"มีอะไร?"
ถังเชียนหยิ่งที่กำลังจมอยู่ในความคิดเล็กๆ ของตัวเองสะดุ้งตกใจ เธอหันขวับมาถลึงตาใส่เขาอย่างไม่เป็นมิตร
ชิงอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองคิดลึกเกินไปหรือเปล่านะ
ความจริงแล้วเขาอยากจะตอบกลับด้วยคำกริยาคำหนึ่งใจจะขาด
ทว่าเขาก็ยังคงควบคุมปากของตัวเองเอาไว้ได้
"ฉันกับมั่นมั่นจะสอบเข้าที่เยียนจิง ถ้าเธอยังอยากเป็นเพื่อนสนิทกับเธออยู่ล่ะก็ เธอต้องพยายามเข้าแล้วล่ะ"
ถังเชียนหยิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำหน้าฉงน "พวกนายจะไปครองรักกันที่เยียนจิงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ!"
พูดจบเธอก็เบนสายตากลับไปที่หนังสือการ์ตูน
"จุดตัดแห่งวัยรุ่น" เล่มใหม่ล่าสุด เธอเพิ่งฝากคนซื้อมาจากดินแดนซากุระ
เพื่อที่จะได้อ่านการ์ตูนของที่นั่น ถังเชียนหยิ่งถึงกับทุ่มเทเรียนภาษาญี่ปุ่นยิ่งกว่าตอนเรียนในโรงเรียนเสียอีก
ชิงอวิ๋นยิ้มๆ ไม่พูดอะไร เขาหันหน้ากลับไปอ่านหนังสือต่อ
แม้เสียงพลิกหน้ากระดาษจากคนข้างๆ จะดังไปบ้าง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาเลย
ในเวลาแบบนี้หากมัวแต่ไปคิดเรื่องอื่น ความจริงก็คือการไร้ความรับผิดชอบนั่นแหละ
ไม่รับผิดชอบต่อใครทั้งสิ้น
ถังเชียนหยิ่งขมวดคิ้วพลิกกระดาษไปได้สองสามหน้า ก่อนจะยัดการ์ตูนใส่ลิ้นชักโต๊ะเรียนด้วยความฮึดฮัด จากนั้นก็หยิบกระดาษข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปออกมาเริ่มทำ
ชิงอวิ๋นที่กำลังอ่านออกเสียงเหลือบไปเห็นเข้า เขาแอบหัวเราะในใจแล้วลดระดับเสียงลงอีกครั้ง
……
ฉินมั่นมั่นมาถึงห้องเรียนค่อนข้างเช้าเช่นกัน
ท้ายที่สุดก็ต้องหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ไปแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะกับผู้อื่น
บุตรสาวตระกูลผู้ดีไม่เอาตัวไปเสี่ยงอันตราย เธอจะไม่ยอมลำบากขี่จักรยานมาโรงเรียน แต่ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเพียงเพื่อเสวยสุขกับความสะดวกสบายจากการมีรถคอยรับส่ง
การได้เห็นถังเชียนหยิ่งในห้องเรียนยามเช้าตรู่ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะที่บ้านของเธอเข้มงวดมาก เธอจึงมักจะมาถึงโรงเรียนก่อนเวลาหลายสิบนาทีเพื่อมาอ่านการ์ตูน
เมื่อเห็นชิงอวิ๋น ฉินมั่นมั่นก็จะส่งยิ้มให้
ท่าทางของเด็กหนุ่มที่กำลังทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อโชคชะตาของทั้งสองคน นั่นคือสิ่งที่เธออยากเห็นเช่นกัน
แต่เมื่อวันนี้เห็นว่าในห้องเรียนมีแค่พวกเขาสองคน ไม่รู้ทำไม ภายในใจของฉินมั่นมั่นจึงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
อืม... หรือว่าจะลองเกลี้ยกล่อมเขาดีว่าตอนเช้านอนตื่นสายอีกหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง?
อย่างมากตอนสอบเกาเข่าก็ต่อให้เขาห้าคะแนน?
ฉันไม่ได้หึงนะ!
ฉันแค่เป็นห่วงสุขภาพของเขาต่างหาก!
