วันที่ 26 มิถุนายน วันสอบของสถาบันกิจการภายในและสถาบันวิจัย
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับซูอวี่ อันที่จริงก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญมากนัก ในยุคที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ สิ่งเหล่านี้ก็มักจะถูกผู้คนมองข้ามได้ง่ายเป็นธรรมดา
ต่อให้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ก็ยังไม่อาจดึงดูดความสนใจจากทุกคนได้อยู่ดี
พวกนักเรียนล้วนแต่สอบสถาบันสงครามและสถาบันอารยธรรมไม่ติด ถึงจะค่อยพิจารณาเข้าร่วมการสอบของสองสถาบันนี้
...
ซูอวี่ในเวลานี้กำลังต้อนรับแขก
เยอะมาก!
มีทั้งกรรมการคุมสอบของสถาบันอารยธรรม และของสถาบันสงคราม
สถาบันสงครามต้าเซี่ย สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย สถาบันหลงอู่ สถาบันจิ่วเทียน สถาบันเวิ่นเต้า...
สถาบันที่มีชื่อเสียงหน่อย วันนี้ล้วนมีคนมาเยือนทั้งสิ้น
สถาบันสงครามระดับสูงขั้นล่าง สถาบันอารยธรรมระดับสูงขั้นสูงสุด
ที่นี่ไม่ใช่เขตปกครองต้าเซี่ย หากในเขตปกครองต้าเซี่ยมีอัจฉริยะแบบนี้ ทุกคนก็ไม่ต้องไปดึงตัว เพราะอัจฉริยะแบบนี้ร้อยทั้งร้อยล้วนมีสังกัดแล้ว
อย่างเช่นอู๋หลาน ฝั่งนั้นตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเลย
แต่ซูอวี่นั้นต่างออกไป
เพิ่งมีชื่อเสียงได้ไม่นาน คนที่จ้องเขาอยู่มีแค่ไป๋เฟิง ไป๋เฟิงเป็นอัจฉริยะก็จริง แต่ไป๋เฟิงอ่อนแอไงล่ะ ขั้นเหินเวหาในสถาบันมีถมเถไป ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไป๋เฟิงเท่านั้นเสียหน่อย
กรรมการคุมสอบหลายท่านพากันเดินดูรอบตระกูลซูอย่างสนใจ เดินเล่นไปทั่ว
ผู้บัญชาการพันคนของกองทัพปราบมารท่านนั้น แม้จะไม่พูดอะไร แต่เวลานี้เขากลับเอาแต่จ้องรูปถ่ายของซูหลงในห้องรับแขก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พึมพำกับตัวเองว่า "แม้ฐานะต้อยต่ำก็ไม่ลืมภัยชาติ ยามยากลำบาก ราชโองการเพียงฉบับเดียว ก็มุ่งสู่สนามรบอีกครั้ง วีรบุรุษแห่งเผ่ามนุษย์!"
กรรมการคุมสอบหลายท่านมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ พอได้แล้วมั้ง!
คนหยาบกระด้างอย่างคุณมาเล่นสำนวนอะไรตรงนี้ แกล้งทำเป็นอะไรกัน!
ชายชราของสถาบันจิ่วเทียนท่านนั้นตรงไปตรงมากว่า เขาพูดพลางหัวเราะว่า "ซูอวี่ เงื่อนไขก่อนหน้านี้ฉันบอกไปแล้ว รับรองว่าเป็นเงื่อนไขสูงสุดของเขตปกครองต้าเซี่ย! ทุกท่านลองฟังฉันพูดสักหน่อย มาคุยกันถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละฝ่ายเถอะ"
"พูดถึงสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ผู้แข็งแกร่งเยอะ ยอดอัจฉริยะเยอะ อัจฉริยะเยอะ ซูอวี่ ถ้าเธอไป ถึงจะมีไป๋เฟิงอยู่ แต่พูดตามตรง สายของไป๋เฟิง ตอนนี้อยู่กันไม่ง่ายเลย ผู้อาวุโสหงไปสนามรบพหุภพไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับมา ตอนนี้สายของพวกเขามีไป๋เฟิงเป็นหัวหน้า..."
พูดจบ ชายชราก็หัวเราะแล้วพูดต่อ "ไป๋เฟิงอยู่แค่ขั้นเหินเวหา พูดตรงๆ คือในตำหนักบำเพ็ญใจแม้แต่สิทธิ์จะพูดยังไม่มี จะเรียกร้องอะไรให้เธอได้? เรียกร้องโอกาสเข้าดินแดนลับงั้นเหรอ? หรือเรียกร้องให้เธอได้ดูอักษรเจตจำนงเพิ่มอีกสองสามบท?"
"สถาบันจิ่วเทียนนั้นต่างออกไป..."
เขายังพูดไม่ทันจบ หวงเซิ่งก็พูดเสียงเรียบว่า "เขาไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ไม่จำเป็นต้องกราบไป๋เฟิงเป็นอาจารย์ก็ได้ ไป๋เฟิงเป็นแค่ผู้ช่วยนักวิจัย ได้ระดับสูงขั้นสูงสุด หาให้นักวิจัยระดับกลางหรือระดับสูงดูแล ปัญหาก็ไม่ใหญ่หรอก"
ฝั่งนั้น เหล่าเซี่ยแห่งสถาบันหลงอู่พูดกลั้วหัวเราะว่า "ทำไมต้องไปสถาบันอารยธรรมด้วย สถาบันสงครามไม่ดีตรงไหน? อัจฉริยะวิถีการต่อสู้อย่างซูอวี่ ควรจะไปสถาบันสงครามสิ เขาอยู่แค่ขั้นเบิกนภาก็กล้าช่วยหอจับลมสังหารขั้นหมื่นศิลาแล้ว เจ้าเด็กนี่ควรจะไปพิสูจน์ฝีมือในสนามรบเหมือนพ่อของเขาสิ!"
