป็นพื้นฐานสำหรับขัดเกลาพลังเวทและฝึกฝนทักษะ
หลังจากนั้นเขาก็หยิบตำราอีกเล่มขึ้นมาอ่าน
เนื่องจากเป็นเวลากลางวัน เขาจึงนั่งอ่าน "วิชาตั้งแท่นแห่งสำนักชิวถาน ภาคสาม" อยู่ในเรือน
สำนักชิวถานมีชื่อเสียงเลื่องลือด้านวิชาตั้งแท่น
วิชาตั้งแท่นมิใช่ค่ายกลธรรมดา หากต้องสร้างแท่นบูชา วางค่ายกล และผสานเงื่อนไขอื่นอีกมากมาย จึงจะก่อเกิดเป็นคาถาอาคมขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง
เมื่อเปิดแท่นประกอบพิธีแล้ว ย่อมเปลี่ยนลมฟ้าอากาศในพื้นที่หนึ่งได้ ทำให้หิมะโปรยในเดือนหก ทำให้เหมันต์แห้งร้อน บันดาลฝนตกต่อเนื่อง ตลอดจนขอฝนหรือขอฟ้าแจ่ม
ทว่าเมื่อสามสิบปีก่อน สำนักชิวถานกลับถูกเหล่าปีศาจและภูตผีที่จู่โจมอย่างกะทันหันทำลายจนสิ้น
กระทั่งทุกวันนี้ ผู้คนยังเชื่อว่าเบื้องหลังปีศาจและภูตผีเหล่านั้นต้องมีมนุษย์คอยบงการ มิฉะนั้นพวกมันคงมิอาจฉวยโอกาสอันเหมาะเจาะถึงเพียงนั้น
หลังตำราวิชาตั้งแท่นของสำนักชิวถานแพร่หลายออกมา ทุกคนต่างเห็นพ้องว่าตำรานี้เรียบเรียงเป็นลำดับขั้นชัดเจน เหมาะแก่การสืบทอด แม้ศึกษาด้วยตนเองก็เรียนรู้ได้ ต่างจากวิชาตั้งแท่นของสำนักอื่นซึ่งเน้นคำว่า "หยั่งรู้" ผู้ฝึกอาจเข้าใจด้วยตนเอง แต่กลับมิรู้จะถ่ายทอดให้ผู้อื่นอย่างไร
ภูเขาเทียนตูเป็นสำนักใหญ่ แม้มิแย่งชิงวิชาของผู้อื่น แต่ย่อมศึกษาอนุมานหรือรวบรวมเอาไว้
ภูเขาเทียนตูรวบรวมคาถาอาคมนี้ไว้เช่นกัน ส่วนฉบับของจ้าวฟู่อวิ๋นนั้นเขาคัดลอกมาจากหอเก็บวิชา
วิชาตั้งแท่นกล่าวถึงการบวงสรวงเทพยดาเบื้องบน เชื่อมสัมผัสดารา ผสานภูมิประเทศเบื้องล่างกับลมฟ้าอากาศในโลกมนุษย์ แล้วรวมทุกสิ่งไว้ ณ จุดเดียว กล่าวถึงที่สุดก็ยังเป็นหลักฟ้า ดิน และมนุษย์รวมเป็นหนึ่ง เพียงแต่เคล็ดลับอันแยบยลภายในนั้นต้องมีผู้ชี้แนะจึงจะเข้าใจได้
"วิชาตั้งแท่นแห่งสำนักชิวถาน ภาคสาม" กล่าวถึงวิชาตั้งแท่นที่เรียกว่า "เพลิงเผาหยิน" เป็นหลัก จ้าวฟู่อวิ๋นตั้งใจคัดลอกมันไว้ก่อนลงจากเขา เพราะตนมีรูปสลักเทพเพลิงชั้นยอดองค์หนึ่ง ทั้งยังฝึกยันต์เทพอัคคีชาดสำเร็จแล้ว
ดังนั้นเมื่อเลือกศึกษาคาถาอาคม เขาย่อมมีสิ่งที่เอนเอียงไปหา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่มีเหตุผลต้องเลือกวิชาธาตุน้ำมาฝึกฝนอย่างลึกซึ้ง
