ยอดคหบดีต้าถัง เริ่มจากผู้ใหญ่บ้าน · khram
ตอนที่ 55
บทที่ 55 พายุโหมรู้หญ้าแกร่ง ชาติปั่นป่วนเห็นขุนนางตงฉิน
เหอเป่ย, หลีหยาง
สวีซื่อจี้สู้ทัพของอวี่เหวินฮั่วจี๋ไม่ไหว ล่าถอยไปตั้งรับที่เมืองหลีหยางชาง อัครมหาเสนาบดีอวี่เหวินฮั่วจี๋ที่มุ่งหน้ากลับตะวันตกเข้ายึดครองหลีหยาง แล้วนำทัพล้อมสวีซื่อจี้ไว้ หลี่มี่จึงนำทัพมาช่วย
กองทัพตั้งมั่นอยู่ที่ชิงจ้าน คอยจุดเพลิงสัญญาณประสานกับสวีซื่อจี้ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทัพจอมเวหาผู้เกรียงไกรที่อวี่เหวินฮั่วจี๋เป็นผู้นำ หลี่มี่เองก็ไม่กล้าปะทะซึ่งหน้า
กุนซือเว่ยเจิงเสนอแผน ให้ขุดคูน้ำลึกสร้างค่ายคูให้สูงชัน ตั้งรับหยั่งเชิงกันไป
ทัพของอวี่เหวินฮั่วจี๋มุ่งขึ้นเหนือจากเจียงตู ไร้ทั้งฐานที่มั่นและเสบียงอาหาร ย่อมยากจะยืนหยัดได้นาน
ดังนั้น เมื่ออวี่เหวินฮั่วจี๋บุกโจมตีสวีซื่อจี้ที่หลีหยางชางอย่างหนัก หลี่มี่จึงนำทัพไปก่อกวนแนวหลัง พออวี่เหวินฮั่วจี๋หันกลับมาโจมตี หลี่มี่ก็ถอยกลับไปยังหลินฉี
โดยมีแม่น้ำฉีสุ่ยกั้นกลาง
อวี่เหวินฮั่วจี๋โกรธจัดจนชี้หน้าด่าทอหลี่มี่
หลี่มี่ซึ่งตอบรับการแต่งตั้งจากลั่วหยาง เปลี่ยนจากกบฏกลายเป็นขุนนางกู้ชาติของราชวงศ์สุย ตะคอกใส่อวี่เหวินฮั่วจี๋อย่างเหยียดหยามว่า “ครอบครัวเจ้าเดิมทีก็เป็นแค่ทาสชนเผ่าซยงหนู บิดาพี่น้องและลูกหลานล้วนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากราชวงศ์สุย เสวยสุขมาหลายชั่วอายุคน ถึงขั้นได้องค์หญิงเป็นภรรยา เกียรติยศของครอบครัวเจ้า ไม่มีตระกูลใดในราชสำนักเทียบได้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณดั่งขุนนางคู่แผ่นดิน ก็ย่อมต้องตอบแทนดั่งขุนนางคู่แผ่นดิน
ไม่ยอมถวายคำแนะนำด้วยชีวิต ไฉนจึงกลับกลายเป็นกบฏปลงพระชนม์ฮ่องเต้เสียเอง?
เจ้าสังหารลูกหลานฮ่องเต้ ย่ำยีพระสนม เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์
เจ้าไม่ยึดถือความจงรักภักดีดั่งจูเก๋อจ้าน แต่กลับกระทำการกบฏดั่งที่ฮั่วอวี่เคยทำ ฟ้าดินไม่อาจให้อภัยเจ้าได้ มนุษย์และเทพยดาก็ไม่คุ้มครองเจ้าหรอก”
อวี่เหวินฮั่วจี๋ใบหน้าทะมึนทึบ ด่าทอหลี่มี่อย่างสาดเสียเทเสีย
“บิดามาสู้รบกับเจ้า เจ้ากลับมาเล่นลิ้นกับบิดา มีปัญญาก็มาสู้กับบิดาสักตั้ง อย่ามัวแต่หดหัวเป็นเต่า!”
หลี่มี่หันไปกล่าวกับคนสนิทว่า “อวี่เหวินฮั่วจี๋ทั้งโง่เขลาและไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ ยังริอ่านจะชิงบัลลังก์อีกหรือ”
เว่ยเจิงเองก็เหยียดหยามอวี่เหวินฮั่วจี๋อย่างยิ่ง “ข้าน้อยมีแผนการหนึ่ง สามารถกำจัดผู้ปลงพระชนม์ฮ่องเต้ได้”
“โอ้ จี้ซื่อเว่ยมีแผนการอันใดรึ?”