เหล่าเซี่ยพูดหว่านล้อมว่า "ซูอวี่ ไปสถาบันหลงอู่ ปีแรกเรียน ปีที่สองไปฝึกงานที่องครักษ์หลงอู่ ฆ่าโจรผู้ร้าย ต่อสู้กับลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ สำรวจดินแดนลับ... แบบนี้สถาบันอารยธรรมจะเทียบได้เหรอ?"
พอคำนี้หลุดออกไป ฝั่งสถาบันสงครามต้าเซี่ยก็เอ่ยปากบ้าง "ใช่แล้ว ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องไปสร้างชื่อในสถาบันสงคราม! ดาบเดียวตัดขุนเขาและท้องทะเล กระบี่เดียวฟาดฟันพหุภพ ลูกผู้ชายชาตรี ควรจะฆ่าฟันให้สะใจ จะมัวมานั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่แนวหลังได้ยังไง..."
พอคำนี้หลุดออกไป ก็จบเห่
หวงเซิ่งและคนอื่นๆ สีหน้าไม่ค่อยดีนัก ฝั่งสถาบันจิ่วเทียน ชายชราหรี่ตาหัวเราะพูดว่า "ได้สิ เก่งขนาดนี้ ครั้งหน้าในกองทัพก็ไม่ต้องมีผู้ใช้อารยธรรมแล้ว ค่ายรบอารยธรรมยุบทิ้งไปได้เลย"
"ฉันไม่ได้หมายถึงผู้ใช้อารยธรรมในกองทัพพวกนั้น..."
"งั้นก็หมายถึงพวกเราล่ะสิ?" หวงเซิ่งพูดเสียงเย็น "คำพูดนี้ คุณลองไปถามผู้ใช้อารยธรรมนับแสนนับหมื่นในเขตปกครองต้าเซี่ยดูสิ ว่าพวกเขาจะยอมไหม!"
"..."
"ขี้เกียจสนใจพวกคุณแล้ว หาเรื่องไร้สาระ!" หัวหน้าทีมของสถาบันสงครามต้าเซี่ยโกรธจนหน้าแดง ไม่เถียงต่อ
ขืนพูดต่อไป คนพวกนี้คงไปรวมหัวผู้ใช้อารยธรรมมาจัดการตัวเองแน่
ทุกคนต่างหันไปมองซูอวี่ ซูอวี่มีสีหน้ากระวนกระวาย พูดอย่างไม่สบายใจว่า "อาจารย์ทุกท่าน... ผมยังเด็กนัก ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าไปที่ไหนถึงจะดี ถ้าตามความคิดของผม ผมอยากไปทุกที่เลยครับ..."
ซูอวี่กระอักกระอ่วน พูดอย่างกระวนกระวายเล็กน้อยว่า "แต่ว่า... พวกท่านก็รู้ว่า ผมเป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์หลิวเหวินเยี่ยนปั้นมา เมื่อคืนอาจารย์หลิวก็โทรมาหาผม บอกว่าต้องสมัครสอบสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย..."
พอคำนี้หลุดออกไป พวกเหล่าเซี่ยก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ!
"หลิวเหวินเยี่ยน ตาเฒ่าไร้ยางอาย! มาก้าวก่ายการตัดสินใจของนักเรียนได้ยังไง ซูอวี่ อย่าไปสนใจเขา พ่อของเธออยู่ในกองทัพปราบมาร ลองถามความเห็นพ่อเธอดูสิ..."
ซูอวี่ทำหน้ามุ่ยพูดว่า "ต่อให้พ่อผมอยู่บ้าน ก็ต้องฟังอาจารย์หลิวครับ ท่านสอนผมมาห้าปี เป็นอาจารย์ผู้เบิกทางวิถีอารยธรรมของผม ทุ่มเทแรงกายแรงใจสอนผมมาตลอดโดยไม่หวังผลตอบแทน... ผมกับพ่อก็ทำตัวเนรคุณไม่ได้หรอกครับ"
ซูอวี่ถอนหายใจ "ในเมื่ออาจารย์บอกว่าสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยดี งั้นผมก็คงต้องไปที่นั่นแล้วครับ ขอโทษอาจารย์ทุกท่านด้วยนะครับ"
ทุกคนก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไร ซูอวี่ยังเด็ก ไม่เคยออกนอกหนานหยวนด้วยซ้ำ เขาจะไปรู้อะไร?
ล้วนเป็นเพราะเหล่าหลิวเหวินเยี่ยนเป่าหูทั้งนั้น!
ต่อให้จะเกลียด ก็ต้องไปเกลียดตาเฒ่าไร้ยางอายหลิวเหวินเยี่ยน!
เหล่าเซี่ยพูดย่างไม่ยินยอมว่า "ซูอวี่ ไม่ลองพิจารณาองครักษ์หลงอู่ดูหน่อยเหรอ? ไปสถาบันหลงอู่ อีกไม่กี่ปีเธอก็สามารถเข้าองครักษ์หลงอู่ กลายเป็นผู้แข็งแกร่งในกองทัพที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขตปกครองต้าเซี่ยได้เลยนะ..."
"หึ!"