วิชาตั้งแท่นนี้สามารถเปลี่ยนสภาพอากาศในพื้นที่หนึ่งได้ หากสถานที่ใดมีฝนพรำต่อเนื่องยาวนาน ทั้งยังมีสิ่งชั่วร้ายฝ่ายหยินซ่อนเร้นอยู่ ก็สามารถใช้วิชานี้ขับไล่ฝนและไอชั่วร้ายฝ่ายหยินให้สลายไปจากพื้นที่นั้น
วิชาตั้งแท่น "เพลิงเผาหยิน" เป็นเพียงรากฐาน สิ่งที่ต้องศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งโดยแท้จริงคือสารพัดความแปรเปลี่ยนที่ต่อยอดขึ้นจากรากฐานนี้
เขาอ่านพินิจอย่างละเอียด พลางรังสรรค์ความแปรเปลี่ยนเหล่านั้นขึ้นในใจ
ทว่าค่ำคืนนั้น เขาได้ยินเสียงอึกทึกกึกก้องมาจากนอกเมือง มีผู้คนกำลังตีฆ้องตีกลอง พร้อมตะโกนบางอย่างเสียงดัง
จ้าวฟู่อวิ๋นเงยดูท้องฟ้า ดาวสว่างดวงหนึ่งกะพริบอยู่ทางตะวันออก ทางตะวันตกมีแสงดาวสามสี่ดวงกระจายอยู่ ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบัง ส่วนกลุ่มเมฆหนาทึบกลางนภาสะท้อนแสงเรืองจาง
สายลมจากอีกฝั่งแม่น้ำเจือความเย็นเยียบเป็นระลอก ทำให้ฤดูร้อนนี้กลับเย็นสบายผิดปกติ
เขาลุกขึ้น พกถุงใส่เข็มติดตัว แล้วมุ่งหน้าออกนอกเมือง
ยามเขาออกจากเรือน แต่ละครัวเรือนในเมืองดูเหมือนจะได้ยินความเคลื่อนไหวเช่นกัน ต่างพากันออกมาแล้วมุ่งหน้าไปนอกเมืองทั้งครอบครัว มีทั้งเสียงเด็กร้องงอแงและเสียงผู้ใหญ่ดุด่า
เมื่อผ่านเรือนของจ้าวฟู่อวิ๋น ทุกคนต่างชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนหลีกให้เขาเดินนำไปก่อน
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ว่าพวกเขายังคงหวาดเกรงตน
เขาเพียงพยักหน้าให้ผู้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความมืดก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมองเห็นหรือไม่
ทว่าในเวลานี้ นายอำเภอจูผูอี้ก็เดินมาถึงพอดี เขาเอ่ยเรียก "ท่านศึกษาธิการ" ก่อนเดินเคียงไหล่ไปกับจ้าวฟู่อวิ๋น
"ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่าเหตุใดผู้คนจึงพากันออกนอกเมืองในยามนี้" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"รายละเอียดนั้นข้าเองก็มิใคร่กระจ่าง ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมของอำเภอบึงหมอก ข้าจะเรียกคนท้องถิ่นมาเล่าให้ฟัง" จูผูอี้พูดจบก็หันไปตะโกนด้านหลัง "หมี่เหลียง หมี่เหลียง เจ้ามานี่"
ชายหนุ่มร่างผอมกำยำคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา
