จันทร์กระจ่างเย็นเยียบ รัตติกาลยังไม่สิ้นสุด
ภายในเรือนหรูหรา หลิวเฉิงกำลังพลิกม้วนตำราโบราณบนโต๊ะไปมา สายตาจับจ้องกระถางไฟบนพื้น สีหน้ามืดครึ้ม
เขาบีบม้วนตำราในมืออย่างไม่ทะนุถนอม กำแน่นขึ้นเรื่อยๆ
พลันคลายมือออก เงื้อตำราขึ้นหมายจะโยนลงกระถางไฟ
“อาเซิน”
หลิวเฉิงมีชื่อรองว่าเหวินเซิน ชื่อเล่นคืออาเซิน ภายในจวนแห่งนี้ มีเพียงคนเดียวที่เรียกเขาเช่นนี้ได้ นั่นก็คือเจ้าของจวน ผู้ดำรงตำแหน่ง 'พระสหายอ๋องปาตง' ควบ 'อาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาอ๋อง' หลิวถาน
ใน 'จดหมายเหตุราชวงศ์ฉีใต้ บทว่าด้วยขุนนาง' บันทึกไว้ว่า “อ๋องแต่ละองค์ จะมีพระอาจารย์ พระสหาย และราชบัณฑิต อย่างละหนึ่งคน”
พระอาจารย์ พระสหาย และราชบัณฑิต คือขุนนางสามตำแหน่งประจำจวนอ๋อง เป็นขุนนางผู้ช่วยที่ราชสำนักคัดเลือกมาประจำการให้แก่บรรดาอ๋องซึ่งเป็นพระญาติ ล้วนเป็นขุนนางขั้นหก มีหน้าที่หลักในการขัดเกลาความรู้ความสามารถของอ๋อง คอยชี้แนะและถวายแผนการ
จากชื่อเรียก 'พระอาจารย์' และ 'พระสหาย' ย่อมมองออกว่า แม้ตำแหน่งขุนนางนี้จะมีชื่อเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอ๋อง แต่กลับมีสถานะที่ค่อนข้างเหนือกว่า อีกทั้งหน้าที่ยังสูงส่งและบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ หากไม่ใช่บุตรหลานตระกูลใหญ่โตที่มีความรู้ความสามารถ ก็ไม่อาจได้รับเลือก นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ตำแหน่งผู้ช่วยอ๋อง'
และหลังจากที่หลิวถานรับตำแหน่ง 'พระสหายอ๋องปาตง' ในตอนนั้นก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น 'การคัดเลือกอันยอดเยี่ยม' จากเรื่องนี้ย่อมจินตนาการได้ว่าชื่อเสียงของหลิวถานนั้นสูงส่งเพียงใด
เสียงของพี่ใหญ่แว่วมา ทำให้การกระทำของหลิวเฉิงชะงักงันไปทันที
ชายหนุ่มผู้สวมชุดผ้าไหมสีเขียวมรกตปักลายเมฆา ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกเดินเข้ามา เขารับตำราโบราณไปจากมือของหลิวเฉิง พลิกดูสองสามหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ตำรา 'พลิกแพลงโยนลูกธนูลงโถ' ม้วนนี้ ในแคว้นเหนือจะมีฉบับคัดลอกหรือไม่ ข้าไม่รู้ แต่ในเจียงหนานมีเพียงฉบับเดียวที่เป็นต้นฉบับดั้งเดิม เกรงว่าแม้แต่ในหอตำราหลวงก็ยังไม่มีฉบับสำรอง แม่นางสี่เซี่ยจะต้องชอบแน่ๆ”
หลิวเฉิงตอบด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อ “นางจะชอบหรือไม่ เกี่ยวอันใดกับข้า”
หลิวถานยิ้ม
“อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งมากมายเพื่อหาตำราม้วนนี้มาให้แม่นางเซี่ย ตอนนี้กลับเตรียมจะเผาทิ้งโดยไม่พูดไม่จา เพียงเพราะนางคุยกับคนอื่นมากกว่าไม่กี่ประโยคอย่างนั้นรึ อีกอย่าง เจ้าโกรธได้ไร้เหตุผลมาก เจ้าไม่เคยบอกความในใจกับแม่นางเซี่ย นางก็ไม่ได้เป็นอะไรกับเจ้า การที่นางจะคุยกับคนอื่นมากกว่าสองสามประโยคแล้วมันจะเป็นไรไปเล่า ระหว่างตระกูลหวังเซี่ยเดิมทีก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว อาจจะเป็นการคบหาสมาคมกันระหว่างตระกูลใหญ่ หรืออาจจะเป็นคนคุ้นเคยเก่าแก่ก็เป็นได้ เจ้าจะไป...”