คราวนี้ ผู้บัญชาการพันคนของกองทัพปราบมารโกรธแล้ว เขาพูดเสียงเย็นว่า "กองทัพปราบมารของฉันเฝ้าปกป้องพหุภพ กวาดล้างไร้พ่าย องครักษ์หลงอู่กลายเป็นกองพลที่ยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
เหล่าเซี่ยกลอกตา ไม่พูดอะไรอีก
ขืนพูดต่อ กองทัพของพวกเขาก็คงจะตีกันเองแล้ว
บุ๋นไร้ที่หนึ่ง บู๊ไร้ที่สอง ในฐานะสองกองพลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขตปกครองต้าเซี่ย แม้ความแข็งแกร่งรายบุคคลของกองทัพปราบมารจะอ่อนแอกว่า แต่คนเยอะ แถมยังมีประสบการณ์สงครามโชกโชน ประจำการอยู่สนามรบพหุภพตลอดทั้งปี ย่อมไม่ยอมรับว่าองครักษ์หลงอู่เป็นที่หนึ่งหรอก
ซูอวี่ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงทะเลาะของพวกเขา เขาเทชาให้กรรมการคุมสอบทุกท่านพลางกล่าวขอบคุณว่า "ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความสำคัญนะครับ นักเรียนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ขอโทษจริงๆ ครับ"
"ไม่เกี่ยวกับเธอหรอก!"
เหล่าเซี่ยโบกมือ จากนั้นก็ยังคงทนสูญเสียโอกาสดึงตัวคนเก่งไปไม่ได้ จึงเอ่ยปากว่า "เธอไม่ลองถามถึงข้อเสนอของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยหน่อยเหรอ ตอบตกลงไปแบบนี้เลยเนี่ยนะ?"
ซูอวี่ยิ้มกว้างพูดว่า "อาจารย์หลิวบอกว่า การโก่งราคาไม่มีความจำเป็นเลย สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยมีผู้แข็งแกร่งดั่งเมฆา ทรัพยากรนับไม่ถ้วน คงไม่ถึงขั้นเอาเปรียบนักเรียนเข้าใหม่คนหนึ่งหรอก ถ้าจะให้มาโก่งราคา รอจนอาจารย์ทุกท่านเสนอเงื่อนไขมา ทำเรื่องขอไปตั้งนาน แล้วผมดันปฏิเสธไป... แบบนั้นมันจะไม่เสียเวลาอาจารย์ทุกท่านเหรอครับ?"
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะพากันหัวเราะออกมา
หวงเซิ่งเองก็หัวเราะร่า "อาจารย์หลิวพูดถูก สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ไม่เอาเปรียบนักเรียนอัจฉริยะคนไหนแน่! ต่อให้เธอจะถูกไป๋เฟิงรับไว้ล่วงหน้าแล้ว ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม สิ่งที่เป็นของเธอ ย่อมไม่ขาดหายไปไหน"
"แน่นอน เธอสามารถลองคิดดูได้ว่าจะกราบไป๋เฟิงเป็นอาจารย์หรือไม่ เรื่องนี้เธอเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นไป๋เฟิงเสมอไป"
เขาพอใจกับการตัดสินใจของซูอวี่มาก
การเลือกสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอย่างแน่วแน่ แม้ดูเหมือนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลิวเหวินเยี่ยน แต่การที่ซูอวี่ไม่ลังเลเลย นั่นนับว่าเป็นเรื่องดี
จะได้ไม่ต้องเสียเวลา แถมสุดท้ายยังต้องมานั่งเถียงกับกรรมการคุมสอบท่านอื่นจนหน้าดำหน้าแดงอีก
เมื่อซูอวี่ตัดสินใจแล้ว แม้กรรมการคุมสอบหลายท่านจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ชายชราแห่งสถาบันจิ่วเทียนท่านนั้นลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า "ซูอวี่ ก่อนเข้าเรียน เธอสามารถเปลี่ยนใจมาสถาบันจิ่วเทียนได้ตลอดนะ ข้อเสนอก็ยังคงเป็นอย่างที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้! แต่ถ้าเข้าเรียนไปแล้ว ก็จะไม่มีโอกาสเปลี่ยนแล้วล่ะ"
เหล่าเซี่ยเองก็เอ่ยปากว่า "ในเมื่อเธอเลือกแล้ว พวกเราก็จะไม่กวนเวลา เธอมาจากครอบครัวทหาร เรียนจบแล้วค่อยมาองครักษ์หลงอู่ก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะเตือนด้วยความหวังดี..."
เหล่าเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้มตาหยีพูดว่า "สถาบันอารยธรรมไม่เหมือนสถาบันสงคราม สถาบันอารยธรรมมีพวกจิ้งจอกเฒ่าเยอะเกินไป ตระกูลก็เยอะ ตระกูลใหญ่โตก็เยอะ นักรบไม่มีผู้สืบทอดก็ยังฝึกฝนต่อไปได้ ผู้แข็งแกร่งที่เติบโตมาจากสนามรบก็มีไม่น้อย แต่สถาบันอารยธรรมน่ะ... การสืบทอดค่อนข้างสำคัญ ฝักฝ่ายเยอะ ตระกูลใหญ่เยอะ เธอไปที่นั่น... ก็ระวังตัวด้วยล่ะ!"
หวงเซิ่งสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ได้ส่งเสียงใด
คำพูดของเหล่าเซี่ยถือว่าแทงใจดำเข้าอย่างจัง
วิถีนักรบ ค่อนข้างบริสุทธิ์
วิถีอารยธรรม ฝักฝ่ายเยอะเกินไป
มีสายอักษรเทวะ มีสายเจตจำนงล้วน และมีสายที่ผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีฝักฝ่ายเล็กๆ ยิบย่อยอีกมากมาย
มีพวกที่ยกย่องอารยธรรมหมื่นเผ่าพันธุ์ มีพวกที่ยอมรับแค่อารยธรรมเผ่ามนุษย์
มีพวกที่ชอบสายพึ่งพาสิ่งของภายนอก อย่างเช่นการสวมชุดเกราะต่อสู้อะไรเทือกนั้น และยังมีพวกที่ชอบสายดัดแปลงร่างกาย... อย่างเช่นการดัดแปลงอวัยวะบางส่วนของตัวเองให้กลายเป็นชิ้นส่วนของเผ่าปีศาจ...
