ตอนที่แมวขาวตัวนั้นยืนอยู่ใต้ชายคา มันรีบสะบัดตัวอย่างรวดเร็ว กลุ่มละอองน้ำบนร่างสาดกระจายออกไป พร้อมกันนั้นกลิ่นอายชั่วร้ายก็ดูเหมือนจะถูกสะบัดหลุดออกไปด้วย
พร้อมกันนั้นมันก็ส่งเสียงร้อง 'เหมียว' กลิ่นอายพยัคฆ์จางๆ ปรากฏขึ้น คล้ายกับเป็นการเรียกความกล้าให้ตัวเอง จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำอีกครั้ง
นางเลาะไปตามโคนกำแพง ป่ายปีนกำแพงลานบ้านเตี้ยๆ กระโจนขึ้นต้นไม้ ร่อนลงบนหลังคากระเบื้องตรงมุมเรือน หรือไม่ก็ทิ้งตัวลงบนหลังคาที่มุงด้วยฟาง
ทุกย่างก้าวที่นางทิ้งน้ำหนักลงไปดูราวกับผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ เพื่อไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในวงล้อมอย่างสมบูรณ์ ทว่าถึงกระนั้น วงล้อมก็ยังคงหดแคบลงเรื่อยๆ
แต่ยังดีที่ช่องโหว่นั้นไม่เคยถูกปิดตายลงเลย และทิศทางของช่องโหว่นั้น ก็คือทิศที่มีเสียงสวดมนต์ดังแว่วมา นางคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะเสียงสวดมนต์นี้ ที่ทำให้พวกสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้หลีกเลี่ยงทิศทางนั้นไปตามสัญชาตญาณในใจ
นางเหยียบย่างไปบนปลายสายลม กระโจนทะยานไปกลางอากาศท่ามกลางพายุฝน
เสียงสวดมนต์ในหูดังขึ้นเรื่อยๆ ทะลุผ่านเสียงซู่ซ่าของลมฝน นางยืนอยู่บนหลังคา พลันมองเห็นประกายแสงเรืองรองจุดหนึ่งท่ามกลางม่านฝนอย่างเลือนราง
นั่นคือแสงจากตะเกียงไฟ ความมืดมิดและม่านฝนล้วนไม่อาจปกปิดประกายสีทองสายหนึ่งที่อยู่ในแสงไฟนั้นได้
วินาทีนั้นนางกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เพราะในอำเภอบึงหมอกที่กำลังเผชิญพายุฝนโหมกระหน่ำแห่งนี้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ ในใจของนาง มันแทบจะกลายเป็นสถานที่ชุมนุมของภูตผีปีศาจไปแล้ว และท่ามกลางสถานที่ชุมนุมของเหล่าปีศาจนี้ กลับมีมณฑลพิธีของ 'เทพเพลิง' อยู่แห่งหนึ่งด้วยงั้นหรือ
ในตอนนั้นเอง ใต้ชายคาก็มีลิงประหลาดตัวหนึ่งกระโจนออกมา มันยื่นมือข้างหนึ่งตะปบไปยังแมวขาวที่อยู่ตรงขอบมุมหลังคาเรือน
"เหมียว!"
