สารคดี "ปีแห่งการสำเร็จการศึกษา" บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตของผู้คนในเยียนจิง
เวลาตีสี่ครึ่ง
พนักงานทำความสะอาดถนน ชายหนุ่มที่ทำงานล่วงเวลาจนเหนื่อยล้าแล้ววิ่งไปร้านอาหาร กินไปหลับไป...
ภาพเงาของผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยจนถึงขีดสุด แต่กลับต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา...
วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเขาวิ่งตามความเจริญรุ่งเรืองของเมืองใหญ่แห่งนี้ ปรารถนาที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน
ในสารคดีเรื่อง "ปีแห่งการสำเร็จการศึกษา" คุณมักจะค้นพบเงาของตัวเองอยู่ในนั้นเสมอ
หนักอึ้งและกดดัน
แต่คุณก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกร่วมที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ
ความโด่งดังของเพลง "กลางสายฝน" คือการระบายอารมณ์รูปแบบหนึ่ง!
ความกดดันอันหนักอึ้ง การร่อนเร่อย่างโดดเดี่ยว ความฝันที่ค่อยๆ เลือนหาย ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริง หรือแม้กระทั่งน่าขัน...
จากนั้น!
ก็คำรามออกมา!
คำรามร้องเพลงด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเจ็บปวดเจียนตายท่ามกลางความสิ้นหวัง!
ทำให้ผู้คนดำดิ่งลงไปในท่วงทำนองนี้ ใช้เสียงเพลงระบายอารมณ์ด้านลบทั้งหมดออกมา
ทว่า...
"หนึ่งวันของจางเซิ่ง"!
กลับเป็นแสงสว่างยามรุ่งอรุณหลังจากการระบายอารมณ์!
..............................
"ผมบอกตัวเองว่า ผมต้องมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ผมก็ต้องมีชีวิตอยู่ และต้องใช้ชีวิตให้ยอดเยี่ยมด้วย!"
"ผมบอกตัวเองว่า ผมก็แค่ต้นหญ้าต้นหนึ่ง ผมเกิดอยู่ริมทาง ไม่มีใครสนใจ ยิ่งไม่มีใครใส่ใจ ใครๆ ก็เหยียบย่ำได้..."
"แน่นอนว่าผมเคยล้มเหลว หลังจากล้มเหลว แน่นอนว่าผมก็เคยสงสัยในตัวเอง..."
"..."
ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
กำลังเปิดเล่นสารคดี "หนึ่งวันของจางเซิ่ง"
หลิวอิ๋งอิ๋งนั่งดู ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตั้งแต่เช้ามืด จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น
ด้านข้างวิดีโอ อีเมล [ปฏิเสธต้นฉบับการ์ตูน] ยังคงกะพริบอยู่
นี่ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่หลิวอิ๋งอิ๋งถูกปฏิเสธต้นฉบับ
ในกลุ่มคิวโก่วที่เขียนชื่อว่า "ฟ่านโต้ว" ซึ่งอยู่ข้างๆ
รูปโปรไฟล์ของเพื่อนชาวเน็ตที่เคยตั้งปณิธานว่าจะก้าวข้ามการ์ตูนญี่ปุ่น จะสร้างแอนิเมชันที่เป็นของจีนเอง ค่อยๆ ดับลงทีละคน
ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย...
หลิวอิ๋งอิ๋งก็หลงใหลในการ์ตูนมาตลอด!
แต่...
หลิวไคลี่ไม่ใช่คนหัวสมัยใหม่ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขาเหมือนกับเผด็จการ!
ช่วงก่อนการสอบเกาเข่า...
เธอที่เชื่อฟังพ่อมาตั้งแต่เด็กก็รวบรวมความกล้าเสนอว่า เธออยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาที่เกี่ยวกับการ์ตูน
แต่...
