ความมืดมิดยามราตรีภายนอกจวนจะเข้มข้นแล้ว ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายราวเส้นไหม เสียงเคาะมู่ยวี่ดังแว่วมาเป็นระลอกโดยไม่รู้ทิศทาง
ภายในห้องวิปัสสนา บรรยากาศตึงเครียดอย่างยิ่ง
สีหน้าของซินจั๋วเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ราวกับกำลังเจ็บปวดแสนสาหัสหลังจากถูกหญิงในดวงใจปฏิเสธ
ฮุ่ยหรูชิงใบหน้าแดงก่ำ สองมือเรียวบีบเข้าหากัน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
จากนั้น
นางพลันก้าวเท้าย่างเบาๆ เดินเข้ามาหาซินจั๋ว สวมกอดเขาไว้แน่น ศีรษะซุกไซ้ไปมา เอ่ยเสียงเบาอย่างว่าง่ายว่า "ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจทุกอย่าง ซินหลาง"
ซินจั๋วค่อนข้างงุนงง 'เด็กผู้หญิงในโลกนี้หลอกง่ายขนาดนี้เชียวหรือ?'
เมื่อสัมผัสได้ถึงเรือนร่างอรชรในอ้อมกอด หัวใจก็เริ่มเต้นแรงขึ้น บนหน้าผากผุดหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ออกมา
ความรู้สึกซับซ้อนที่ทั้งขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ทั้งยังปะปนไปด้วยความคลุ้มคลั่งและปลดปล่อยหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจ จากนั้นเขาก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกไป
วินาทีต่อมา ฮุ่ยหรูชิงเงยหน้าขึ้น หลับตาลง เชิดคางขาวผ่อง ขนตายาวสั่นระริกไม่หยุด ไฝเสน่ห์บนริมฝีปากดูโดดเด่นสะดุดตา
ส่วนสูงของนางนั้นสูงอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงแทบจะแนบชิดติดกัน
ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดปลายจมูก
'รอให้จูบหรือ?'
ซินจั๋วทำตัวไม่ถูกอย่างสิ้นเชิง 'ลงมือเลยดีไหม?'
'ข้าก็ไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว! จะไปสนอะไรนักหนา'
ใครจะรู้ว่าจู่ๆ คนในอ้อมกอดก็พ่นลมหายใจหอมกรุ่น "สาม สอง..."
'เอ่อ...'
'การนับถอยหลังนี่มันหมายความว่ายังไง?'
ระหว่างที่กำลังเหม่อลอย ฮุ่ยหรูชิงพลันถอยหลังไปสามก้าว ความเขินอายและความประหม่าบนใบหน้ามลายหายไปจนสิ้น "ให้โอกาสแล้วไม่รู้จักคว้าไว้ เจ้าโจรน้อยมีใจคิดการแต่ไม่มีความกล้า!"
"?"
'ใครบอกว่าข้าไม่มีความกล้า ข้ากล้ามากต่างหาก แค่ความอ่อนโยนที่พุ่งเข้ามาปะทะกะทันหัน อย่างน้อยก็ต้องให้เวลาข้าตั้งตัวสักสามห้าวินาทีบ้างสิ?'
ซินจั๋วกระแอมไอ "เอ่อ... เอาใหม่..."
"เช้ง "
ฮุ่ยหรูชิงชักกระบี่ออกมาแล้ว ความยาวสามฉื่อ ประกายเย็นเยียบวูบวาบ ปลายกระบี่ชี้มาทางเขาในตอนแรก นางยิ้มบางๆ หวานหยดย้อยจนจับขั้วหัวใจ จากนั้นก็ยื่นด้ามกระบี่ส่งให้เขา "สายไปแล้ว ตอนนี้ข้าขอปฏิเสธเจ้าอย่างเป็นทางการ เจ้าปลิดชีพตัวเองได้เลย เริ่มสิ!"