ฉินมั่นมั่นวางหนังสือเสียงดังไปหน่อย ทำให้การเรียนอย่างจดจ่อของทั้งสองคนต้องหยุดชะงักลง
นัยน์ตาของถังเชียนหยิ่งเป็นประกาย "มั่นมั่น เธอมาแล้ว! เร็วๆๆ มาอธิบายข้อนี้ให้ฉันฟังหน่อย!"
ส่วนชิงอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับว่าที่ภรรยาของตัวเอง
ฉินมั่นมั่นตวัดสายตาค้อนใส่เขา "ยิ้มอะไร! เดี๋ยวถ้าท่องไม่ได้ คอยดูเถอะว่าฉันจะจัดการนายยังไง!"
ชิงอวิ๋นคิดว่าเมื่อคืนเธอคงทะเลาะกับพ่อแม่ตามพล็อตเรื่องในชาติก่อนอีกแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจ เขาไหวไหล่แล้วจัดการธุระของตัวเองต่อไป
หลังจากพูดจบฉินมั่นมั่นก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา
ตัวฉันเป็นอะไรไปเนี่ย?
นิสัยอ่อนโยนเรียบร้อยอย่างฉัน ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นเหมือนคุณนายแม่ที่บ้านไปได้ล่ะ?
เดี๋ยวค่อยง้อเขาหน่อยดีไหมนะ?
เมื่อรับกระดาษข้อสอบที่ถังเชียนหยิ่งยื่นมาให้ ฉินมั่นมั่นก็อ่านโจทย์อย่างใจลอย
เธอกำลังกังวลว่าภาพลักษณ์นางฟ้าในสายตาของชิงอวิ๋นจะพังทลายลงไปหรือเปล่า
ถังเชียนหยิ่งบีบนวดไหล่เอาใจเธอ "เป็นไง? ยากใช่ไหมล่ะ? ชิงอวิ๋นบอกให้ฉันเล็งทำข้อที่ยากๆ เข้าไว้"
ชิงอวิ๋นหันขวับไปด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง "ฉันไปพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ถังเชียนหยิ่งยิ้มตาหยี "เมื่อกี้ที่นายบอกว่านายจะสอบเข้าที่เยียนจิง แล้วบอกว่าถ้าฉันอยากไปก็ต้องพยายามเข้า ไม่ใช่เหรอ?"
ชิงอวิ๋นถึงกับโกรธจนหลุดขำ
ฝีมือการบิดเบือนคำพูดนี่ ร้ายกาจจริงๆ!
ชอบเล่นลิ้นนักใช่ไหม?
ยัยโลลิ ฝากไว้ก่อนเถอะ!
วันหลังจะปล่อยให้เล่นให้พอใจเลย!
เมื่อฉินมั่นมั่นได้ยินดังนั้นก็ตวัดสายตาเย็นชาใส่เขาหนึ่งที ก่อนจะเอาปากกาในมือเคาะหัวถังเชียนหยิ่งเบาๆ "วันๆ เอาแต่ยุแยงตะแคงรั่วอยู่ได้"
ถังเชียนหยิ่งลูบหัวตัวเองพลางแลบลิ้น "น่าเบื่อชะมัด!"