"ผู้นี้คือหัวหน้ามือปราบที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในที่ว่าการอำเภอ เป็นคนตระกูลหมี่ในท้องถิ่น ครอบครัวทำอาชีพเพาะสมุนไพร เป็นบุตรหลานจากตระกูลสุจริต เมื่อได้ยินว่าที่ว่าการอำเภอขาดคนจึงมาสมัคร"
จ้าวฟู่อวิ๋นมองเขา ชายหนุ่มผู้นี้แม้ดูผอมกำยำ แต่กลับเหน็บดาบไว้ที่เอว ผ้าที่พันด้ามดาบบ่งบอกชัดว่าดาบเล่มนี้ถูกใช้งานอยู่เสมอ เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นมองไป อีกฝ่ายก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อมแทนการคารวะ ทว่าในแววตากลับไม่มีความขลาดเขลา ดูแล้วเป็นผู้ฝึกยุทธ์ฝีมือดีและเปี่ยมด้วยความกล้าอย่างแท้จริง
เขารู้ว่าเพลิงครานั้นทำให้ผู้คนมากมายมองเห็นวี่แววที่ต่างออกไป จึงมีผู้ยอมเดิมพันดูสักครา และด้วยเหตุนี้จึงมีคนยอมเข้ามาทำงานในที่ว่าการอำเภอ
"หมี่เหลียง เจ้าจงเล่าให้ท่านศึกษาธิการฟังว่านี่คือเรื่องอันใด" จูผูอี้กล่าว
"เรียนใต้เท้าและท่านศึกษาธิการ ศาลบรรพชนของแต่ละตระกูลในอำเภอกำลังขับไล่ปีศาจฝันร้ายในแม่น้ำขอรับ ทุกปีจะมีปีศาจฝันร้ายตนหนึ่งเติบโตขึ้นในแม่น้ำแล้วออกมารบกวนการหาปลาตามปกติ จึงจำเป็นต้องขับไล่หรือสังหารมัน เพื่อให้ตลอดปีต่อจากนี้ทุกคนออกหาปลาได้โดยไม่อันตรายถึงเพียงนั้น"
จ้าวฟู่อวิ๋นนึกถึงสิ่งน่าขนลุกที่นั่งอยู่ในเรือลำนั้นเมื่อตอนกลางวัน
"ต้องทำเช่นนี้ทุกปีหรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ขอรับ เพราะในแม่น้ำหมอกมีสิ่งชั่วร้ายฝ่ายหยินอยู่มาก เพียงหนึ่งปีก็จะมีปีศาจฝันร้ายที่แข็งแกร่งเติบโตขึ้นมาอีกตน" หมี่เหลียงตอบ
จ้าวฟู่อวิ๋นครุ่นคิด 'หากเป็นเพียงแม่น้ำธรรมดา เหตุใดจึงเก็บซ่อนพลังหยินและสิ่งชั่วร้ายไว้มากมายถึงเพียงนี้ เป็นเพราะท้องน้ำช่วงนี้ หรือว่าต้นน้ำมีปัญหากันแน่'
"เล่าความเป็นมาของแม่น้ำหมอกสายนี้ให้ข้าฟังได้หรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ความเป็นมาของแม่น้ำหมอกหรือขอรับ แม่น้ำหมอกจะมีความเป็นมาอันใด ก่อนจะมีอำเภอบึงหมอกของเรา แม่น้ำสายนี้ก็มีอยู่แล้ว" หมี่เหลียงตอบไปตามสัญชาตญาณ
"คนเฒ่าคนแก่ในตระกูลเจ้าไม่เคยเล่าตำนานเกี่ยวกับแม่น้ำหมอกบ้างหรือ" จูผูอี้เอ่ยแทรกจากด้านข้าง
"ตอนเด็กดูเหมือนข้าก็เคยได้ยินอยู่บ้าง แต่ล้วนเป็นข่าวลือคลุมเครือ ข้าน้อยไม่ชอบฟังเรื่องเหล่านี้ ทุกคราที่ถึงช่วงนี้ข้าน้อยจะนั่งไม่ติด อยากแต่จะไปฝึกดาบ ส่วนใหญ่จะฝึกอยู่ในป่า หรือขึ้นเขาไปหาสัตว์ป่าต่อสู้เพื่อฝึกดาบ..."
