ลูกจ้างร้านสองคนแต่งตัวราวกับขอทาน สวมหมวกผ้าป่านบังหน้าผากและคิ้ว พวงแก้มดำเมี่ยมแถมยังดูตุ่ยๆ เล็กน้อย ท่าเดินของพวกเขาก็ดูแปลกประหลาด ราวกับมีของบางอย่างเสียดสีเป้ากางเกงอยู่
หยวนโหย่วหรงและอาต้าขมวดคิ้วพร้อมกัน จ้องมองทั้งสองคนวางบะหมี่สี่ชามลง
“พวกเจ้าเป็นขอทานหรือ” หยวนโหย่วหรงมองดูเล็บมือที่ขาวสะอาดไร้มลทินของทั้งสองคน ซึ่งมันช่างขัดกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
“ข้าไม่ใช่” หนึ่งในลูกจ้างร้านพึมพำตอบอย่างไม่ชัดเจนนัก
“พวกเขาไม่ใช่ขอทานหรอก เป็นหลานชายจากบ้านนอกของข้าน้อยเอง มาช่วยงานน่ะ ตอนเด็กๆ เคยล้มหมอนปูเสื่อป่วยหนัก หน้าตาเลยอัปลักษณ์ไปบ้าง นายท่านโปรดอย่าถือสาเลยขอรับ!”
เถ้าแก่ร้านรีบยื่นหน้าออกมาอธิบายทันที
หยวนโหย่วหรงพยักหน้าเล็กน้อย โบกมือเป็นเชิงไล่ให้ทั้งสองคนถอยไป แต่คิ้วของนางก็ยังคงขมวดมุ่นอยู่ รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า... น้ำเสียงของลูกจ้างคนเมื่อครู่ช่างคุ้นหูเหลือเกิน
ไม่นานนัก ลูกจ้างร้านทั้งสองก็ยกบะหมี่ออกมาอีกครั้ง
สายตาของอาต้าไม่เคยละไปจากสองคนนั้นเลย ในตอนนั้นเองรูม่านตาของเขาก็หดเกร็ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “สองคนนี้ผิดปกติ มีคนหนึ่งเป็นยอดฝีมือระดับเจ็ดขั้นรอง!”
ยอดฝีมือระดับเจ็ดขั้นรองย่อมไม่มีทางยอมลดตัวมาเป็นแค่เสี่ยวเอ้อร์ร้านบะหมี่แน่!
สิ้นเสียงของเขา ลูกจ้างร้านทั้งสองก็ปาชามบะหมี่ใส่หยวนโหย่วหรงและอาต้าอย่างกะทันหัน เส้นบะหมี่และน้ำซุปร้อนระอุสาดกระเซ็นไปทั่วฟ้า
หยวนโหย่วหรงและอาต้ารีบกระโดดหลบหลีกทันควัน พร้อมกับทำท่าจะชักอาวุธออกมา “บังอาจ...”
คำพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็เห็นว่าลูกจ้างร้านที่เพิ่งพูดเมื่อครู่พลันกะพริบไหวอย่างลึกลับ ก่อนจะมาโผล่ตรงหน้าอาต้า แล้วเงื้อเงื้อมือฟาดฝ่ามือออกไป
กระบวนท่าของฝ่ามือนี้ช่างพิลึกพิลั่น มีทั้งจริงทั้งลวง แปรเปลี่ยนยากจะหยั่งถึง รอบๆ ฝ่ามือถึงกับเกิดระลอกคลื่นที่ยากจะอธิบายออกมา เป็นความลึกล้ำสุดจะเปรียบ
อาต้าช้าไปก้าวหนึ่งแต่แรก ในเวลานี้ไม่ว่าจะชักกระบี่หรือหลบหลีกก็ล้วนไม่ทันกาลแล้ว
ยอดฝีมือประลองกัน มักจะเพียงช้าไปก้าวเดียว ก็ต้องตกอยู่ในห้วงหายนะที่มิอาจหวนคืน
ในจังหวะฉุกละหุกนั้น เขาแทบจะยกมือขึ้นซัดฝ่ามือสวนกลับไปตามสัญชาตญาณ
ฝ่ามือปะทะฝ่ามือ
ตู้ม!
“เพียะ!”