พ่อกลับขมวดคิ้วแล้วบอกเธอว่า เรียนการ์ตูนไปก็ไม่มีอนาคต สู้ไปเรียนการตลาด เรียนการจัดการไม่ได้
เธอหาข้อมูลมามากมาย พยายามอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสาขาการ์ตูนของเธอไม่ได้ไร้อนาคตขนาดนั้น
เธอบอกว่า ตอนนี้แอนิเมชันของจีนเริ่มไม่น่าดูขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีคนมาทำแอนิเมชันดีๆ เธอบอกว่าอุตสาหกรรมการ์ตูนญี่ปุ่น สินค้าอนิเมะต่างๆ นั้นรุ่งเรืองมากแค่ไหน ของจีนก็คงไม่แย่ไปกว่ากันนักหรอก...
เธอถึงขั้นพูดว่า พวกเราโตมากับการดูแอนิเมชันของญี่ปุ่น ของสหรัฐอเมริกา แล้วในความไม่รู้ตัว หลายคนก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากประเทศอื่น...
ในความทรงจำ นั่นคือการต่อต้านครั้งแรก
แต่ในความทรงจำ นั่นก็เป็นการต่อต้านที่ล้มเหลวอย่างเจ็บปวดที่สุดเช่นกัน
พ่อของเธอ หลิวไคลี่ ยังไม่ทันรอให้เธอพูดจบ ก็ด่าทอเธออย่างรุนแรง แถมยังบังคับให้เธอเปลี่ยนสาขาเรียน
ถึงขนาดยอมฉีกภาพวาดแต่ละแผ่นของเธอ โครงเรื่องต่างๆ ที่เธอเตรียมมาอย่างตั้งใจ...
ในที่สุดเธอก็ต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ชอบ เรียนในสาขาที่ไม่ชอบ หลังเรียนจบก็เข้ามาทำงานง่วนอยู่ใน [บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน] ของครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ช่วงมหาวิทยาลัย เธอก็เคยอดทนวาดรูป เคยพยายามส่งต้นฉบับครั้งแล้วครั้งเล่า เคยเข้าร่วมกลุ่มการ์ตูนต่างๆ เพื่อคอยติดตามความเคลื่อนไหวของการ์ตูนในประเทศ พร้อมกับให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
กลุ่มแต่ละกลุ่มค่อยๆ ร้างราไป
เพื่อนในกลุ่มที่เคยบอกว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน อยากทำแอนิเมชัน ในที่สุดก็ทนกับช่วง "มือใหม่" ที่ไม่มีใครสนใจไม่ไหว
อัปโหลดการ์ตูนของตัวเองลงเว็บไซต์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่มียอดคลิก ไม่มีคนติดตาม ยิ่งไม่มีใครมาเซ็นสัญญาด้วย
ท้ายที่สุด พวกเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนสายอาชีพ
หลายๆ ช่วงเวลาบนโลกใบนี้ ล้วนเหมือนเกลียวคลื่นที่ซัดทราย คัดกรองผู้คนออกไปเรื่อยๆ...
เวลาสามปี...
เวลาว่าง หลิวอิ๋งอิ๋งยังคงยืนหยัดวาดรูป ยืนหยัดส่งต้นฉบับ ยืนหยัดที่จะเรียนรู้...
ใครๆ ก็รู้ว่าต้องยืนหยัด!
แต่จะมีสักกี่คนที่ทนรับความสิ้นหวังในตอนที่ยืนหยัด ความเจ็บปวดที่ต้องทำเรื่องเปล่าประโยชน์วันแล้ววันเล่า หรือแม้แต่การสงสัยในตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนได้ล่ะ?
หลิวอิ๋งอิ๋งได้ลิ้มรสความขมขื่นของความล้มเหลวมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว
การยืนหยัดมาหลายปี กลับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ความจริงแล้ว เธอควรจะยอมแพ้เสียที
นั่นสามารถอธิบายอะไรได้หลายอย่าง นั่นคือไม่มีพรสวรรค์ ไม่มีคุณสมบัติ และทำไปก็เปล่าประโยชน์...
ต่อมา ตอนปีสี่ ซึ่งเป็นปีสุดท้าย เธอได้ล้มเลิกไปช่วงหนึ่งจริงๆ และเหมือนกับเพื่อนในกลุ่มเหล่านั้น เธอไม่เคยออนไลน์อีกเลย!
