วันที่ 29 ธันวาคม ปี 1978 ตามปฏิทินจันทรคติคือวันที่สามสิบเดือนสิบเอ็ดฤดูหนาว
ในตอนเช้า สวี่ซื่อเยี่ยนก็เดินทางไปที่แม่น้ำซงเจียง เพื่อไปหากัวโส่วเย่ ให้ช่วยหารถบรรทุกใหญ่สองคัน
จากนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ขับรถกลับไปที่บ้านหลังใหญ่ ทางด้านหลี่ซื่อเซียนกับคนอื่น ๆ ก็เริ่มขนของขึ้นรถ
ของใช้ในบ้าน สัมภาระ เตา หม้อ ชาม ของใช้ต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน อาหารสำรอง ฟืน ไม้ และแม้กระทั่งยุ้งฉางที่รื้อออกมา ทุกอย่างถูกบรรทุกจนเต็มรถบรรทุกใหญ่สองคัน แล้วขับตรงไปยังตงกัง
ทางฝั่งตงกัง อวี่โส่วกวงกับโจวฉางเหอก็รู้ข่าวแล้ว เลยพาคนมากลุ่มหนึ่งมาช่วยขนของ
ยกเว้นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ขนเข้าบ้านแล้ว ของอื่น ๆ ก็ถูกรวมไว้ที่ลานหน้าบ้าน กองเรียงกันให้เป็นระเบียบ
ของพวกนี้ยังไม่ได้ใช้ทันที ไว้หลังปีใหม่ค่อยขนไปอีกครั้งเพราะต้องใช้ตอนสร้างบ้าน
หลังจากยุ่งกันมาทั้งวัน ในที่สุดก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฝั่งครอบครัวหลี่ก็ทำกับข้าวหลายอย่าง เพื่อเลี้ยงเหล้าขอบคุณคนที่มาช่วย
บนโต๊ะอาหาร สวี่ซื่อเยี่ยนก็พูดถึงเรื่องที่จ้าวเจี้ยนเซ่อกับหยางชุนหมิงอยากจะย้ายมาอยู่ที่ตงกัง
อวี่โส่วกวงไม่พูดพล่ามทำเพลง ตอบตกลงทันที บอกจ้าวเจี้ยนเซ่อกับหยางชุนหมิงว่า เมื่อไหร่จะย้ายมาก็ได้ ขอแค่ย้ายทะเบียนบ้านมาก็จะจัดการให้ลงทะเบียนเป็นชาวบ้านที่นี่ได้
ทำให้สองคนนั้นดีใจมาก ชนแก้วเหล้ากับอวี่โส่วกวงหลายครั้ง บอกว่าขอกลับไปเตรียมตัวให้พร้อม แล้วจะย้ายมาก่อนฤดูใบไม้ผลิ
พ่อแม่บ้านสวี่ก็ได้ลงทะเบียนเป็นชาวบ้านของหน่วยสอง สังกัดชุมชนประชาชนตงกังอย่างเป็นทางการ
แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ทะเบียนบ้านเดียวกับสวี่ซื่อเยี่ยน แต่แยกออกไปเป็นครอบครัวอิสระ
ทั้งสองคนเล็งที่ดินแปลงหนึ่งไว้แล้ว เป็นที่ที่ในอดีตเคยเป็นของฉู่ซื่อเซียน ตั้งอยู่หน้าสุสานวีรชน เป็นที่โล่งกว้าง อยู่ไม่ไกลจากถนน
ห่างจากบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยนแค่ถนนเส้นหนึ่ง วันหน้าหากมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้สะดวก
สวี่ซื่อเยี่ยนก็เดาไว้แล้วว่าพ่อแม่ต้องชอบที่ดินแปลงนี้ เลยไปจัดการเอกสารกับทางชุมชน จ่ายเงินซื้อที่ดินไว้
รอแค่ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ก็จะเริ่มเตรียมวัสดุก่อสร้างและลงมือสร้างบ้าน
“เสี่ยวสวี่ นายมีที่ดินว่างตั้งเยอะทางด้านตะวันตกของบ้าน ทำไมไม่ให้พ่อแม่อยู่ตรงนั้นล่ะ? มันก็อยู่ใกล้ดี ไม่ต้องเสียเงินซื้อที่ดินเพิ่มด้วย” เจ้าหน้าที่ของชุมชนยังไม่เข้าใจแนวคิดของสวี่ซื่อเยี่ยน เลยอดไม่ได้ที่จะถาม
แน่นอนว่าหลายคนก็สงสัยในใจเหมือนกัน
ในสมัยนั้น ขอแค่มีบ้านให้อยู่ก็พอแล้ว บางครอบครัวใหญ่ ๆ ยังเบียดกันอยู่ในบ้านสามห้อง ทำไมจะต้องมีบ้านหลายหลังกัน? จะให้เผาเล่นหรือยังไง?