ฉินมั่นมั่นแค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ แล้วเริ่มอธิบายให้เธอฟัง
……
คาบแรกก็คือวิชาภาษาจีน
เสียงออดเข้าเรียนยังไม่ทันดัง หลี่เสี่ยวโปครูสอนภาษาจีนก็ถือปึกกระดาษข้อสอบเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในห้องเรียน
หวังจื่อหาว หลินซวิ่น และอีกหลายคนหันกลับไปมองชิงอวิ๋นที่นั่งอยู่แถวหลังสุดด้วยสีหน้าขบขัน
อาศัยจังหวะที่หลี่เสี่ยวโปไม่ทันสังเกต หลินซวิ่นก็แอบชี้ไปที่ตัวเลขไม่กี่ตัวตรงมุมกระดานดำ แล้วขยับปากพูดกับชิงอวิ๋นแบบไม่มีเสียง "ไอ้ขี้เก๊ก แกตายแน่"
พูดจบก็เอามือปาดคอตัวเองเบาๆ
เมื่อฉินมั่นมั่นเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว แต่มือเล็กๆ กลับกดลงบนขาของชิงอวิ๋นที่อยู่ใต้โต๊ะ
ชิงอวิ๋นยิ้มๆ อาศัยจังหวะนี้คว้ามือเล็กของเธอมากุมไว้ แล้วใช้นิ้วเขี่ยเบาๆ ในฝ่ามือของเธอ
ฉินมั่นมั่นกัดริมฝีปากพลางตวัดสายตาค้อนใส่เขา แล้วก็นิ่งเงียบไป
ในห้องเรียนชั้นม.6 บนโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย เธอจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนข้างหน้ามองเห็น
ทว่าข้างๆ กลับมีเสียงไอส่งมา
เป็นเสียงกระแอมที่ชัดเจนมาก
ฉินมั่นมั่นรีบดึงมือกลับมาอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วพัดวีไล่ความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาบนใบหน้า
"ในห้องเรียนนะยะ!" ถังเชียนหยิ่งถลึงตาใส่ทั้งสองคนอย่างเหลืออด
เธอไม่น่าตกลงเปลี่ยนที่นั่งเมื่อวานนี้เลย!
ระคายเคืองลูกตาชะมัด!
เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้น หลังจากยืนขึ้นทำความเคารพเสร็จ หลี่เสี่ยวโปก็ยิ้มออกมา "ผลการสอบจำลองครั้งที่สองออกมาแล้ว ทุกคนทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว พยายามต่อไปนะ!
มา ตัวแทนวิชาแจกกระดาษข้อสอบหน่อย"
หลี่ย่าลี่ลุกขึ้นมารับกระดาษข้อสอบแล้วหาเพื่อนอีกสองสามคนไปช่วยกันแจก
หวังจื่อหาวและหลินซวิ่นแย่งปึกกระดาษข้อสอบมาพลิกดูทันที
อาศัยช่วงเวลานี้หลี่เสี่ยวโปก็พูดต่อด้วยรอยยิ้ม "คะแนนเฉลี่ยของทั้งห้องในครั้งนี้แซงหน้าห้องเรียนพิเศษสายศิลป์ไปได้อีกครั้ง โดยทำไปได้ถึง 134.57 คะแนน
ขอบใจนักเรียนทุกคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับครูนะ"
หลี่เสี่ยวโปรู้สึกภูมิใจมาก การที่วิชาภาษาจีนของห้องเรียนพิเศษสายวิทย์สามารถเอาชนะห้องเรียนพิเศษสายศิลป์ได้นั้น ส่งผลดีต่อการประเมินวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญของเขาเป็นอย่างมาก
กลุ่มเด็กเรียนเก่งหน้าเวทีโบกไม้โบกมือและพากันแสดงความคิดเห็น "ไม่เป็นไรครับครูหลี่ ปกติครูก็ไว้หน้าพวกเรามากอยู่แล้ว ตอนเรียนจะแอบทำงานวิชาอื่นครูก็ไม่ว่าอะไร"
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เสี่ยวโปก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเศร้าใจดี
ในฐานะครูประจำวิชา เขาคงเป็นครูที่มีสถานะต่ำต้อยที่สุดในห้องเรียนพิเศษแล้วล่ะมั้ง
เขายิ้มเฝื่อนๆ ออกมา "ความจริงแล้ว ครั้งนี้ก็ยังน่าเสียดายอยู่นิดหน่อยนะ เพราะผลงานของนักเรียนบางคนในห้อง ทำให้คะแนนเฉลี่ยของห้องเราไม่ทะลุ 135 คะแนน
ดังนั้น นักเรียนบางคนที่ว่านั้น..."
คำพูดของหลี่เสี่ยวโปยังไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงร้องอุทานขัดจังหวะเสียก่อน
"เป็นไปได้ยังไง!"
เห็นเพียงหลินซวิ่นถือกระดาษข้อสอบยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว
หลี่เสี่ยวโปเดินเข้าไปดูก็พบว่าเป็นข้อสอบของชิงอวิ๋น
บนนั้นมีตัวเลขสีแดงสด "113" เขียนกำกับไว้ตรงช่องคะแนนรวม
หลี่เสี่ยวโปถอนหายใจและพูดอย่างจนปัญญา "ใช่ไหมล่ะ? หลินซวิ่น เธอก็คิดว่ามันเกินไปเหมือนกันใช่ไหม!"