สรุปก็คือ วิถีอารยธรรมนั้นซับซ้อนมาก
วิถีอารยธรรมมีคนบ้าเยอะ ผู้แข็งแกร่งเยอะ แถมแต่ละคนยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้าจะพูดกันตามตรง แม้จำนวนผู้แข็งแกร่งจะไม่เท่าวิถีนักรบ แต่หากต้องสู้กันจริงๆ นักรบในระดับเดียวกันร้อยทั้งเก้ามักจะไม่ใช่คู่มือของผู้ใช้อารยธรรม
การต่อสู้ของนักรบ วิธีการก็มีแค่นั้น แต่การต่อสู้ของผู้ใช้อารยธรรม วิธีการกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณไม่อาจคาดเดาได้เลย
เหล่าเซี่ยเพียงแค่เตือนด้วยความหวังดี ซูอวี่มีชาติกำเนิดที่ธรรมดาเกินไป
พ่อเป็นแค่ผู้บัญชาการร้อยคนในกองทัพปราบมาร ภายใต้สถานการณ์การสืบทอดอารยธรรม เขตปกครองต้าเซี่ยมีตระกูลผู้ใช้อารยธรรมมากมาย ตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีก็มีให้เห็นไม่น้อย แม้กระทั่งผู้ใช้อารยธรรมในยุคของอ๋องต้าเซี่ยก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่วิถีนักรบ ร่องรอยการสืบทอดทางสายเลือดกลับมีน้อยกว่า เพราะวิถีนักรบในทุกๆ ปีจะมีคนก้าวขึ้นมาเสมอ ผู้แข็งแกร่งหน้าใหม่มากมายล้วนเติบโตมาจากสนามรบ คนจากครอบครัวธรรมดาก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
"ขอบคุณอาจารย์ที่เตือนครับ"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณ ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้มีผู้ใช้อารยธรรมอยู่ด้วย พูดอะไรไปก็ไม่เหมาะสมทั้งนั้น
"รู้ไว้ก็พอ งั้นฉันไปก่อนล่ะ!"
เหล่าเซี่ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ตรงไปตรงมา ไม่นานก็เดินจากไปทันที
คนอื่นๆ ก็ไม่ตื๊อต่อ ทยอยกันจากไป
ท้ายที่สุด ในบ้านก็เหลือเพียงหวงเซิ่งและเจ้าหน้าที่ของหนานหยวนหนึ่งคน
รอจนพวกเขาไปกันหมด หวงเซิ่งถึงได้หัวเราะพลางพูดว่า "ซูอวี่ การตัดสินใจของเธอไม่ผิดหรอก! อัจฉริยะของเขตปกครองต้าเซี่ย เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ล้วนเลือกมาที่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ที่นี่มีผู้แข็งแกร่งแย่งชิงความเป็นใหญ่ ยอดอัจฉริยะมีอยู่ทั่วไปหมด บนเส้นทางสายนี้มีกลุ่มอัจฉริยะระดับปีศาจคอยก้าวหน้าไปพร้อมกับเธอ บนเส้นทางของผู้แข็งแกร่งจะไม่โดดเดี่ยว..."
หวงเซิ่งพูดไป ตัวเขาเองก็อดรำพึงรำพันออกมาไม่ได้ "ที่นี่ เธอสามารถเป็นประจักษ์พยานในการผงาดขึ้นของวีรบุรุษ ได้เห็นความตกต่ำของอัจฉริยะ อีกหลายปีต่อมา เธอจะรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกับใครบางคน หรือไม่คนอื่นก็อาจจะรู้สึกภูมิใจที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นหรืออาจารย์ของเธอ!"
"คนกลุ่มนี้อย่างพวกเธอ บางคนจะกลายเป็นศูนย์กลางแสงสว่างของหมื่นเผ่าพันธุ์ บางคนก็อาจจะร่วงหล่นลงไปก่อนเวลาอันควร กลายเป็นเพียงดินเหลือง... สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ได้เป็นประจักษ์พยานต่อสิ่งเหล่านี้ ผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ และครอบครองสิ่งเหล่านี้!"
ภายในใจของซูอวี่รู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาเล็กน้อย มีความคาดหวัง มีความฮึกเหิม ทว่าไม่นานก็กลับคืนสู่ความสงบ
เรื่องพวกนี้ มันไกลเกินไป
"อาจารย์ ในเมื่อผมเลือกแล้ว ผมก็จะไม่เสียใจทีหลังครับ"
วินาทีนี้ ซูอวี่ไม่แสดงท่าทีซื่อบื้ออีกต่อไป เขาพูดเข้าประเด็นทันที "แต้มผลงาน 20 แต้มสำหรับที่หนึ่งในการสอบอารยธรรม จะมอบให้ตอนไหนครับ? อีกอย่าง ที่หนึ่งของหนานหยวน ผมจำได้ว่ายังมีตำราเคล็ดวิชาหมื่นเผ่าพันธุ์ขั้นพันจวินฉบับดั้งเดิมอีกหนึ่งเล่ม แล้วจะมอบให้ตอนไหนครับ?"