สีหน้าในยามนี้แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน หากตอนแรกคือความไร้เดียงสา อ่อนต่อโลก และหลอกง่าย เช่นนั้นตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นชาวยุทธ์มากประสบการณ์ที่เติบโตและมองทะลุจิตใจคนแล้ว
'ผู้สังหารมังกรถูกมังกรสังหารเสียเอง'
ซินจั๋วมองปลายกระบี่ นิ่งเงียบไปห้าลมหายใจ ยื่นมือไปดันกระบี่ออก "พวกเราต่างก็ยังไม่รู้จักกันดีพอ ความรู้สึกไม่บริสุทธิ์แล้ว ช่างมันเถอะ!"
'ว่าแล้วเชียว! คนของอารามจันทราวารีแห่งนี้ไม่มีใครรับมือได้ง่ายเลย พระชายารัชทายาทเป็นเช่นนั้น ศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้นี้ก็ไม่ใช่ตะเกียงที่พร่องน้ำมันเช่นกัน'
"พรืด!"
ฮุ่ยหรูชิงเม้มปากหัวเราะคิกคัก เก็บกระบี่ "ตอนนี้เจ้าอารมณ์เป็นเช่นไร กำลังหงุดหงิดที่หลอกแม่ชีให้พาเจ้าหนีไปไม่ได้ใช่หรือไม่?"
ซินจั๋วมีสีหน้าราบเรียบ ไพล่มือไว้ด้านหลัง "ไม่เลย จิตใจข้าสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นใดๆ"
"ตัวเจ้าเองเชื่อหรือ? หึๆ..."
ฮุ่ยหรูชิงปิดปากหัวเราะไม่หยุด ดูเหมือนจะไม่ได้มีความสุขเช่นนี้มานานมากแล้ว นางสลัดเครื่องพันธนาการของนักบวชและศิษย์พี่หญิงใหญ่ทิ้งไปจนหมดสิ้น ยิ่งหัวเราะยิ่งเสียงดัง กว่าจะหยุดได้ก็ลำบากเอาการ "หะ... หากเปลี่ยนเป็นแม่หนูฮุ่ยซิน เกรงว่าคงเสร็จเจ้าไปแล้ว แม้แต่ข้าเองก็ยังใจเต้นระส่ำ เกือบจะถูกเจ้าหลอกเข้าแล้ว หึๆๆ..."
ซินจั๋วรู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นมาวูบหนึ่ง เขานั่งลง อุ้มเสี่ยวหวงขึ้นมาลูบพลางเหลือบมองทรวงอกของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ฮุ่ยหรูชิงก็นั่งลงด้านข้างเช่นกัน ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ จากนั้นก็มองไปที่ใบหน้าของซินจั๋ว
พูดตามตรง หากเปลี่ยนเป็นโจรภูเขาที่หยาบคายแบบดั้งเดิมล่ะก็ เพียงแค่พูดจาเลี่ยนๆ เหล่านั้นออกมาเมื่อครู่ นางก็คงใช้กระบี่แทงเขาตายไปแล้ว
เพียงแต่...
เจ้าโจรน้อยผู้นี้หน้าตาดีมากจริงๆ เล่านิทานก็สนุก แถมตอนที่พูดจาชวนให้เขินอายเหล่านั้นก็ทำเอาคนฟังหัวใจเต้นแรง ถึงขั้นหน้ามืดวิงเวียนไปบ้าง
อืม...
ทำไมต้องไปคิดเรื่องพวกนี้ด้วยล่ะ?
ซินจั๋วพลันถอดรองเท้า ล้มตัวลงนอนบนตั่ง อุ้มเสี่ยวหวงไว้แล้วหลับตาลง
เสี่ยวหวงดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของผู้เป็นนาย มันยื่นอุ้งเท้าสุนัขออกมาตบใบหน้าของเขาเบาๆ แล้วหลับตาลงเช่นเดียวกัน
ฮุ่ยหรูชิงมองดูท่าทางแปลกประหลาดของนายบ่าวเงียบๆ อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง "เจ้าโจรน้อย เจ้าเคยเกี้ยวพาราสีหญิงสาวมาแล้วกี่คน?"
"ไม่เคย เจ้าเป็นคนแรก!" ซินจั๋วตอบกลับเรียบๆ นี่คือความจริง แถมวิธีการยังค่อนข้างจะน่าขนลุกอีกต่างหาก
"เหอะ ข้าไม่เชื่อหรอก!"
