บริเวณหน้าประตูสนามสอบ
ซูอวี่และอู๋หลานต่างเดินออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง
เหล่านักเรียนที่ยังคงรออยู่ด้านนอกต่างพากันอึ้งไปเล็กน้อย สองคนนี้สอบเป็นยังไงบ้างเนี่ย?
สอบตกทั้งคู่เลยงั้นเหรอ?
ก็ไม่น่าใช่นะ ทั้งสองคนต่างอยู่จนถึงวินาทีสุดท้าย ตอนที่บางคนออกมา สองคนนี้ก็เดินไปไกลมากแล้ว ทำไมถึงมีท่าทีเหมือนคนเสียขวัญกันทั้งคู่เลยล่ะ?
อู๋หลานได้ที่หนึ่งงั้นเหรอ?
แล้วทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?
ซูอวี่ได้ที่หนึ่ง?
ไม่ค่อยเหมือนเลยนะ ซูอวี่ดูห่อเหี่ยว ใบหน้าซีดเซียว มีสีหน้าท้อแท้สิ้นหวัง ราวกับเพิ่งขาดทุนไปหลายร้อยล้าน ดูเหมือนคนได้ที่หนึ่งตรงไหนกัน?
บรรดาผู้เข้าสอบต่างพากันงุนงง
ด้านนอกประตู โจวเทียนฉีที่กำลังรอผลสอบอยู่ก็อึ้งไปเล็กน้อยเช่นกัน สองคนนี้มันยังไงกันแน่?
การสอบครั้งนี้เขาทำได้ไม่เลวเลย ผ่านการทดสอบสามรอบ ได้คะแนนรวม 470 คะแนน
ส่วนเรื่องคะแนนบวกเพิ่มจากแต้มผลงานน่ะเหรอ ขอโทษที เขาไม่มีหรอก
ในเขตปกครองต้าเซี่ยมีอัจฉริยะอยู่มากมาย คนที่จะมีคะแนนบวกเพิ่มจากแต้มผลงานเหมือนอย่างอู๋หลานได้ จำเป็นต้องมีเจตจำนงถึงขั้นบ่มเพาะจิต ซึ่งโจวเทียนฉียังไปไม่ถึงขั้นนั้น หากเขาถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้วจริงๆ เขาก็คงไม่มาที่หนานหยวนหรอก
ได้เข้าสู่การประเมินระดับกลางขั้นกลาง ถึงแม้จะไม่ติดระดับสูง แต่การประเมินระดับนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ความจริงถ้าโชคดีกว่านี้อีกหน่อย ก็อาจจะติดระดับกลางขั้นสูงได้เลย
ระดับสูง โดยทั่วไปแล้วมักจะมีแต่อัจฉริยะที่สามารถวาดอักษรเทวะได้สมบูรณ์เท่านั้นถึงจะเข้าได้
เขาแค่วาดอักษรเทวะได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นนั้น
โจวเทียนฉีมองทั้งสองคนด้วยความสงสัย เขาเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกมานอกจากสองคนนี้ ตอนที่เดินออกมาทั้งสองคนก็เดินไปไกลมากแล้ว แต่ซูอวี่ก็ยังคงตามหลังอู๋หลานอยู่ ตามหลักแล้วอู๋หลานน่าจะชนะใสๆ
แล้วอู๋หลานทำหน้าแบบนี้ตอนนี้ มันหมายความว่ายังไงกัน?
ทุกคนต่างรู้สึกร้อนรนใจเหมือนโดนแมวข่วน คันยุบยิบในใจ อยากจะถาม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปถามใครดี
อู๋หลานอารมณ์ไม่ดี ส่วนซูอวี่ก็ไม่สนิทกับพวกเขา ที่นี่มีคนที่มาจากหนานหยวนไม่กี่คน ต่อให้เป็นหลิวเยวี่ยกับซูอวี่ก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ จึงไม่สะดวกที่จะถามเรื่องนี้
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะเดินจากไปตามทางของตัวเอง ก็มีนักเรียนคนหนึ่งร้อนรน รีบเอ่ยถามขึ้นว่า "ซูอวี่ พวกนายสอบเป็นยังไงบ้าง?"
ไม่มีใครกล้าถามอู๋หลาน ตอนนี้อู๋หลานกำลังผิดหวังมาก ดูจากสีหน้าแล้ว ใครกล้าเข้าไปถามนาง มีหวังนางได้สู้ตายแน่ ผู้หญิงเวลาเอาชีวิตเข้าแลกนี่น่ากลัวจะตายไป
ดูเหมือนว่าซูอวี่จะคุยง่ายกว่าหน่อย
"ก็พอใช้ได้"
ซูอวี่ตอบกลับมาประโยคหนึ่ง
"ก็พอใช้ได้?"
ทุกคนไม่รู้จะพูดอะไรดี ต่อให้ไม่สอบวิชานี้ ซูอวี่ก็ถือว่าติดระดับสูงไปแล้ว แบบนี้ยังเรียกว่าพอใช้ได้อีกเหรอ?