พูดจบเขาก็หันกลับมา "ชิงอวิ๋น เธอเห็นไหม คะแนนของเธอนี่ เพื่อนๆ ยังรู้สึกว่ามันรับไม่ได้เลยนะ"
พูดถึงตรงนี้ หลี่เสี่ยวโปก็ชะงักไปเล็กน้อย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม "แต่ว่านะ ชิงอวิ๋น ความจริงฉันค่อนข้างชอบเธอเลยล่ะ ท้ายที่สุดแล้วทั้งห้องก็มีแค่เธอคนเดียวที่ยังตั้งใจฟังฉันสอน
คนอื่นๆ ฉันก็ไม่มีอะไรจะสอนพวกเขาแล้วเหมือนกัน เพราะตั้งแต่ฉันรู้จักพวกเขาตอนม.6 พวกเขาก็ได้คะแนนเกิน 130 คะแนนกันหมดแล้ว
แม้ว่าคะแนนสอบครั้งนี้ของเธอจะได้ 113 คะแนนซึ่งไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก แต่เธอก็ยังทำให้ฉันภูมิใจมาก เธอมีพัฒนาการมาโดยตลอด และยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีกเยอะ
ครูคาดหวังในตัวเธอมากนะ เธอต้องตั้งใจฟังให้ดีล่ะ เก็บเกี่ยวความรู้ให้คุ้มค่า นี่มันคลาสเรียนส่วนตัวแบบตัวต่อตัวเลยนะ"
หลี่เสี่ยวโปรู้สถานการณ์ของชิงอวิ๋นดี จึงพยายามพูดให้ติดตลกเข้าไว้ เพื่อเป็นการรักษาหน้าให้เขาด้วย
แต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ คำพูดที่มักจะทำให้บรรยากาศในห้องเรียนสนุกสนานครื้นเครงขึ้นได้ในยามปกติ กลับใช้ไม่ได้ผลในตอนนี้
ทุกคนเอาแต่จ้องมองชิงอวิ๋นที่อยู่หลังห้องด้วยความตกตะลึง
แม้แต่ฉินมั่นมั่นที่เตรียมใจมาบ้างแล้ว ในเวลานี้ก็ยังต้องตกตะลึง
ในสถานการณ์ที่มีทั้งข้อสอบอัตนัยและเรียงความ แต่กลับกะคะแนนได้ไม่คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่คะแนนเดียว เขาทำได้ยังไงกัน?
เมื่อวานเธอประเมินคะแนนวิชาภาษาจีนของตัวเองไว้ น่าจะได้ 141 คะแนน
แต่กระดาษข้อสอบที่แจกกลับมาในตอนนี้กลับได้ 138 คะแนน คลาดเคลื่อนไป 3 คะแนน
ชิงอวิ๋นยิ้มๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโค้งคำนับรับคำ
บรรยากาศแปลกประหลาดในห้องเรียนทำให้หลี่เสี่ยวโปถึงกับงุนงงเป็นไก่ตาแตก
พวกจอมขี้เก๊กกลุ่มนี้กำลังเล่นตุกติกอะไรกันอีกเนี่ย?
เขาพยักหน้าให้ชิงอวิ๋น กระแอมเบาๆ แล้วเดินกลับไปที่หน้าชั้นเรียน "ฉันจะไม่อธิบายข้อสอบแล้วกันนะ เดี๋ยวแจกเฉลยให้ไปตรวจกันเอง ใครไม่เข้าใจตรงไหนก็ขึ้นมาถามฉันได้
ชิงอวิ๋น เธอเอากระดาษข้อสอบขึ้นมา ฉันจะเน้นอธิบายเรื่องรูปแบบการอ่านจับใจความให้เธอฟัง"
ชิงอวิ๋นพยักหน้ารับ เขาหยิบกระดาษข้อสอบมาจากมือของหลินซวิ่นแล้วเดินไปยืนอยู่ข้างหน้าชั้นเรียน
เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร
ก็มาแสวงหาความรู้นี่นา ไม่มีอะไรน่าอายสักหน่อย
ในฐานะนักเรียนสายแข่งขัน วิชาสายศิลป์ของเขาก็แย่อยู่แล้ว แถมเขายังมีเวลาทบทวนบทเรียนน้อยกว่าคนอื่นตั้งครึ่งปี สอบได้คะแนนเท่านี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
หลินซวิ่นที่กลับมานั่งที่เดิมรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ถึงกับมีคนที่สามารถควบคุมคะแนนในวิชาภาษาจีนได้ด้วย!