ฮุ่ยหรูชิงแค่นเสียง จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อก้มศีรษะลง สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เห็นเพียงสายรัดชุดนักบวชถูกปลดออกตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เผยให้เห็นเอี๊ยมตัวเดียวโดดๆ กับผิวพรรณขาวผ่อง เมื่อครู่มัวแต่เอาใจใส่กับการล้อเลียนซินจั๋ว จึงไม่ทันได้สังเกตเลยสักนิด
"เจ้าโจรน้อย เจ้า..."
"รู้ตัวแล้วหรือ? น่าเบื่อชะมัด ชั่วพริบตาที่กอดข้า หัวใจของเจ้าเต้นผิดจังหวะ ดวงตากลอกไปมาหนึ่งรอบ ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าไม่ได้เขินอายและประหม่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความคิดอื่นๆ แอบแฝงอยู่บ้าง ข้าก็แค่ลองดูเล่นๆ เท่านั้น"
ซินจั๋วลืมตาขึ้น นั่งไขว่ห้าง มุมปากยกยิ้มขึ้น เมื่อคนเราตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายตลอดเวลา ทักษะการสังเกตก็จะเทียบเท่ากับการเปิดใช้โปรแกรมโกง
ฮุ่ยหรูชิงรีบผูกสายรัดให้แน่น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "เจ้าโจรน้อย เจ้ามันเจ้าเล่ห์เพทุบายดั่งสุนัขจิ้งจอก ข้าเคยไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับบุรุษตั้งแต่เมื่อใดกัน หากไม่ใช่เพราะตื่นตระหนก ลำพังแค่ขอบเขตขั้นเจ็ดของเจ้า มีหรือจะมาล่วงเกินข้าได้?"
ซินจั๋วคร้านจะเอ่ยปาก เขาพลิกตัวหันหลังให้ แล้วส่งเสียงกรนเบาๆ
ฮุ่ยหรูชิงมองแผ่นหลังของเขา ทั้งอับอายทั้งโมโห ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้ท่อง "อมิตาภพุทธ" หลับตาลงเดินลมปราณตามเคล็ดวิชา ทว่าจิตใจสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่อาจสงบลงได้เลยแม้แต่น้อย
แสงอรุณรุ่งมาเยือน สายฝนหยิมๆ ยังคงไม่หยุดตก
ซินจั๋วลืมตาขึ้น มองไปด้านข้าง ภายในห้องว่างเปล่า ฮุ่ยหรูชิงไม่อยู่แล้ว
เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ
ราวกับเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง ประตูห้องวิปัสสนาถูกผลักเปิดออกทันที ฮุ่ยซินพานางชีน้อยสองคนยกน้ำร้อน ผ้าเช็ดหน้า และกิ่งไม้สำหรับสีฟันเดินเข้ามา
ฮุ่ยซินมองซินจั๋วแวบหนึ่งแล้วกระซิบถาม "เจ้ารังแกศิษย์พี่หญิงใหญ่หรือ?"
ซินจั๋วถามอย่างประหลาดใจ "นางเป็นอะไรหรือ?"
แม่ชีฮุ่ยซินหัวเราะคิกคัก "ศิษย์พี่หญิงใหญ่โมโหหนักมาก รีบร้อนไปสวดมนต์ทำวัตรเช้าที่ตำหนักล้ำค่า แม้แต่เคล็ดวิชายุทธ์ก็ยังไม่ได้ฝึกฝนยามเช้า ปกตินางไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย"
"ก็แค่ประลองฝีมือกันนิดหน่อยเท่านั้น!"
ซินจั๋วล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็เอ่ยถาม "วันนี้จะจัดการข้าอย่างไร?"