โต๊ะไม้ด้านข้างถูกปราณฝ่ามืออันแข็งกร้าวซัดกระแทกจนแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ ตะเกียบ น้ำส้มสายชู และซอสพริกสาดกระจายไปทั่วสารทิศ
แขนขวาทั้งท่อนของอาต้าหักสะบั้นบิดเบี้ยวราวกับขนมเกลียว พลังประหลาดสายหนึ่งยังแล่นผ่านแขนที่พิการของเขาลามไปถึงหน้าอก ส่งผลให้ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่ว กระแทกพื้นอย่างแรงจนสลบเหมือดไปในทันที
พลังของหนึ่งฝ่ามือ ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
ในทางกลับกัน ลูกจ้างร้านที่ซัดฝ่ามือออกไปนั้นกลับมีท่าทีเรียบเฉย ราวกับว่าการตียอดฝีมือระดับเจ็ดจนพิการเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา
หยวนโหย่วหรงตกตะลึง ก่อนจะตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “ซินจั๋ว เป็นเจ้านี่เอง!”
“เช้ง ”
กระบี่ยาวถูกชักออกจากฝัก ร่างกายเปลี่ยนตำแหน่งอย่างลี้ลับ ก่อนจะแทงกระบี่ออกไปติดๆ กันเจ็ดครั้ง เงากระบี่สว่างวาบ กรีดฝ่าเสียงลมหวีดหวิว ลึกล้ำจนไม่อาจคาดเดา
ทว่าเพิ่งจะเข้าใกล้ ซินจั๋วกลับเร็วกว่านางเสียอีก เขาฟาดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง ด้วยกระบวนท่าฝ่ามือที่เหมือนกับเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน
ฝ่ามือนี้ หยวนโหย่วหรงเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อต้องมาเผชิญด้วยตัวเอง นางก็ยังคงไม่สามารถหลบหลีก หรือทำลายมันได้เลย
“เคร้ง!”
กระบี่ยาวถูกปราณฝ่ามือซัดจนบิดเบี้ยว หยวนโหย่วหรงรู้ตัวว่าสูญเสียความได้เปรียบไปแล้ว เพิ่งจะง้างกระบี่ขึ้นอีกครั้ง หน้าอกก็โดนฝ่ามือฟาดเข้าอย่างจัง ร่างทั้งร่างลอยละลิ่วประดุจว่าวที่สายป่านขาด ชนป้ายชื่อร้านบะหมี่จนแตกกระจาย ก่อนจะร่วงหล่นลงพื้นอย่างหมดสภาพ พร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำโต
ลูกจ้างร้านอีกคนที่อยู่ไม่ไกล พลันชักกระบี่ออกมาจากด้านหลัง ก่อนจะจ่อคอหอยของนางอย่างหมดจดรวดเร็ว “อย่าขยับ!”
ฉากนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปดคนอื่นๆ ของตระกูลหยวนที่กำลังค้นหาในเมือง พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมา แต่พอมาถึงใกล้ๆ ก็ยังช้าไปอยู่ดี จึงได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก
“หากไม่อยากให้พวกมันตาย ก็วางอาวุธลงซะดีๆ”
ลูกจ้างร้านที่ถือกระบี่ตวาดด่า เมื่อเห็นเหล่ายอดยุทธ์ตระกูลหยวนยอมจำนนแต่โดยดี เขาจึงค่อยคายไข่นกพิราบสองฟองที่อมไว้ในปากออกมา แล้วล้วงเอาสำลีที่ยัดไว้ในเป้ากางเกงทิ้งไป เขาคือมู่หรงซิวที่ฉีกยิ้มกว้างให้ซินจั๋ว “ประมุขใหญ่ ฝ่ามือสองกระบวนท่าเมื่อครู่ข้าอยากเรียนขอรับ! โหดเหี้ยมสะใจข้าจริงๆ!”
“เจ้าเรียนไม่เป็นหรอก!”
ซินจั๋วก็คายไข่นกพิราบออกมาเช่นกัน ก่อนจะดึงผ้าฝ้ายในเป้ากางเกงออก การปลอมตัวแบบนี้เขาเป็นคนคิดขึ้นมาเอง การทาขี้เถ้า อมไข่นกพิราบให้ใบหน้าบิดเบี้ยว ยัดสำลีให้ท่าเดินผิดแปลกไป สามารถอำพรางกลิ่นอาย ท่วงท่าการเดิน และน้ำเสียงของคนคนหนึ่งได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ในเวลาสั้นๆ คงยากที่จะแยกแยะออก
เถ้าแก่ร้านที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ในร้านมาตลอด วิ่งลนลานออกมาในเวลานี้ ทิ้งตัวลงคุกเข่า “ตุบ” น้ำตาไหลพราก “ท่านโจรทั้งสอง ข้าน้อยทำตามที่สั่งแล้ว ห้ามฆ่าข้าน้อยนะขอรับ!”