ซูอวี่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก พูดกับพวกเขาไป พวกเขาก็ไม่ได้ให้แต้มผลงานตัวเองเสียหน่อย จะพูดไปตั้งมากมายทำไม
เขาไม่พูด แต่กลับมีคนพูดแทนเขา
อู๋หลานที่กำลังเสียขวัญได้สติกลับมา นางมองไปที่ซูอวี่ด้วยสีหน้าโศกเศร้าปนเคียดแค้น จู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาว่า "ซูอวี่ ครั้งนี้ฉันแพ้แล้ว แต่ครั้งหน้าฉันจะไม่แพ้อีก! ฉันจะกลับเขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว ฉันจะรอนายที่สถาบันอารยธรรม!"
"..."
พูดจบ ผู้หญิงคนนี้ก็วิ่งตึงตังออกไป
ท่าทางแบบนั้น ราวกับคนที่ถูกรังแกจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
ซูอวี่รู้สึกว่าตัวเองควรจะชินได้แล้ว ยัยทึ่มคนนี้มักจะชอบพูดจาเบียวๆ อยู่เรื่อย ชินไว้ก็ดี
เขาชินแล้ว แต่คนอื่นๆ กลับมีสีหน้าเหม่อลอย
ซูอวี่ชนะงั้นเหรอ?
มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ!
ก่อนหน้านี้ซูอวี่ยังตามหลังอู๋หลานอยู่หลายคะแนน ทำไมพริบตาเดียวถึงพลิกกระดานได้ล่ะ?
เมื่อกี้หลังจากที่พวกเขาออกมา ด้านในเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
สีหน้าของโจวเทียนฉีก็เปลี่ยนไปเช่นกัน อู๋หลานมีเจตจำนงถึงขั้นบ่มเพาะจิต และวาดอักษรเทวะได้สมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์กลับแพ้ให้กับซูอวี่ นี่มันหมายความว่ายังไง?
'อักษรเทวะที่สมบูรณ์ แถมอักษรเทวะนั้นจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องแข็งแกร่งกว่าของอู๋หลาน...'
หากไม่เป็นเช่นนั้น ซูอวี่ก็ไม่มีทางชนะได้เลย
'นี่มันใช่การแสดงออกของความจุเจตจำนง 20% อีกเหรอ?'
โจวเทียนฉีไม่อาจทำความเข้าใจได้ ซูอวี่ในเวลานี้ ตามหลักแล้วแค่สามารถวาดอักษรเทวะได้สักหนึ่งหรือสองขีดก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว ทำไมเขาถึงสามารถวาดอักษรเทวะได้สมบูรณ์ แถมยังเป็นชนิดที่เหนือกว่าของอู๋หลานด้วย?
เมื่อนึกถึงคำขู่ของซูอวี่ก่อนหน้านี้...
โจวเทียนฉีก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆ
เมื่อไปถึงสถาบันอารยธรรม ครอบครัวของเขาก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง แต่เส้นสายเหล่านั้นเมื่อเทียบกับสถาบันอารยธรรมแล้ว ถือว่าไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลย
ยังไม่ทันถึงสถาบัน ก็ไปล่วงเกินอัจฉริยะระดับสูงเข้าเสียแล้ว ไม่สิ... น่าจะเป็นระดับสูงขั้นสูงสุดต่างหาก!
อู๋หลานต้องเป็นระดับสูงขั้นสูงสุดแน่ๆ ในเมื่อซูอวี่ชนะ เขาก็ต้องได้เข้าระดับสูงขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน
ล่วงเกินอัจฉริยะแบบนี้ไปแล้ว ขืนเขาไปที่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย จะยังมีชีวิตสงบสุขให้ใช้อีกเหรอ?
'เขาจะไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยไหมนะ?'
โจวเทียนฉีไม่รู้ แต่ในใจตอนนี้เริ่มตัดสินใจขึ้นมาลางๆ แล้วว่า หากซูอวี่ไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย... เขาก็จะไปสถาบันอารยธรรมจิ่วเทียน
อยู่สถาบันเดียวกับหมอนี่ไม่ได้เด็ดขาด!
ความจริงแล้วเขารู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างน่าสงสารนะ เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ชมซูอวี่ไปไม่กี่ประโยคเท่านั้น แถมสิ่งที่พูดไปก็เป็นความจริงทั้งนั้น ถ้าไม่คิดถึงสถานการณ์ในตอนนั้น มันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิดไม่ใช่หรือไง
แต่ซูอวี่... ดูเหมือนจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นน่าดู
โจวเทียนฉีด่ากราดอยู่ในใจ ครั้งนี้โชคร้ายสุดๆ ไปเลย จู่ๆ ก็ไปล่วงเกินคนตั้งมากมาย แล้วเขาจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับใครได้ล่ะ
หัวหน้าซุน ซูอวี่ อู๋หลาน และเพื่อนร่วมทางอีกหลายคน รวมไปถึงทางบ้านด้วย...
ยิ่งคิด โจวเทียนฉีก็ยิ่งกลัดกลุ้ม ไม่มีสวรรค์มีตาเลย!
...
"ซูอวี่ได้ที่หนึ่ง?"
วินาทีนี้ เหล่านักเรียนต่างก็ได้สติกลับมา ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย
ซูอวี่เอาชนะอู๋หลาน อัจฉริยะจากเขตปกครองต้าเซี่ยได้!