แมวขาวกระโจนตัวขึ้นท่ามกลางสายฝน เหยียบยืมพลังจากปลายลม พริบตาเดียวก็กระโดดข้ามตรอก แล้วไปร่อนลงบนกำแพงลานบ้านที่ส่องแสงตะเกียงสีทองทะลุออกมา
ตอนที่นางกระโจนขึ้นไป ไม่เพียงแต่มือของลิงประหลาดตัวนั้นจะคว้าได้แต่ความว่างเปล่า ทว่าเส้นผมสีดำสายหนึ่งในสายฝนก็ยังม้วนตวัดพลาดเป้าไปกลางม่านฝนด้วยเช่นกัน แมวขาวหันกลับไปมอง ก็พบว่าตรงด้านล่างมุมหลังคาเรือนที่นางเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่นี้ มีลิงประหลาดตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่ มันกำลังมองมาที่นางด้วยสายตาเยือกเย็น
ส่วนบนหลังคา ผีสางชุดขาวผมดำตนหนึ่งกำลังหมอบอยู่บนสันหลังคา ดวงตาขุ่นขาวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่นาง
แต่พวกมันต่างก็ไม่ได้ตามมาอีก ดูเหมือนว่าจะหวาดเกรงลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้อยู่บ้าง
นางรู้ดีว่า มณฑลพิธีของ 'เทพเพลิง' จะทำให้สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดไม่กล้าเข้าใกล้ หากเข้าใกล้ก็จะถูกแผดเผาความคิดชั่วร้ายจนหมดสิ้น
นางเก็บงำความคิดที่ไม่สมควรมีในใจเอาไว้ ตั้งจิตให้บริสุทธิ์ กระโจนลงจากกำแพง ไปร่อนลงตรงโคนกำแพงของลานบ้านเล็กๆ พลางมองเข้าไปในเรือนที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ
เมื่อมองเรือนหลังนี้ผ่านม่านฝน กลับให้ความรู้สึกสงบเงียบอย่างหาได้ยากยิ่ง
นางรีบวิ่งไปใต้ระเบียงทางเดิน ไปจนถึงริมธรณีประตู แล้วชะโงกหน้าแอบมองเข้าไปด้านใน
นางเห็นว่าตรงโถงกลางนั้น มีคนผู้หนึ่งกึ่งเอนกายอยู่ใต้แสงไฟ บนหน้าอกมีหนังสือเล่มหนึ่งวางกางอยู่ เขากำลังสวดท่องคัมภีร์สรรเสริญ 'เทพเพลิง' ด้วยเสียงอันดัง
นางรู้ว่า คัมภีร์ที่เกี่ยวกับเทพเพลิงนั้นมีมากมาย อีกทั้งในแต่ละพื้นที่ก็ยังแตกต่างกันออกไป มีทั้ง 'คัมภีร์สถิตร่าง' มี 'มนตร์เทพเพลิงแดง' และยังมี 'คัมภีร์สรรเสริญ'
คัมภีร์ของเขาคือบทสรรเสริญ ระดับเสียงมีสูงมีต่ำ ทว่าอารมณ์ที่แฝงอยู่นั้นกลับเต็มเปี่ยมอย่างยิ่ง แสงไฟในเรือนวูบไหวไปตามจังหวะเสียงของเขา ราวกับกำลังต่อต้านพายุฝนระลอกนั้น
ยามที่สายลมโอบอุ้มหยาดฝนพัดสาดเข้าไปในเรือน ตะเกียงที่อยู่ด้านในกลับไม่ถูกเป่าจนดับ
นางมองเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนตะเกียงในเรือน เปล่งประกายสีทองวิบวับอยู่ท่ามกลางแสงไฟ
ประกายแสงสีทองสาดส่องลงบนร่างของนาง ไอแห่งเปลวเพลิงอันอบอุ่นปะทะเข้าที่ใบหน้า นางเห็นว่าไอสีดำบนร่างของตนถูกแผดเผาไปท่ามกลางแสงไฟ ในใจพลันตระหนักได้ว่า หากนางหาที่นี่ไม่พบ ก็คงต้องติดอยู่ในพายุฝนของอำเภอบึงหมอกแห่งนี้เป็นแน่
ในจำนวนนั้นมีเส้นผมสีดำสายหนึ่งถูกแผดเผากลายเป็นควันดำอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง
นางไม่ได้ผลีผลามเข้าไป เพียงแค่แอบซุ่มดูอยู่ตรงประตู ค่อยๆ รู้สึกว่าเพราะลมแรงฝนหนัก แม้จะอยู่ใต้ระเบียงทางเดินก็ยังมีสายฝนสาดกระทบโดนตัวอยู่ดี พร้อมกันนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายชั่วร้ายอันเข้มข้นที่อยู่ด้านนอกลานบ้าน พวกสิ่งชั่วร้ายที่ไล่ล่าสังหารนางก่อนหน้านี้ล้วนหลั่งไหลมารวมตัวกันแล้ว