“ผู้ปลงพระชนม์ฮ่องเต้ขาดแคลนเสบียง ทั้งยังไร้ฐานที่มั่น ผลดีอยู่ที่การรบเร็ว เว่ยกงส่งคนไปพบเขาได้ แสร้งทำเป็นยินดีร่วมทัพกับเขาไปยึดตงตูลั่วหยางก่อน หากทำสำเร็จจะใช้แม่น้ำฮวงโหเป็นเส้นแบ่งเขตแดน แต่งตั้งเขาเป็นสวี่อ๋อง รั้งตำแหน่งซือถู น่าเหยียน และซ่างซูลิ่งแห่งเหอเป่ยเต้าต้าสิงไถ บัญชาการทหารทุกโจวในเหอเป่ย และให้สัญญาว่าเมื่อยึดลั่วหยางได้แล้ว จะแบ่งเสบียงครึ่งหนึ่งให้เขา”
“อวี่เหวินฮั่วจี๋ละโมบแต่ไร้แผนการ โง่เขลาและขี้ขลาด ย่อมต้องหลงกลเป็นแน่ ถึงตอนนั้นกำลังใจทหารย่อหย่อน เมื่อเสบียงหมดสิ้น ก็ย่อมพ่ายแพ้ไปเองโดยไม่ต้องโจมตีเลย”
“แผนการของจี้ซื่อเว่ยช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“ข้าน้อยก็แค่เลียนแบบแผนการที่หลี่ซื่อหมินใช้จัดการกับเซวียจวี่เท่านั้น”
······
ตำบลอวี้ซิ่ว
กำนันหวังกลับจากการเข้าเวรที่เมืองฉางอัน ขี่ม้ามายังกระท่อมหญ้าอู๋จี๋อย่างเร่งรีบ
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
กำนันหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาลดเสียงลงแล้วบอกข่าวเรื่องความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ยให้หลี่อี้ฟัง ในบรรดาผู้บัญชาการทั้งแปด ตายไปสอง ถูกจับเป็นเชลยไปสาม
ทหารตายในสนามรบกว่าหมื่นนาย ถูกจับเป็นเชลยกว่าสองหมื่น ยังมีชาวบ้านและแรงงานอีกกว่าสามหมื่นคนที่ถูกจับไป
เมืองเกาจื้อก็แตกแล้ว
ป่านนี้จิงโจว หนิงโจว และปินโจวก็คงเสียเมืองไปหมดแล้ว”
ในฤดูร้อนอันอบอ้าว กำนันหวังกลับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
“น่าเหยียนหลิวเหวินจิ้ง และรองเสนาบดีกรมขุนนางอินไคซาน ล้วนถูกปลดจากตำแหน่งและถอดชื่อออกแล้ว ฝ่าบาทยังทรงส่งคนไปเร่งเรียกตัวอ๋องฉินกลับเมืองหลวงด้วย”
“ตอนนี้นครหลวงกำลังปั่นป่วน ครอบครัวขุนนางตระกูลใหญ่จำนวนไม่น้อยพากันนั่งรถม้าออกจากฉางอันไปแล้ว”
“พอข่าวแพร่ออกไป หน้าร้านขายข้าวในตลาดตะวันออกและตะวันตกก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ราคาข้าวพุ่งขึ้นทุกครึ่งชั่วยาม ร้านขายข้าวหลายแห่งถึงกับปิดร้านไม่ยอมขายเลย”
ฟ้าแทบจะถล่มลงมา
ชาวเมืองฉางอันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสงครามใกล้เข้ามาแล้ว ปีนี้มักจะได้ยินข่าวเรื่องสงครามใหญ่ในจงหยวน หลี่มี่ล้อมลั่วหยางไว้ ผ้าแพรหนึ่งพับในเมืองลั่วหยางแลกข้าวฟ่างเปลือกได้เพียงสามเซิง ผ้าฝ้ายหนึ่งพับแลกเกลือได้หนึ่งเซิง แถมบ่อยครั้งก็มีแต่ราคาแต่ไม่มีของขาย
ตอนนี้พวกเขาเองก็กังวลว่าหากเซวียจวี่บุกมาถึงฉางอัน เมื่อถึงเวลานั้นฉางอันก็จะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเสบียงเช่นกัน
ทุกวันนี้ข้าวหนึ่งโต่วแลกผ้าแพรหนึ่งพับ ทุกคนก็แทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว หากผ้าแพรหนึ่งพับแลกข้าวฟ่างได้แค่สามเซิง นั่นก็หมายความว่าราคาข้าวจะพุ่งพรวดขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
นั่นมันจะกินเลือดกินเนื้อกันแล้ว
“คิดไม่ถึงเลยว่าอ๋องฉินจะพ่ายแพ้” กำนันหวังกล่าวอย่างหดหู่
“อ๋องฉินพ่ายแพ้ได้อย่างไร?” หลี่อี้เองก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่นี้ขึ้นจริงๆ เขาไม่ได้เตรียมยาให้อ๋องฉินไว้หรอกหรือ หรือว่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคพวกนั้น?