"พอแล้ว พอแล้ว ดูท่าเจ้าคงไม่รู้อันใดจริงๆ" จูผูอี้กล่าวถึงตรงนี้ก็หันมองจ้าวฟู่อวิ๋น ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้รำคาญหรือดูแคลน จึงกล่าวต่อ "จะว่าไป ก่อนมาที่นี่ข้าเคยตรวจดูเอกสารเก่าบางส่วน ในนั้นมีตำนานเกี่ยวกับแม่น้ำหมอกอยู่ เพียงแต่ตำนานเหล่านี้พิสดารยิ่งนัก ท่านศึกษาธิการอยากฟังหรือไม่"
"ย่อมอยากฟัง ใต้เท้าเชิญเล่า" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ทั้งสองเดินพลางสนทนา ฝีเท้ามิได้รวดเร็วนัก ผู้คนด้านหลังก็ไม่กล้าเดินแซง จึงติดตามอยู่เบื้องหลัง เมื่อหมี่เหลียงเห็นว่าไม่ต้องตอบคำถามแล้ว เขาก็ค่อยๆ รั้งฝีเท้าไปอยู่ด้านหลัง เดินสนทนาไปพร้อมกับคนเหล่านั้น
"ข้าเคยอ่านหนังสือชื่อ 'บันทึกเบ็ดเตล็ดแห่งขุนเขาสายน้ำแดนใต้' ในนั้นกล่าวว่าเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แม่น้ำสายนี้เคยเป็นสถานที่ถือกำเนิดของปีศาจหมอก มันจึงสถาปนาอาณาจักรหมอกขึ้นในแม่น้ำแห่งนี้ หนุ่มสาวทุกคนที่พลัดหลงเข้าไปจะต้องฝังร่างอยู่ในแม่น้ำ ทว่าศพกลับไม่เน่าเปื่อย ส่วนจิตวิญญาณจะปรากฏขึ้นในม่านหมอก และกลายเป็นผู้หนึ่งในอาณาจักรหมอก"
"มีเพียงเท่านี้หรือ" จ้าวฟู่อวิ๋นถามอีก "หากเป็นเช่นนั้นจริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาย่อมเป็นไปมิได้ที่จะไม่มีผู้ใดมาสำรวจ"
"เป็นเช่นนั้นจริง เพราะฉะนั้นคำกล่าวนี้จึงเชื่อถือมิได้" จูผูอี้ตอบ
แต่จ้าวฟู่อวิ๋นกลับมิได้เห็นว่าคำกล่าวนี้ไม่น่าเชื่อถือไปเสียทั้งหมด
แม่น้ำหมอกนอกเมืองอยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างสนทนาพวกเขาก็ออกพ้นเขตเมืองแล้ว เสียงฆ้องกลองดังกึกก้องสะเทือนฟ้า ทั้งสองจึงหยุดสนทนา เดินต่อไปจนถึงริมแม่น้ำ และเห็นฆ้องกับกลองกว่าสิบชุดตั้งเรียงรายตามฝั่งน้ำ
คนตีฆ้องตีกลองแต่ละคนล้วนเป็นชายหนุ่มร่างกายแข็งแรงกำยำ ข้างกายจุดคบไฟไว้ เสียงอันดุดันดังซัดสาดเป็นระลอก
จ้าวฟู่อวิ๋นมองเพียงครู่เดียวก็เข้าใจ พวกเขากำลังใช้วิธีนี้ขับไล่ปีศาจฝันร้ายในแม่น้ำ
เนื่องจากเป็นยามค่ำคืน ทั้งมุมที่ยืนยังไม่เหมาะ เขาจึงมองไม่เห็นสภาพในแม่น้ำ เห็นเพียงความมืดดำผืนหนึ่ง
เขามุ่งหน้าไปทางศาลเจ้าเทพเพลิง ศาลตั้งอยู่บนเนินเขาด้านข้าง ที่นั่นมีผู้คนยืนดูอยู่บ้าง เมื่อเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นมาถึง ผู้ที่กำลังพูดคุยกันต่างเงียบเสียงลง
จูผูอี้เดินตามหลังเขาไปติดๆ ถัดจากจูผูอี้คือหมี่เหลียง ส่วนด้านหลังหมี่เหลียงมีชายหนุ่มอีกสองคนตามมา ทั้งคู่พกอาวุธ คงเป็นพี่น้องหรือสหายของเขา
