สวี่ซื่อเยี่ยนอาศัยรถไปด้วย ส่งลูกหมีดำสองตัวไปยังสวนสัตว์ และสุดท้ายก็ขายได้ในราคา 1,200 หยวน
เมื่อได้เงินมาแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่หมิงก็เลี้ยงอาหารดี ๆ ให้กับหลี่จงเหลียงและคนขับรถอีกคนหนึ่งในตอนเย็น ขากลับก็ยังซื้อบุหรี่และเหล้าให้คนละชุด
หลี่จงเหลียงในตอนแรกไม่อยากรับของ แต่คนขับรถอีกคนกลับรับด้วยท่าทีร่าเริง ทำให้เขาเองก็ต้องรับไปเหมือนกัน
หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเจ้าลูกหมีดำสองตัวตลอดช่วงที่ผ่านมาแล้ว เงินที่เหลือก็แบ่งกันกับครอบครัวหาน
ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ยังไงก็เป็นรายได้เข้ามาก้อนหนึ่ง และต่อไปก็ไม่ต้องเลี้ยงเจ้าสองตัวนั้นอีก เพราะมันกินจุเกินไป เลี้ยงไม่ไหวจริง ๆ
ไม่นาน เดือนสิงหาคมก็ล่วงเลยไปเกือบหมดแล้ว
วันที่ 20 สิงหาคม โรงเรียนประถมจะเปิดเทอม สวี่ซื่อเยี่ยนจึงพาสวี่ไห่หยวนไปที่สำนักงานชั้นปีหนึ่งตามคำขอของครูใหญ่ เมื่อวันที่ 18
ครูประจำชั้นปีหนึ่งหลายคนจึงให้สวี่ไห่หยวนทำแบบทดสอบ ถ้าทำได้ก็จะให้เข้าเรียน
เพราะอายุของสวี่ไห่หยวนห่างจากเกณฑ์ไปมาก ทางโรงเรียนจึงกลัวว่าเขาจะตามเพื่อนไม่ทัน
แม้จะมีครูจากชั้นอนุบาลมารับรองก็ยังไม่พอ สุดท้ายจึงต้องตัดสินใจให้สอบดู
ข้อสอบชั้นปีหนึ่งไม่ถือว่ายาก แต่สำหรับเด็กอายุหกขวบแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย
สวี่ไห่หยวนทำข้อสอบอย่างใจเย็นจนเสร็จเรียบร้อย ส่งให้ครู แล้วก็มายืนอยู่ข้างพ่ออย่างเงียบ ๆ รอผลสอบ
ฝั่งครูหลายคนตรวจข้อสอบอย่างละเอียด และต้องประหลาดใจที่พบว่าสวี่ไห่หยวนทำได้คะแนนเต็ม
แปลว่าเนื้อหาภาคเรียนต้นของชั้นปีหนึ่ง เจ้าหนูนี่เรียนมาหมดแล้ว
แบบนี้จะพูดอะไรได้อีกล่ะ? ต้องรับไว้สิ!
โรงเรียนประถมศูนย์กลางตงกัง มีนักเรียนปีหนึ่งทั้งหมดสี่ห้อง ครูประจำแต่ละห้องก็มองมาที่สวี่ไห่หยวน
เด็กตัวเล็ก ๆ ยืนอย่างเรียบร้อยเงียบ ๆ แบบนี้ ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กดี แถมยังฉลาด ครูแต่ละคนก็อยากได้มาอยู่ในห้องของตนเอง
สุดท้าย หัวหน้าชั้นปีต้องใช้วิธีจับฉลาก สวี่ไห่หยวนจึงได้ไปอยู่ห้อง 1/1
เด็กน้อยวัยหกขวบ สวี่ไห่หยวน จึงกลายเป็นนักเรียนประถมอย่างภาคภูมิ รอเพียงแค่วันที่ 20 สิงหาคมเปิดเทอม เขาก็จะได้ไปเรียนในห้อง 1/1 แล้ว
“พ่อ หนูก็อยากไปโรงเรียน หนูต้องไปกับพี่ชาย”
“แล้วก็เสี่ยวอวี้ด้วย เสี่ยวอวี้ก็ต้องไปโรงเรียน พวกเราทุกคนต้องไปโรงเรียน!”
