วันที่สิบห้าเดือนสิบ
วันนี้ สำหรับสถานที่อื่นๆ ในดินแดนสิบแปดแคว้นของต้าโจวแล้วถือเป็นวันธรรมดาสามัญ แต่สำหรับเมืองฝูเฟิงกลับเป็นวันพิเศษยิ่ง
"เทศกาลมู่หลาน"
นี่คือเทศกาลพิเศษของเมืองเล็กๆ แถบชายแดน ว่ากันว่าเมื่อสามร้อยปีก่อน เกิดโรคระบาดกวาดล้างไปทั่วทุกเมืองในละแวกใกล้เคียง ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมสิบเรือนว่างเก้าเรือนในหมู่มวลมนุษย์ ภายหลังมีเทพธิดาจากพรรคเทวะเร้นลับจุติลงมา ใช้หญ้าชิงหลานชำระล้างโรคระบาด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในวันนี้ของทุกปี ชาวบ้านจากเมืองต่างๆ โดยรอบจะจัดพิธีเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่
แม้ว่านอกเมืองออกไปห้าสิบลี้ กองทัพชายแดนต้าโจวกำลังปะทะเดือดกับกองทัพกบฏ เจ้าเมืองซูและผู้นำของหลายตระกูลใหญ่ในเมืองล้วนพากันไปเลี้ยงบำรุงขวัญกองทัพ
ที่เทือกเขาฝูหลงห่างออกไปทางตะวันตกของเมืองสองร้อยลี้ ก็มียอดฝีมือจากสี่ตระกูลใหญ่กำลังไล่ล่าสังหารโจรเหี้ยมอย่างท่านประมุขซิน โดยที่ยังไม่รู้ผลลัพธ์
แต่เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องอันใดกับชาวเมืองเล่า? ไม่ว่าจะเป็นกองทัพต้าโจวหรือยอดฝีมือสี่ตระกูลใหญ่ พวกเขาก็ล้วนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ยามตะวันคล้อยต่ำ โคมไฟเพิ่งถูกจุดขึ้น ทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยโคมไฟที่ประชันความงดงามกัน
บ้านเล็กจวนน้อยหรือร้านค้าย่อยๆ ต่างประดับโคมไฟสองสามดวงเพื่อแสดงถึงการเฉลิมฉลอง แต่สำหรับตระกูลใหญ่โต หอชื่อดัง หรือคฤหาสน์เศรษฐี กลับมีทั้งโคมไฟมังกรสีแดงเพลิง และการร่ายรำเชิดมังกรอย่างงดงาม แต่หากพูดถึงสถานที่ที่โดดเด่นที่สุด คงหนีไม่พ้นสองฝั่งแม่น้ำชางหลาน โคมไฟของหอนางโลมและหอคณิกานั้นมีลวดลายหลากหลายรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกนางโลมแสนสวยที่โชว์ไหล่เนียนนุ่ม ผิวพรรณขาวผ่อง ดูงดงามยิ่งกว่าโคมไฟพวกนั้นเสียอีก
ชาวเมืองทั้งหลายต่างกินมื้อค่ำกันแต่หัววัน แล้วเรียกเพื่อนฝูง พาลูกจูงเมียออกไปเดินตามท้องถนน
เหล่าคุณหนูและฮูหยินจากตระกูลร่ำรวยต่างแต่งตัวกันอย่างสวยสดงดงาม จับกลุ่มกันสามสี่คน ส่วนบรรดาคุณชายก็แต่งหน้าทาแป้งประดับดอกไม้ สวมเสื้อผ้าแพรพรรณและสายคาดเอวหยก เดินกันมาเป็นคู่ๆ
"ท่านประมุขใหญ่ วันนี้ถือว่ามาได้จังหวะจริงๆ เป็นช่วงเทศกาล ตามตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยผู้คน เหมาะแก่การจับตัวประกันพอดีขอรับ!"
"แผนการยังมีช่องโหว่อะไรอีกหรือไม่? พวกเรามาคราวนี้จะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นแม้แต่น้อยไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นจะต่างอะไรกับการรนหาที่ตายเล่า?"