“ความจริงแล้วก็ไม่ใช่อ๋องฉินที่รบแพ้หรอก อ๋องฉินจู่ๆ ก็ป่วยเป็นไข้จับสั่น ไม่สามารถคุมทัพได้ จึงให้หัวหน้าเลขาธิการหลิวเหวินจิ้ง และซือหม่าอินไคซานเป็นผู้สั่งการแทน ใครจะรู้ว่าสองคนนี้ไม่ฟังคำสั่งของอ๋องฉินที่ให้ตั้งรับอยู่ในเมือง กลับประมาทศัตรูและอวดดี นำทหารสี่หมื่นนายออกจากเมืองเกาจื้อ ผลคือถูกเซวียจวี่ส่งทหารอ้อมไปตีกระหนาบหลังจนพ่ายแพ้ยับเยิน”
หลี่อี้ฟังแล้วถึงกับขมวดคิ้ว ไข้จับสั่น?
ไม่ถูกสิ ในบรรดายาเหล่านั้นที่เขาให้หลี่ซื่อหมินไป ก็มียารักษาไข้จับสั่นอยู่ด้วยนี่นา
“ข้ามีเรือนพักตากอากาศอยู่บนภูเขาจงหนานแห่งหนึ่ง เป็นที่สำหรับหนีร้อนและล่าสัตว์ ข้าเตรียมจะขนเสบียงส่วนหนึ่งไปที่นั่น หากทัพฉินตะวันตกบุกมาถึงแม่น้ำเว่ยจริงๆ ข้าก็จะพาครอบครัวหนีเข้าเขาไปหลบภัย ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปกับข้าได้นะ”
กำนันหวังเป็นคนดีไม่เลว ในเวลาเช่นนี้แล้วยังอุตส่าห์ช่วยเหลือหลี่อี้
หลี่อี้กลับไม่ได้กังวลขนาดนั้น แม้ว่าในประวัติศาสตร์หลี่ซื่อหมินจะเคยประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่จริงๆ แต่เซวียจวี่ก็ไม่ได้บุกมาถึงฉางอัน
หลังจากนี้จะมีตัวแปรอะไรเปลี่ยนไปบ้าง เขาไม่รู้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก
“ตอนนี้ราคาข้าวในฉางอันพุ่งไปถึงเท่าไหร่แล้วขอรับ?”
“ข้าวหนึ่งโต่วราคาห้าหกร้อยอีแปะแล้ว” กำนันหวังกล่าว
ราคาพุ่งขึ้นไม่น้อยเลย ข้าวแค่หนึ่งโต่วก็ขึ้นราคามาถึงร้อยสองร้อยอีแปะแล้ว
ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่แย่งกันซื้อหน้ากากอนามัยกับแอลกอฮอล์ในปีนั้นเลย
อีกทั้งตอนนี้ร้านขายข้าวในฉางอันต่างก็จำกัดการขาย หรือไม่ก็ปิดร้านไม่ขายไปเลย
มีเงินก็ซื้อไม่ได้
พ่อค้าหน้าเลือดพวกนี้ กักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร หาเงินจากสงครามชัดๆ
หลี่อี้คิดถึงเสบียงและผ้าแพรที่ตนแลกกลับมาในช่วงเวลานี้ ก็เก็บสะสมไว้ไม่น้อยแล้ว มีทั้งถั่ว ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง และข้าวเปลือก รวมแล้วกว่าร้อยสือ
การสร้างบ้าน ซื้อล่อ และอื่นๆ ภายในบ้าน ล้วนใช้ผ้าแพรทั้งสิ้น
หากตอนนี้เอาเสบียงที่เก็บตุนไว้ไปส่งที่เมืองฉางอันล่ะก็
นั่นมิใช่ว่าทั้งจะได้กำไรงามๆ แล้วยังได้ชื่อเสียงอีกหรือ?
ราคาข้าวในฉางอันพุ่งกระฉูด ร้านขายข้าวต่างพากันปิดร้าน ชาวบ้านสู้ราคาไม่ไหวและหาซื้อไม่ได้ ต้องเผชิญกับความอดอยากที่ไม่มีข้าวจะลงหม้อ แต่หลี่อี้ผู้เข้าใจในคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ กลับส่งความช่วยเหลือมาในยามคับขัน
นำเสบียงไปส่งเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อันเร่งด่วนของชาวเมืองฉางอัน นี่มิใช่การกระทำอันเปี่ยมด้วยคุณธรรมหรอกหรือ?