นางถึงขั้นรู้สึกว่า ลานบ้านทั้งหลังถูกล้อมเอาไว้หมดแล้ว เพียงแต่ลมฝนได้บดบังร่องรอยของพวกมันเอาไว้ ทว่าสายตาอันชั่วร้าย ดุร้าย และเยือกเย็นเหล่านั้นที่ตกลงบนร่างของตน ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะขยับตัวเข้าไปในเรือน
นางมองดูคนที่เอนกายสวดท่อง 'คัมภีร์สรรเสริญเทพเพลิง' ด้วยน้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์อยู่ในเรือน เขาดูเหมือนจะไม่รู้สึกตัวเลย ดังนั้นนางจึงกระโดดข้ามธรณีประตูไปอย่างแผ่วเบา มุดเข้าไปด้านใน แล้วไปหลบอยู่ใต้แสงตะเกียงจุดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากประตูนัก พลางสะบัดหยาดฝนบนร่างออกไป
พอมองคนผู้นั้นอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าคุ้นตามาก เมื่อหวนนึกดูในใจ ก็จำได้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่นางเคยเจอในศาลเจ้าเทพเพลิง
'เป็นเขา เขามิใช่คนของอำเภอบึงหมอกหรอกหรือ' นางเห็นการแต่งกายของจ้าวฟู่อวิ๋น รวมถึงบุคลิกตอนที่เจอกันก่อนหน้านี้ ล้วนไม่เหมือนคนของอำเภอบึงหมอกแห่งนี้เลย
ในความรู้สึกของนาง คนของอำเภอบึงหมอกล้วนมีกลิ่นอายความดุร้ายชั่วร้ายแฝงอยู่บนร่าง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้ายประดุจแมลงและสัตว์ป่า มักจะทำทีก้มหน้าลงราวกับเป็นคนขลาดกลัว ทว่าตอนที่ก้มหน้านั้น ดวงตากลับหลบซ่อนอยู่ใต้เส้นผมเพื่อคอยลอบมองคน
นิสัยที่ราวกับเป็นแมลงในที่มืดมิดเช่นนั้น ทำให้นางรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้เดินเข้าไปในรังแมลง
และในวันนี้นางก็ยิ่งพบว่า ที่นี่ไม่ใช่แค่รังแมลงเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่เลี้ยงดูวิญญาณชั่วร้ายและขับใช้สิ่งอัปมงคลอยู่อีกมากมาย
ในตอนนั้นเอง หูของนางก็ได้ยินความเคลื่อนไหว มีบางสิ่งป่ายปีนขึ้นมาบนกำแพงลานบ้านเล็กๆ นางชะโงกหน้าไปมอง ก็พบว่าเป็นลิงตัวที่เกือบจะจับนางเอาไว้ได้ตัวนั้น
แม้จะยังมีม่านฝนบดบังอยู่ แต่เพราะลานบ้านไม่ได้ใหญ่โตนัก ประกอบกับมีแสงไฟจากในเรือนสาดส่องออกมา ดวงตาแมวของนางจึงมองเห็นว่า ขนบนร่างของลิงตัวนั้นบางเบามาก ราวกับเป็นเพราะถูกคนที่ฝึกฝนมันเฆี่ยนตีอยู่บ่อยครั้ง ทำให้บนร่างของมันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่แหว่งวิ่น
ทว่า ภายในดวงตาของมันกลับเต็มไปด้วยความดุร้าย ในสัญชาตญาณสัตว์ป่านั้นแฝงความบ้าคลั่งเอาไว้สายหนึ่ง
นางรู้ว่า เพลิงเทวะของ 'เทพเพลิง' นี้ จะคอยแผดเผาสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นด้วยตัวมันเอง ทว่าลิงตัวนี้เป็นสัตว์ป่า จิตวิญญาณของมันซุกซ่อนอยู่ในร่างกายเนื้อ จึงไม่ถูกแผดเผายามที่เข้าใกล้
ในตอนนั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงนกหวีดดังแว่วมาท่ามกลางสายฝน นางก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่า นั่นคือคำสั่งของคนฝึกลิง