สวี่ซื่อเยี่ยนพาลูกชายกลับบ้าน พอแจ้งข่าวให้ครอบครัวรู้ ฝั่งลูกสาวสวี่จิ่นผิงก็เริ่มโวยวาย กอดขาพ่อร้องไห้ขอไปโรงเรียนด้วย
ด้านหยางฮ่าวอวี้ ซึ่งมาเล่นที่บ้านสวี่ ก็วิ่งเข้ามากอดขาอีกข้างของสวี่ซื่อเยี่ยนทันที
“พ่อทูนหัว ผมก็อยากไปโรงเรียน ผมจะไปเรียนกับพี่จิ่นผิง!”
จบกัน ไปแตะรังแตนเข้าซะแล้ว ใครจะคิดว่าเจ้าสองตัวนี้จะเอากับเขาด้วย
“ไม่ได้นะ พวกเธอสองคนเพิ่งจะห้าขวบ ยังไม่ถึงสี่ขวบเต็มเลย จะไปเรียนอะไร? แม้แต่ชั้นอนุบาลยังไม่แน่ว่าจะรับ”
สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับพูดไม่ออก เด็กบ้านอื่นพอได้ยินว่าเปิดเทอมก็ร้องไห้กลัว ไม่อยากไปเรียน อยากอยู่บ้านเล่น แต่ลูก ๆ ของเขานี่มันอะไรกัน?
มีด้วยเหรอ เด็กร้องไห้อยากไปโรงเรียนเนี่ย?
“ไม่เอา หนูอยากไปโรงเรียน พ่อ ให้หนูไปเรียนเถอะ ขอร้องละนะ”
สวี่จิ่นผิงกอดขาพ่อไว้ เงยหน้ามองด้วยตาโตที่ยังมีน้ำตาเกาะอยู่ ดูน่าสงสารสุด ๆ
ใครจะใจร้ายไปหักอกเด็กแบบนี้ได้ลงคอ?
เฮ้อ ไหน ๆ ก็ต้องไปติดต่ออยู่แล้ว ยังไงเด็กก็มีใจอยากเรียน ถือเป็นเรื่องดี
ก็ไปขอให้ครูอนุบาลรับเด็กเพิ่มอีกสองคนก็แล้วกัน
ตอนบ่าย หยางจวินเสียนมารับลูกชาย สวี่ซื่อเยี่ยนเลยพูดคุยด้วย
ลูกดื้อทั้งสองบ้านจัดการยากเหมือนกัน สุดท้ายก็เลยตกลงกันว่าจะส่งเข้าเรียน
โชคดีที่ชั้นอนุบาลไม่เข้มงวดมาก ขอให้มีคนพูดช่วยหน่อย อีกทั้งยังมีชื่อเสียงของสวี่ไห่หยวนช่วยไว้ ครูเลยยอมรับสวี่จิ่นผิงกับหยางฮ่าวอวี้เข้าเรียนด้วย
สวี่จิ่นผิงกับหยางฮ่าวอวี้จึงได้สมหวัง ได้ไปเรียนในชั้นอนุบาล
ซึ่งมีเพียงห้องเดียว ทำให้ทั้งสองได้เรียนร่วมกับหวงซู่อวิ๋น ซุนอวี้ จ้าวลี่ลี่ และหยางเจี้ยนจวิน ทั้งหมดรวมอยู่ในห้องเดียวกัน
คราวนี้ดูเหมือนจะลงตัวแล้ว ตอนไปโรงเรียนยังไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ แต่พอเลิกเรียนแล้วล่ะก็... สภาพนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย
หวงซู่ชิ่วกับสวี่ไห่หยวนที่ตอนนี้อยู่ชั้นประถมหนึ่ง จะไปรับเด็กๆ จากห้องอนุบาลยวี่หง แล้วเด็กกลุ่มใหญ่ก็พากันเดินกลับบ้านอย่างคึกคัก
ท่าทางนั้น ถ้าใครไม่รู้มาก่อนอาจคิดว่าพวกเขาจะไปตีกันเสียอีก
แต่ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะเด็กๆ จากบ้านเจ้าหน้าที่คลังข้าวก็ไม่กล้ามาก่อกวนอีกแล้ว
บ้านหยางฮ่าวอวี้อยู่ทีมงานที่หนึ่ง ไกลจากโรงเรียนมาก ลูกยังเด็ก พ่อแม่เลยไม่กล้าปล่อยให้กลับบ้านคนเดียว
พอตอนกลางวัน หยางฮ่าวอวี้ก็มากินข้าวที่บ้านสวี่ แล้วตอนเย็นก็เล่นที่บ้านนี้ต่อ จนกว่าจี้อวี้เฟิงหรือหยางจวินเสียนจะว่างมารับกลับ