ซูอวี่พูดรัวเร็ว "แล้วก็ นักเรียนระดับสูงขั้นสูงสุดเข้าเรียน น่าจะมีสิทธิประโยชน์อื่นอีกใช่ไหมครับ? คงไม่ถึงขั้นไม่มีอะไรเลยหรอกมั้ง? อาจารย์ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ?"
หวงเซิ่งไม่ได้ใส่ใจ เขาหัวเราะพลางพูดว่า "อาจารย์หลิวคงไม่ได้บังคับให้เธอไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยหรอก... ก่อนหน้านี้เป็นการตัดสินใจของเธอเองใช่ไหม?"
"ครับ"
ซูอวี่พยักหน้า "ผมอยากจะไปให้ไกลกว่านี้ ย่อมต้องเลือกสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอยู่แล้ว จิ่วเทียนกับเวิ่นเต้าแม้จะให้ข้อเสนอที่ดีกว่า แต่นั่นมันก็แค่ผลประโยชน์ระยะสั้น สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยต่างหากที่เป็นระยะยาว"
"ฉลาด!"
หวงเซิ่งหัวเราะ "งั้นก็พูดกันตรงๆ แต้มผลงานพวกนี้ตอนบ่ายก็ส่งมาให้เธอได้แล้ว รวมไปถึงรางวัลจากฝั่งสถาบันสงครามด้วย ของเหลวปราณกับแต้มผลงานก็จะถูกส่งมาให้ เป็นเรื่องที่ไวมาก"
"ส่วนหลังจากเข้าเรียน นักเรียนระดับสูงขั้นสูงสุดย่อมต้องมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอยู่แล้ว..."
หวงเซิ่งพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "ตอนเข้าเรียน จะได้รางวัลแต้มผลงาน 100 แต้ม สิทธิ์ดูอักษรเจตจำนงฟรีหนึ่งบท สิทธิ์เข้าแดนล้ำค่าอักษร ‘หยวน’ ฟรีหนึ่งครั้ง และสิทธิ์เข้าแดนล้ำค่าอักษร ‘จ้าน’ ฟรีหนึ่งครั้ง!"
ซูอวี่รู้จักสถานที่สองแห่งนี้ ไป๋เฟิงเป็นคนบอก
ผู้ว่าการรุ่นที่สามและรุ่นที่สี่ต่างก็ทิ้งอักษรเทวะที่ก่อร่างขึ้นมา สร้างเป็นโลกใบเล็กๆ ซึ่งก็คือแดนล้ำค่าสองแห่งนี้นั่นเอง
ซูอวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า "แล้วถ้ามีการประเมินระดับสูงขั้นล่างล่ะครับ?"
"งั้นก็จะได้แค่รางวัลแต้มผลงาน 100 แต้ม" หวงเซิ่งหัวเราะ "ระดับสูงขั้นกลาง เพิ่มโอกาสเข้าดินแดนลับหนึ่งครั้ง ระดับสูงขั้นสูงสุดเพิ่มให้อีกหนึ่งครั้ง! โอกาสแบบนี้หาได้ยากมาก ส่วนโอกาสเข้าดินแดนลับที่สถาบันจิ่วเทียนหรือสถาบันพวกนั้นให้มา เทียบของพวกเราไม่ติดหรอก"
ซูอวี่พยักหน้า แบบนี้ค่อยสมกับเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุดหน่อย
โอกาสเข้าดินแดนลับสามครั้ง ห้าครั้งของพวกคุณ ยังสู้ของฉันแค่ครั้งเดียวไม่ได้เลย!
นักเรียนประเมินระดับสูงขั้นล่างอย่างพวกเขา แม้แต่โอกาสนี้ก็ยังไม่มี จะมาไม่มาก็ช่าง มีแค่ระดับสูงขั้นกลางกับสูงขั้นสูงสุดเท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้เข้า
"แล้วแดนล้ำค่าทั้งสองแห่งนี้..."
"เธอไปถึงสถาบันเดี๋ยวก็รู้เองแหละ!"
พูดจบ หวงเซิ่งก็พูดอย่างจริงจังเล็กน้อยว่า "โอกาสเข้าแดนล้ำค่าอักษรหยวน ฉันแนะนำให้เธอใช้หลังจากเข้าเรียนเลย ไม่สิ ต้องใช้ตอนอยู่จุดสูงสุดของขั้นเบิกนภาที่เก้า! มันจะช่วยให้เธอทะลวงผ่านขั้นพันจวินได้มาก ขั้นพันจวินเบิกจุดชีพจรหล่อหลอมร่างกาย การทะลวงผ่านในแดนล้ำค่า จะได้รับประโยชน์มากกว่า!"
"แน่นอนว่า โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นนักเรียนที่พลังเจตจำนงไปถึงขั้นบ่มเพาะจิต ถึงจะเลือกทะลวงผ่าน แต่สำหรับเธอมันยังเร็วไป ช่วงหลังอาจจะมีโอกาสอยู่ การเปลี่ยนเป็นพลังต่อสู้อย่างรวดเร็ว ก็มีผลดีต่อตัวเธอเองเหมือนกัน จะเลือกแบบไหน เธอต้องตัดสินใจเอาเอง"
ซูอวี่พยักหน้า "อาจารย์ครับ ผมขอถามเรื่องนอกประเด็นอีกสักเรื่องได้ไหมครับ?"
"ถามมาสิ"
"ได้ยินมาว่าปีนี้สถาบันจะเปิดสถาบันฝึกอบรมหมื่นเผ่าพันธุ์ เป็นเรื่องจริงเหรอครับ?"