“พ่อแม่ผมยังไม่แก่ อีกอย่างที่บ้านก็ยังมีน้องชายกับน้องสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ถ้าจะอยู่กับผมมันก็ดูไม่เหมาะ
อยู่แยกกันเป็นครอบครัวอิสระน่าจะดีกว่า ผมก็อยู่ใกล้ ๆ จะได้ดูแลกันสะดวก” สวี่ซื่อเยี่ยนตอบแบบไม่คิดมาก พร้อมรอยยิ้ม
“ใช่ ๆ ฉันว่าเสี่ยวสวี่ทำถูกแล้วล่ะ
เขาไม่ใช่ลูกชายคนโต ไม่ใช่คนเล็ก สถานะก็อยู่กลาง ๆ ตามหลักแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ควรมาอยู่กับเขานี่แหละ
ตอนนี้เขายังอุตส่าห์รับพ่อแม่มาอยู่ใกล้ ๆ เพื่อจะได้ดูแล ถือว่าทำดีมากแล้ว
อีกอย่าง พ่อสวี่ก็ยังแข็งแรงอยู่ ทำงานได้อีกหลายปี อีกหน่อยก็ให้ลูกทั้งห้าคนช่วยกันเลี้ยงพ่อแม่
จะให้เสี่ยวสวี่คนเดียวรับผิดชอบได้ยังไง ใช่ไหมล่ะ?” อวี่โส่วกวงออกโรงช่วยพูดแทนสวี่ซื่อเยี่ยนเต็มที่
แบบนี้ พ่อแม่ของสวี่ซื่อเยี่ยนก็ได้ลงทะเบียนบ้านแล้ว ทางชุมชนก็จัดสรรที่ดินส่วนตัวให้ด้วย อยู่ติดกับที่ดินของสวี่ซื่อเยี่ยนเลย ทำให้ดูแลสะดวก
เอกสารสำหรับที่อยู่อาศัยก็จัดการเรียบร้อย รอแค่ฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มสร้างบ้านได้เลย
ตอนนี้ก็ต้องอยู่บ้านสวี่ซื่อเยี่ยนไปก่อน พอดีจะได้ฉลองปีใหม่ด้วยกัน
เมื่อครอบครัวจัดการทุกอย่างลงตัวแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยืมเลื่อนลากของจากชุมชน ขึ้นเขาไปขนเนื้อที่เก็บไว้บนเขากับของป่าหลายอย่างกลับมาบ้าน
ฟืนก็เก็บไว้ในยุ้งฉาง รอให้ฤดูใบไม้ผลิแล้วค่อยจับหมูสองตัวมาเลี้ยง ผสมกับหญ้าหมูอื่น ๆ เลี้ยงไปจนถึงฤดูหนาว อย่างน้อยก็ได้ฆ่าหมูกินตอนปีใหม่
ตอนฤดูใบไม้ร่วง สวี่ซื่อเยี่ยนเก็บเมล็ดสนได้ไม่น้อย ถึงสามสี่ร้อยชั่ง
แบ่งไว้กินเองกับแจกญาติพี่น้อง ที่เหลือก็เอาไปขายที่สถานีรับซื้อ เมล็ดสนกับวอลนัทรวมกันได้เงินร้อยยี่สิบหยวน
หลังจากนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ไปที่ฝูซง เอาหนังสัตว์ ถุงน้ำดีหมี ฯลฯ ไปขาย
ปีนี้หนังสัตว์ขึ้นราคาจากปีก่อนเยอะ โดยเฉพาะหนังมิ้งค์ ราคาแทบจะเพิ่มเป็นสองเท่า แค่สองผืนก็ขายได้สี่ร้อยกว่าหยวน
รวมกับถุงน้ำดีทองแดง แล้วก็หนังแรคคูน ตัวนาก ตัวแบดเจอร์ หนูเทา ฯลฯ รวม ๆ แล้วก็ได้เงินมากกว่าสองพันหยวน
หลังจากออกจากสถานีรับซื้อ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ตรงไปที่ร้านค้า ซื้อวิทยุกลับบ้านหนึ่งเครื่อง
แค่นี้ “สามหมุนหนึ่งเสียง” ก็ครบแล้ว
“พ่อ แม่ ดูสิ ฉันซื้ออะไรมาให้บ้านเราบ้าง?” สวี่ซื่อเยี่ยนกอดกล่องเดินเข้ามาในบ้านด้วยความดีใจ อยากให้ครอบครัวทายว่าเขาซื้ออะไรมา
แต่เมื่อเข้ามาก็พบว่าภายในบ้านกำลังห่อเกี๊ยวกันอยู่
“ทำไมถึงห่อเกี๊ยวกันแล้ว? น้องสาว วันนี้ไม่ได้ไปทำงานเหรอ? หรือเลิกงานเร็วกว่าปกติ?”