ทางฝั่งตะวันตกของเมือง ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ เงาร่างสองสายกำลังก้มหน้าเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป พลางกดเสียงพูดคุยให้ต่ำลงอย่างมาก
พวกเขาคือซินจั๋วและมู่หรงซิวนั่นเอง
มู่หรงซิวสวมชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่ง มัดผมรวบไว้อย่างลวกๆ ใบหน้ามอมแมมสกปรก
ส่วนซินจั๋วสวมชุดผ้าคลุมสีขาวดุจแสงจันทร์ รองเท้าลายงูเหลือมขาวเหยียบเมฆา เกล้าผมสวมกวาน ทาแป้งบางๆ เขียนคิ้วเบาๆ และแต้มชาดสีแดงอ่อนๆ
การแต่งตัวของทั้งสองคนถือว่าสลับกันโดยพื้นฐาน
หลังจากที่พวกเขาตัดสินใจว่าจะใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของเฉินกุยเยี่ยนและมู่หรงเหลย ก็ได้รีบจัดการให้ชุยอิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ พาผู้คนไปหลบซ่อนตัวในถ้ำบนภูเขาที่สลับซับซ้อน ต่อให้อีกฝ่ายขึ้นมาบนค่ายพยัคฆ์ดุร้ายได้ในระยะเวลาอันสั้นก็ไม่เป็นไร จากนั้นก็ไม่หยุดพักแม้แต่น้อย รีบควบม้าที่ปล้นมาจากค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ห้อตะบึงมาตลอดทางโดยใช้เวลาเต็มๆ หนึ่งวันหนึ่งคืน
แน่นอนว่าซินจั๋วขี่ม้าไม่เป็น แต่ม้าพวกนี้ล้วนเป็นม้าแก่ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่พยศดีดแข้งดีดขา ประกอบกับวิชาตัวเบาของเขาที่ยอดเยี่ยม วิ่งไปสักสิบลี้แปดลี้ก็คุ้นชินแล้ว
"ไม่มีขอรับ!"
มู่หรงซิวขยับเข้ามาใกล้ "นอกเมืองกำลังทำศึก ใต้เท้าเจ้าเมืองและผู้นำแต่ละตระกูลต่างก็ไปเลี้ยงบำรุงขวัญกองทัพกันหมด ในเมืองก็จัดงานเทศกาล ผู้คนนับแสนพากันทะลักลงมาเดินตามท้องถนน วุ่นวายมากขอรับ
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า โจรภูเขาที่ถูกยอดฝีมือจากสี่ตระกูลใหญ่ไล่ล่าราวกับสุนัขจนตรอก จะกล้าวิ่งเข้ามาในเมืองอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
ต่อให้พวกเขาสังเกตเห็น แต่ถ้าร่นถอยตามเส้นทางที่เราวางแผนไว้ล่วงหน้า ก็ยังคงปลอดภัยไร้กังวล วางใจเถอะขอรับท่านประมุขใหญ่ ข้าเติบโตในเมืองนี้มาตั้งแต่เด็ก"
ซินจั๋วพยักหน้า "ขอยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าไปจับตัวลูกชายนอกสมรสของเฉินกุยเยี่ยนและไปซื้อยาสลายกระดูกอ่อนคลายเส้นเอ็น ส่วนข้าจะไปจัดการกับนางบำเรอสุดที่รักของมู่หรงเหลยเอง!"
