กุญแจไปอยู่บนหลังหมีได้ยังไง?
คำถามนี้ขอแค่คิดสักนิดก็พอจะเดาคำตอบได้
ก่อนที่หลี่ป้านเฟิงจะเข้าประตูไป เขาโยนกุญแจทิ้งไว้ในพงหญ้ารก
หมีตัวนี้คงมาถูหลังแก้คันในพงหญ้า แล้วบังเอิญกุญแจติดตัวมันไป พากุญแจกลับไปจนถึงถ้ำของมันด้วย
เรือนติดตัวเคลื่อนย้ายตามกุญแจ หลี่ป้านเฟิงกับเรือนติดตัวจึงตามหมีดำมาจนถึงถ้ำแห่งนี้พร้อมกัน
ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ จะเอากุญแจลงมาจากหลังหมีได้ยังไง?
เมื่อเห็นว่าหมีดำกำลังจะกลับเข้าถ้ำไปอีกครั้ง หลี่ป้านเฟิงก็รีบก้าวตามไป หยิบก้อนหินขึ้นมาปาใส่หลังหมี
จะปล่อยให้หมีดำเข้าถ้ำไปไม่ได้ หากกุญแจหล่นหายไปในถ้ำที่มืดมิด การจะหาให้พบอีกครั้งคงยากเกินไป
หลี่ป้านเฟิงอยากใช้ก้อนหินก้อนนี้ปากุญแจให้ร่วงลงมา
น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่ระยะห้าเมตร เขาอยู่ห่างจากหมีดำหลายสิบเมตร แค่ปาโดนตัวหมีได้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว
ก้อนหินไม่ได้โดนกุญแจ แต่ไปกระแทกเข้าที่หลังหัวของหมีดำ
หมีดำโดนกระแทกอย่างแรง มันคำรามลั่น หันขวับกลับมาวิ่งไล่หลี่ป้านเฟิง
หลี่ป้านเฟิงก็วิ่งหนี หมีดำไล่ตามอยู่พักหนึ่งก็พบว่าตามไม่ทัน มันจึงใช้ขาหลังยืนขึ้น ปล่อยขาหน้าทิ้งไว้ที่หน้าอก แล้วแผดเสียงคำรามใส่หลี่ป้านเฟิงไม่หยุด
นี่คือคำเตือนขั้นเด็ดขาดจากสัตว์ตระกูลหมี หากเข้าใกล้มันอีกครั้ง มันจะต้องเอาชีวิตคุณให้จงได้
หลังจากการเตือน หมีดำก็ทิ้งขาหน้าลง หมอบลงกับพื้นอีกครั้ง ทว่าพอมันหันหลังเดินไปทางถ้ำ หลังหัวก็โดนหินปาใส่อีกก้อน
สิ่งที่หลี่ป้านเฟิงอยากปาให้โดนคือกุญแจ แต่เขาควบคุมน้ำหนักมือไม่ได้สักที เลยปาไปโดนหลังหัวหมีดำอยู่เรื่อย
หมีดำที่โกรธจัดรวบรวมพละกำลังพุ่งชนต้นไม้ข้างถ้ำจนโค่นล้ม เพื่อแสดงพลังให้หลี่ป้านเฟิงเห็น
หลี่ป้านเฟิงฉวยโอกาสตอนหมีดำหันหลัง ปาก้อนหินใส่มันอีกก้อน และเข้าเป้าที่หลังหัวอีกครั้ง
หมีดำสะบัดหัวอย่างมึนงงเล็กน้อย
หลี่ป้านเฟิงมองกุญแจบนหลังหมีด้วยความร้อนใจ
พอหมีดำพุ่งเข้ามา หลี่ป้านเฟิงก็วิ่งหนีทันที แต่พอหมีดำหันหลัง หลี่ป้านเฟิงก็ปาก้อนหินใส่
เขาปาก้อนหินใส่ติดต่อกันถึงสิบหกก้อน หมีดำก็เลิกตาม และไม่กลับเข้าถ้ำด้วย มันหมอบนิ่งอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน
หลี่ป้านเฟิงเดินเข้าไปใกล้ พบว่าหมีดำยังไม่ตาย และไม่ได้สลบ มันลืมตาอยู่ ยังคงหายใจรวยริน ส่วนหลังหัวนั้นแดงเถือกไปด้วยเลือด
นี่มันยอมแพ้ต่อโชคชะตาแล้วงั้นหรือ?