“พี่สาม พี่นี่คิดอะไรอยู่ วันนี้เป็นปีใหม่ตามปฏิทินนะ”
สวี่ซื่อฉินได้ยินก็หัวเราะออกมา ทันทีที่เธอได้ยินคำพูดของพี่ชาย เธอก็รู้ทันทีว่า พี่สามของเธอในช่วงนี้ยุ่งจนเบลอ ถึงขนาดลืมว่าปีใหม่ตามปฏิทินมาแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินก็อึ้งไป มองไปที่ปฏิทินบนผนัง อ้าว จริงด้วย เพิ่งเปลี่ยนเป็นปฏิทินใหม่แล้ว ตัวเลข “1” ใหญ่ๆ อยู่ข้างบน
“โอ้ย! ฉันงานยุ่งจริงๆ ลืมไปเลยว่าเป็นปีใหม่ตามปฏิทิน”
“เอ่อ ฉันซื้อวิทยุกลับมา เอาไปวางที่ห้องด้านนู้นละกัน เดี๋ยวฉันจะปรับคลื่นให้ฟังข่าวอะไรไปบ้าง”
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบวางกล่องลงที่ปลายเตียง และหยิบวิทยุออกจากกล่องวางไว้บนกล่อง
กล่องของเขามีฝาปิดครึ่งหนึ่ง พอวางวิทยุไว้บนกล่องพอดี ไม่ทำให้กล่องเปิดไม่สะดวก
“วิทยุ? โอ้โห! พี่กล้าซื้อจริงๆ หรือเนี่ย เอาวิทยุกลับมานี่เลย?”
ตอนนั้นสวี่เฉิงโฮ่ว ที่กำลังเล่นกับหลานก็รีบอุ้มหลานมาใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้นมองดูวิทยุ
“อันนี้ดูไม่เหมือนวิทยุที่เคยเห็นที่ชุมชนใหญ่เลยนะ”
บ้านใหญ่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีวิทยุ แม้แต่ลำโพงใหญ่ก็ไม่มี
คนก็น้อย ถ้ามีอะไรจะประกาศก็แค่ตะโกนหน้าสำนักงานชุมชน หรือไม่ก็วิ่งไปบอกบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ๆ
แต่ว่าในชุมชนใหญ่เมื่อก่อน มีสถานีไฟฟ้าหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในทางเหนือของแม่น้ำ ตรงนั้นสามารถผลิตไฟฟ้าให้กับความต้องการของชุมชน
ในชุมชนนั้นมีวิทยุที่เปิดผ่านลำโพง แถมมีการบอกข่าวสารต่างๆ ตลอดเวลา
“พ่อ ที่พ่อพูดเมื่อสิบปีที่แล้วนะครับ ตอนนั้นมันเป็นสมัยไหนแล้ว?
เดี๋ยวนี้วิทยุก็มีหลายยี่ห้อแล้วนะครับ การออกแบบภายนอกต่างกันบ้างเป็นเรื่องปกติ”
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มและดึงสายไฟจากด้านหลังของวิทยุแล้วเสียบปลั๊ก
จากนั้นหมุนสวิตช์ ปรับคลื่นวิทยุ เสียงแตกๆ ก็ได้ยินเสียงออกมาจากวิทยุเป็นข่าวจากสถานีท้องถิ่น
ในตอนนั้น วิทยุก็ไม่มีรายการอะไรดีๆ นอกจากข่าวและละครพื้นบ้าน พวกนิทานจีนหรือเรื่องเล่า ถ้าผ่านไปอีกหลายปีจะมีรายการพูดคุย
ตอนนั้นวิทยุก็ทำให้คนทั้งหมู่บ้านหยุดทำงานไปหมด พอถึงเวลารายการเล่านิทาน พอออกอากาศทุกคนจะอยู่บ้านกันหมด
“อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราก็อาจจะมีทีวีแล้ว พ่อ เดี๋ยวผมจะหาวิธีหาตั๋ว แล้วซื้อทีวีมาให้พ่อดูบ้างนะ อยากให้พ่อได้ดูให้สมใจ”
ในชีวิตนี้คุณพ่อสวี่ไม่เคยเห็นทีวีเลยจนกระทั่งจากไป
หวังว่าในชีวิตนี้จะได้เห็นพ่อมีสุขภาพดีขึ้น มีอายุยืนยาว และสามารถเห็นทุกอย่างและเพลิดเพลินไปกับมันได้
“ทีวี? อะไรนะทีวี? ยังมีคนดูด้วยเหรอ?”
สวี่เฉิงโฮ่วดูงงๆ ไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกชายพูด เอาเป็นว่าเขาก็คิดว่าเป็นของหรูของใหญ่
“อย่าเลย มีแค่วิทยุก็ดีแล้ว”