สถานที่อย่างหนานหยวน เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นจริงๆ ด้วย!
ซูอวี่ไม่มีอารมณ์มาดูสีหน้าที่เปลี่ยนไปของพวกเขา ตอนนี้เขาใช้พลังงานไปมาก แค่อยากจะกลับไปนอนพักสักตื่น ไม่มีอารมณ์จะไปพูดคุยกับคนอื่นหรอก
...
เวลาเดียวกัน
สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย
"ซูอวี่ได้ที่หนึ่ง?"
"ระดับสูงขั้นสูงสุด?"
ตอนที่ไป๋เฟิงได้ยินข่าว เขาก็อึ้งไปเช่นกัน
สถานการณ์เป็นยังไงกันแน่?
ระดับสูงขั้นสูงสุด 800 คะแนนขึ้นไป!
ทางฝั่งของซูอวี่ เขาก็คอยจับตาดูอยู่ตลอด
อักษรเทวะหนึ่งตัว ความจุเจตจำนงเพิ่งจะถึง 20% ด่านที่สามอย่างเก่งก็ 150 คะแนน แต้มผลงาน 100 คะแนน วิชาภาคทฤษฎี 200 คะแนน บวกรวมกับการทดสอบระดับพลัง อย่างมากก็แค่ 250 คะแนน
คิดคำนวณดูแล้ว ต่อให้กวาดคะแนนเต็มที่ ก็คงได้ประมาณ 700 คะแนน
ระดับสูงขั้นสูงสุด ต้อง 800 คะแนนขึ้นไป!
ความห่างเกินร้อยคะแนน นี่ไม่ใช่คะแนนที่จะเอามาได้ง่ายๆ นะ
"จะเป็นไปได้ยังไง..."
ไป๋เฟิงนั่งอยู่บนโซฟา จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ซูอวี่จะโดดเด่นขึ้นมา เขาไม่แปลกใจเลย
หากไม่มีปัญญาโดดเด่นขึ้นมา ไป๋เฟิงอย่างเขาก็คงไม่สนใจหรอก
แต่ตอนนี้กลับทำคะแนนทะลุความคาดหมายของเขา จู่ๆ ก็ทำคะแนนเพิ่มมาได้ตั้งร้อยกว่าคะแนน นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก
'คะแนนระดับพลังงั้นเหรอ? เมื่อเช้าเขาได้ที่หนึ่งของสถาบันสงคราม คงได้คะแนนระดับพลังเพิ่มมาไม่น้อยสินะ? นอกเหนือจากนี้ ก็คงเป็นเพราะทำผลงานในด่านที่สามได้ดีมากแน่ๆ...'
'เกี่ยวกับอักษรเทวะและเจตจำนง...' จู่ๆ มุมปากของไป๋เฟิงก็กระตุก 'เขา... คงไม่ได้วาดอักษรเทวะได้อีกตัวหรอกนะ?'
เขานึกถึงครั้งก่อน ที่ซูอวี่แค่มองอักษรเจตจำนงเป็นครั้งแรก ก็สามารถวาดอักษรเทวะได้เลย
แล้วมันจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีครั้งที่สอง?
'หรือว่าศิษย์ลุงจะให้เขาดูอักษรเจตจำนงอีกแล้ว?'
ไป๋เฟิงลองคาดเดาดู และรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก
ยิ่งคิด ไป๋เฟิงก็ยิ่งปวดหัว ตอนที่เขาจากมาครั้งก่อน เขาคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงการสอบแล้ว ซูอวี่น่าจะบ่มเพาะอักษรเทวะที่เพิ่งได้มาเมื่อคราวก่อนอย่างว่านอนสอนง่าย
แต่ตอนนี้ซูอวี่อาจจะมีอักษรเทวะถึงสองตัวแล้ว มันเป็นเรื่องดีงั้นเหรอ?
ก็ไม่แน่นะ!
'อักษรเทวะเยอะขึ้น เจตจำนงของนายก็บ่มเพาะไม่ไหว เกรงว่าจะดึงนายให้ตกต่ำลงเสียเปล่าๆ...'
ไป๋เฟิงขมวดคิ้ว อักษรเทวะสองตัวเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากจริงๆ แต่สำหรับตัวซูอวี่เองแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
ศิษย์ลุงทำอะไรมั่วซั่วไปหน่อยแล้ว!
หากหลิวเหวินเยี่ยนรู้เข้า ก็คงต้องร้องขอความเป็นธรรมแน่ เขาตั้งใจจะให้ซูอวี่เรียนทักษะยุทธ์ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เรียนอักษรเทวะเสียหน่อย ใครใช้ให้เจ้าเด็กนั่นมันน่ากลัวเกินไป แค่มองครั้งเดียวก็ควบแน่นอักษรเทวะได้แล้ว จะมาโทษเขาได้ยังไง?
'แต่ถึงจะบ่มเพาะอักษรเทวะถึงสองตัว เจตจำนงของเจ้าเด็กนี่ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง นี่แสดงว่ามันยังอยู่ในขอบเขตความสามารถของเขาสินะ...'