หลี่ป้านเฟิงหยิบก้อนหินขึ้นมา
หมีดำคำรามลั่น แล้วรีบลุกพรวดขึ้นทันที
หลี่ป้านเฟิงวางก้อนหินลง
หมีดำกลับไปหมอบนิ่งอยู่บนพื้นตามเดิม
ตามความเข้าใจของหลี่ป้านเฟิง ความหมายของมันคือ อย่าปาหินเลย มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันดีกว่า
หลี่ป้านเฟิงรวบรวมความกล้า เดินไปด้านหลังหมีดำ คว้ากุญแจลงมาแล้วหันหลังวิ่งหนีทันที
จนกระทั่งร่างของหลี่ป้านเฟิงหายลับไป หมีดำถึงได้ลุกขึ้นจากพื้น แล้วค่อยๆ คลานกลับเข้าถ้ำไป
หลี่ป้านเฟิงเก็บกุญแจไว้ในกระเป๋าเสื้อ สภาพเต็มไปด้วยฝุ่นและโคลน เดินออกจากป่าและลงมาถึงกลางเขา
ที่ตีนเขา หลี่ป้านเฟิงเก็บก้อนหินมาสองก้อนใส่ไว้ในเป้ ลองกะน้ำหนักดูแล้วใกล้เคียงกับดอกบัวทองแดง
เหยื่อล่อต้องทำให้ดูสมจริงสักหน่อย แม้จะหนักมาก แต่สภาพร่างกายของผู้บำเพ็ญสายสัญจรนั้นดีเยี่ยม เขายังพอแบกไหว
มาอยู่ในสถานที่ที่แปลกตาเช่นนี้ ตามหลักแล้วหลี่ป้านเฟิงไม่น่าจะแยกแยะทิศทางได้
ทว่าหลี่ป้านเฟิงไม่เพียงแยกแยะทิศทางได้อย่างแม่นยำ แต่ยังอาศัยตำแหน่งของดวงอาทิตย์และรอยเท้าบนพื้นดิน ค้นหาถนนสายใหญ่จนเจอ
นี่คือพรสวรรค์ของผู้สัญจร
การที่หลี่ป้านเฟิงสามารถวิ่งได้เร็วกว่าหมีดำในสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อนและเลวร้าย นี่ก็เป็นพรสวรรค์ของผู้สัญจรเช่นกัน
ปาหินได้แม่นยำและรุนแรง นี่เป็นพรสวรรค์ของผู้สัญจรหรือพรสวรรค์ของผู้บำเพ็ญสายเก็บตัวกันแน่?
เรื่องพวกนี้เอาไว้ค่อยพิสูจน์ทีหลัง สิ่งสำคัญตรงหน้าคือต้องรีบหาเหอเจียชิ่งให้พบโดยเร็วที่สุด
ถนนสายใหญ่ที่ว่านี้ ก็คือถนนดินที่ค่อนข้างราบเรียบและกว้างขวาง ดูจากความกว้างแล้ว สามารถให้เกวียนวัววิ่งสวนกันได้สองคัน
ทำไมถึงใช้เกวียนวัวมาวัดความกว้างของถนนน่ะหรือ?
ก็เพราะบนถนนมีเกวียนวัวอยู่คันหนึ่งจริงๆ
หลี่ป้านเฟิงพบชายชราคนหนึ่งกำลังบังคับเกวียนวัว จึงเข้าไปสอบถามว่ามีที่ชาร์จแบตที่ไหนบ้าง
"ไฟฟ้าเรอะ? หายากอยู่นะ บ้านผู้ใหญ่บ้านยังไม่มีเลย! ลองไปดูที่เขตในสิ!"