เป็นอย่างที่คิด เมื่อลิงได้ยินเสียงนกหวีดเร่งเร้า ภายในดวงตาก็พลันมีเจตนาความบ้าคลั่งผุดขึ้นมา เห็นเพียงมันกระโจนข้ามลานบ้านเข้ามา ร่อนลงบนพื้นลานบ้านอย่างแผ่วเบา บนร่างของมันกลับมีสายคาดรัดเอาไว้ ตรงบริเวณเอวของสายคาดนั้น กลับแขวนกระบี่สั้นเอาไว้เล่มหนึ่ง
ลิงดุร้ายหน้าบากตัวนี้กลับดูเหมือนผู้ที่ฝึกฝนวิชาการต่อสู้เลยทีเดียว
มันกระโจนลงจากกำแพงลานบ้านท่ามกลางพายุฝน รวบก้าวสามก้าวเป็นสองก้าว แล้วพุ่งพรวดมาทางประตูเรือน สัญชาตญาณสัตว์ป่าอันดุร้ายรุนแรงนั้น ประกอบกับความโหดเหี้ยมที่ถูกคนฝึกฝนออกมา พุ่งทะยานเข้ามาในเรือนหลังนี้ราวกับหอบเอาลมฝนเข้ามาด้วย
แมวขาวได้ยินเสียงนกหวีดนั้นอยู่ด้านนอกลานบ้าน การเร่งเร้าเช่นนั้นทำให้ลิงดุร้ายหน้าบากตัวนี้พุ่งพรวดเข้ามาอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
นางอดไม่ได้ที่จะร้อง 'เหมียว' ออกมาคำหนึ่ง ทั้งด้วยความตื่นตระหนก และเป็นการเตือนด้วยเช่นกัน
ทว่าในตอนที่เสียงของนางเพิ่งจะหลุดออกมา ประกายไฟที่ดูเหมือนมีและไม่มีสายหนึ่งก็พาดผ่านความว่างเปล่าบริเวณประตู แสงไฟนั้นราวกับประกายดาบสายหนึ่ง ฟาดฟันผ่านลิงที่ยังคงกระโจนลอยอยู่กลางอากาศ
ลิงถูกพลังที่แฝงอยู่ในแสงไฟพุ่งกระแทก กลับกระเด็นลอยออกไป หงายหลังล้มลงกลางแอ่งน้ำโคลนในลานบ้าน ขนบนร่างของมันไม่ได้มีท่าทีว่าจะถูกเผาไปเลย ทว่าพลังจิตวิญญาณของมันกลับเหมือนได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส ความดุร้ายที่เคยมีก่อนหน้านี้หายวับไปจนหมดสิ้น มันนอนตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น กลิ่นอายชีวิตแตกซ่านลงอย่างรวดเร็ว
แมวขาวหันขวับกลับไป ก็พบว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่คนผู้นั้นลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หวายแล้ว มือข้างหนึ่งถือหนังสือเก็บไว้ที่เอว ส่วนมืออีกข้างไพล่ไว้ด้านหลัง
เขาสวมชุดผ้าทอสีเทาขาว ชายเสื้อปลิวไสวไปตามสายลม คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยพลางทอดสายตามองดูพายุฝนด้านนอก ราวกับว่าไม่ได้มองเห็นลิงตัวนั้นเลยแม้แต่น้อย ส่วนลิงตัวนั้นหลังจากชักกระตุกอยู่พักหนึ่งก็ไม่ขยับตัวอีก พร้อมกันนั้นเสียงนกหวีดที่ใช้ควบคุมลิงอยู่ด้านนอกก็ยิ่งแหลมปรี๊ดขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ลมฝนก็ไม่อาจกลบความโกรธเกรี้ยวที่แฝงอยู่ในนั้นได้ ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงนกหวีดด้านนอกก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงพายุฝน ทว่าแมวขาวที่มองดูพายุฝนอยู่ด้านนอก กลับรู้สึกอึดอัดจนบอกไม่ถูก ราวกับมีสิ่งชั่วร้ายนับไม่ถ้วนกำลังรอคอยคำสั่ง เพื่อจะฉวยโอกาสพุ่งทะยานเข้ามาในลานบ้านแห่งนี้พร้อมกับพายุฝน
ในตอนนั้นเอง จ้าวฟู่อวิ๋นก็เอ่ยปากพูดขึ้นว่า "เป็นอย่างไร ยอดฝีมือทุกท่านแห่งอำเภอบึงหมอกคิดจะล้อมปราบข้าที่เป็นศึกษาธิการของแคว้นต้าโจวผู้นี้หรือ พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏใช่หรือไม่ ข้าล่ะอยากจะเห็นนัก ว่าศึกษาธิการตายพร้อมกันทีเดียวสองคน พวกเจ้าจะหนีรอดจากการนำทัพปราบปรามของกองทัพเพลิงแดงแห่งแคว้นต้าโจวไปได้อย่างไร!"