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองตัวเลขไม่กี่ตัวตรงมุมกระดานดำอีกครั้ง ในใจก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ
หากควบคุมคะแนนวิชาภาษาจีนได้ นั่นก็หมายความว่าโอกาสที่จะควบคุมคะแนนรวมได้มีมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
ที่เหลือก็ต้องดูที่วิชาภาษาอังกฤษ
คงมีแค่เรียงความภาษาอังกฤษเท่านั้นที่ยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
แต่ว่า...
แม่งเอ๊ย เรียงความภาษาจีนตั้ง 60 คะแนนยังคุมได้ แล้วเรียงความภาษาอังกฤษแค่ 25 คะแนนจะคุมไม่ได้เชียวเหรอ?
ไม่!
เขาต้องคุมไม่ได้แน่ๆ!
เขาไม่มีทางคุมได้หรอก!
เขาคุมไม่ได้เด็ดขาด!
นักเรียนที่มาจากชนบท สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือภาษาอังกฤษนี่แหละ!
เมื่อนึกถึงเรียงความของชิงอวิ๋นที่มักจะถูกครูสอนภาษาอังกฤษหยิบยกมาเป็นตัวอย่างข้อผิดพลาดอยู่เสมอ หลินซวิ่นก็กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
ระดับภาษาอังกฤษที่ได้ 110 คะแนน โดยตัวมันเองก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าพื้นฐานไม่แน่น
แม้แต่ด่านคำศัพท์ยังไม่ผ่านเลยด้วยซ้ำ เรียงความบทนึงผิดตรงไหนก็คงไม่รู้หรอก
ยังจะมาคุมคะแนนอีกเหรอ?
นอกเสียจากว่าจะไม่เขียนคำศัพท์เลยสักคำ!
คุมให้ได้ศูนย์คะแนนไปเลย!
เขาหันไปมองหวังจื่อหาวที่อยู่ไม่ไกลนัก
หวังจื่อหาวในเวลานี้ก็หันมาทางเขาเช่นกัน นิ้วชี้เคาะไปที่หนังสือภาษาอังกฤษ บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
……
หลังเลิกเรียน ฉินมั่นมั่นก็แทบรอไม่ไหวที่จะแย่งกระดาษข้อสอบของชิงอวิ๋นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด
ตอนเรียนอยู่ไม่สะดวกจะลงมือ
ท้ายที่สุดแล้วมันก็คือ 'คลาสเรียนส่วนตัว'
ตลอดทั้งคาบเรียนวิชาภาษาจีน หลี่เสี่ยวโปถึงกับให้ชิงอวิ๋นยกเก้าอี้ไปตั้งไว้ข้างหน้าชั้นเรียนเลย แล้วก็คอยติวเข้มเรื่องรูปแบบการอ่านให้เขาด้วยเสียงกระซิบ เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนคนที่กำลังทำโจทย์วิชาอื่นอยู่
คนรอบข้างเห็นดังนั้นก็พากันมามุงดู พวกเขาก็อยากรู้เหมือนกัน
"ข้อพวกนี้นายทำผิดหมดเลยเหรอ?" ฉินมั่นมั่นมองดูข้อสอบเติมคำในบทกวีบนกระดาษ แล้วก็รู้สึกโมโหขึ้นมาตงิดๆ
ชิงอวิ๋นเกาหัว ตอนนี้พอมาเห็นข้อผิดพลาดพวกนี้ เขาก็พูดไม่ออกเหมือนกัน
เมื่อเห็นว่าฉินมั่นมั่นใกล้จะปรี๊ดแตก เขาก็รีบพูดขึ้นมา "ตอนนี้ทำได้แล้ว 'ฟ่านซีเหวินสองคำผูกพัน' หมายถึง 'สุข' กับ 'ทุกข์' บทกวีที่สอดคล้องกันก็คือ 'ทุกข์ก่อนที่ใต้หล้าจะทุกข์ สุขหลังจากที่ใต้หล้าสุขแล้ว' ไงล่ะ!