"จริงสิ"
หวงเซิ่งพยักหน้า จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "เรื่องนี้ถูกวางแผนมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว ระหว่างทางถึงขั้นเคยนำมาปฏิบัติจริงครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกไป สาเหตุค่อนข้างซับซ้อนน่ะ"
"ผู้ว่าการล้างบางเผ่าของพวกเขาเหรอครับ?"
"ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก!" หวงเซิ่งส่ายหน้า "ที่เธอได้ยินมาคงเป็นสิ่งที่อาจารย์หลิวบอกล่ะสิ สถานการณ์จริงมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ แน่นอนว่าเธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอก มันผ่านไปแล้ว"
หวงเซิ่งพูดจบก็พูดต่อ "ครั้งนี้ต่างออกไป ครั้งนี้เขตปกครองต้าเซี่ยก็ยอมรับกลายๆ ท่านโหวเซี่ยขูดรีดเอาทรัพยากรจากหมื่นเผ่าพันธุ์มาได้ก้อนใหญ่ ครั้งนี้จะเกิดเรื่องไม่ได้อีก มิฉะนั้นชื่อเสียงของเขตปกครองต้าเซี่ยคงป่นปี้ ครั้งก่อนเขตปกครองต้าเซี่ยไม่ได้รับรอง ถือว่าสถาบันแอบติดต่อกันเองลับๆ ตอนนั้นเกิดเรื่องยังมีข้ออ้างได้ แต่ครั้งนี้ไม่ได้แล้ว..."
"ที่ฉันพูดกับเธอแบบนี้ก็เพื่อจะบอกว่า ถ้าอยู่ในสถาบันแล้วบังเอิญเจอกับนักเรียนเผ่าอื่น จะแข่งขันกันตามปกติก็ได้ จะประลองกันก็ไม่มีปัญหา หรือแม้แต่ถ้ามีปัญญายั่วยุให้อีกฝ่ายสู้กันจนตาย นั่นก็ทำได้! แต่ว่า... ห้ามใช้วิธีการที่นอกเหนือจากกฎเด็ดขาด"
หวงเซิ่งพูดพลางหัวเราะ "อันที่จริงก็ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับเธอหรอก หลักๆ คือยอดอัจฉริยะพวกนั้นนั่นแหละ... บางคนไม่เคยเสียเปรียบ พอเสียเปรียบเข้า ปฏิกิริยาก็รุนแรง แถมยังมีพวกหัวไม่ใสที่คอยยุยงอยู่ข้างๆ สุดท้ายก็เลยไปก่อเรื่องวุ่นวายกันลับๆ"
ซูอวี่กระจ่างแจ้ง ที่เรียกว่าก่อเรื่องวุ่นวายลับๆ ก็หนีไม่พ้นการใช้วิธีการพิเศษบางอย่าง หรือแม้กระทั่งการลอบสังหารอะไรทำนองนั้น
สำหรับเขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว นั่นคือความน่าเชื่อถือที่พังทลาย
มันไม่เกี่ยวกับซูอวี่จริงๆ ต่อให้เขาจะเสียเปรียบจริงๆ ก็หาตระกูลใหญ่ๆ เป็นที่พึ่งไม่ได้ วิธีการพวกนี้ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี
แต่ซูอวี่ก็ฟังความหมายแฝงออก เขาถามเสียงเครียด "นักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์ แข็งแกร่งกว่ายอดอัจฉริยะอีกเหรอครับ?"
"มีน่ะมันมีแน่ๆ"
หวงเซิ่งไม่ได้ใส่ใจแล้วพูดว่า "เป็นเรื่องปกติมาก เพราะความจริงแล้วบางเผ่าพันธุ์ไม่ได้ใช้อายุของเผ่ามนุษย์มาตัดสินความโต บางเผ่าพันธุ์บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปีถึงจะนับว่าโตเต็มวัย เธอว่าแบบนี้จะนับยังไงล่ะ? นักเรียนเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ก็แค่อายุสิบกว่าปี เรื่องนี้เอามาเทียบกันไม่ได้หรอก หรือบางเผ่าพันธุ์ จุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ขั้นพันจวินหมื่นศิลาแล้ว แบบนี้จะให้คิดยังไง?"
"หมื่นเผ่าพันธุ์ก็มีผู้ใช้อารยธรรมด้วยเหรอครับ?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่าผู้ใช้อารยธรรมหรอก มีชื่อเรียกยุ่งเหยิงไปหมด... บางคนเรียกว่านักเวท บางคนเรียกว่าจอมมาร บางคนเรียกว่านักอาคม..."
หวงเซิ่งหัวเราะ "ผู้ใช้อารยธรรมเป็นแค่คำเรียกของเผ่ามนุษย์ ต่อให้เป็นเผ่ามนุษย์ ความจริงก็ไม่เหมือนกันหรอก ผู้ใช้อารยธรรมบางคนก็เรียกตัวเองว่าผู้ใช้อักษรเทวะ บางคนชอบเรียกตัวเองว่านักสำรวจ แล้วก็มีบางคนที่เรียกตัวเองว่านักสะสม นักดัดแปลง ผู้ทำลายล้าง... มีคำเรียกสารพัด เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปใส่ใจมากนักหรอก"
ซูอวี่พยักหน้าอีกครั้ง เริ่มเข้าใจเลือนราง ความแตกต่างของคำเรียก อาจจะเป็นเพราะเส้นทางที่เดินแตกต่างกัน
"แล้วถ้าพวกเราเข้าไปในสถาบัน จะเกิดความขัดแย้งกับนักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์ไหมครับ?"