จากคำแนะนำของชายชรา หลี่ป้านเฟิงก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับหุบเขาราชาโอสถระดับหนึ่ง
หุบเขาราชาโอสถคือตำบลแห่งหนึ่ง เป็นตำบลที่ใหญ่มาก แบ่งออกเป็นเขตในและเขตนอก
เขตนอกนั้นกว้างใหญ่ ครอบคลุมหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหุบเขาราชาโอสถ
ส่วนเขตในคือพื้นที่ใจกลางตำบล หลี่ป้านเฟิงให้เงินชายชราไปสามสิบหยวน ชายชราจึงบังคับเกวียนวัวพาหลี่ป้านเฟิงมาส่งถึงเขตใน
เกวียนวัวเดินทางตั้งแต่ช่วงสายจนถึงยามเย็น พอมาถึงเขตใน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดค่ำ หลี่ป้านเฟิงยืนอยู่บนถนนซุ้มประตูที่ปูด้วยกรวด พลางคิดว่าก้าวต่อไปควรจะไปทางไหนดี
แม้เหอเจียชิ่งจะส่งที่อยู่มาให้ แต่หลี่ป้านเฟิงจำได้แค่ถนนซุ้มประตู หากอยากรู้ตำแหน่งที่แน่ชัด ก็ต้องหาที่ชาร์จแบตมือถือให้ได้ก่อน
ริมถนนมีร้านเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่ง ป้ายหน้าร้านเขียนว่าร้านของชำเฝิงจี้ ที่นี่มีแสงไฟสว่างไสว น่าจะมีไฟฟ้า
หลี่ป้านเฟิงเดินเข้าไปในร้านของชำ เห็นเทียนสองเล่มจุดอยู่บนเคาน์เตอร์ ถึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ไม่ใช่หลอดไฟ แต่เป็นแสงเทียน
เถ้าแก่ร้านของชำสวมเสื้อคลุมยาวแบบติดกระดุมเฉียง ยืนส่งยิ้มต้อนรับอยู่หลังเคาน์เตอร์ "รับอะไรดีครับ?"
ด้านหลังเคาน์เตอร์เป็นชั้นวางของ บนชั้นมีข้าวของเครื่องใช้จิปาถะวางกองอยู่เต็มไปหมด
หลี่ป้านเฟิงเอ่ยถาม "มีที่ชาร์จแบตไหมครับ?"
"ชาร์จแบต?" เถ้าแก่ทำหน้าราวกับได้ยินคำศัพท์ที่แปลกประหลาดมาก "ไฟฟ้าที่นี่ไม่มีหรอกครับ คุณลองไปถามบ้านเฒ่าสวีที่ถนนหยวนเจิ้งดูไหม?"
ถนนหยวนเจิ้ง?
นั่นมันที่ไหนกันอีกล่ะ?
หลี่ป้านเฟิงไม่อยากเดินต่อแล้วจริงๆ
"คุณรู้ไหมว่าที่ถนนซุ้มประตูมีคนชื่อเหอเจียชิ่งอาศัยอยู่หรือเปล่า?" ทั้งที่รู้ว่าคงไม่มีหวัง แต่หลี่ป้านเฟิงก็ยังลองถามดู
เถ้าแก่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าตอบ "ผมไม่รู้จักเหอเจียชิ่งหรอกครับ แต่ผมรู้จักคฤหาสน์เก่าตระกูลเหอ
คุณเดินตามถนนใหญ่ไปทางทิศตะวันออก พอถึงแยกที่สองให้เลี้ยวไปทางทิศใต้ เดินไปจนถึงตรอกเชือกร้อย จะมีบ้านเดี่ยวที่มีรั้วรอบขอบชิดอยู่หลังหนึ่ง นั่นแหละครับคฤหาสน์เก่าตระกูลเหอ"
คฤหาสน์เก่าตระกูลเหอ?
จะใช่บ้านของเหอเจียชิ่งไหมนะ?
เป็นไปได้มาก!
เถ้าแก่คนนี้นิสัยไม่เลว เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ หลี่ป้านเฟิงจึงตัดสินใจซื้อของในร้านเขาสักหน่อย
ซื้ออะไรดีล่ะ?