“พี่ใหญ่ การประชันความรู้ที่ลานธรรมเสือขาวในอีกห้าวันข้างหน้า หากสำนักศึกษาประจำจวิ้นส่งหวังหยางออกโรง ท่านต้องเอาชนะเขาให้ได้! ให้เขาแพ้จนราบเป็นหน้ากลอง!!” หลิวเฉิงกล่าวด้วยความเคียดแค้น
หลิวถานถามด้วยความประหลาดใจ “สำนักศึกษาประจำจวิ้นจะให้ศิษย์คนหนึ่งออกโรงหรือ นึกไม่ถึงว่าความรู้ของเขาจะดีกว่าหลิวเจาอีกกระนั้นรึ”
“ข้าไม่รู้ว่าความรู้ด้านคัมภีร์ของเขาเป็นอย่างไร แต่คนผู้นี้มีฝีปากยอดเยี่ยมมาก มีพื้นฐานปรัชญาเสวียนเสวียลึกล้ำยิ่ง...”
“โอ้... ข้ารู้แล้ว...” หลิวถานจงใจลากเสียงยาว ใช้นิ้วชี้ไปที่น้องชาย ทำสีหน้าราวกับกระจ่างแจ้งแก่ใจ “เดิมทีเจ้าเตรียมจะแสดงความรู้ความสามารถต่อหน้าแม่นางสี่ เพื่อดึงดูดความสนใจของนาง แต่ผลกลับถูกแย่งความโดดเด่นไปหมด ดังนั้นก็เลย...”
“พี่ใหญ่! ตกลงท่านจะช่วยข้าระบายความแค้นนี้หรือไม่!” หลิวเฉิงเห็นพี่ใหญ่ยังคงล้อเลียนตนอยู่ ก็ชักจะฉุนเฉียวขึ้นมา
หลิวถานเลิกหยอกล้อ และกล่าวด้วยความจริงจังว่า
“อาเซิน ในวันหน้าเจ้าจะเป็นคนที่ทำการใหญ่ จิตใจจะคับแคบไม่ได้เด็ดขาด เจ้าเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่พ่ายแพ้ไม่เป็น เหตุใดวันนี้จึงเอาแต่คิดเล็กคิดน้อย ปัญญาชนมิอาจไร้ซึ่งความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว หากไร้ซึ่งความใจกว้าง จะก้าวไปได้ไกลได้อย่างไร”
หลิวเฉิงกลั้นหายใจเฮือกหนึ่ง ตอบส่งๆ ว่า “ข้าเข้าใจแล้ว พี่ใหญ่สั่งสอนได้ถูกต้อง”
หลิวถานรู้ดีว่าน้องชายของตนผู้นี้มักจะหยิ่งยโสทะนงตนมาแต่ไหนแต่ไร การแพ้รวดสองกระดานต่อหน้าหญิงในดวงใจ ซ้ำยังพ่ายแพ้ให้แก่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะคิดไม่ตก เขาจึงตบไหล่น้องชายเบาๆ และปลอบใจว่า
“หนทางของเจ้ายังอีกยาวไกล ชนะแพ้เป็นเรื่องธรรมดาของนักยุทธศาสตร์ ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจให้มากนักหรอก”
ดวงตาของหลิวเฉิงเป็นประกาย เขาฉวยโอกาสพูดขึ้นว่า “การแพ้ชนะทั่วไปย่อมไม่มีอะไร แต่การแพ้ชนะบางอย่างกลับสำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่นการประชันความรู้ในอีกห้าวันข้างหน้า...”
หลิวถานหัวเราะหึๆ พลางกล่าว “เจ้าไม่เชื่อใจพี่ใหญ่ของเจ้าหรือ”
“ความรู้ความสามารถของพี่ใหญ่ ข้าย่อมมีความมั่นใจ เพียงแต่หวังหยางผู้นั้น...”