ไป๋เฟิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกอีกครั้ง จากนั้นสีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีนัก
ระดับสูงขั้นสูงสุด!
ฉิบหายแล้ว!
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ข้อมูลของซูอวี่ในตอนนี้คงจะไปปรากฏอยู่ตรงหน้านักวิจัยหลายคนแล้วแน่ๆ
วินาทีต่อมา ไป๋เฟิงก็หยิบเครื่องมือสื่อสารออกมา และรีบกดโทรออกไปยังเบอร์หนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดอย่างร้อนรนว่า "ปล่อยข่าวออกไปที ว่าซูอวี่ได้เข้าระดับสูงขั้นสูงสุด นั่นเป็นเพราะฉันทุ่มเทอบรมสั่งสอน มอบอักษรเจตจำนงให้ไปหลายสิบชิ้นเพื่อปั้นเขาขึ้นมา ใครหน้าไหนกล้าแย่ง ก็ต้องชดใช้มาให้ฉัน!"
"..."
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงดังตอบกลับมาว่า "ไป๋เฟิง นายพูดไปจะมีใครเชื่อไหม?"
"จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ช่างมัน ปล่อยข่าวออกไปก่อนเถอะน่า!"
ไป๋เฟิงพูดด้วยความกลัดกลุ้ม "การที่เจ้าเด็กนี่ได้เข้าระดับสูงขั้นสูงสุด ฉันเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดเลยว่าเขาจะเข้าสู่ระดับไคหยวนขั้นเก้าได้เร็วขนาดนี้ แถมยังได้เข้าระดับสูงขั้นสูงสุดอีกต่างหาก ตอนแรกแค่จะเข้าระดับสูงยังยากเลย ได้ระดับกลางขั้นสูงก็ถือว่าเก่งแล้ว และยังไม่ค่อยดึงดูดความสนใจด้วย"
"คราวนี้ล่ะ แผนปั้นอัจฉริยะของฉัน... พังทลายหมดแล้ว"
น่าหงุดหงิดชะมัด!
"ก่อนหน้านี้ที่นายยุยงให้อาจารย์ออกไป คงไม่ได้ทำเพื่อซูอวี่คนนี้หรอกนะ?"
คนปลายสายถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง เริ่มสงสัยในจุดประสงค์ของไป๋เฟิง
"เหลวไหล!"
ไป๋เฟิงไม่ยอมรับ และบ่ายเบี่ยงว่า "ตอนนั้นซูอวี่เป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ฉันจะไปยุให้อาจารย์ออกไปเพื่อเขางั้นเหรอ อย่ามาพูดจาเหลวไหล รีบไปปล่อยข่าวเร็วเข้า"
"นายนี่มัน!"
คนปลายสายรู้สึกจนใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบพูดว่า "ซูอวี่จะยอมตามนายหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเขา ยิ่งไปกว่านั้น... ไป๋เฟิงอย่างนายก็ไม่ได้ขาดแคลนนักเรียนระดับสูงขั้นสูงสุดเสียหน่อย ถ้าอยากจะรับจริงๆ ก็ใช่ว่าจะรับไม่ได้ จะรีบร้อนไปทำไม"
ผู้ช่วยนักวิจัยย่อมไม่มีต้นทุนขนาดนั้น แต่ผู้ช่วยนักวิจัยที่เป็นอัจฉริยะ ย่อมมีต้นทุนพอที่จะรับได้
ผู้ฝึกตนระดับทะยานเวหาขั้นเจ็ดในวัยยี่สิบกว่าปี ความจริงแล้วสถานะก็แทบจะเทียบเท่ากับนักวิจัยระดับกลางของสถาบัน ได้รับความสำคัญมากกว่าผู้ฝึกตนระดับหลิงอวิ๋นทั่วๆ ไปเสียอีก
ไป๋เฟิงพูดอย่างมีน้ำโห "นั่นเป็นคนที่ฉันขุดพบมานะ เรื่องอะไรฉันต้องยกให้คนอื่นด้วยล่ะ!"
ความจริงแล้วเขาก็เป็นคนค้นพบมาจริงๆ ถ้าไม่มีอักษรเจตจำนงชิ้นนั้นของเขา หลิวเหวินเยี่ยนก็คงไม่ยอมเขียนสิ่งนี้ให้ซูอวี่ก่อนสอบแน่ๆ เพราะถึงยังไงในตอนนั้นเจตจำนงของซูอวี่ก็ยังอ่อนแออยู่
อัจฉริยะที่ตัวเองขุดพบมากับมือ เรื่องอะไรจะต้องยกให้คนอื่นด้วยล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเรื่องนี้เขาถึงกับหลอกล่อให้อาจารย์ออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ ถ้าไม่รับไว้ก็ขาดทุนแย่เลย!