หลี่ป้านเฟิงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ถูกใจไม้ขนไก่อันหนึ่ง
ไม้ขนไก่อันนี้ด้ามตรงแน่ว ขนฟูฟ่อง หลากสีสัน ดูหรูหรามีระดับมาก
ไปเยือนบ้านคนอื่นครั้งแรก จะไปมือเปล่าไม่ได้ ไม้ขนไก่อันนี้เหมาะจะเป็นของขวัญให้เหอเจียชิ่งมาก
หลี่ป้านเฟิงยังเลือกหมวกทรงสูงมาอีกใบ
หมวกทรงสูงในร้านของชำวัสดุไม่ค่อยดีนัก แต่รูปทรงยังพอดูได้ หลี่ป้านเฟิงเลือกหมวกสีดำมาใบหนึ่ง แล้วสวมมันทันที
หมวกปีนเขาของเขาดูคล้ายกับพวกคนลากรถลากไปหน่อย พอสวมหมวกทรงสูงปุ๊บ บุคลิกก็ดูดีขึ้นมาอีกระดับทันที
"เถ้าแก่ ของสองชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?"
เถ้าแก่มองการแต่งกายของหลี่ป้านเฟิง แล้วยิ้มถาม "คุณจะจ่ายเป็นธนบัตรแคว้นหวน หรือเหรียญต้าหยางครับ? ถ้าคุณมีธนบัตรประเทศอื่น ที่นี่ผมก็รับแลกนะ"
ในสถานที่แห่งนี้ ก่อนจะทำการค้าขายก็ต้องยืนยันสกุลเงินกันก่อนเสมอ
หลี่ป้านเฟิงไม่มีเหรียญต้าหยาง และไม่มีธนบัตรประเทศอื่น ย่อมต้องเลือกธนบัตรแคว้นหวน
หมวกทรงสูงสามสิบเอ็ดหยวนหกเหมา ไม้ขนไก่เจ็ดหยวนแปดเหมา
หลี่ป้านเฟิงกดปีกหมวกให้ต่ำลง ถือไม้ขนไก่ไว้ในมือ ประหนึ่งสุภาพบุรุษลึกลับผู้เดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี เขาเดินจากถนนใหญ่เข้าไปในตรอกเล็กๆ
คฤหาสน์เก่าตระกูลเหอหาง่ายมาก ในตรอกแคบๆ สายนี้ มีบ้านเรือนตั้งอยู่ติดๆ กัน กำแพงบ้านสองหลังแทบจะไม่มีช่องว่างให้เห็น แต่บ้านเดี่ยวที่มีรั้วรอบขอบชิดนั้นมีอยู่เพียงหลังเดียว
กำแพงหินสีเขียวสี่ด้านโอบล้อมลานบ้านที่มีแปลงดอกไม้ ด้านหลังแปลงดอกไม้เป็นบ้านสไตล์ตะวันตกสองชั้น ก่อด้วยอิฐสีเขียวมุงหลังคากระเบื้องสีแดง บนกำแพงมีเถาวัลย์ห้อยระย้า ทุกตารางนิ้วล้วนแฝงไว้ด้วยความหรูหราอย่างมีสไตล์
ในตำบลเล็กๆ แห่งนี้ คฤหาสน์แบบนี้นับว่าสะดุดตาอย่างยิ่ง
นี่คือบ้านของเหอเจียชิ่งจริงๆ หรือ?
ฐานะทางบ้านของเจียชิ่งก็ไม่เลวนี่นา!
แล้วตอนนั้นเขาจะไปแบกหินทำไมกัน?
เพียงแต่คฤหาสน์หลังนี้มีกลิ่นคาวปลาจางๆ โชยมา ทำให้หลี่ป้านเฟิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เขาไม่ชอบกินปลา ตอนอยู่สถานสงเคราะห์ ต่อให้ไม่ได้แตะเนื้อสัตว์เลยทั้งเดือน เขาก็ไม่กินปลา
แถวนี้ก็ไม่มีร้านขายปลา แล้วกลิ่นคาวนี่มาจากไหนกัน?