หลังจากนั้น...
[บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน] ก็ปรากฏตัวจางเซิ่ง และปรากฏตัวหลี่ปินขึ้น
จากนั้น เธอก็ตามจางเซิ่งไปติดต่องาน...
เมื่อได้คลุกคลีลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เธอก็ได้เห็นความยากลำบากของจางเซิ่ง และได้เห็นว่าเบื้องหลังรอยยิ้มเต็มใบหน้าของจางเซิ่งนั้น มีหยาดเหงื่อมากเพียงใด
แต่เขากลับมีชีวิตอยู่!
มีชีวิตอยู่อย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น!
แม้จะต้องแบกรับหนี้สินถึงสองล้าน เขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ยังคงประคับประคองต่อไป...
ความสำเร็จของเขา ทำให้หลิวอิ๋งอิ๋งตกตะลึงมาก!
ราวกับดาวหาง ที่จู่ๆ ก็พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน!
ต่อมา...
หลี่ปินก็จากไปแล้ว!
หลี่ปินตามจางเซิ่งไป ร่วมกันประคับประคอง [หงหย่วนตกแต่ง] ที่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งก็คือ [เอ็นซีเดคคอร์เรชั่น] ในปัจจุบัน...
บริษัทตกแต่งแห่งนั้น ในตอนนี้ ไม่เพียงแต่มีลูกค้าในจินเฉิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งในฝรั่งเศส ก็ยังรับงานอื่นนอกจากโรงภาพยนตร์ด้วย!
เธอได้เห็นความสำเร็จของพวกเขา เป็นทั้งพยาน และเป็นทั้งผู้มีส่วนร่วม
เธอรับลูกค้าในประเทศของ [เอ็นซีเดคคอร์เรชั่น] คอยให้บริการลูกค้า!
ส่วนต่างประเทศ เธอช่วยจางเซิ่งวาดภาพโปรโมตต่างๆ ออกแบบโลโก้ วางแผนกิจกรรม...
จากนั้น ผลงานเหล่านั้นก็ได้รับคำชมเชย ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์!
เธอล้มเหลวมานานเกินไปแล้ว!
ในที่สุด เธอก็ได้ลิ้มรสความสุขของความสำเร็จ เธอบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ตัวเองวาดรูปไม่ได้แย่ บางทีอาจจะมาผิดทาง แต่งานวาดนั้น ไม่ได้แย่อย่างแน่นอน...
เธอเข้าสู่ระบบคิวโก่วอีกครั้ง หยิบความฝันที่ยืนหยัดมาสี่ปีขึ้นมาอีกครั้ง กลางวันยุ่งอยู่กับงานของ [เอ็นซีเดคคอร์เรชั่น] กลางคืนก็วาดการ์ตูน...
ความเป็นจริงยังคงโหดร้าย!
ถูกปฏิเสธต้นฉบับ ถูกปฏิเสธต้นฉบับ ถูกปฏิเสธต้นฉบับครั้งแล้วครั้งเล่า!
ถูกปฏิเสธจนความมั่นใจของเธอถูกบั่นทอนอีกครั้ง ถูกปฏิเสธจนเธอสิ้นหวังอีกครั้ง...
เช้าวันที่สิบมีนาคม
เธอดูสารคดี "หนึ่งวันของจางเซิ่ง" รอบสุดท้ายจบ
ในสารคดี...
มีพลัง!
จางเซิ่งบอกว่า เขาคือต้นหญ้าต้นหนึ่ง!
เขาทำสำเร็จแล้ว!
ปีนขึ้นมาจากก้นเหวลึก!
ส่วนเธอ!
เธอก็เป็นต้นหญ้าต้นหนึ่งเหมือนกัน
ใครๆ ก็เหยียบย่ำได้ แต่ เธอก็จะใช้ชีวิตต่อไปเช่นกัน!
เธอมีต้นทุนชีวิตที่ดีกว่าจางเซิ่งมาก ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่ได้มาที่เยียนจิงเพียงลำพัง ไม่มีความรู้สึกไร้ที่พึ่งของการร่อนเร่คนเดียว!