ยังมีฝั่งของหลิวหงอีก กำลังเตรียมจะทำการใหญ่ด้วยกันแท้ๆ ซูอวี่ก็เป็นหนึ่งในข้อต่อสำคัญของเรื่องนี้เหมือนกัน
คนปลายสายคร้านที่จะพูดอะไรอีก จึงไม่พูดถึงเรื่องนี้ต่อ แล้วรีบพูดว่า "อย่ามัวแต่สนใจเรื่องนักเรียนเลย ตอนนี้นายมีภารกิจหนักอึ้งนะ! ทางสถาบันอาจจะสั่งยุบศูนย์วิจัย อาจารย์ก็ไม่อยู่... ทั้งหมดเป็นเพราะนายทำเรื่องดีๆ เอาไว้ทั้งนั้น! ศูนย์วิจัยไม่มีผลงานมาหลายปี ผลาญทรัพยากรไปก็มาก หากถูกยุบเมื่อไหร่ นายก็รู้ใช่ไหมว่าพวกเราจะเสียหายหนักขนาดไหน!"
"หยาดเหงื่อแรงกายตลอดหลายปีที่ผ่านมาของอาจารย์ทุ่มลงไปหมดแล้ว ทรัพยากรของสายพวกเราแทบทั้งหมดก็ไปกองรวมกันอยู่ที่ศูนย์วิจัย หากศูนย์วิจัยถูกยุบขึ้นมา ไป๋เฟิง นั่นแหละถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่ออนาคตเลยนะ!"
ไป๋เฟิงขมวดคิ้ว "เบื้องบนมีข่าวลงมาแล้วเหรอ?"
"ใช่ กำลังปรึกษาหารือกันอยู่!" คนปลายสายถอนหายใจ "หน้าตาของอาจารย์น่ะมีค่า แต่เวลาผ่านไปหลายปีขนาดนี้ สถาบันก็จัดสรรเงินทุนให้ทุกปี แถมยังกินพื้นที่ทรัพยากรส่วนอื่นๆ ของสถาบันไปตั้งเท่าไหร่ ทางฝั่งท่านผู้ว่าการเขตก็เสนอแนะว่าให้หยุดพักไว้ก่อน..."
"หยุดพัก..." ไป๋เฟิงมีสีหน้าย่ำแย่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "จะให้หยุดพักได้ยังไง? ก่อนหน้านี้สูญเสียไปตั้งมากมายขนาดนั้น ถ้ามาหยุดตอนนี้ ทุกอย่างก็พังพินาศหมดสิ!"
"ช่วยไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าตอนนี้ศูนย์วิจัยจะแสดงผลงานออกมา เพื่อโน้มน้าวเบื้องบนได้"
"เอาออกมาไม่ได้หรอก..."
ไป๋เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาออกผลงาน ไม่มีทางเอาออกมาได้หรอก!"
"ถ้าอย่างนั้น หากเบื้องบนอนุมัติ ศูนย์วิจัยก็จะต้องถูกยุบ ข้อมูลทุกอย่างจะต้องถูกส่งมอบและปิดผนึก และศูนย์วิจัยก็อาจจะถูกมอบหมายให้นักวิจัยคนอื่นดูแลแทน..."
"ไม่ได้เด็ดขาด!"
ไป๋เฟิงพูดด้วยความโมโห "ถ้าเป็นแบบนั้น หยาดเหงื่อแรงกายหลายสิบปีของอาจารย์ และความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของพวกเราก็สูญเปล่าหมดสิ!"
"เพราะงั้นฉันถึงได้บอกไง ว่าเรื่องสำคัญในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่นายจะรับนักเรียน แต่เป็นการรักษาศูนย์วิจัยเอาไว้ต่างหาก" คนปลายสายถอนหายใจอีกครั้ง "นายใส่ใจหน่อยเถอะ อย่ามัวแต่วุ่นวายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปวันๆ เลย"
"จริงสิ ถ้านายจนปัญญา ก็ลองไปหาอู๋ฉี เซี่ยอวี้เหวิน พวกเขาดูสิ ลองดูว่าจะดึงความช่วยเหลือมาได้บ้างไหม อย่างน้อยก็ในการประชุมตำหนักบำเพ็ญใจของสถาบัน จะได้ดึงคะแนนเสียงสนับสนุนมาได้อีกสักหน่อยก็ยังดี"
ไป๋เฟิงพูดอย่างหงุดหงิด "ฉันไม่มีทางหรอก เจ้าพวกนี้ความสัมพันธ์กับฉันก็ไม่ได้ดีเสียหน่อย"
"อัจฉริยะก็ต้องเห็นความสำคัญของอัจฉริยะด้วยกันไม่ใช่เหรอ? ฉันคิดว่านายทำได้นะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ... นายก็ยอมขายเรือนร่าง ไปอ่อยอู๋ฉีดูสิ..."
"นายอยากโดนอัดใช่ไหม?"
ไป๋เฟิงกลอกตาบน วินาทีต่อมาก็ถอนหายใจ "ไม่ได้หรอก อู๋ฉีน่ะรับมือยากจะตาย ขายเรือนร่างไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่เชื่อก็ลองไปทำดูสิ รับรองว่าไม่ได้ผลหรอก ถ้าไม่ไหวจริงๆ... ทำไมนายไม่ไปอ่อยผู้อาวุโสหอสักคนที่ตำหนักบำเพ็ญใจล่ะ?"
"ไสหัวไปเลย!"