แค่ราคาข้าวโต่วละห้าหกร้อยอีแปะในตอนนี้ หนึ่งสือก็กำไรถึงสองพันอีแปะ หากขายได้ร้อยสือก็กำไรถึงสองร้อยก้วน
เทียบเท่ากับทองคำยี่สิบห้าตำลึงเลยทีเดียว
ทั้งได้กำไรทั้งได้ชื่อเสียง แบบนี้ทำได้นี่นา
พวกขุนนางตระกูลใหญ่เหล่านั้น ในเวลาเช่นนี้ต่างพากันส่งครอบครัวและลูกหลานหนีออกจากฉางอัน พวกพ่อค้าในตลาดตะวันออกและตะวันตกยิ่งฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้า
เขา หลี่อี้ จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
การนำเสบียงไปส่งที่เมืองฉางอันในเวลานี้ ถึงจะแสดงให้เห็นถึงความล้ำค่า
พายุโหมรู้หญ้าแกร่ง ชาติปั่นป่วนเห็นขุนนางตงฉิน
เขา หลี่อี้ ก็คือผู้ที่เดินสวนกระแสอย่างไรล่ะ
“ท่านอาหวัง ตอนนี้ฉางอันกำลังปั่นป่วนไม่สงบ แต่พ่อค้าข้าวกลับฉวยโอกาสขึ้นราคา ชาวบ้านไม่มีข้าวจะลงหม้อ ข้าตั้งใจว่าจะขนเสบียงที่เก็บตุนไว้ในบ้านไปขายที่ฉางอันขอรับ
ก็ถือเป็นการคลี่คลายสถานการณ์อันเร่งด่วนของทุกคนไปในตัวด้วย”
กำนันหวังมองเขาเหมือนมองคนโง่
“อู๋อี้เอ๊ย ตอนนี้สถานการณ์กำลังปั่นป่วน ทัพฉินตะวันตกอาจมาให้ม้าดื่มน้ำที่แม่น้ำเว่ย แล้วยกทัพมาประชิดกำแพงเมืองฉางอันได้ทุกเมื่อ เวลาแบบนี้เจ้าคิดยังไงถึงจะเอาข้าวไปขาย?
ดูจากท่าทีแล้ว หลังจากนี้ราคาข้าวจะต้องพุ่งพรวดขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน
ต่อให้ราคาขึ้นไปถึงโต่วละหนึ่งพันอีแปะ หรืออาจจะสูงกว่านั้นก็เป็นไปได้ อีกทั้งพอเกิดไฟสงครามขึ้นมา ถึงตอนนั้นต่อให้เจ้ามีเงินก็หาซื้อข้าวไม่ได้หรอกนะ
เชื่อคำแนะนำของอาสักคำเถอะ ในยามสงคราม เสบียงอาหารมีค่ายิ่งกว่าทองคำ ต่อให้ได้ราคาดีแค่ไหนก็อย่าขาย ไม่เพียงแต่ห้ามขายนะ เจ้ายังต้องรีบแบ่งเสบียงพวกนี้ไปซ่อนไว้ ทางที่ดีควรขนเข้าภูเขาไปบ้าง”
แต่หลี่อี้ล่วงรู้ถึงการพัฒนาของประวัติศาสตร์ในอนาคตนี่นา
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม อย่างไรเสียเซวียจวี่ก็ชนะศึกนี้ แต่ก็ไม่อาจบุกลงมาถึงที่ราบกวนจงได้หรอก
ต่อให้ตอนนี้ราคาข้าวจะพุ่งสูงปรี๊ด แต่ตราบใดที่เซวียจวี่ไม่ยกทัพมา ที่ราบกวนจงก็ยังปลอดภัย และราคาข้าวในนครหลวงก็จะร่วงลงมาตามระเบียบ
ราคาข้าวหนึ่งโต่วแลกผ้าแพรหนึ่งพับ อันที่จริงก็สูงมากอยู่แล้ว หากไม่มีสงครามใหญ่หรือความอดอยาก ก็ไม่มีทางที่ราคาจะพุ่งทะยานขึ้นไปได้อีก
ที่ลั่วหยางผ้าแพรหนึ่งพับแลกข้าวฟ่างได้สามเซิง นั่นมันกรณีพิเศษ
โรงงานเต้าหู้ของหลี่อี้ ส่วนใหญ่มักจะชำระเงินด้วยเสบียง ถั่วเหลืองส่วนหนึ่งนำไปผลิตต่อได้ แต่เสบียงประเภทอื่นกลับยิ่งสะสมก็ยิ่งมีมากขึ้น
ตุนไว้มากเกินไปก็ไม่จำเป็น ตอนนี้ราคาข้าวก็พุ่งขึ้นไปสูงแล้ว เก็บไว้มากประเดี๋ยวหนูแทะหรือขึ้นราก็รังแต่จะสูญเปล่า