มู่หรงซิวหัวเราะลั่น “พูดจาเหลวไหลอันใดกัน เจ้าแสดงได้ไม่เลวเลยนะ ในฐานะโจรภูเขา อย่างมากพวกข้าก็แค่ปล้นเงินบ้านเจ้า แล้วก็ฉุดลูกสาวเจ้ามา จะไปฆ่าคนได้ยังไงกันเล่า”
“เอ่อ คือว่า...” เถ้าแก่ร้านบะหมี่ตัวสั่นเทิ้ม แบบนี้มันทรมานกว่าฆ่าข้าให้ตายอีกไม่ใช่หรือไง
เวลานี้ หยวนโหย่วหรงที่อยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ความแก่นแก้วและปราดเปรื่องบนใบหน้ามลายหายไปจนสิ้น “พวกเจ้ารู้ว่าข้าจะมาหรือ”
มู่หรงซิวกล่าว “เปล่า! ซ่งตงสีเป็นคนสารภาพ เขาบอกว่าเจ้าจะมาที่เมืองดอกท้อ”
หยวนโหย่วหรงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ซ่งตงสีถูกพวกเจ้าจับตัวไปแล้วหรือ”
“นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือหรือไง” มู่หรงซิวทำหน้าภาคภูมิใจ “เขาก็พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของประมุขใหญ่เช่นกัน”
หลังจากซินจั๋วและมู่หรงซิวคุมตัวพวกซ่งตงสีทั้งห้าคนไปที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้าย พวกเขาก็หาถ้ำลับที่แยกตัวออกมาต่างหาก ใช้โซ่เหล็กคล้องเอาไว้ โดยมีพวกชุยอิงเอ๋อร์คอยเฝ้าอยู่
หลังจากซ่งตงสีฟื้นขึ้นมา ตอนแรกก็ไม่ยอมเปิดเผยข่าวคราวของอีกสามตระกูล แต่เมื่อหวงต้ากุ้ยประคองขี้แกะกองหนึ่งมาวางแหมะอยู่ตรงหน้า เขาก็ยอมสารภาพออกมาอย่างว่าง่าย
คนหยิ่งทะนงอย่างซ่งตงสี ย่อมไม่มีทางยอมแตะต้องขี้แม้แต่นิดเดียว นี่คือฟางเส้นสุดท้ายของเขา
จากนั้นซินจั๋วและมู่หรงซิวก็แทบจะเร่งรุดมาที่เมืองดอกท้ออย่างไม่หยุดหย่อน บังคับเถ้าแก่ร้านบะหมี่ให้ความร่วมมือ ปลอมตัว และเฝ้ารอคอยกระต่ายมาชนตอ
“เพราะฉะนั้น นักล่าที่ชาญฉลาด มักจะใช้แค่วิธีการที่ต่ำช้าที่สุดเท่านั้น อย่างเช่นลอบโจมตี! นี่คือคำพูดของประมุขใหญ่” มู่หรงซิวอธิบาย ความตื่นเต้นเร้าใจบนใบหน้าแทบจะเก็บซ่อนไว้ไม่อยู่ ราวกับได้กระทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าลงไป
หยวนโหย่วหรงเอ่ยถามอย่างเย็นชา “แล้วพวกเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าจะกินบะหมี่”
ซินจั๋วพูดแทรกขึ้นมาว่า “มุดป่าข้ามเขามาตั้งหลายวัน จะมีใครปฏิเสธบะหมี่เนื้อตุ๋นหอมฉุยได้ลงคอเล่า อันที่จริงพวกเรายังประเมินความระแวดระวังของพวกเจ้าต่ำไป เดิมทีพวกเรากะจะรอให้พวกเจ้าก้มหน้ากินบะหมี่ก่อนแล้วค่อยลงมือ!”
“เอาเถอะ ซินจั๋ว ข้าแพ้แล้ว ข้าสู้เจ้าไม่ได้จริงๆ!” หยวนโหย่วหรงมองซินจั๋วอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถทนรับความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่หน้าอกและลมปราณที่ปั่นป่วนได้อีกต่อไป จึงหมดสติไป
ซินจั๋วและมู่หรงซิวสบตากัน ก่อนจะคุมตัวทั้งเก้าคนจากไป
คล้อยหลังกลุ่มคนพ้นออกจากเมืองไปได้ไม่นาน จากร้านตัดเสื้อที่อยู่ติดกับร้านบะหมี่ก็มีคนสองคนเดินออกมา ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ชายหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้าเหลี่ยม แต่งกายด้วยชุดหรูหราห้อยหยกแบบคุณชาย ส่วนเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปี ดูท่าทางเหมือนสาวใช้
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ! ไม่นึกเลยว่าสถานที่เล็กๆ ห่างไกลความเจริญเช่นนี้จะมีคนที่น่าสนใจถึงเพียงนี้ ฝ่ามือสองกระบวนท่าของชายหนุ่มเมื่อครู่เรียกได้ว่ามังกรคะนองพยัคฆ์เหิม งูพยัคฆ์รังเดียวกัน เปี่ยมล้มด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกเวทนายิ่งนัก!”