มีผู้แหวกทางตรงจุดที่มองเห็นได้ชัดให้ จ้าวฟู่อวิ๋นก้าวเข้าไปยืน ประกายเจิดจ้าวาบขึ้นในดวงตา เขาจึงมองเห็นรางๆ ว่ากลางแม่น้ำมีเรือลำหนึ่ง
เรือที่เขาเห็นเมื่อตอนกลางวันยังคงอยู่ เขาจำได้ว่าในเรือลำนั้นมีปีศาจฝันร้าย และยามนี้สายลมจากผิวน้ำเย็นเยียบวังเวง แสดงให้เห็นว่าพลังหยินในแม่น้ำหนาแน่นเพียงใด
ขณะนั้นเอง จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นหม้อเหล็กใบหนึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเบื้องล่าง ภายในมีไฟกองใหญ่ลุกโชน ดูเหมือนสิ่งที่กำลังเผาไหม้จะเป็นยางไม้บางชนิด เปลวไฟจึงโหมแรง
เขาเห็นคนผู้หนึ่งหยิบคันธนูขึ้นมา จากนั้นก็หยิบลูกศรซึ่งพันของสีดำไว้ตรงปลาย แล้วนำไปจุ่มในหม้อไฟ ครู่ต่อมาเมื่อยกออกมา ปลายศรก็ลุกไหม้แล้ว
ขึ้นศร น้าวสาย ปล่อยศร ลูกศรลากเส้นเพลิงผ่านความมืด ก่อนพุ่งตกลงบนเรือประทุนดำลำนั้นโดยตรง
ชั่วขณะที่ลูกศรตกลงไป ทุกคนเห็นพวกกุ้งปูและสัตว์น้ำอีกมากมายบนเรือคลานหนีกระจัดกระจาย
ท่ามกลางความสลัว ทุกคนมองเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นรางๆ
"นั่นหลีเหอ!" ผู้มีสายตาดีคนหนึ่งตะโกน
จ้าวฟู่อวิ๋นก็มองเห็นชัดแล้วเช่นกัน นั่นเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง ร่างกายเปียกโชกและเปื้อนโคลน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เท้าเปลือยทั้งสองข้าง เสื้อผ้าแบะออก กระทั่งมีปูตัวหนึ่งคลานออกมาจากเส้นผม
ศรเพลิงปักอยู่บนประทุนเรือ ห่างจากปลายเท้าของเขาไม่ไกล
ทันใดนั้นเขาก็อ้าปากพ่นลมออกมา ศรเพลิงที่พันด้วยยางไม้มอดดับลงในพริบตา
"หลีเหอ นั่นเจ้าใช่หรือไม่" ใครบางคนตะโกนถามย้ำ
"หลีเหอ!"
ดูเหมือนคนผู้นี้จะมีสหายไม่น้อย จึงมีหลายคนร้องเรียกชื่อเขา
…
"อย่าร้องเรียก" เสียงชราคนหนึ่งตะโกนดัง
"จะร้องเรียกชื่อคนตายไปไย พวกเจ้าอยากเรียกมันเข้าบ้านหรือ" ชายชรากล่าว
"คนที่ตายในแม่น้ำหมอกล้วนถูกแม่น้ำสายนี้จับตัวไป พวกเจ้าไม่รู้หรือ" ชายชราอีกคนกล่าว
"ปล่อยแมลงออกไป ให้พวกมันลองกัดดูสักหน่อย" ชายชราคนก่อนกล่าว
"แมลงธรรมดาทำอันใดสิ่งที่อยู่ในแม่น้ำนี้มิได้หรอก" มีคนตอบ
"เมื่อปีก่อนหมาอู่หลางเป็นผู้ลงมือ หนอนไหมทองของเขารับมือกับของพวกนี้ได้ชะงัดนัก น่าเสียดายที่เขาตายเสียแล้ว"
"หากแม่เฒ่าโหยวหลิงกับแม่เฒ่าโหยวยังอยู่ก็คงจัดการได้ ภูตผีของพวกนางทั้งสองก็จับมาจากแม่น้ำสายนี้"
"หากทังเยี่ยอยู่ เรื่องอันใดก็คงไม่เกิด"
"อย่าพูดเลย พวกเขาตายกันหมดแล้ว"
"ใช่ ตายแล้ว จู่ๆ พวกเขาก็ตายกันหมด..."
"ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลองดู"
ดังนั้นคนกว่าสิบคนจึงปล่อยภูตผีออกจากถุงเก็บหยินและไหดำข้างกาย ภูตผีเหล่านั้นมุ่งไปกลางแม่น้ำ ทว่าเพิ่งเข้าสู่เขตแม่น้ำ ม่านหมอกก็ราวกับมีชีวิต ม้วนรัดพวกมันแล้วฉุดลงสู่แม่น้ำในพริบตา
"อ๊าก..." เหล่าผู้สูญเสียภูตผีที่เลี้ยงไว้ต่างร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว
ยามนี้แม่นางน้อยหานซึ่งถือตะกร้าอยู่เปิดผ้าคลุมออก แมลงเกล็ดทองฝูงหนึ่งบินออกมาจากด้านใน พวกมันบินไปเหนือเรือกลางแม่น้ำแล้ววนเวียนอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจร่อนลงไปได้ ราวกับถูกสิ่งใดล่อลวงให้หลงทิศ
แม่นางน้อยหานขับเคลื่อนจิตสั่งการ ฝูงแมลงจึงบินกลับมาโดยไร้ผล
ทุกคนจนปัญญา
ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น "ส่งลูกศรให้ข้าดอกหนึ่ง"
ทุกคนหันกลับไป เห็นชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านผู้หนึ่ง แม้อาภรณ์มิได้หรูหรา แต่กลับเผยความสง่างามสูงศักดิ์อันเรียบง่าย
เขาก็คือศึกษาธิการคนใหม่ จ้าวฟู่อวิ๋น ผู้ใช้เพลิงชำระอำเภอบึงหมอกของพวกเขาจนทั่วในชั่วข้ามคืน
แม่นางน้อยที่อยู่ด้านข้างมองจ้าวฟู่อวิ๋น แววตาทอประกายประหลาด
ชายหนุ่มที่เปลือยแขนข้างหนึ่งรีบยื่นลูกศรมาให้ทันที มันเป็นลูกศรไม้ไผ่
จ้าวฟู่อวิ๋นรับมาพลิกพินิจครู่หนึ่ง จากนั้นใช้มือซ้ายถือตั้งขึ้นโดยหันปลายศรชี้ฟ้า มือขวาจีบนิ้วกระบี่คีบเหนือหม้อเหล็กที่ไฟกำลังลุกอยู่ข้างกาย ทุกคนต่างเห็นเปลวไฟจุดหนึ่งถูกคีบอยู่ระหว่างนิ้วของเขา
ถัดมา เขาก็ใช้นิ้วกระบี่ขีดเขียนบางอย่างลงบนก้านศรอย่างรวดเร็วราวกับกำลังเขียนอักษร
สิ่งที่เขาเขียนคือมนตร์เทพอัคคีชาด และวาดยันต์อัคคีบทหนึ่ง
ประกายไฟละเอียดเล็กกะพริบโลดเต้นอยู่บนลูกศร
ภายในเวลาอันสั้น ทุกคนก็เห็นว่าก้านศรถูกเผาจนเกิดรอยดำ
ท้ายที่สุด เขาคว้าประกายไฟมาอีกกำหนึ่ง กุมหัวลูกศรไว้ครู่หนึ่ง ริมฝีปากดูคล้ายกำลังร่ายมนตร์บางอย่าง
ประกายเพลิงพลุ่งพล่านอยู่บนมือของเขา ครั้นคลายมือ เปลวไฟก็สลายไป ทุกคนต่างสัมผัสได้ว่าลูกศรไม้ไผ่ธรรมดาดอกนั้นกำลังเปล่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์อยู่ท่ามกลางความมืด
"ลองยิงอีกดอก เล็งใส่สิ่งที่อยู่ในเรือโดยตรง" จ้าวฟู่อวิ๋นยื่นลูกศรในมือส่งให้