ทั้งได้กำไรงามๆ ทั้งได้ชื่อเสียง คุ้มค่าจะตายไป
พูดแล้วก็ลงมือทำทันที
หลี่อี้ไปขอยืมรถม้าจากครอบครัวของกำนันหวัง, ลี่เจิ้งหวัง, กัวเอ้อร์หลาง, ซิ่วไฉต่ง, เฝิงลิ่วหลาง และคนอื่นๆ จากนั้นก็เรียกผู้ชายในหมู่บ้านทั้งแก่และหนุ่มราวๆ สิบคนมาช่วยกันขนข้าวไปส่งที่ฉางอัน วิ่งรถเที่ยวนี้เขาจ่ายค่าจ้างให้คนละสองเซิงข้าวฟ่าง
ทุกคนต่างก็ดีใจที่ได้มาหาเงินพิเศษนี้
บรรจุข้าวเปลือกหนึ่งร้อยสือ ข้าวฟ่างหกสิบสือ
รถม้า รถม้าเทียมวัว รถม้าเทียมล่อ รวมทั้งหมดสิบกว่าคัน บรรทุกเสบียงส่วนใหญ่ที่ตุนไว้ในบ้านของหลี่อี้ไปจนหมด เหลือไว้เพียงถั่วเหลือง ข้าวฟ่างบางส่วน และข้าวสาลี
หากไม่ใช่เพราะกำนันหวังเก็บข้าวไว้อย่างหวงแหนไม่ยอมขายล่ะก็ หลี่อี้ก็ตั้งใจจะกว้านซื้อข้าวจากกำนันหวังและลี่เจิ้งหวังไปขายที่ฉางอันด้วยซ้ำ
แม้กำนันหวังจะเป็นกำนันมาถึงสิบปี แต่เขาก็ยังมองสถานการณ์ในอนาคตไม่ออกอยู่ดี เขายึดมั่นอยู่แค่หลักการเดียว คือมีข้าวอยู่ในมือก็ไม่ต้องร้อนใจ
ยิ่งราคาข้าวพุ่งทะยาน เขาก็ยิ่งเก็บงำข้าวไว้ไม่ยอมขาย รอไล่ซื้อตอนราคาแพงแล้วขายทิ้งตอนราคาตก
ทว่าหลี่อี้กลับทำตรงกันข้าม เขาไล่ซื้อตอนราคาตกแล้วขายตอนราคาแพง
คนส่วนใหญ่มักจะชอบไล่ซื้อตอนราคาขึ้น ยิ่งขึ้นก็ยิ่งไล่ตาม สุดท้ายก็มักจะติดดอยกันง่ายๆ
รถม้ากว่าสิบคันเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังเมืองฉางอันอย่างเอิกเกริก
ระยะทางสี่สิบลี้ก็ถึงเมืองฉางอัน
ทหารเฝ้าประตูเมืองมองขบวนรถของพวกเขาด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เวลานี้บริเวณประตูเมืองคลาคล่ำไปด้วยรถม้า ส่วนใหญ่เป็นรถม้าที่กำลังจะออกนอกเมือง ในจำนวนนั้นมีรถม้าของตระกูลขุนนางมากมาย ขนข้าวของเป็นคันรถ ขนคนเป็นคันรถ มีทั้งบ่าวไพร่และสาวใช้แห่แหนกันออกจากเมืองฉางอันไป
ขบวนรถของหลี่อี้ที่กำลังจะเข้าเมืองจึงดูพิเศษโดดเด่นขึ้นมา
โดยเฉพาะเมื่อรถม้าเหล่านั้นบรรทุกเสบียงมาจนเต็มคันรถ ก็ยิ่งดูพิเศษมากขึ้นไปอีก
หลี่อี้แสดงหนังสือผ่านทางราชการ จากนั้นจึงอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
“ได้ยินมาว่าทัพหลวงของราชสำนักพ่ายแพ้ที่จิงโจว ทัพกบฏจากหลงโย่วกำลังบุกประชิด นครหลวงกำลังปั่นป่วน เสบียงอาหารมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ชาวบ้านจำนวนมากหวาดผวากันใหญ่เพราะซื้อข้าวไม่ได้ ข้ามีเสบียงตุนไว้ที่บ้านนิดหน่อย จึงตั้งใจขนมาส่งให้ชาวเมืองฉางอัน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระเท่าที่กำลังอันน้อยนิดของข้าจะทำได้ขอรับ”
หัวหน้าหน่วยที่คุมกำลังพลเดินเข้ามา เมื่อฟังต้นสายปลายเหตุจนเข้าใจแล้ว เขาก็รู้สึกเลื่อมใสแกมไม่ค่อยจะเข้าใจอยู่นิดๆ
เขาลดเสียงลง “ของเจ้าทั้งหมดมีข้าวเท่าไหร่?”