ใช่แล้ว! แม่นางหน้าอกโตอย่างเฉินกุยเยี่ยนผู้นั้น ตอนอายุสิบหกปีได้ตกหลุมรักกับบัณฑิตยากจน เกิดเป็นละครน้ำเน่าระหว่างคุณหนูตระกูลเศรษฐีกับบัณฑิตยากจนที่ไม่สามารถบรรยายได้ จากนั้นด้วยฐานะทางบ้านที่แตกต่างกันเกินไป ครอบครัวจึงคัดค้าน ทั้งสองเลยแอบหนีตามกันไป หนึ่งปีให้หลังเฉินกุยเยี่ยนให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคน ทว่าบัณฑิตผู้นั้นกลับล้มป่วยจนเสียชีวิต ภายหลังเฉินกุยเยี่ยนพาบุตรชายกลับมา ด้วยความกลัวว่าคนในครอบครัวจะจับได้ จึงแอบเอาเด็กไปฝากเลี้ยงไว้กับครอบครัวหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เด็กนั่นโตพอจะวิ่งไปซื้อซีอิ๊วได้แล้ว
ส่วนมู่หรงเหลยนั้นรักใคร่หลงใหลในตัวของเสี่ยวหลีฮวา หญิงคณิกาอันดับหนึ่งแห่ง "หอเคลิ้มใจ" ริมแม่น้ำชางหลานอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อไถ่ตัวนาง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวรู้ จึงยังคงเลี้ยงดูนางไว้ในหอเคลิ้มใจ โดยให้ขายเพียงศิลปะไม่ขายเรือนร่าง
นี่แหละคือจุดอ่อนของทั้งสองคน
เจ้าหมอมู่หรงซิวนี่แต่ก่อนทำตัวเหมือนเป็นคุณชายรูปงาม แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังกลับสกปรกโสมมยิ่งนัก ชอบซุบซิบนินทาและรักการสืบเรื่องความลับของผู้อื่น
มู่หรงซิวตอบรับ "ถูกต้องขอรับ! ข้าไปหอเคลิ้มใจไม่ได้หรอก คนรู้จักเยอะเกินไป ทำไม่ดีอาจจะถูกจับได้ แต่ท่านประมุขใหญ่นั้นต่างออกไป ต่อให้เป็นพวกมือปราบเหล่านั้นก็แค่เคยสังเกตการณ์ท่านจากระยะไกลเท่านั้น ยิ่งตอนนี้ท่านแต่งหน้าแต่งตัวเสียใหม่เอี่ยมอ่อง มองแวบแรกพวกเขาคงนึกไม่ออกหรอก ถึงอย่างไรพวกเราก็แค่เข้าไปจัดการแล้วเผ่นหนี ปลอดภัยหายห่วงแน่นอนขอรับ!"
ซินจั๋วไตร่ตรองอย่างละเอียดอีกรอบ พบว่ามันค่อนข้างเข้าที จึงวางใจลง แล้วสังเกตเมือง 'โบราณ' แห่งนี้อย่างละเอียด
พูดโดยไม่เกินจริงเลยว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน หมกตัวอยู่แต่ในภูเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเมืองของมนุษย์ ทั้งกลิ่นอายความเก่าแก่ สไตล์ และผู้คนมากมายขนาดนี้ ซีรีส์เรื่องไหนก็ถ่ายทอดออกมาไม่ได้ มองอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่ไปเสียหมด
เพียงแต่ คนรอบข้างหลายคนมองมาที่เขาเป็นระยะๆ ด้วยสายตาแปลกๆ แม้กระทั่งมู่หรงซิวก็ยังมองเขาเพิ่มอีกหลายครั้ง
เขาอดไม่ได้ที่จะลูบหน้าและปัดตามตัว "มีตรงไหนไม่ปกติหรือ"
มู่หรงซิวฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี "ท่านประมุขใหญ่ หลังจากที่พวกข้าแต่งตัวให้ท่าน ท่านไม่ได้ส่องกระจกเลยหรือขอรับ"
"ในรังโจรจะมีกระจกได้ยังไง ซุนอู่เป็นคนส่องกระจกงั้นหรือ" ซินจั๋วส่งยิ้มบางๆ และยักคิ้วให้หญิงสาวสองสามคนที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ข้างหน้า
"ว้าย..."
หญิงสาวหลายคนหน้าแดงซ่านในพริบตา ร้องอุทานเบาๆ แล้วเอามือปิดหน้าวิ่งหนีไป วิ่งไปพลางหันกลับมามองลอดง่ามนิ้วไปพลาง
มู่หรงซิวหัวเราะฮ่าๆ อย่างมีความหมายลึกซึ้ง "ท่านประมุขใหญ่ เช่นนั้นแยกย้ายกันตรงนี้นะขอรับ ตกลงกันไว้ก่อน อีกหนึ่งชั่วยามครึ่ง ไปเจอกันที่ช่องหมาลอดริมกำแพงเมืองฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ อย่ามัวแต่ถูกผู้หญิงพัวพันซะล่ะ"
พูดจบ เขาก็กลืนหายเข้าไปในฝูงชน พริบตาเดียวก็ไร้ร่องรอย
ซินจั๋วล้วงแผนที่เมืองที่มู่หรงซิววาดไว้ออกจากอกเสื้อมาดูสองสามที ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางของหอเคลิ้มใจ
...