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ดี ในเมื่อคนที่นี่ตัดสินใจสวามิภักดิ์ยอมจำนนต่อแคว้นต้าโจว นั่นก็แสดงว่าพวกเขามีเหตุผลที่จำเป็นต้องยอมจำนน
ตามที่จ้าวฟู่อวิ๋นรู้มา พื้นที่แถบเมืองหนานหลิงแห่งนี้ ได้รับแรงกดดันมาจากแคว้นพันยอดเขาที่อยู่ในส่วนลึกของป่าผืนนี้
แคว้นพันยอดเขาเป็นแคว้นพันธมิตร ภายในนั้นมีทั้งปีศาจ ผีสาง ตั้งตนเป็นใหญ่บนภูเขา แน่นอนว่ายังมีมนุษย์อยู่ด้วย พวกเขาร่วมกันก่อตั้งเป็นประเทศชาติแห่งหนึ่ง ภายในนั้นทั้งปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีระเบียบกฎเกณฑ์ภายในบางอย่าง
ส่วนพื้นที่เมืองหนานหลิงนั้น กลับถูกขนาบอยู่ตรงกลางระหว่างแคว้นพันยอดเขากับแคว้นต้าโจว เพียงแต่ต่อมาได้ยินว่า แคว้นพันยอดเขาต้องการจะผนวกพื้นที่เมืองหนานหลิงให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นพันยอดเขา
สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด พื้นที่แถบเมืองหนานหลิงนี้กลับมาสวามิภักดิ์ต่อแคว้นต้าโจว กลายเป็นเมืองชายแดนแห่งหนึ่งของแคว้นต้าโจวแทน
อาจจะเคยมีสนธิสัญญาอะไรบางอย่าง ดังนั้นแคว้นต้าโจวจึงไม่เคยกองกำลังทหารของกองทัพเพลิงแดงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของแคว้นต้าโจวมาประจำการอยู่ที่เมืองหนานหลิงเลย และอำนาจการปกครองของแคว้นต้าโจวที่มีต่อเมืองหนานหลิงก็ไม่เคยแข็งแกร่งเลย
ทว่าเพิ่งจะมีศึกษาธิการตายอยู่ที่นี่ไปหนึ่งคน หากตายไปอีกคน พวกเขาจะต้องกลัวว่าจะถูกแคว้นต้าโจวมองว่าเป็นการก่อกบฏอะไรทำนองนั้นอย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้ว่า กองทัพเพลิงแดงของแคว้นต้าโจว ก็ตั้งทัพอยู่ภายในด่านเจิ้นหนานที่อยู่ติดกับเมืองหนานหลิงนี่เอง
กองทัพเพลิงแดงของแคว้นต้าโจว เคยยกทัพไปปราบปรามชนเผ่าต่างด้าวมาแล้วมากมาย ถึงขั้นที่สำนักบางแห่งยังต้องยอมสวามิภักดิ์ แม้แต่ในตอนนี้ก็ยังมีคนอีกมากมายจำได้ว่า ตอนที่กองทัพเพลิงแดงนำทัพไปปราบปรามดินแดนอเวจีในปีนั้น เพลิงแดงได้แผดเผาไปไกลนับพันลี้ ไม่ดับมอดลงเลยกว่าสิบปี จวบจนถึงปัจจุบัน ทางทิศตะวันตกของแคว้นต้าโจว ก็ยังมีภูเขาเพลิงแดงอยู่ลูกหนึ่งที่ยังคงลุกไหม้อยู่
ภูเขาลูกนี้ก็คือ ตอนที่กองทัพเพลิงแดงนำทัพไปปราบปรามในปีนั้น ผู้ประกอบพิธีในกองทัพได้สั่งให้ทหารนำดินมาก่อเป็นภูเขาเพื่อใช้เป็นแท่นบูชา กุนซือเป็นผู้ประกอบพิธีอยู่บนแท่นบูชาบนยอดเขา อัญเชิญเทพจ้าวเพลิงแดงให้จุติลงมา เอาชนะราชันผีแห่งอเวจีรวมถึงแม่ทัพผีอีกมากมายได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
แม้จะกล่าวว่าหลังจากการศึกครั้งนั้น ผู้ประกอบพิธีสิบกว่าคนในนั้นต้องกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่กลางกองเพลิง หลังจากกุนซือกลับคืนสู่ราชสำนักในปีที่สิบสาม ก็ต้องสิ้นใจตายเพราะไม่อาจสะกดเพลิงแดงในร่างเอาไว้ได้ แต่ทว่าการศึกในครั้งนั้นก็ทำให้ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของกองทัพเพลิงแดงแห่งแคว้นต้าโจวดังกระฉ่อน เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วทุกสารทิศ