“ข้าวเปลือกร้อยสือ ข้าวฟ่างหกสิบสือขอรับ”
หัวหน้าหน่วยดึงเขาไปด้านข้าง “เจ้าตั้งใจจะขายในราคาเท่าไหร่?”
“ผ้าแพรหนึ่งพับแลกข้าวฟ่างหรือข้าวเปลือกหนึ่งโต่วขอรับ”
หัวหน้าหน่วยพยักหน้า ราคานี้ถือว่ายังยุติธรรมอยู่ เทียบเท่ากับข้าวสารหนึ่งโต่วราคาหกร้อยอีแปะ ตอนนี้ในตลาดตะวันออกและตะวันตกมีร้านค้าที่ขายข้าวหนึ่งโต่วในราคาผ้าแพรสองพับแล้ว ซึ่งเทียบเท่ากับข้าวหนึ่งโต่วราคาเจ็ดร้อยยี่สิบอีแปะ “ตอนนี้ข้าวหาซื้อยาก พี่น้องใต้บังคับบัญชาของข้าเองก็ต้องหาเลี้ยงครอบครัว
ข้าขอซื้อข้าวฟ่างให้พี่น้องใต้บังคับบัญชาสักยี่สิบสือ จะได้หรือไม่?”
หลี่อี้เองก็คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะถึงประตูเมือง ก็มีคนมาขอซื้อแล้ว
“ข้าน้อยหลี่อี้แห่งตำบลอวี้ซิ่ว ไม่ทราบว่าหัวหน้าหน่วยมีนามอันสูงส่งว่าอะไรหรือขอรับ?”
“ข้าแซ่ชิว นามชิวเสินเหยี่ยน เจ้าจะเรียกข้าว่าชิวลิ่วหลางก็ได้”
หลี่อี้ขนเสบียงมาฉางอันคราวนี้ หวังจะได้ทั้งกำไรและชื่อเสียง ในยุคสมัยนี้ชื่อเสียงนั้นสำคัญมาก เป็นทั้งใบเบิกทางและเครื่องรางคุ้มภัย
ชิวเสินเหยี่ยนผู้นี้ต้องการจะซื้อ ตราบใดที่ไม่ได้เหมาหมด แน่นอนว่าย่อมไม่มีปัญหา
“ได้สิขอรับ”
ชิวเสินเหยี่ยนรีบกลับบ้านไปเอาผ้าแพรทันที หลี่อี้คุยสัพเพเหระกับทหารนายหนึ่ง จึงรู้ว่าที่แท้ชิวเสินเหยี่ยนก็เกิดในตระกูลขุนนางนักรบ ปู่ของเขาชิวเหอตอนนี้เป็นถึงเจ้าเมืองเจียวจื่อ บิดาชิวสิงคือบุตรชายคนโตของชิวเหอ ก่อนหน้านี้เคยนำบุตรหลานลุกฮือขึ้นที่เหมยเซี่ยนอันเป็นบ้านเกิด ภายหลังนำผู้คนตอบรับองค์หญิงผิงหยางสวามิภักดิ์ต่อหลี่ยวน ตอนนี้ดำรงตำแหน่งจู้กั๋ว แม่ทัพองค์รักษ์ฝ่ายซ้าย และเหมยเฉิงเซี่ยนกง ส่วนพี่ชายคนโตของชิวเสินเหยี่ยนตอนนี้ก็รับตำแหน่งคู่เจินอยู่ในจวนอ๋องฉิน
ตระกูลชิวเป็นชนเผ่าเซียนเป่ย มีลูกหลานมากมาย ชิวเหอก็มีบุตรชายถึงสิบห้าคน
ตระกูลชิวไม่มีทางขาดแคลนเสบียงหรอก ชิวเสินเหยี่ยนเพียงมาซื้อข้าวให้พี่น้องใต้บังคับบัญชา เขาออกเงินให้ก่อน แล้วพวกพี่น้องใต้บังคับบัญชาค่อยรวบรวมเงินมาคืนให้ทีหลัง
ไม่นาน ชิวเสินเหยี่ยนก็ขี่ม้ากลับมา ด้านหลังมีบ่าวไพร่ขับรถม้าบรรทุกผ้าแพรสองร้อยพับตามมา ทั้งสองคนทำการซื้อขายกันอย่างชื่นมื่น
“คราวนี้เจ้าช่วยพวกพี่น้องของข้าไว้ได้มากจริงๆ”
หลี่อี้ยิ้มรับ
“เสบียงที่เหลือพวกนี้ของเจ้า เอาเป็นว่าข้าไปบอกพวกสหายในกรมทหารสักคำ ประเดี๋ยวเดียวก็มาเหมาของเจ้าจนหมดแล้ว”
“ไม่ต้องรบกวนหัวหน้าหน่วยชิวหรอกขอรับ ข้าเตรียมจะนำเสบียงเหล่านี้ไปที่ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนน่ะขอรับ”
หลี่อี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเงินเพียงอย่างเดียว เขาต้องมาสร้างชื่อเสียงด้วย หากถูกเหมาจนหมดตั้งแต่หน้าประตูเมือง ก็คงผิดไปจากความตั้งใจเดิมของเขาแล้ว
ชิวเสินเหยี่ยนกล่าวว่า “ตกลง”
เขาโบกมือคราหนึ่ง ก็ไม่มีใครตรวจหนังสือผ่านด่านของชาวหมู่บ้านหลัวเจียอีก ปล่อยให้ผ่านไปได้ทั้งหมด
หลี่อี้นำขบวนรถเสบียงมุ่งตรงไปยังฟางเซวียนหยางทางฝั่งตะวันออกของเมือง ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนตั้งอยู่ที่นี่
ระหว่างทาง ขบวนรถเสบียงขนาดไม่ใหญ่ขบวนนี้ก็ยังคงสะดุดตาเป็นอย่างมาก มีคนอยากจะขอซื้อข้าวอยู่หลายครั้ง
พวกเขาเดินทางมาถึงที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนในฟางเซวียนหยาง หลี่อี้ชี้แจงจุดประสงค์ในการมาแก่เจ้าหน้าที่ชุดดำที่เข้าเวรอยู่หน้าประตู
“มาส่งเสบียงงั้นรึ?”