ซูซื่อใช้โวหารภาพพจน์ใน 'บทกวีผาแดง' เพื่อรำพึงถึงความสั้นของชีวิต และความกระจ้อยร่อยของตัวบุคคล บทกวีนั้นก็คือ 'ฝากร่างชีปะขาวไว้ในฟ้าดิน เล็กจ้อยดั่งเมล็ดข้าวฟ่างในมหาสมุทร'
เลิกดูเถอะ หรือว่าเราจะมาสุ่มท่องวิชาชีววิทยากันก่อนดี?"
ฉินมั่นมั่นรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ นัยน์ตาสวยกลอกไปมาก่อนจะถลึงตาใส่เขาอย่างแรง "เอาไว้สุ่มท่องหลังเลิกเรียนคาบหน้า!"
เรียงความ 48 คะแนน
เธอกวาดสายตาดูคร่าวๆ ก็เข้าใจได้ทันที
ในแง่ของเนื้อหา ตรงตามหัวข้อ จุดเด่นชัดเจน อารมณ์ความรู้สึกซาบซึ้งกินใจ
ในแง่ของการนำเสนอ ตรงตามรูปแบบการเขียน โครงสร้างรัดกุม ภาษาลื่นไหล ลายมือเป็นระเบียบ
นั่นก็หมายความว่าระดับพื้นฐานสามารถคว้าไปได้เต็ม 40 คะแนน
ทั้งบทความแทบจะไม่เห็นความสละสลวยทางภาษา และไม่มีความคิดสร้างสรรค์อะไรเลย ระดับการพัฒนาจึงได้ไปแค่ 8 คะแนน
เรียงความแบบสำเร็จรูปตามมาตรฐาน มิน่าล่ะถึงได้ควบคุมคะแนนได้
คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ลองพิจารณาดู ก็พลอยเข้าใจตามไปด้วย
เมื่อเรียนไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ความสามารถในการตรวจข้อสอบก็ไม่ต่างอะไรกับครูเลย
ปัญหาที่สะท้อนออกมาจากกระดาษข้อสอบของชิงอวิ๋นมีความสมเหตุสมผลมาก และสอดคล้องกับความเป็นจริงสุดๆ
พูดง่ายๆ ก็คือมีสองประเด็น
ข้อแรก ขาดทักษะในการตอบคำถามเรื่องการอ่านจับใจความ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำโจทย์น้อยเกินไป
ข้อสอง ปกติแล้วทุ่มเทให้กับวิชาภาษาจีนไม่มากพอ สิ่งที่ควรท่องก็ไม่ท่อง ซึ่งส่งผลทางอ้อมทำให้เรียงความแม้จะมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน แต่ก็ขาดวัตถุดิบที่จะนำมาช่วยยกระดับความสละสลวยทางภาษา
ส่วนเรื่องที่ว่าจะพัฒนาได้อย่างไรนั้น พวกเขาก็ไม่อยากจะสอดปากพูดอะไรมาก
มีทั้งคลาสเรียนส่วนตัวจากครู แล้วยังมีฉินมั่นมั่นคอยกระตุ้นเตือนอีก ตอนสอบเกาเข่าคะแนนเพิ่มขึ้นสักสิบกว่าคะแนนก็คงไม่ใช่ปัญหา
แค่มันทำร้ายจิตใจคนโสดอย่างพวกเขารุนแรงไปหน่อยก็เท่านั้น
มีแฟนเป็นถึงสุดยอดเด็กเรียน ทำไมพวกเขาถึงไม่เจอเรื่องดีๆ แบบนี้บ้างนะ!
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไป มือเล็กๆ ของฉินมั่นมั่นก็หยิกหมับเข้าที่ต้นขาของเขาใต้โต๊ะอย่างแรง
"ระดับแค่นี้ นายยังคิดจะสอบให้คะแนนแซงฉันอีกเหรอ? เมื่อวานนายจริงจังหรือเปล่าเนี่ย!"