หลี่ป้านเฟิงเดินมาถึงหน้าประตูรั้วเหล็ก ไม่รู้เหมือนกันว่าประตูแบบนี้ต้องเคาะยังไง
คฤหาสน์ใหญ่โตขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยสักคนสิ?
มองอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ป้านเฟิงก็ไม่เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัย จึงลองผลักประตูเหล็กดู แอ๊ด~ บานพับประตูส่งเสียงเสียดสีบาดแก้วหู แล้วประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย
เข้าไปแบบนี้เลยจะดีหรือ?
เจียชิ่งคงไม่ถือสาฉันหรอก ถ้าไม่ใช่บ้านเจียชิ่ง ก็ถือซะว่าฉันเดินเข้าผิดบ้าน ก็น่าจะไม่มีใครถือสาฉันเหมือนกัน
หลี่ป้านเฟิงเดินผ่านลานบ้าน ตรงดิ่งมาถึงหน้าประตูบ้านสไตล์ตะวันตก
ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ชั้นล่าง มีเงาร่างคนปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง แล้วก็หายไปทันที
อีกฝ่ายแค่แวบผ่านหน้าต่างไปเท่านั้น หากเป็นหลี่ป้านเฟิงในอดีต คงไม่มีทางสังเกตเห็นเงาร่างที่แวบผ่านไปในเสี้ยววินาทีนี้ได้เลย
แต่วันนี้หลี่ป้านเฟิงมองเห็นอย่างชัดเจน สายตาของเขาแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก
ในคฤหาสน์นี้มีคนอยู่ ดูจากความเร็วในการเคลื่อนไหวแล้ว นั่นไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
หลี่ป้านเฟิงกำไม้ขนไก่ไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายก็เคาะประตูบ้านเบาๆ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะเบาๆ ช้าๆ ดูมีมารยาทมาก
เหมียว!
จู่ๆ แมวดำตัวหนึ่งก็กระโดดจากชั้นสองลงมาที่ริมประตู มันมองหลี่ป้านเฟิงแวบหนึ่ง แกว่งหางไปมา แล้วถอยหลังไปสองก้าว
หลี่ป้านเฟิงชะงักไป พลันได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากข้างในประตู "ป้านเฟิงเหรอ?"
เป็นเสียงของเหอเจียชิ่ง!
หลี่ป้านเฟิงถอนหายใจยาว แล้วร้องตอบเสียงดัง "ฉันเอง เปิดประตูสิ"
รออยู่เกือบครึ่งนาที ประตูบ้านก็เปิดออก
หลี่ป้านเฟิงขมวดคิ้วถาม "ทำไมให้รอตั้งนาน?"
เหอเจียชิ่งยืนอยู่ตรงประตู จ้องมองหลี่ป้านเฟิงอยู่นาน "พี่น้อง ในที่สุดนายก็มาสักที"
"มาแล้ว" หลี่ป้านเฟิงปลดเป้ลงมา แล้วยิ้มเจื่อน "กว่าจะมาถึงนี่ได้ไม่ง่ายเลยนะ"
เหอเจียชิ่งรับเป้ไปถือไว้ "ทำไมนายถึงสะพายเป้ขาดๆ แบบนี้ล่ะ?"
หลี่ป้านเฟิงอึ้งไป "เป้นี่ขาดเหรอ?"
เหอเจียชิ่งหัวเราะ "จะไม่ขาดได้ไง? ด้ายรุ่ยหมดแล้ว เป้ขาดๆ แบบนี้ไปซื้อที่ไหนมา?"
"ซื้อที่ไหนมาน่ะเหรอ?" หลี่ป้านเฟิงคลายคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม "ฉันก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน สงสัยจะได้แถมมาตอนเติมเงินมือถือล่ะมั้ง"
เหอเจียชิ่งลองกะน้ำหนักเป้ดู แล้วถามว่า "ของอยู่ในเป้หรือเปล่า?"
หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้า "ไม่ได้อยู่ในเป้ ฉันฝากไว้ที่สถานีรถไฟน่ะ"