เธอควรจะทำได้ดีกว่านี้สิ!
เธอมองดูอีเมลปฏิเสธต้นฉบับนี้ ความรู้สึกสิ้นหวังสายนั้นถูกกดทับลงไปอีกครั้ง!
ครั้งนี้ถูกปฏิเสธ ก็สรุปประสบการณ์ ครั้งหน้าก็ส่งไปใหม่ ครั้งหน้าถูกปฏิเสธอีก ก็สรุปประสบการณ์อีก แล้วส่งไปใหม่...
สักวันหนึ่ง!
เธอจะต้องประสบความสำเร็จ!
เธอเปิดคิวโก่ว ส่งสารคดี "หนึ่งวันของจางเซิ่ง" ไปให้เพื่อนในกลุ่มที่ยอมแพ้ไปแล้วทุกคนเป็นการส่วนตัว...
หลังจากส่งเสร็จ...
เธอก็เดินลงไปชั้นล่าง!
เธอเห็นที่หน้าประตู มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งยืนอยู่...
มีทั้งมาสอบถาม มาร้องเรียน และก็มีที่มาจ่ายเงินด้วย
เธอเห็นประตูใหญ่ของ [เอ็นซีเดคคอร์เรชั่น] เปิดอยู่ เฉินอ้ายจวี๋ แม่ของตัวเองกำลังทักทายลูกค้าอยู่แล้ว
[หงหย่วนตกแต่ง] ที่เคยล้มละลาย และถูกด่าจนเป็นข่าว ในตอนนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และมีชื่อเสียงโด่งดังในละแวกนี้!
เธอเผยรอยยิ้ม แล้วเดินเข้าไป ช่วยแม่ท้อนรับลูกค้าไปพลาง ในหัวก็คิดถึงการ์ตูนเรื่องใหม่ของตัวเองไปพลาง!
วันนี้...
เธอจึงใช้เวลาไปกับความวุ่นวายและการคิดพล็อตเรื่อง
ยุ่งจนถึงสี่ทุ่มครึ่ง
หลังจากจัดการงานตกแต่ง และจัดการสัญญาที่เซ็นเรียบร้อยแล้ว เธอก็กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
เธอเปิดคิวโก่ว
ในคิวโก่ว!
จู่ๆ ก็มีการตอบกลับมากมายปรากฏขึ้น
"อา ไม่คิดเลยว่าเธอยังคงพยายามอยู่..."
"ความจริงแล้ว ฉันก็ออนไลน์อยู่ตลอดนะ แต่ไม่มีหน้าจะคุยในกลุ่ม ฉันวาดต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ..."
"ฉันเคยดู 'เรื่องราวของจางเซิ่ง' บนอินเทอร์เน็ตแล้ว ซาบซึ้งมากจริงๆ นะ พูดไม่ออกเลย เมื่อกี้นี้ รายการ 'ฟ่านโต้ว' ของซีซีทีวี ก็เพิ่งออกอากาศเรื่องราวของจางเซิ่ง..."
"ฉันลองคิดดูแล้ว พยายามต่ออีกหน่อยดีกว่า!"
"..."
ในกลุ่มคิวโก่วที่เคยเงียบเหงา บางคนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แม้ว่าคนจะยังไม่เยอะ แต่คนที่เข้ามาพูดคุยก็ไม่น้อย ทุกคนล้วน "ไม่ยินยอม" ที่จะพ่ายแพ้
ดูเหมือนว่า...
จะได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทางการสร้างธุรกิจของจางเซิ่งเข้าแล้ว!
ความปรารถนาจากส่วนลึกในใจ การไล่ตามความฝันของพวกเขา ค่อยๆ พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
หลิวอิ๋งอิ๋งมองดูพวกเขา
วันนี้ยุ่งมาทั้งวัน แต่เธอก็ยังคงสดชื่น และรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ!
"ฉันอยากแต่งเรื่องราวขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ฉันอยากลองดูอีกสักครั้ง!"