ทั้งสองพูดจาหยอกล้อกันสองสามประโยค ไป๋เฟิงก็ปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น "เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว ช่วงสองสามวันนี้ฉันจะหาวิธีไปเกลี้ยกล่อมผู้อาวุโสหอสักสองสามคน อาจารย์ไม่อยู่ โครงการนี้จะหยุดไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพอกลับมาฉันตายแน่ อาจารย์ได้ฟันฉันตายแน่ๆ"
"ใส่ใจให้มากหน่อยล่ะ!"
"รู้แล้วน่า!" ไป๋เฟิงขานรับ ก่อนจะพูดต่อ "นายว่า ฉันควรจะไปขอความช่วยเหลือจากศิษย์ลุงดีไหม ถึงแม้ศิษย์ลุงจะจากไปหลายปีแล้ว แต่ในสถาบันก็ยังพอมีเส้นสายอยู่บ้างนะ"
"ถ้ายังไม่ถึงจวนตัว ก็ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก" คนปลายสายรีบตอบ "ของแบบเส้นสายน่ะ ใช้ไปครั้งหนึ่งความรู้สึกก็ลดลงไปครั้งหนึ่ง การที่ศิษย์ลุงสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในหนานหยวนมาได้หลายปีขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องนี้แหละ ทุกคนยังมีความเกรงใจกันอยู่"
"หากครั้งนี้ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปแล้ว คราวหน้าถ้าเจอเรื่องยุ่งยากขึ้นมา มันจะแก้ไขยาก อีกอย่าง หลายปีมานี้ศิษย์ลุงก็ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวเรื่องในสถาบันเลย ขืนเข้ามายุ่งเกี่ยวก็มีแต่จะส่งผลเสียเปล่าๆ"
ไป๋เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็พูดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย "ทางฝั่งท่านผู้ว่าการเขตไม่มีอะไรจะพูดเลยเหรอ? เขาเป็นคนผลักดัน หรือว่าเป็นคนอื่นกันแน่?"
"พูดยากแฮะ"
"พูดยากอะไรกัน!" ไป๋เฟิงพูดด้วยความไม่พอใจ "ร้อยทั้งร้อยก็ต้องเป็นผู้ว่าการเขตที่เป็นคนผลักดันนั่นแหละ!"
"ก็ไม่แน่นะ ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ผู้ว่าการเขตมีโอกาสสั่งยุบตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากเลย ฉันว่าอาจจะไม่ใช่เขาก็ได้"
ไป๋เฟิงไม่พูดอะไรต่อ จะใช่หรือไม่ใช่ ตอนนี้มันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเรื่องไปถึงตำหนักบำเพ็ญใจแล้ว ก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นถ้าถูกสั่งยุบขึ้นมาจริงๆ คงได้เดือดร้อนกันครั้งใหญ่แน่
เมื่อวางสายจากเครื่องมือสื่อสาร ไป๋เฟิงก็จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
วินาทีต่อมา ไป๋เฟิงก็กดโทรออกไปอีกครั้ง ทันทีที่สายติด เขาก็รีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว "หาวิธีปัดตกข้อเสนอยุบศูนย์วิจัยที่ตำหนักบำเพ็ญใจที!"
เสียงของหลิวหงดังมาจากปลายสาย "นี่นายเห็นฉันเป็นลูกน้องนายจริงๆ ใช่ไหม?"
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ถ้านายไม่หาวิธี หากถูกยุบขึ้นมาเมื่อไหร่ ฝั่งพวกเราจะเสียหายหนัก พวกนายก็จะยกทัพมากดดัน เกรงว่าคงจะกลืนกินพวกเราไปเลย พวกเราแพ้แล้วนายจะได้ประโยชน์อะไรงั้นเหรอ?"
ไป๋เฟิงพูดอย่างมีน้ำโห "ผลประโยชน์ร่วมกันน่ะ เข้าใจไหม? ถ้าไม่มีพวกเราคอยคานอำนาจเอาไว้ ผู้ฝึกตนระดับทะยานเวหาขั้นหกอย่างนาย มีคุณสมบัติอะไรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้!"
"ฉัน..."
หลิวหงรู้สึกว่าตัวเองลงเรือโจรไปเสียแล้ว!
หลิวหงรู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อย เขาพูดด้วยความกลัดกลุ้ม "ไป๋เฟิง นายนั่นแหละที่เป็นฝ่ายขอร้องฉัน ไม่ใช่ฉันไปขอร้องนาย! นายเอาความมั่นใจจากไหนมาวางก้ามใส่ฉันแบบนี้เนี่ย?"
"จะวางก้ามหรือไม่วางก้าม ผลลัพธ์มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ทำไมถึงจะไม่วางก้ามล่ะ?"
ไป๋เฟิงพูดจาโอหังมาก จากนั้นก็หัวเราะออกมา "แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราเป็นหุ้นส่วนกันนี่นา ล้อเล่นนิดหน่อยเอง อย่าใส่ใจเลย เหล่าหลิว นายเองก็คงไม่อยากหมดช่องทางทำมาหากินในอนาคตหรอกใช่ไหม? อาศัยแค่เงินเดือนอันน้อยนิดของนาย ชาตินี้นายไม่มีทางก้าวเข้าสู่ระดับหลิงอวิ๋นได้หรอก หรือว่านายเตรียมตัวจะไปเสี่ยงโชคที่สนามรบพหุภพสักตั้ง?"