นางชีน้อยด้านหลังฮุ่ยซินกล่าวว่า "ขอเชิญประสกไปอาบพระธรรมที่ตำหนักล้ำค่า ชำระล้างบาปกรรม นี่เป็นคำสั่งของหัวหน้าแม่ชีเจ้าค่ะ"
ตำหนักล้ำค่าของอารามจันทราวารีไม่ได้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางอาราม แต่อยู่ในมุมที่ห่างไกล เพิ่งก้าวเข้าสู่ลานกว้างก็ถูกกลิ่นหอมของดอกไม้ดึงดูดใจ ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยพุ่มไม้นานาพันธุ์ ในที่ลับตาคนของดงดอกไม้ มีตำหนักขนาดใหญ่ราวกับวิมานบนสรวงสวรรค์ หรูหราทว่าไม่สูญเสียความสง่างาม ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธองค์และพระโพธิสัตว์มีสีสันตระการตา
"ทางคดเคี้ยวนำสู่ที่สงัด ห้องกรรมฐานซ่อนเร้นกลางแมกไม้"!
ซินจั๋วรำพึงออกมาประโยคหนึ่ง
ฮุ่ยซินหัวเราะ "ประสกซินช่างมีสำบัดสำนวน ทว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องวิปัสสนา แต่เป็นตำหนักล้ำค่าพระโพธิสัตว์ต้าหมิงหวังแห่งอารามจันทราวารี"
ซินจั๋วพยักหน้า เดินเข้าไปในตำหนักล้ำค่า เพิ่งผ่านประตูใหญ่ เสียงสวดมนต์ที่ดังกึกก้องอย่างเป็นระเบียบก็ลอยกระทบโสตประสาท
เบื้องล่างพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่อย่างสง่างาม เต็มไปด้วยแม่ชีในชุดนักบวชสีสันต่างๆ นั่งอยู่ กวาดสายตามองคร่าวๆ เกรงว่าคงไม่ต่ำกว่าร้อยคน
เขามองหาอยู่รอบหนึ่ง เห็นฮุ่ยหรูชิงนั่งขัดสมาธิหลับตาสวดมนต์ด้วยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา จึงตัดสินใจนั่งลงชิดติดกับนาง
ฮุ่ยหรูชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายจะรับรู้ได้ถึงเขา แต่ก็ไม่ได้ลืมตาขึ้น เพียงแค่ขยับตัวไปด้านข้างเล็กน้อย
ซินจั๋วมีใจอยากจะพูดคุย แต่เมื่อเห็นรูปปั้นพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ที่มีใบหน้าดุดันอยู่รอบๆ ดูลึกลับน่าเกรงขาม จึงหุบปากเงียบไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า
ทนฝืนนั่งอยู่ได้ครึ่งก้านธูป ที่ตำแหน่งผู้นำสวดด้านหน้า แม่ชีเฒ่าหน้าตาไม่คุ้นเคยผู้หนึ่งจู่ๆ ก็มองมา "ซินจั๋ว เจ้ารู้ความผิดของตนหรือไม่?"
เสียงสวดมนต์ดังก้องไปทั้งตำหนักพลันหยุดชะงัก สายตานับไม่ถ้วนหันกลับมามอง
ค่อนข้างน่าตื่นเต้นทีเดียว แต่ยิ่งจริงจังมากเท่าไหร่ ซินจั๋วกลับยิ่งไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย การตัดสินโทษตายให้ผู้คนต่อหน้าพระโพธิสัตว์ อารามจันทราวารีก็คงสมควรปิดกิจการไปได้แล้ว จะมาสวดมนต์ทำความดีอะไรกัน
กำลังครุ่นคิดหาคำพูด เตรียมจะโต้แย้งสักหน่อย จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงชราภาพดังมาจากที่ไกลๆ "ไต้ซืออี๋อูใกล้จะมาถึงแล้ว ผู่จิ้ง ผู่เสียน ผู่ฉง ตามข้ามาสักรอบ"
"เจ้าค่ะ!"
ผู่จิ้งและแม่ชีเฒ่าอีกสองท่านลุกขึ้นยืนทันที ทิ้งภาพติดตาไว้สามสายตรงจุดเดิม ทว่าตัวคนได้ออกไปอยู่ด้านนอกตำหนักแล้ว
แม่ชีทั้งตำหนักลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน หันมองออกไปนอกตำหนักด้วยสีหน้าตกตะลึง
ซินจั๋วก็มองออกไปอย่างประหลาดใจเช่นกัน เกิดเรื่องอันใดขึ้น?