“การประชันความรู้ของลัทธิขงจื๊อกับการสนทนาเชิงปรัชญาของพวกเจ้านั้นไม่เหมือนกัน ฝีปากไม่ใช่สิ่งสำคัญ ความรู้ที่แท้จริงต่างหากคือหัวใจหลักอันดับแรก หวังหยางผู้นั้นยิ่งถนัดการสนทนาเชิงปรัชญาเท่าใด ความทุ่มเทในด้านคัมภีร์ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ต่อให้เขาจะศึกษาทั้งลัทธิขงจื๊อและปรัชญาเสวียนเสวียควบคู่กัน ก็ไม่มีทางที่จะมีความรู้ด้านคัมภีร์ล้ำหน้าข้าไปได้”
หลิวเฉิงรู้ว่าสิ่งที่พี่ใหญ่พูดมามีเหตุผล ด้วยความรู้ที่แตกฉานในหลักปรัชญาขงจื๊อของพี่ใหญ่ เดิมทีก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ ก็ยังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่บ้าง จึงเอ่ยเตือนอีกครั้งว่า
“หวังหยางผู้นี้ภายนอกดูเหมือนสบายๆ ไร้ความกังวล แต่แท้จริงแล้วลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง ทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยมมาก สามารถซ่อนประกายเร้นกายได้ พี่ใหญ่ห้ามประมาทศัตรูโดยเด็ดขาด!”
หลิวถานคิดในใจ ดูท่าทางน้องชายของตนจะกลัวความพ่ายแพ้ต่อหวังหยางเข้าจริงๆ ถึงได้หวาดระแวงเขาถึงเพียงนี้ อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนเช่นไร เมื่อเห็นน้องชายยังมีสีหน้าอมทุกข์ จึงพูดขึ้นว่า
“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ประมาทศัตรูแน่ 'ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ' เหนือกว่า 'ซ่างซูฉบับอักษรปัจจุบัน' นี่คือสัจธรรม ข้าเชี่ยวชาญ 'ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ' ความมั่นใจแค่นี้ข้าย่อมมีอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังได้เตรียมการเป็นพิเศษเอาไว้ รับรองได้ว่าไร้ข้อผิดพลาดอย่างแน่นอน”
“ไร้ข้อผิดพลาดหรือ เตรียมการอะไรเอาไว้” หลิวเฉิงมีสีหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
หลิวถานกระซิบพึมพำบางอย่าง หลิวเฉิงก็ดีใจยกใหญ่ในทันที “ดีเลย! พี่ใหญ่ทำได้ดีมาก! เหตุใดพี่ใหญ่ไม่บอกแต่แรก ทำให้ข้าต้องกังวลเสียเปล่า”
หลิวถานยิ้มขื่น “นี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเกียรติยศอะไร ย่อมต้องเสียความเป็นธรรมไปบ้าง หากกล่าวจากก้นบึ้งหัวใจของข้า ข้าไม่อยากทำเช่นนี้เลยจริงๆ เพียงแต่การประชันความรู้ในครั้งนี้เกี่ยวพันกว้างขวางนัก สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่แค่เกียรติยศของหลิวถานเพียงคนเดียว จึงจำต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมสักหน่อย”
“ผู้กระทำการใหญ่ย่อมไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย ผู้ทำเรื่องสำคัญย่อมไม่ยึดติดธรรมเนียมหยุมหยิม! ที่พี่ใหญ่ทำเช่นนี้คือการลงมืออย่างรอบคอบ จะมีอะไรต้องหนักใจกันเล่า อีกอย่าง ต่อให้ไม่มีหมากตานี้ พวกเขาก็ไม่ใช่คู่มือของพี่ใหญ่อยู่ดี!”
หลิวถานเห็นท่าทางตื่นเต้นของน้องชาย ก็กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นี่ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องสง่างาม เป็นเพราะไม่มีทางเลือกจึงต้องนำมาใช้ ทว่ามิอาจลำพองใจได้”
“ขอรับ” หลิวเฉิงเก็บสีหน้าประสานมือคารวะ แต่ในใจกลับแอบหวังให้สำนักศึกษาประจำจวิ้นส่งหวังหยางออกโรง จากนั้นก็ถูกพี่ใหญ่เอาชนะท่ามกลางสายตาผู้คน
...