"..."
หลิวหงรู้สึกไร้เรี่ยวแรง เขาจึงรีบพูดตอบรับอย่างรวดเร็ว "ก็ได้ ฉันออกแรงช่วยนายก็ได้! แต่ว่า... หากศูนย์วิจัยแสดงผลงานออกมาเมื่อไหร่ ฉันขอส่วนแบ่งด้วยนะ!"
"ไม่มีปัญหา!"
"นายรับปากไปก็ไม่นับ ฉันจะรอผู้อาวุโสหงกลับมาก่อน แล้วฉันจะไปคุยกับเขาด้วยตัวเอง ผู้อาวุโสหงรักหน้าตายิ่งกว่านายเสียอีก เว้นเสียแต่ว่า... ผู้อาวุโสหงก็จะไม่ยอมรับชดใช้เหมือนกัน!"
ไป๋เฟิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "อาจารย์ของฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ? คนต่ำช้าอย่างนายนี่ มีแต่จะเอาความคิดต่ำช้าของตัวเองไปวัดใจวิญญูชนเท่านั้นแหละ!"
"วางสายล่ะ"
หลิวหงคร้านที่จะสนใจ เขาจึงรีบตัดสายไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนไป๋เฟิง รอจนเขาวางสายแล้ว จึงลูบคางตัวเอง จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา "ขอส่วนแบ่ง... ไม่ได้บอกนี่ว่าจะแบ่งอะไรให้ เอาเศษๆ ให้หน่อยก็ไม่ถือว่าผิดสัญญาหรอก"
'แต่จะให้ทางฝั่งหลิวหงลงมือเคลื่อนไหวฝั่งเดียวก็ไม่ได้...' ไป๋เฟิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง คงต้องไปหาคนอื่นเพิ่มเติมด้วยเสียแล้ว
'ส่วนทางฝั่งซูอวี่ รอให้เข้าเรียนก่อนค่อยว่ากัน'
ตอนแรกเขากะจะไปที่นั่นตอนนี้เสียหน่อย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่มีเวลาไปเสียแล้ว เหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่าๆ ก็จะถึงวันเปิดเรียนแล้ว ก็ไม่ได้รอนานเท่าไหร่นัก
...
หนานหยวน
ข่าวค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป การสอบของสถาบันสงครามและการสอบของสถาบันอารยธรรมในปีนี้ อันดับหนึ่งล้วนตกเป็นของคนๆ เดียวกัน
ซูอวี่!
เอาชนะคนนอกที่มาจากเขตปกครองต้าเซี่ยได้สำเร็จ รวมไปถึงอัจฉริยะบางคนในกลุ่มนั้น ซึ่งเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงไม่น้อยในเขตปกครองต้าเซี่ยด้วย
ชั่วพริบตา ชื่อเสียงของซูอวี่ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งหนานหยวน
ในการสอบของสี่สถาบันใหญ่ สถาบันสงครามและสถาบันอารยธรรมนั้นสำคัญที่สุด ส่วนสถาบันกิจการภายในและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ในวันพรุ่งนี้นั้น เมื่อเทียบกันแล้วถือว่าด้อยกว่ามาก
ซูอวี่คว้าอันดับหนึ่งจากการสอบที่สำคัญที่สุดทั้งสองรายการมาได้ ทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันตกตะลึง
...
บ้านตระกูลเฉิน
เฉินชิ่งเหอก็รู้สึกทอดถอนใจและไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน เขารู้ว่าซูอวี่เป็นคนมีหัวคิด แต่คนมีหัวคิดก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีฝีมือ การคว้าอันดับหนึ่งในการสอบของสองสถาบันใหญ่มาได้ในรวดเดียว นี่ไม่ใช่ปัญหาที่สมองจะแก้ไขได้เลย
"ซูอวี่กำลังจะทะยานขึ้นฟ้าแล้ว..."
หันกลับมามองลูกชายของตัวเอง ที่ตอนนี้เอาแต่ฉีกยิ้มหัวเราะแหะๆ อย่างคนโง่ เฉินชิ่งเหอก็รู้สึกจนใจ วินาทีต่อมา เมื่อท่อนไม้มาอยู่ในมือ เขาก็จ้องมองเฉินฮ่าวแล้วตวาดว่า "ไม่ไปฝึกตน มัวแต่มายืนหัวเราะแหะๆ อยู่นี่แหละ มาให้ตีเดี๋ยวนี้เลย!"
เฉินฮ่าวถึงกับงุนงง วันนี้ผมสอบติดสถาบันสงครามนะ พ่อตอนเที่ยงยังดีใจแทบตาย ทำไมถึงจะมาตีคนอีกแล้วล่ะ?
"ไม่ตีก็ไม่จำ! จำเอาไว้ เมื่อไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ย แกต้องทำตัวเงียบๆ หน่อย ทำตัวให้มันซื่อตรง อย่าไปก่อเรื่อง!"