"ทั้งสองฝ่ายก็อดกลั้นต่อกันสักหน่อย พยายามอย่าอยู่พื้นที่เดียวกัน ในความเป็นจริง พวกเขาไม่น่าจะถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่หลักหรอก จะได้ไม่ต้องเกิดข้อพิพาทขึ้น"
"แล้วถ้าเกิดข้อพิพาทขึ้นมา สถาบันจะทำยังไงครับ?"
หวงเซิ่งปรายตามองเขาแล้วหัวเราะ "เธอเอาแต่ถามเรื่องนี้ นี่เตรียมจะไปหาเรื่องพวกหมื่นเผ่าพันธุ์งั้นเหรอ?"
"เปล่าครับ ผมแค่กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะจงใจมาหาเรื่องหรือเปล่า"
"เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ที่นี่คือเขตปกครองต้าเซี่ย หมื่นเผ่าพันธุ์ยอมจ่ายราคาแพงลิ่วเพื่อส่งคนมา แต่ก็ดันส่งพวกปัญญาอ่อนมาซะได้ พวกที่หาเรื่องก่อนน่ะ... ถ้าเธอสามารถท้าประลองเป็นตายกับอีกฝ่ายได้ ตีตายไปก็ตายไปเถอะ..."
หวงเซิ่งหัวเราะ "ตีตายแล้ว ถ้าไม่มีคนเก็บศพ ก็สับเป็นชิ้นๆ เป็นอาหารเสริมให้นักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์กิน นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไร อย่าไปคิดอะไรมากเพราะเรื่องสถาบันฝึกอบรมหมื่นเผ่าพันธุ์เลย วางใจเถอะ พวกเขาจะทำตัวเงียบเชียบกว่าที่เธอคิดไว้เยอะ"
"เข้าใจแล้วครับ!"
ซูอวี่ถามเรื่องพวกนี้คร่าวๆ สุดท้ายหวงเซิ่งก็แนะนำนักวิจัยให้เขาหลายคน อยากให้เขาลองคิดเปลี่ยนอาจารย์ดู ไป๋เฟิงฝีมือแย่เกินไป หวงเซิ่งบอกกับซูอวี่อย่างจริงใจมากว่า ไป๋เฟิงหมอนั่นไม่มีความรับผิดชอบสุดๆ!
ก่อนจะกลับ หวงเซิ่งก็ยังคงย้ำอีกครั้งว่า "ไป๋เฟิงเป็นอัจฉริยะ พวกอัจฉริยะล้วนมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก! พวกเขาต้องใช้เวลามากมายไปกับการฝึกฝน ไปสำรวจดินแดนลับ ไปหาของวิเศษ ไปแย่งชิงความเป็นใหญ่ ไม่มีเวลามาสอนนักเรียนหรอก หาอาจารย์ที่สุขุมรอบคอบ จะดีกับเด็กใหม่อย่างพวกเธอมากกว่า"
"ในสถาบัน ไป๋เฟิงก็มีคู่ปรับเยอะ ในหมู่คนรุ่นใหม่ของสถาบัน ไป๋เฟิงก็ไม่นับว่าเป็นบุคคลระดับผู้นำ ดันไปมีเรื่องขัดแย้งกับพวกเซี่ยอวี้เหวินเสียอีก ตอนนี้ผู้อาวุโสหงไปสนามรบพหุภพแล้ว ต่อจากนี้ลำพังตัวเขาเองก็เกรงว่าจะเอาตัวไม่รอด เธอต้องคิดให้ดีๆ ล่ะ"
"เอาตัวไม่รอดเหรอครับ?"
ครั้งนี้ ซูอวี่ได้ยินอะไรบางอย่าง จึงรีบถาม "เอาตัวไม่รอดหมายความว่ายังไงครับ หรือว่าสถาบันจะฆ่าคนได้ด้วย?"
"ไม่ได้ฆ่าคนหรอก..."
หวงเซิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังพูดว่า "บางเรื่อง มันทรมานยิ่งกว่าการฆ่าคนเสียอีก การยกเลิกสิทธิประโยชน์ของอัจฉริยะ การลดระดับการประเมิน ไม่สามารถเข้าดินแดนลับได้ การจำกัดทรัพยากร การยกเลิกคุณสมบัติที่สำคัญบางอย่าง... ซูอวี่ ในเมื่อเธอเลือกสถาบันอารยธรรมแล้ว ก็ต้องรู้ว่าเรื่องพวกนี้ล้วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
"สิ่งที่สถาบันบ่มเพาะคืออัจฉริยะ คือผู้แข็งแกร่ง ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมอยู่รอด ผู้อ่อนแอต้องถูกคัดออก!"
"ถ้าเธอตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนไปอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นผู้ช่วยสอนธรรมดาๆ... เหมือนกับฉัน ก็จะไม่มีใครมาสร้างความลำบากใจให้เธอหรอก ไม่คุ้มที่พวกเขาจะเสียเวลา! แต่ถ้าอยากจะไขว่คว้า ของบางอย่างมันก็มีจำกัด..."
หวงเซิ่งทอดถอนใจเล็กน้อย "อย่างเช่นโลหิตเทพมาร ใครบ้างจะไม่อยากใช้ของสิ่งนี้หล่อหลอมร่างกาย? ฉันก็อยาก แต่ฉันไม่กล้าแย่งชิง เพราะฉันไม่มีปัญญาจะแย่งชิงมาได้แน่ๆ ได้แต่ต้องใช้โลหิตแก่นแท้ของเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอมาหล่อหลอมร่างกายอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เวลาแบบนี้ก็จะไม่มีใครมาสนใจฉัน แต่ถ้าฉันอยากจะไขว่คว้า เธอคิดว่าคนอื่นจะยอมให้เธอเอาไปง่ายๆ งั้นเหรอ?"