ตลอดเวลาหลายวันมานี้ของหวังหยาง นอกจากการออกกำลังกาย โดยเขายืนหยัดที่จะกระโดดท่าเบอร์ปี วิดพื้น และออกกำลังกายอื่นๆ ทุกวันแล้ว ก็คือการขลุกตัวอยู่ในหอตำราของหลิวเจา พอเข้าไปอยู่ก็ปาเข้าไปค่อนวันแล้ว
หลิวเจารู้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะเป็นศึกตัดสินการประชันความรู้กับสำนักศึกษาอ๋องที่ลือกันไปทั่วแล้ว เพื่อไม่ให้หวังหยางเสียสมาธิ เขาจึงได้แต่กลั้นความปรารถนาที่จะหาหวังหยางมาถกเถียงเรื่องความรู้เอาไว้ ทุ่มเทจิตใจไปกับการจัดการต้นฉบับตำรา 'ชี้จุดบกพร่อง' อาศัยเพียงแค่ช่วงเวลาที่กินข้าวหรือพักผ่อน หาโอกาสพูดคุยกับหวังหยางสักครู่หนึ่ง
ในตอนแรกเขากลัวว่าหวังหยางจะมีความกดดันมากเกินไป จึงคิดเตรียมคำพูดไว้ล่วงหน้ามากมาย หมายจะเกลี้ยกล่อมหวังหยางให้ดีสักครั้ง
แต่ต่อมาเขาก็พบว่า เจ้าหนุ่มนี่มีสีหน้าผ่อนคลาย เล่าเรื่องตลก หยอกล้อองครักษ์หญิง อีกทั้งยังคุยสัพเพเหระกับอวี่อวี๋หลิงและศิษย์อีกหลายคน พูดคุยตั้งแต่เรื่องสนุกตามตรอกซอกซอยไปจนถึงข่าวคราวในราชสำนัก ดูไม่เหมือนคนมีความกดดันเลยสักนิด!
แน่นอนว่า หากหลิวเจาสังเกตให้ละเอียดกว่านี้สักหน่อยก็จะพบว่า โดยปกติแล้วหวังหยางเพียงแค่เปิดประเด็นสนทนา จากนั้นก็รับหน้าที่เป็นผู้ฟัง ขอเพียงบทสนทนามีทีท่าว่าจะหยุดชะงัก เขาก็จะอาศัยจังหวะนั้นพูดแทรกขึ้นมา ใช้คำพูดอันแยบคายเพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการพูดคุย ทำให้หัวข้อสนทนาดำเนินต่อไปได้ สรุปก็คือ พอหวังหยางมาถึง วงสนทนาก็มักจะพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติได้เสมอ
สิ่งที่ทำให้หลิวเจามั่นใจยิ่งขึ้นว่าหวังหยางไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อยก็คือ เขาพบว่าเจ้าหมอนี่อยู่ในหอตำราไม่ได้เจาะจงอ่านแต่งานเขียนของลัทธิขงจื๊อ ทว่ากลับหยิบเอาพวกบันทึกภูมิประเทศ บันทึกการเดินทาง ประวัติศาสตร์เก่าแก่ ชีวประวัติเบ็ดเตล็ดอะไรทำนองนั้นมาอ่านอย่างสนุกสนานเสียนี่!
เฮ้อ ในเวลาเช่นนี้การให้จือเหยียนเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์ เดิมทีก็เป็นการบีบบังคับกันอยู่บ้าง อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของจือเหยียน ยิ่งไปกว่านั้นความรู้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเตรียมตัวเอาวินาทีสุดท้ายเสียด้วย ด้วยระดับความรู้ของจือเหยียน คงจะมีความมั่นใจอยู่บ้างกระมัง... ทว่าอีกแค่สองวันก็จะถึงเวลาประชันความรู้แล้ว เลิกอ่าน 'ภาพศิลปะในห้องหอและการแต่งงานเบ็ดเตล็ด' ได้หรือไม่ เจ้าทำแบบนี้ข้าชักจะหวั่นใจแล้วนะ (*>﹏<*)...