เธอเขียนระบายความขุ่นเคืองลงบนสมุดทดเลขที่วางอยู่ระหว่างทั้งสองคน
แค่วิชาภาษาจีนก็โดนหักไปตั้ง 37 คะแนนแล้ว คะแนนรวมยังคิดจะแซงหน้าเธออีกเหรอ?
ฝันกลางวันชัดๆ!
ตอนนี้ในใจของเธอรู้สึกแย่มากๆ
ถ้าเกิดตอนสอบเกาเข่าเขาทำคะแนนแซงเธอไม่ได้จริงๆ จะทำยังไงล่ะ?
จะให้เธอทนดูเขาไปคบกับถังเชียนหยิ่งหรือเพื่อนสนิทคนอื่นงั้นเหรอ?
นิ้วมือที่จับปากกาของฉินมั่นมั่นซีดเผือด ความรู้สึกปวดแปลบแล่นปราดขึ้นมาในใจระลอกแล้วระลอกเล่า
ชิงอวิ๋นมองเธออย่างจนปัญญา เขาตอบลงบนกระดาษทด "ระดับที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้นะ ถึงจะสู้เธอไม่ได้ แต่ก็น่าจะได้สัก 128 คะแนนแหละ"
เมื่อฉินมั่นมั่นเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงฮึดฮัดอีกครั้ง ทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ
"ทำไมเหรอ? กังวลว่าฉันจะเอาชนะเธอไม่ได้หรือไง? หยิกซะเจ็บเลยนะ"
หลังจากเขียนประโยคนี้จบ ชิงอวิ๋นก็คว้ามือเล็กของเธอมาวางไว้บนตักตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความหยอกล้อ
ฉินมั่นมั่นค้อนใส่เขา แล้วค่อยๆ นวดเบาๆ ตรงบริเวณที่เธอเพิ่งหยิกไปเมื่อครู่
ผิดก็ยอมรับผิด เธอเป็นคนใจกว้างมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
"พวกนายกำลังเขียนอะไรกันอยู่เหรอ?" ถังเชียนหยิ่งชะโงกหน้าเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ไม่มีอะไรหรอก ฉันกำลังคุยกับเขาเรื่องสอบวิชาภาษาจีนครั้งนี้น่ะ"
ฉินมั่นมั่นรีบเอามือปิดสมุดทดเลขอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะแอบฉีกกระดาษแผ่นนั้นขยำเป็นก้อนแล้วยัดใส่ลิ้นชักโต๊ะ
ถังเชียนหยิ่งกะพริบตาโตราวกับหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนปริบๆ "โอเค ฉันเชื่อก็ได้"
ปากก็พูดไปอย่างนั้นแหละ แต่สีหน้าของเธอกลับเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
ฉินมั่นมั่นร้อนรน เธอไม่ได้พูดอะไรผิดสักหน่อย!
แต่บนกระดาษทดแผ่นนั้นมีคำพูดส่วนตัวอยู่บ้าง แล้วก็ยังมีความลับของคนสองคนอีก เธอไม่อยากจะเอาออกมาให้ถังเชียนหยิ่งดูหรอก
เมื่อเห็นเพื่อนสนิทเตรียมจะอธิบายต่ออีกสองสามประโยค ถังเชียนหยิ่งก็โบกมืออย่างจนใจด้วยสีหน้ารังเกียจ
"พอแล้วๆ ก็แค่เขียนจดหมายน้อยส่งผ่านความในใจกันไม่ใช่หรือไง? ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นสักหน่อย! ต้องขนาดนี้เลยเหรอ?"
ฉินมั่นมั่นเขินจนหน้าแดงก่ำ ยื่นมือออกไปหวังจะฉีกปากเธอ
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีคนเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน!"
ชิงอวิ๋นลูบคางมองดูทั้งสองคนที่กำลังหยอกล้อกัน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวังกับวันคืนในอนาคตขึ้นมา
ดอกไม้รู้ใจกับหญ้าลืมทุกข์ก็ควรจะถูกจัดวางไว้ด้วยกันสิถึงจะถูก!