"คุณหนูใหญ่ เร็วเข้าเจ้าค่ะ เร็วเข้าเจ้าค่ะ ที่นี่คึกคักมาก มีคนกำลังเล่นกลด้วยเจ้าค่ะ"
ท่ามกลางกระแสผู้คนบนถนนสายฟู่ชุน ตงหลิง สาวใช้สวมเสื้อตัวเล็กเข้ารูป ในมือถือถังหูลู่ เป็นคนที่วิ่งอย่างเบิกบานใจที่สุด
ด้านหลังมีซูเมี่ยวจิ่นที่ถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มสาวใช้และผู้คุ้มกัน นางสวมกระโปรงหรูฉวินสีขาว เกล้ามวยผมเมฆา รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เอวประดับด้วยหยก แต่งหน้าอ่อนๆ ชวนมอง ไม่ว่าจะยิ้มหรือขมวดคิ้วก็ล้วนงดงามเหมาะเจาะ
"เจ้าช้าลงหน่อยสิ"
นางเอ่ยปากเบาๆ น้ำเสียงดั่งนกร้อง ไพเราะน่าฟัง
"คารวะคุณหนูใหญ่ซู!"
ชาวบ้านที่เดินเล่นอยู่รอบๆ อดไม่ได้ที่จะมองมาด้วยสายตาชื่นชมและเคารพพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าคุณหนูใหญ่ซูจะเคยถูกโจรภูเขาจับตัวไปหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา
ถึงจะเป็นหยกงามที่เปื้อนรอยด่างพร้อยไปเล็กน้อย แล้วจะมีสักกี่คนที่ซื้อไหว?
"ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ ตามสบายเถิด"
ซูเมี่ยวจิ่นพยักหน้าเล็กน้อย กิริยามารยาทเรียบร้อย ไร้ที่ติ
เจียงเฮ่อจู๋และคุณชายคนอื่นๆ ที่ตามมาไม่ไกลนัก โบกพัดจีบเบาๆ ในวันอากาศหนาวเหน็บ สายตาไม่เคยละไปจากซูเมี่ยวจิ่นเลย
"งามนัก งามจริงๆ!"
คุณชายร่างอ้วนส่ายหน้าอย่างเสียดาย "ไม่เคยเห็นแม่นางที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มาก่อน งดงามเหลือเกิน ต่อให้เป็นยอดคณิกาของแต่ละเมือง จะมีใครเทียบได้ น่าเสียดาย..."
คุณชายร่างผอมคนหนึ่งยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "ความจริงจะเป็นของมือสองหรือไม่ ก็ไม่สำคัญหรอก แค่ได้เชยชมก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นบิดาของนางคือท่านจวิ้นอ๋อง หากได้เกี่ยวดองด้วย วันหน้าจะกลัวอะไรว่าจะไม่ได้เจริญก้าวหน้า"
เจียงเฮ่อจู๋ทอดถอนใจ "ก็มีเพียงตระกูลเจียงเท่านั้นที่สามารถทอดทิ้งนางได้ตามใจชอบ สมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่พันปี เป็นตัวเลือกอันดับแรกในการแต่งงานขององค์หญิงแห่งราชวงศ์!"
"พี่ชายทุกท่านโปรดเงียบเสียง!"
คุณชายร่างสูงด้านหลังคนหนึ่งจู่ๆ ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลง "สองตระกูลนี้ ใช่ตระกูลเล็กๆ ชายแดนอย่างพวกเราจะเอามาวิจารณ์กันลับหลังได้หรือ หากมีทหารผ่านศึกหานซานแห่งหนานหลีหรือองครักษ์เกราะเหล็กตระกูลเจียงผ่านมา พวกท่านทั้งตระกูลก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดเลย"
เหล่าคุณชายหน้าเจื่อนลงทันที ต่างพากันเงียบเสียงอย่างว่าง่าย