แม้สวี่จิ่นผิงกับหยางฮ่าวอวี้จะอายุน้อย แต่ทั้งคู่เรียนหนังสือค่อนข้างตั้งใจ อะไรที่ครูสอนก็จำได้หมด
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นเป็นแบบนี้ ก็ได้แต่ปล่อยไปตามนั้น
แต่ลับหลังเขาก็พูดกับซูอันอิงว่า คราวนี้ยังไงก็ต้องให้สวี่จิ่นผิงเข้าเรียนตอนอายุแปดขวบเท่านั้น
เพราะเธอเกิดปลายปี แปดขวบก็ยังไม่ตรงเกณฑ์เลย จะให้เรียนก่อนนั้นไม่ได้ ไม่ดีต่อเด็ก
ส่วนสวี่ไห่หยวนกับสวี่จิ่นผิงก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่คุยอะไรกัน สำหรับพวกเขา การได้ไปโรงเรียนคือเรื่องที่สนุกมาก
โดยเฉพาะสวี่ไห่หยวน ที่ตอนนี้อยู่ ป.1 ได้เรียนอะไรเยอะกว่าตอนอยู่อนุบาล
เขาชอบทุกอย่าง โดยเฉพาะวิชาธรรมชาติ ฟังอย่างตั้งใจสุดๆ ครูพูดอะไรกลับบ้านมาก็เล่าให้สองน้าสาวเขาฟังหมด
สวี่จิ่นผิงเองก็มีความสุข เพราะที่ห้องอนุบาลยวี่หงมีเพื่อนเยอะแยะ ได้เล่นด้วยกันตลอด
จิ่นผิงยังเด็ก เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่โตกว่า เธอเลยได้รับการเอ็นดูเป็นพิเศษ
แถมเธอยังหน้าตาน่ารัก น้าสองคนกับอาหญิงก็ช่วยกันแต่งตัวให้ ใส่กระโปรง ถักเปีย สะอาดสะอ้าน เหมือนตุ๊กตาฝรั่งเลย ใครเห็นก็ชอบ
อีกทั้งยังพูดเพราะ ปากหวาน ทักทายกับใครก็มีมารยาท เด็กแบบนี้ ใครจะไม่รักล่ะ?
พอเด็กโตไปเรียนกันแล้ว บ้านก็เบาลงไปเยอะ
มีโจวกุ้ยหลานกับซูอันฟางช่วยกันดูแลสองเด็กเล็ก ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนกับซูอันอิงก็ยุ่งทั้งงานบ้านงานสวน
ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ที่บ้านก็ยังมีที่ดินให้ทำ แถมบนเขายังมีแปลงโสม ต้องยุ่งแน่นอน
“วันนี้ฉันไปดูแปลงโสมที่เขาแบ่งไว้แล้ว ดินตรงนั้นไม่ค่อยดีเลย”
“แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ให้คนอื่นรับจ้างขุดดิน ยังไงก็ไม่ดีเท่าขุดเองอยู่แล้ว” สวี่ซื่อเยี่ยนคุยกับซูอันอิงตอนค่ำ
ที่แปลงโสมแถบหนานเทียนเหมิน ตอนแบ่งดินช่วงต้นปี ทั้งสองบ้านมีคนเจ็ดคน ได้ที่ปลูกโสมราวๆ สามสิบกว่าแถว
สวี่ซื่อเยี่ยนต้องทำงาน ไม่มีเวลาไปขุดดิน ส่วนสวี่เฉิงโฮ่วก็แก่แล้ว ซูอันอิงก็เป็นผู้หญิง ไม่มีใครไปขุดเองได้
สุดท้ายเลยต้องจ้างคนขุด แถวละสองหยวน
ยังไงก็ไม่ใช่ว่าทุกบ้านจะเหมือนบ้านสวี่ ส่วนใหญ่มีแรงงานหลายคน แต่ได้ที่ดินน้อย ก็ต้องหารายได้จากงานพิเศษแบบนี้
แต่พอให้คนอื่นทำงานให้ สวี่ซื่อเยี่ยนที่เป็นคนละเอียด ก็อดไม่ได้จะติว่าทำไม่ดีพอ
“เอาน่า ใช้ได้แหละ จะให้ทำไงได้ ถ้ามันแย่มาก เดี๋ยวตอนเทดินฉันจะไปเฝ้าเอง เทให้เรียบร้อยซะหน่อย
จะไปหวังให้ทุกคนทำงานดีเหมือนเธอก็ไม่ได้นี่นา” ซูอันอิงได้แต่ปลอบใจ