"ส่วนทางฝั่งซูอวี่ ถึงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็ต้องรู้จักวางตัว ทางที่ดี... รักษาระยะห่างกับเขาไว้หน่อย"
"ไอ้ลูกโง่ เขาเป็นอัจฉริยะ แต่แกน่ะไม่ใช่..."
เฉินฮ่าววิ่งหนีไปพลาง ร้องขอความเป็นธรรมไปพลาง "อาอวี่ไม่ใช่คนประเภทดูถูกคนเสียหน่อย เขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก..."
"ไอ้ลูกโง่เอ๊ย!"
เฉินชิ่งเหอวิ่งไล่ตามไปตี ตีไปตีมา เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ไอ้โง่! เขาเป็นอัจฉริยะ ช่วงนี้สถาบันอารยธรรมไม่ค่อยสงบเท่าไหร่ ทุกคนต่างก็รู้ดี เขาไปที่สถาบัน ศัตรูที่เขาไปล่วงเกินเข้าก็ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ พวกเขาจัดการซูอวี่ไม่ได้ แล้วจะจัดการแกไม่ได้งั้นเหรอ?"
"คนสนิทของซูอวี่มีไม่กี่คน พ่อของเขาไปกองทัพปราบมาร ใครจะกล้าไปล่วงเกิน? หลิวเหวินเยี่ยนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมระดับทะยานเวหา เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าไปหาเรื่องเขา มีแต่แกนี่แหละ... แกสนิทกับเขา ฝีมือก็อ่อนหัด แถมยังโง่อีกต่างหาก ถ้าไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนไปให้ซูอวี่ แกก็ทำตัวให้มันติดดินหน่อย!"
"ไฟไหม้ประตูเมืองปลาก็พลอยเดือดร้อน แกนั่นแหละคือปลากลุ่มนั้น! พ่อไม่ได้ห้ามไม่ให้แกสนิทกับเขา แต่แกต้องรู้จักวางตัว อย่าทำตัวให้คนเขารู้ไปทั่ว ว่าแกเฉินฮ่าวเป็นเพื่อนซี้ของซูอวี่ แบบนั้นมันไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก แต่ยังสร้างความเดือดร้อนให้ซูอวี่ด้วย!"
"พ่อ ถ้างั้นพ่อก็พูดให้มันชัดเจนหน่อยสิ พ่อจะมาตีผมทำไมเนี่ย!"
"ถ้าไม่ตีแก แกจะจำเหรอ?"
เฉินชิ่งเหอฟาดไม้ลงไปที่ก้นของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับตวาดว่า "อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ไอ้เด็กบ้าอย่างแก เรื่องอื่นน่ะไม่ยอมจำ แต่ตอนที่ฉันตีแก แกกลับเอาไปเขียนลงไดอารี่!"
"พ่อ..."
เฉินฮ่าวร้องเสียงหลง พ่อแอบอ่านไดอารี่ของเขา!
"ครั้งนี้แกก็จำเอาไว้ด้วยนะ จำเอาไว้ให้ดี วันที่ 25 มิถุนายน พ่อของแกตีแกไปยกหนึ่ง จำใส่ใจเอาไว้ด้วย!"
ผลัวะ ผลัวะ ผลัวะ!
เฉินฮ่าวร้องโอดครวญอย่างน่าสงสาร ครั้งนี้เขาจำฝังใจแล้วจริงๆ พ่อไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว มีอะไรก็พูดกันดีๆ สิ จะมาตีคนทำไมเนี่ย!
...
เรื่องวุ่นวายในบ้านตระกูลเฉิน ซูอวี่ไม่ได้รับรู้ด้วย
ความปั่นป่วนของสถาบันอารยธรรม ซูอวี่ก็ไม่ได้รับรู้เช่นกัน
เจตจำนงถูกใช้ไปมากเกินไป อักษรเทวะก็ถูกใช้ไปมากเกินไป ทำให้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปคิดเรื่องอื่นอีกแล้ว พอกลับมาถึงบ้านเขาก็ผล็อยหลับไป
และในขณะที่เขาหลับใหลอยู่นั้น ตำราภาพสีทองในห้วงสมองของเขาก็สั่นไหวเบาๆ
วินาทีต่อมา พลังหยวนรอบๆ ตัวก็เริ่มหลอมรวม
พลังหยวนแต่ละสายถูกซูอวี่ดูดซับเข้าไป ไม่ใช่ที่ร่างกาย แต่เป็นตำราภาพ พลังหยวนที่ถูกดูดซับเข้าไป ผ่านการแปลงสภาพจากตำราภาพ ก็กลายเป็นพลังที่แตกต่างกันแต่ละสายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วทะเลเจตจำนง
อักษรเทวะทั้งสองตัวที่หม่นแสง ราวกับได้รับการหล่อเลี้ยงเล็กน้อย ก็ค่อยๆ เริ่มฟื้นฟูแสงสว่างกลับคืนมา
เจตจำนงที่ถูกใช้ไปมากเกินไป ในตอนนี้ก็ฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้ว
หัวคิ้วที่ขมวดแน่นของซูอวี่ ค่อยๆ คลายออก อาการปวดหัวแทบระเบิดก่อนหน้านี้ ค่อยๆ เลือนหายไปในห้วงนิทรา