คุณชายมองตามกลุ่มของซินจั๋วที่จากไปไกล เคาะพัดจีบในมือเบาๆ ในดวงตาฉายแววตื่นตะลึงวูบหนึ่ง
“นายน้อยหอ วันนี้ท่านใช้สำนวนเยอะจริงๆ ทว่าล้วนใช้ผิดไปหมด ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะเจ้าคะ!” สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเตือนเสียงเบา
“เป็นไปไม่ได้ ข้าคือผู้ที่วัวหายล้อมคอก หน้าเนื้อใจเสือ ความรู้ของข้ากว้างขวางนัก” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม หยิบก้อนเงินขึ้นมา แล้วโยนลงไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนของเถ้าแก่ร้านบะหมี่อย่างแม่นยำ “ข้าชดใช้แทนพวกเขาให้เจ้าก็แล้วกัน”
กล่าวจบ เขาก็ไม่รอให้เถ้าแก่ร้านซาบซึ้งใจ มุ่งหน้าเดินออกนอกเมืองไป
“เฮ้อ ”
สาวใช้ล้มเลิกความคิดที่จะแก้ไขคำผิดให้ รีบวิ่งตามไป “นายน้อยหอ พวกเราจะไปไหนกันเจ้าคะ”
“อืม... ศิลาไร้อักษรหอสารทสถานเชิญสำนักต่างๆ มาทำความเข้าใจมากมาย อีกไม่กี่วันสาวงามในยุทธภพก็คงมารวมตัวกันที่นี่ หอเสินจีหอสาขาหน้าผาของพวกเราก็เช่นกัน หากข้าไม่มาแล้วใครจะมาเล่า ถึงอย่างไรก็ยังมีเวลาอีกหลายวัน สู้พวกเราไปดูที่เมืองฝูเฟิงเสียหน่อยว่ามีอะไรสนุกๆ ให้ทำบ้าง ไปผลาญเงินให้หนำใจสักรอบ”
“อุ๊ย! นายน้อยหอใช้สำนวนนี้ได้เหมาะสมมากเลยเจ้าค่ะ!”
“งั้นหรือ ฮ่าฮ่า แค่ใจหนูบารมีมังกร แค้นเล็กแค้นน้อยก็ต้องชำระเท่านั้นแหละ!”
“???”
...
ภายในถ้ำนั้นหนาวเหน็บผิดปกติ แม้ว่าบนพื้นจะปูด้วยใบหญ้าแห้งจนเต็ม แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานลมหนาวที่พัดกระหน่ำเข้ามาได้
คนของตระกูลซ่งตงสีและหยวนโหย่วหรงทั้งสองตระกูล จำนวนสิบสี่สิบห้าคน ถูกโซ่เหล็กล่ามเอาไว้ และตรึงติดอยู่กับหินงอกหินย้อย
เนื่องจากผ่านการต่อกระดูก หยวนโหย่วหรงและซ่งตงสีจึงฟื้นขึ้นมาแล้ว แม้จะไม่สามารถเดินลมปราณได้ แต่ก็นับว่ายังสามารถสื่อสารกันได้ตามปกติ
เพียงแต่ทั้งสองคนไม่มีเจตนาจะเอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ นึกถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนยังฮึกเหิมไล่ล่าพวกโจรอยู่เลย วันนี้กลับต้องกลายมาเป็นนักโทษ มันช่างน่าขันสิ้นดี จะเอาหน้าไปพูดคุยกันได้อย่างไร จะพูดอะไรก็ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น
ซินจั๋วพาผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหกคน และซุนอู่ หวังหูลู่ กำลังพิจารณายอดฝีมือของทั้งสองตระกูล ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซุนอู่จึงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาด้วยความกระวนกระวายใจพลางถูมือไปมา “น้อง น้องซิน ไปจับตัวมาจากที่ใดกัน แบบนี้ไม่ค่อยดีกระมัง พวกเรากับสองตระกูลนี้ไม่ได้มีความแค้นต่อกัน หากโดนแก้แค้นขึ้นมา...”