หลิวอิ๋งอิ๋งพิมพ์ประโยคนี้ออกไป
หลังจากพิมพ์เสร็จ เธอก็หันไปดูสารคดี "หนึ่งวันของจางเซิ่ง" ต่อ
ยอดคลิกของสารคดีทะลุสองแสนครั้งแล้ว!
[เฉาลวี่ฉง] และ [หนานกงหนาน] บล็อกเกอร์เวยปั๋วสองคนที่แทบจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ในเวลานี้กลับพร้อมใจกันยกย่องสารคดี "หนึ่งวันของจางเซิ่ง" เรื่องนี้อย่างเห็นพ้องต้องกัน
"หลังจากดูสารคดีจบ ผมก็ไปค้นหาเรื่องราวของจางเซิ่งบนอินเทอร์เน็ต ผมเริ่มตระหนักได้ว่า ที่แท้ขีดจำกัดที่ผมเคยคิดมาตลอด ความจริงแล้วมันก็แค่เรื่องตลก! ผมอยากจะกลับไปทำตามความฝันนักบาสของผมอีกครั้ง..." จากชาวเน็ต "แอปเปิลรสเผ็ด"
"สิบปีก่อน ผมขาหัก แล้วท่อนล่างก็เป็นอัมพาต สิบปีต่อมา ผมอยากจะลุกขึ้นยืน..." จากชาวเน็ต "ฮ่วนชง"
"หลังจากดูสารคดีเรื่องนี้จบ อารมณ์ก็ไม่สามารถสงบลงได้เป็นเวลานาน รู้สึกว่าแววตาของจางเซิ่งมีพลังบางอย่างที่สัมผัสถึงหัวใจ โดยเฉพาะในวิดีโอที่เขาปรารถนาถึงความสุข การต่อต้านอย่างไม่ยอมจำนน และการยืนหยัดต่อชีวิตที่ตกต่ำ นี่คือสิ่งที่ฉันขาดหายไปพอดี ฉันต้องการพลังสักสายหนึ่ง..." จากชาวเน็ต "จูเมิ่งถิง"
"ฉันแทบจะดูสารคดีเรื่องนี้จบทั้งน้ำตา การยืนหยัดของจางเซิ่ง ตัวเอกในสารคดีตอนที่เผชิญหน้ากับความยากลำบากในชีวิต รวมถึงที่คนอื่นเล่าถึงประสบการณ์การสร้างธุรกิจของจางเซิ่งในช่วงเวลานั้น ทำให้คนทนไม่ไหวจนต้องร้องไห้ออกมา เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยความศรัทธาแบบไหนกันแน่!" จากชาวเน็ต "อัศวินรัตติกาล"
"..."
ความคิดเห็นด้านล่างของพวกเขา เต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ นานาจากชาวเน็ต และพลังงานที่ได้รับมา!
โลกใบนี้
คงต้องการความศรัทธาสินะ
ความศรัทธาสามารถทำให้คุณพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าท่ามกลางความมืดมิด แต่ก็ลุกขึ้นยืนได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน
จากนั้น ก็ผ่านพ้นความสิ้นหวัง ผ่านพ้นความสงสัยในตัวเองทุกอย่าง ยืนหยัดก้าวเดินสู่อนาคตไปทีละก้าว
สารคดี "หนึ่งวันของจางเซิ่ง"!
"เรื่องราวของจางเซิ่ง" บนอินเทอร์เน็ต!
รายการ "ฟ่านโต้ว" ตอนแรกของซีซีทีวี ที่เพิ่งออกอากาศจบไป การแนะนำตัวสั้นๆ ของจางเซิ่ง...
นี่แหละคือความศรัทธา!
..............................
วันนี้!
จางเซิ่งไม่ได้อ่านความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต
แต่กลับ...
ขลุกอยู่ในห้องอัดเสียง
จางเซิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ฟังอาเคร้องเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สีหน้าพลันชะงักไป
เขานึกถึงทำนองหนึ่งขึ้นมาได้
ทำนองนั้น...
มีชื่อว่า "หัวใจเด็กน้อยผู้ไล่ตามฝัน"!