"ทุ่มเทไปเท่าไหร่ ถึงจะได้รับกลับมาเท่านั้น! ผู้แข็งแกร่งก็ยังคงแข็งแกร่งอยู่วันยังค่ำ! ไม่ใช่ว่าทุกคนพุ่งเป้าไปที่เธอ แต่เป็นเพราะเธอไม่มีความสามารถนั้น ก็อย่าไปแย่งชิงของที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความสามารถของตัวเอง นั่นมีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้ตัวเองเปล่าๆ"
หวงเซิ่งพูดอย่างจริงใจมาก คนวัยกลางคน แม้คนอื่นจะมองว่าขั้นเหินเวหานั้นยอดเยี่ยมมากแล้ว แต่ทุกข์สุขย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ หากหวงเซิ่งมีความสามารถจริงๆ จะต้องถ่อมาเป็นหัวหน้ากรรมการคุมสอบอะไรที่หนานหยวนทำไมกัน ก็แค่เพื่อมาหาแต้มผลงานเล็กๆ น้อยๆ ใช้เวลาไปตั้งหลายวัน มันคุ้มกันเหรอ?
คนอย่างไป๋เฟิง หลิวหง ล้วนไม่ใช่คนที่เขาจะเทียบติดได้
หากไม่ใช่เพราะแบบนี้ จะต้องไปประจบสอพลอหลิวหง ทำงานแทนเขาทำไมกัน
ก็อยู่ขั้นเหินเวหาเหมือนกัน ใครจะไปกลัวใคร?
ประเด็นคือ ไม่คุ้มค่า ไม่จำเป็น และไม่มีปัญญาไปตอแยด้วย
วินาทีนี้ ซูอวี่ราวกับได้เห็นประกายดาบเงากระบี่ สถาบันอารยธรรมไม่สงบสุขเอาเสียเลย... ไม่สิ สถาบันไหนก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น!
นางไม่มีคุณค่านั้น แล้วจะเอาอะไรมาคู่ควรให้บ่มเพาะกันล่ะ!
"งั้นอาจารย์ไป๋ก็อันตรายมากสิครับ?"
"เรื่องนี้ฉันตัดสินยาก แต่ไป๋เฟิงเข้าสู่ขั้นเหินเวหาที่เจ็ดแล้ว เกรงว่าคงมีความคิดอื่นบ้าง ของบางอย่างที่แต่ก่อนไม่เคยคิดจะไขว่คว้า เขาต้องพยายามแย่งชิงมันมาให้ได้แน่ๆ ถึงตอนนั้นคู่ปรับของเขาก็จะไม่ใช่พวกหลิวหงแล้ว แต่เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่แข็งแกร่งกว่าหลิวหง"
"หลิวหง?"
ซูอวี่พึมพำออกมา หวงเซิ่งก็หัวเราะ "คู่ปรับเก่าของไป๋เฟิงน่ะ เธอไปถึงสถาบันเดี๋ยวก็รู้เองแหละ แต่ช่วงนี้ไป๋เฟิงทะลวงผ่านไปแล้ว เขายังอยู่แค่ขั้นเหินเวหาที่หก เธอไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมากหรอก"
"เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณอาจารย์ครับ!"
"เกรงใจไปได้!"
หวงเซิ่งรับผลประโยชน์ของหลิวหงมา ตอนสอบก็สร้างความลำบากให้ซูอวี่สักหน่อย พอสอบเสร็จ... ก็ย่อมต้องทำให้เรื่องนี้จบๆ ไปซะ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง ไป๋เฟิงก็ไม่ใช่คนที่เขาจะหาเรื่องได้เหมือนกัน
วิถีแห่งการเอาชีวิตรอด คนพวกนี้รู้ดีกว่าพวกอัจฉริยะเสียอีกว่าจะเอาชีวิตรอดอย่างไร
"จริงสิ การแข่งขันระหว่างเธอกับอู๋หลาน ทางที่ดีอย่าไปดึงเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยว และยิ่งอย่าคิดจะใช้วิธีอื่นมาจัดการเธอ... ตระกูลอู๋แข็งแกร่งมาก พี่สาวของเธอ แม้แต่ไป๋เฟิงก็ยังไม่อาจไปตอแยได้..."
หวงเซิ่งไปแล้ว ซูอวี่เกาหัว ผ่านไปพักใหญ่ถึงพูดขึ้นว่า "การแข่งขันเหรอ?"
คิดอยู่ตั้งนาน ไม่มีสักหน่อย!
ผมไม่เคยคิดจะไปแข่งอะไรกับคนบ้าบอคนนั้นเลย หวงเซิ่งมองออกได้ยังไงว่าพวกเรากำลังแข่งกันอยู่?
ซูอวี่ส่ายหน้า หวงเซิ่งคงเข้าใจผิดแล้ว อู๋หลาน... ในสายตาของเขา ก็เป็นแค่เด็กที่ยังไม่โต ทึ่มกว่าเฉินฮ่าวเสียด้วยซ้ำ คนแบบนี้จะเอาอะไรมาแข่งขัน ตัวเองอยากจะจัดการนาง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก บางทีพูดแค่ไม่กี่ประโยค ยัยนี่ก็คงไปหาเรื่องดวลเดี่ยวกับยอดอัจฉริยะพวกนั้นจนตายแล้ว
"แค่สยบด้วยไอคิวก็พอแล้ว ใครเขาจะไปลงไม้ลงมือกันล่ะ?"
ซูอวี่ปิดประตู พึมพำกับตัวเอง หวงเซิ่งดูถูกตัวเองเกินไปแล้ว ซูอวี่อย่างผมไม่ได้โง่สักหน่อย