“ไม่ต้องกลัว! ความจริงได้เกิดขึ้นแล้ว แถมยังอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ประมุขซุนเป็นหัวโจกย่อมต้องถูกประหาร อย่างมากก็แค่ตาย หัวหลุดก็แค่แผลเท่าชาม!”
ซินจั๋วตอบกลับด้วยความจริงใจเปี่ยมล้น
“เอ่อ...” ซุนอู่และหวังหูลู่สบตากัน เขารู้สึกว่าความเลื่อมใสศรัทธาที่พวกซินจั๋วมีต่อตนนั้นมันแปรเปลี่ยนไปเสียแล้ว ตำแหน่งท่านประมุขนี่ข้าไม่อยากเป็นแล้วสิ น่ากลัวชะมัด
ชุยอิงเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นมาในเวลานี้ “ประมุขใหญ่ จำเป็นต้องไต่สวนพวกเขาสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
ซินจั๋วนิ่งเงียบไปพักใหญ่ “ไม่จำเป็น ตอนนี้จะรู้หรือไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของพวกเฉินกุยเยี่ยน ผลลัพธ์ก็คงเหมือนเดิม หยวนโหย่วหรงกับซ่งตงสี พวกเรายังพอจะแยกกันลอบโจมตีได้ แต่พวกเขาสองตระกูลอยู่ด้วยกัน มียอดยุทธ์ระดับเจ็ดถึงสี่คน คนเยอะเกินไป พวกเราสู้ไม่ไหวหรอก”
เหล่าโจรต่างพากันเงียบกริบ
หยวนโหย่วหรงและซ่งตงสีสบตากัน ไม่รู้ว่าควรจะดีใจ หรือควรจะเสียใจดี
เวลานั้นเองซินจั๋วก็พลันเอ่ยถามขึ้นมา “มู่หรง เจ้าคิดว่า... เฉินกุยเยี่ยนกับมู่หรงเหลยมีจุดอ่อนหรือไม่”
“ประมุขใหญ่หมายความว่า...” ความหม่นหมองในดวงตาทั้งสองข้างของมู่หรงซิวพลันสว่างวาบขึ้นมาในพริบตา ประมุขใหญ่จะหาเรื่องอีกแล้วสินะ ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง
“เจ้าไม่ได้รู้จักพวกเขามาตั้งแต่เด็กหรอกหรือ พวกเขามีจุดอ่อน หรือมีของอะไรที่เอามาใช้ข่มขู่พวกเขาได้บ้างไหม”
“มีขอรับ!”
มู่หรงซิวตอบกลับอย่างหนักแน่นทรงพลัง พลางขยี้จมูก “หากพูดถึงเจ้าสองคนอย่างหยวนโหย่วหรงและซ่งตงสี อาจจะไม่มีจุดอ่อนอะไร แต่เฉินกุยเยี่ยนกับมู่หรงเหลยดันมีพอดี แถมยังสามารถใช้จัดการพวกเขาได้อย่างง่ายดายด้วย เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร” ซินจั๋วมองมู่หรงซิวด้วยความประหลาดใจ
หยวนโหย่วหรงและซ่งตงสีก็มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
มู่หรงซิวแนบหูกระซิบกระซาบกับซินจั๋วสองสามประโยค
ซินจั๋วนิ่งเงียบไปอีกครั้ง พลันหันขวับกลับมากะพริบตาปริบๆ
มู่หรงซิว ชุยอิงเอ๋อร์ และคนอื่นๆ รวมหกคนรู้ใจกันเป็นอย่างดี แทบจะลงมือพร้อมกัน พริบตาเดียวก็จับตัวซุนอู่และหวังหูลู่กดลงกับพื้น
ทั้งสองคนถึงกับงงงวย ซุนอู่หน้าแนบชิดติดพื้น ไม่กล้าขัดขืน เอ่ยเสียงขุ่นเคือง “น้องซิน นี่หมายความว่าอย่างไรกัน ข้าคือท่านประมุขนะ!”
“ท่านประมุข ข้าเตรียมจะไปเมืองฝูเฟิงสักรอบ ท่านอยู่ที่นี่ ข้าไม่ค่อยวางใจเท่าใดนัก ให้ชุยอิงเอ๋อร์ดูแลค่ายพยัคฆ์ดุร้ายแทนชั่วคราว ท่านก็นอนพักสักสองสามวันเถอะ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก”