หากจะบอกว่าเมืองหนานหลิงไม่ได้สวามิภักดิ์ก็ช่างเถอะ เดิมทีแคว้นต้าโจวก็ไม่ได้อยากได้สถานที่แห่งนี้มากขนาดนั้น เพียงแค่อยากจะให้พื้นที่เมืองหนานหลิงเป็นกันชนและปราการระหว่างแคว้นต้าโจวกับแคว้นพันยอดเขาก็เท่านั้น
แต่ในเมื่อสวามิภักดิ์แล้ว กลับทำให้แคว้นต้าโจวรู้สึกเหมือนว่าเป็นการกบฏอย่างเปิดเผย นั่นก็อาจจะนำมาซึ่งการนำทัพมาปราบปรามได้
พอคำพูดของจ้าวฟู่อวิ๋นหลุดออกไป ด้านนอกก็เงียบสงบลงในทันที กลิ่นอายชั่วร้ายที่ชวนให้อึดอัดเหล่านั้น กลับค่อยๆ สลายตัวไปอย่างช้าๆ
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "ท่านศึกษาธิการเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยเพียงแค่ตามล่าแมวปีศาจตัวหนึ่ง แมวปีศาจตัวนั้นได้ขโมยสิ่งวิเศษในถ้ำของข้าน้อยไปชิ้นหนึ่ง หากแมวปีศาจตัวนั้นเป็นคนที่ท่านศึกษาธิการรู้จัก เช่นนั้นก็ช่างเถอะ เพียงแต่ลิงตัวหนึ่งที่ข้าน้อยฝึกฝนมา เป็นเพราะถูกแมวปีศาจตัวนั้นยั่วโมโห จึงไม่ฟังเสียงนกหวีดควบคุม หลงบุกรุกเข้าไปในที่พักของท่านศึกษาธิการ ท่านศึกษาธิการจะช่วยปล่อยมันออกมาได้หรือไม่"
น้ำเสียงของคนที่พูดผู้นี้ ฟังดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนซ่อนเข็มไว้ในปุยฝ้าย ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดแก้ตัวของเขา ยังทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนสั่งให้แมวปีศาจไปขโมยของวิเศษเสียด้วย
มีหรือที่จ้าวฟู่อวิ๋นจะฟังไม่ออก ได้ยินเพียงเขาหัวเราะออกมาคำหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าแมวปีศาจอะไร แต่ลิงปีศาจน่ะมีอยู่ตัวหนึ่ง บุกรุกมณฑลพิธีของข้า ถูกเพลิงเทวะของเทพเพลิงแผดเผาจนตายไปแล้ว หากเป็นสัตว์ที่เจ้าฝึกฝนมา เช่นนั้นก็เข้ามานำศพกลับไปเถอะ!"
คำพูดของเขาเอ่ยออกไป ด้านนอกก็เงียบสงบลงอีกครั้ง ฝนห่าใหญ่นั้นราวกับอารมณ์ของคนบางคน วูบไหวไปตามสายลม ทว่ากลับไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาในเรือนที่มีแสงไฟส่องสว่างแห่งนี้ได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซึ่งก็นับว่าไม่นานนัก มีคนเดินมาที่ด้านนอกประตูของลานบ้าน เอ่ยปากพูดด้วยเสียงอันดังว่า "ท่านศึกษาธิการ ข้าน้อยมาขอรับศพลิงบ้าที่บุกรุกมณฑลพิธีของนายท่านขอรับ"
พอเขากล่าวจบ ลมฝนก็ก่อตัวเป็นมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่ง ดึงสลักประตูที่ขัดอยู่ออก ประตูพลันถูกลมพัดจนเปิดออกในชั่วพริบตา
หลังจากที่ผู้บำเพ็ญเพียรบำเพ็ญจนได้แสงปราณเร้นลับแล้ว ก็จะสามารถควบคุมสิ่งของ วาดพู่กันกลางอากาศ จับกุม วิชามายา และอื่นๆ ได้
คนที่ยืนอยู่ด้านนอกประตูคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย บนร่างสวมเสื้อกันฝนที่ทำจากฟาง สวมหมวกสาน ดวงตาซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวกสาน มองเห็นไม่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย
เขาเดินเข้ามาเงียบๆ เมื่อมองเห็นลิงที่นอนอยู่บนพื้น หัวใจก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกวาบ เขารู้ดีว่าพ่อบุญธรรมชื่นชอบลิงตัวนี้มากเพียงใด ฝึกฝนมาตั้งแต่เล็ก ดุร้ายไร้เปรียบเปรย ยิ่งไปกว่านั้นคือมีความปราดเปรียว และที่หาได้ยากยิ่งก็คือฝึกฝนมันจนสามารถใช้กระบี่ชุดหนึ่งได้
แต่ทว่าวันนี้กลับมาตายอยู่ที่นี่
เขาเดินเข้าไป ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น เพราะถึงแม้เขาจะไม่เงยหน้า คนที่อยู่ท่ามกลางพายุฝนก็ยังคงสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งเปลวเพลิงอันเดือดพล่านที่กำลังม้วนตัวอยู่ในเรือนหลังนั้น ราวกับว่าเพียงแค่ตนมองปราดเดียว ก็จะติดไฟและถูกแผดเผาไปในทันที
เขารู้สึกว่าท่ามกลางเปลวเพลิงนั้น ราวกับมีเทพยดายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น สูงส่งเหนือผู้คน กำลังพินิจพิเคราะห์ตนเองอย่างเย็นชา
เขาอุ้มลิงขึ้นมา ผิวหนังของลิงเย็นเฉียบไปแล้ว เขาไม่แม้แต่จะมองคนที่ยืนอยู่กลางแสงไฟเลยแม้แต่น้อย ทำเพียงแค่อุ้มลิง ถอยหลังออกไปนอกประตูทีละก้าว ประตูราวกับถูกลมม้วนพัด พริบตาเดียวก็ปิดฉับลง แสงสว่างในดวงตาของเขาถูกประตูขวางกั้นเอาไว้ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในลานบ้าน ดูเหมือนอยากจะมองดูคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างผู้นั้น แต่ก็มองอะไรไม่เห็นอีกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงหันหลังกลับ เดินฝ่าถนน ออกจากตรอก มาถึงเรือนที่มืดสลัวหลังหนึ่ง ด้านในมีคนผู้หนึ่งยืนเท้าเปล่า สวมเสื้อกันฝนที่ทำจากฟาง ในมือถือแส้ม้วนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น บนร่างของเขามีหยดน้ำร่วงหล่นลงพื้น เปียกชุ่มเป็นวงกว้าง
เขาวางลิงที่อุ้มอยู่ในมือลงบนโต๊ะ ร้องเรียกอย่างระมัดระวังว่า "ท่านพ่อบุญธรรม..."
เสียงนั้นทำลายความเงียบสงบลง คนผู้นั้นหันขวับกลับมาทันที ตวัดแส้ฟาดเข้าที่ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มแรง
เสียงดัง 'เพียะ' ชายหนุ่มล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น
"ไอ้สวะ!"
ชายหนุ่มไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาเลย ได้แต่พลิกตัวคุกเข่าลงบนพื้น ส่วนบนใบหน้าของเขาก็มีรอยเลือดขนาดใหญ่ราวกับตะขาบปรากฏขึ้นมาสายหนึ่งแล้ว
คนผู้นั้นหันกลับมา เดินมาที่โต๊ะ มองดูลักษณะของลิงที่ไม่มีลมหายใจแห่งชีวิตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ดวงตาของเขาแดงก่ำ แฝงไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงสายหนึ่ง
ตอนนั้นเอง ก็มีอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาจากพายุฝนด้านนอก คนผู้นี้กางร่มสีดำคันหนึ่ง ที่เอวแขวนกระดิ่งเอาไว้หนึ่งใบ
ด้านหลังของเขามี 'ชายร่างยักษ์' ผู้หนึ่งเดินตามมา
บนมือทั้งสองข้างของ 'ชายร่างยักษ์' ผู้นั้นพันด้วยโซ่เหล็กสีดำข้างละเส้น ลากไปกับพื้นจนเกิดเสียงดังบาดหู
'ชายร่างยักษ์' ผู้นี้ก็คือหุ่นเชิดซากศพ! และคนผู้นี้ก็คือผู้ควบคุมซากศพ