คนผู้นั้นมีสีหน้าประหลาดใจ แต่ก็ยังเข้าไปรายงานให้
ภายในที่ว่าการอำเภอ นายอำเภอซินชู่เจี่ยนกำลังดื่มเหล้าอยู่ในตอนกลางวันแสกๆ ในใจของเขาช่างขมขื่นเสียเหลือเกิน เดิมทีเขาเป็นไท่จื่อเซ่อเหรินขั้นหกในสมัยราชวงศ์สุย ตำแหน่งขุนนางสูงส่ง ภรรยาก็เลอโฉม เรียกได้ว่าชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ ใครจะคาดคิดว่า เมื่อหลี่ยวนนำทัพบุกเข้าฉางอัน ไม่นานก็มีข่าวลือเรื่องความงามของภรรยาเขา พระองค์รับนางเข้าวัง แล้วก็ไม่ยอมปล่อยนางกลับมาอีกเลย
ซินชู่เจี่ยนขอร้องให้ปล่อยตัวภรรยากลับมาหลายครั้ง สุดท้ายสิ่งที่ได้รับก็คือหลี่ยวนเลื่อนตำแหน่งให้เขา จากไท่จื่อเซ่อเหรินขั้นหกขึ้นเป็นนายอำเภอว่านเหนียนขั้นห้า
เขาโกรธแต่ก็ไม่กล้าพูด ได้แต่จำใจยอมรับความจริงข้อนี้ ซินชู่เจี่ยนจึงกลายเป็นตัวตลกของฉางอันไปโดยปริยาย
ตำแหน่งนายอำเภอว่านเหนียนนี้ เป็นไปก็ไร้รสชาติสิ้นดี
“ด้านนอกมีคนอ้างว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านหลี่อี้แห่งหมู่บ้านหลัวเจีย ตำบลอวี้ซิ่ว เป็นศิษย์น้องของอดีตฟาเฉาซุนของพวกเรา ได้ยินว่านครหลวงขาดแคลนเสบียง ชาวบ้านไม่สงบสุข จึงจงใจส่งเสบียงกว่าร้อยสือมาให้ขอรับ”
ซินชู่เจี่ยนปรือตาขึ้นด้วยความสงสัยอยู่บ้าง เขาส่ายหัวไปมา ในที่สุดก็ฟังจนเข้าใจ
ฟาเฉาซุน ตอนนี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นจื้อซูซื่ออวี้สื่อแล้ว เมื่อก่อนเขากับซุนฝูเจียก็สอบได้จิ้นซื่อรุ่นเดียวกันในสมัยราชวงศ์ก่อน นับว่าเป็นสหายร่วมรุ่นกัน ด้วยความที่ชาติตระกูลของเขาดีกว่า เส้นทางขุนนางจึงราบรื่นกว่าซุนฝูเจีย ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นถึงไท่จื่อเซ่อเหริน ส่วนซุนฝูเจียเป็นเพียงฟาเฉาแห่งอำเภอว่านเหนียนเท่านั้น
หลี่อี้คนนั้นเขาก็จำได้แล้ว เป็นลูกศิษย์ของซิ่วไฉต่ง เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ยังได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท แต่กลับลาออกจากราชการกลับบ้านเกิดไปเปิดสถานศึกษาเอกชน
“ไป ไปดูกัน”
ซินชู่เจี่ยนส่ายหัวที่ยังคงมึนเมาเล็กน้อย เดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ เมื่อเห็นรถเสบียงจอดเรียงราย ก็รู้สึกประหลาดใจจริงๆ
หลี่อี้เห็นผู้สวมชุดขุนนางสีแดงชาด ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือนายอำเภอว่านเหนียน จึงรีบก้าวเข้าไปคารวะ
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง ซินชู่เจี่ยนรับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุแล้วก็รู้สึกยินดียิ่งนัก เขาโบกมือใหญ่ๆ หนึ่งที พลางกล่าวว่า “อาลักษณ์หลี่เปี่ยมด้วยคุณธรรมยิ่งนัก ไปแจ้งชาวบ้านในฟางให้มาซื้อข้าว จำกัดให้ซื้อได้เพียงครอบครัวละสามโต่วเท่านั้น”
ผ้าแพรหนึ่งพับต่อข้าวเปลือกหรือข้าวฟ่างหนึ่งโต่ว แพงกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย แต่ตอนนี้เมืองฉางอันกำลังสั่นคลอนจากความพ่ายแพ้ที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ย ชาวบ้านต่างก็อกสั่นขวัญแขวน แย่งกันซื้อข้าวประหนึ่งคนบ้า มีเงินก็ยังหาซื้อข้าวไม่ได้
ข้าวสาลีหนึ่งร้อยสือ ข้าวฟ่างสี่สิบสือ ขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
ครอบครัวละสามโต่ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ในฟางเซวียนหยางล้วนซื้อหากันได้ถ้วนหน้า พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจผู้ใหญ่บ้านหลี่ที่เร่งรุดมาส่งเสบียงผู้นี้เป็นอย่างมาก ชื่อเสียงของหลี่อี้จึงแพร่สะพัดไปในหมู่ชาวบ้านในฟางเซวียนหยางในทันที แม้กระทั่งเรื่องที่ก่อนหน้านี้เขาได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท ทว่ากลับลาออกไม่ยอมรับตำแหน่ง ก็เป็นที่รับรู้ของทุกคนเช่นกัน
ซินชู่เจี่ยนยังสั่งให้คนนำพู่กันและหมึกมา ตวัดพู่กันเขียนอักษรตัวใหญ่สี่ตัวว่า ‘จี๋กงฮ่าวอี้’ มอบให้หลี่อี้เพื่อเป็นการยกย่องชมเชย
รถเสบียงสิบกว่าคัน รวมข้าวเปลือกและข้าวฟ่างทั้งหมดร้อยหกสิบสือ ผ้าแพรหนึ่งพับต่อข้าวหนึ่งโต่ว หลี่อี้ขายได้ผ้าแพรมาหนึ่งพันหกร้อยพับ
เสบียงเหล่านี้เขาได้มาจากการขายฟองเต้าหู้และเต้าหู้พอง ตอนนั้นคิดตามราคาข้าวหนึ่งโต่วต่อผ้าแพรหนึ่งพับ ข้าวฟ่างหรือข้าวเปลือกหนึ่งสือเทียบเท่ากับข้าวสารหกโต่ว ซึ่งเท่ากับว่าข้าวทุกหนึ่งโต่วเขาได้กำไรมาหนึ่งร้อยสี่สิบสี่อีแปะ
ในจำนวนผ้าแพรหนึ่งพันหกร้อยพับนี้ มีหกร้อยสี่สิบพับคือกำไร
เพียงแค่สองชั่วยาม ก็ทำกำไรได้ถึงสองแสนสามหมื่นอีแปะ
หลี่อี้จงใจรับมาเป็นผ้าแพรทั้งหมด เพราะผ้าแพรสามารถรักษามูลค่าได้ดีกว่า ไม่เหมือนกับเหรียญทองแดง ที่มีทั้งเหรียญบาง เหรียญขาว และเหรียญเถื่อนปะปนกันจนวุ่นวาย
ถูกนายอำเภอซินรั้งตัวไว้ดื่มชาไปหนึ่งป้านและพูดคุยกันอีกพักหนึ่ง หลี่อี้ก็ขอตัวลากลับบ้าน
กลุ่มคนเดินทางกลับบ้านกันอย่างเบิกบานใจ
เป็นดังคาด การซื้อถูกขายแพงในช่วงเวลาสั้นๆ ถึงจะทำกำไรได้มากที่สุด
ระหว่างทางกลับบ้าน ทุกคนต่างก็ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน การมาคราวนี้พวกเขาหาเงินได้ตั้งสองเซิงข้าวฟ่างอย่างง่ายดาย จึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
บนถนนใหญ่สำหรับม้าหลวง
จู่ๆ ก็มีทหารม้าหลายนายควบตะบึงผ่านไป ทำให้ฝุ่นผงตลบอบอวล มุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้







