การทดสอบต่อสู้จริงและการทดสอบขั้นแปดขั้นเก้า ซูอวี่ได้คะแนนเต็ม 200 คะแนน
การทดสอบพื้นฐานเจ็ดขั้นแรกมีคะแนนเต็ม 170 คะแนน ซูอวี่ได้ไป 170 คะแนน
วิชาภาคทฤษฎีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซูอวี่ได้ 80 คะแนน
ขี่สัตว์ยิงธนูคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซูอวี่ได้ไป 97 คะแนน
แต้มผลงานบวกเพิ่ม 100 คะแนน
คะแนนรวม 647 คะแนน
ในสถานการณ์ที่ 200 คะแนนก็สามารถสอบเข้าสถาบันสงครามได้ 647 คะแนนสำหรับนักเรียนธรรมดาหลายคน ถือเป็นคะแนนที่สูงส่งจนต้องแหงนมอง เป็นคะแนนที่ไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ
ทว่าผลงานเช่นนี้ในเขตปกครองต้าเซี่ย ถือเป็นการประเมินระดับสูงขั้นต้น
700 คะแนนขึ้นไปถึงจะเป็นระดับสูงขั้นกลาง 800 คะแนนขึ้นไปถึงจะเป็นระดับสูงขั้นสูงสุด
ขั้นเชียนจวิน แต้มผลงานเยอะ หรือเอาชนะกรรมการคุมสอบข้ามขั้นได้ พวกนี้ล้วนถือเป็นคะแนนบวกเพิ่มพิเศษ
กระทั่งยังมีคะแนนบวกเพิ่มของรายการอื่นอีก เช่นขี่สัตว์ยิงธนู หากมีผู้ฝึกตนขั้นเชียนจวินยิงธนูดอกเดียวเข้าเป้าหมายห่างออกไป 500 เมตรได้ นั่นก็ถือเป็นคะแนนบวกเพิ่ม แน่นอนว่าทางฝั่งหนานหยวนไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลยสักนิด
ระยะไกล 500 เมตร... ต่อให้ซูอวี่เปิดทวารตาแล้วก็ยังมองไม่เห็นไกลขนาดนั้น อย่าว่าแต่ยิงให้โดนเลย เขาไม่มีความสามารถพอที่จะยิงออกไปไกลขนาดนั้นแถมยังคงความแรงของลูกธนูไว้ได้ด้วยซ้ำ
วินาทีนี้ ซูอวี่ค่อนข้างเข้าใจคำพูดของไป๋เฟิงในตอนนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว
อัจฉริยะมีมากมาย ซูอวี่ไม่นับเป็นตัวตนสลักสำคัญอะไรเลย
แน่นอนว่ามีส่วนพูดเกินจริงอยู่บ้าง แต่ซูอวี่ยินดีที่จะนำไปเปรียบเทียบ เหล่าเซี่ยพูดถูก ในเมื่อนายคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ งั้นก็ต้องไปเปรียบเทียบกับคนระดับท็อป ไม่ใช่เปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าตัวเอง
ในเมื่อมีการประเมินระดับสูงขั้นกลางและระดับสูงขั้นสูงสุด เช่นนั้นก็แสดงว่ามีคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองในรุ่นราวคราวเดียวกันจริงๆ ไม่ว่าภูมิหลังหรือทรัพยากรจะไม่เท่าเทียมกันแค่ไหน นั่นก็ถือเป็นข้อได้เปรียบของพวกเขา
บางคนเกิดมาก็มีข้อได้เปรียบมากกว่าคุณแล้ว พ่อแม่พี่น้องแข็งแกร่ง นั่นก็คือข้อได้เปรียบ ผู้แข็งแกร่งทั้งหมดล้วนผงาดขึ้นมาจากคนธรรมดาสามัญ จึงไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพายโทษฟ้าโทษดิน
ซูอวี่ในเวลานี้ มองตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ตัวเขาเองก็มีข้อได้เปรียบมากมายที่คนอื่นไม่มี เพียงแต่เริ่มต้นช้าไปหน่อย ซูอวี่เชื่อว่าขอแค่ให้เวลาตัวเองอีกสักนิด เขาจะสามารถไล่ตามทันได้อย่างแน่นอน
...
ในสนามสอบ
หัวหน้ากรรมการคุมสอบหลายคนหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็มีคนมองไปทางอู๋หลาน "อู๋หลาน เธอแน่ใจนะว่าจะสละสิทธิ์การทดสอบ?"
อู๋หลานพยักหน้า นางไม่อยากถูกคนอื่นทำร้ายจนบาดเจ็บ
ถ้าตัวเองบาดเจ็บ การทดสอบอารยธรรมในช่วงบ่ายจะทำยังไง?
ตอนนี้นางยังคงเคลือบแคลงใจอยู่ ว่าซูอวี่ชนะมาได้ยังไงกันแน่
ความจริงแล้ว... ในใจก็มีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง แค่ไม่กล้าเชื่อเท่านั้นเอง
อักษรเทวะ!
อักษรเทวะที่สมบูรณ์!
นางรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง หากบอกว่าซูอวี่วาดโครงร่างอักษรเทวะ นางอาจจะเชื่อ แต่พลังตบะของซูอวี่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ทว่ากลับวาดโครงร่างอักษรเทวะที่สมบูรณ์ออกมาได้ กระทั่งยังสามารถใช้คุณลักษณะพิเศษได้อีก นี่ทำให้นางรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเลย
คนแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่มี เขตปกครองต้าเซี่ยกว้างใหญ่ อัจฉริยะแบบนี้ย่อมมีอยู่แล้ว
แต่ซูอวี่... มาจากหนานหยวน
หลิวเหวินเยี่ยนอาจารย์ของเขา ก็เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมที่เพิ่งบรรลุขั้นเถิงคง อีกทั้งยังไม่ใช่ครูสอนพิเศษส่วนตัว แต่เป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันแห่งหนึ่ง นี่ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่บ้าง
อู๋หลานสละสิทธิ์การทดสอบ กรรมการคุมสอบหลายคนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทุกคนต่างรู้ว่านางจะไปที่ไหน
ทางฝั่งสถาบันสงครามต้าเซี่ย หัวหน้าทีมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปทางซูอวี่พลางพูดว่า "ซูอวี่ รอให้การทดสอบสถาบันอารยธรรมของนายจบลง พวกเราค่อยมาคุยกัน อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ ลองเปรียบเทียบดู แยกแยะข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน แล้วค่อยตัดสินใจ"
ทางด้านนั้น ผู้บัญชาการพันคนของกองทัพปราบมารยิ่งพูดตรงไปตรงมาว่า "ซูอวี่ สามารถลองถามความคิดเห็นจากพ่อของนายดูได้! ตอนนี้พ่อนายอยู่แนวหน้า ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการร้อยคนแล้ว หากต้องการ ฉันสามารถให้คนส่งข่าวไปถามความคิดเห็นของพ่อนายดูได้"
แววตาซูอวี่ไหววูบ รีบพูดว่า "อาจารย์ครับ พ่อผมอยู่แนวหน้ายังสุขสบายดีไหมครับ?"
"ทะลวงถึงขั้นว่านสือ เลื่อนตำแหน่งแล้ว นายว่าดีหรือไม่ดีล่ะ?"
ผู้บัญชาการพันคนของกองทัพปราบมารพูดพลางหัวเราะว่า "ทุกอย่างราบรื่นดี ช่วงนี้เขตปกครองต้าเซี่ยไม่ค่อยมีสงครามมากนัก มีการปะทะกันเล็กน้อย แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใหญ่โต ฉันกับพ่อนายก็เป็นสหายร่วมรบกัน สังกัดกองทัพปราบมารเหมือนกัน ถ้านายมาเข้ากองทัพปราบมาร ก็ไม่ต้องไปสถาบันอะไรทั้งนั้น ไปฝึกฝนในกองทัพโดยตรง ช่วยประหยัดเวลาไปได้หลายปีเมื่อเทียบกับในสถาบัน..."
หัวหน้าซุนกระแอมไอเบาๆ ขัดจังหวะขึ้นว่า "ค่อยว่ากันเถอะ เรื่องพวกนี้รอให้การทดสอบจบลงค่อยคุยกัน! ซูอวี่ยังมีการทดสอบสถาบันอารยธรรมอีก ตอนนี้อย่าเพิ่งรบกวนเขา เดี๋ยวจะเสียการทดสอบอารยธรรมที่กำลังจะมาถึง"
พูดจบ เขาก็มองไปทางซูอวี่พลางพูดว่า "แขนนายบาดเจ็บแล้ว การทดสอบสถาบันอารยธรรมช่วงบ่ายก็ระวังตัวด้วยล่ะ"
"ขอบคุณครับอาจารย์!"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณ แล้วพูดอย่างลังเลว่า "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ถือว่าการทดสอบของผมสิ้นสุดลงแล้วใช่ไหมครับ?"
"ใช่"
"แล้ว... ผมได้ที่หนึ่งของหนานหยวนไหมครับ?"
"แน่นอนสิ!"
หัวหน้าซุนพูดพลางหัวเราะว่า "คะแนนที่เป็นทางการยังไม่ได้ประกาศออกมา ไม่ต้องรีบร้อน ที่หนึ่งเป็นของนายอย่างแน่นอน"
"งั้น..."
ซูอวี่ยังคงลังเลอยู่บ้าง กระแอมไอเบาๆ แล้วพูดว่า "อาจารย์ครับ หยาดหยวนชี่ 3 หยดของรางวัลที่หนึ่ง... จะแจกเมื่อไหร่ครับ?"
ทางด้านนั้น อู๋เหวินไห่หลุดขำออกมาพลางพูดว่า "นายยังไม่แน่ว่าจะเข้าสถาบันสงครามด้วยซ้ำ นี่ยังเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่อีกเหรอ?"
นี่เป็นรางวัลที่จวนเจ้าเมืองมอบให้เชียวนะ
ซูอวี่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
อู๋เหวินไห่พูดอย่างขบขันว่า "ไม่ขาดของนายหรอก! สร้างชื่อเสียงให้กับหนานหยวน ตบหน้าคนบางกลุ่มไป ฉันชอบ! แค่หยาดหยวนชี่ 3 หยดเท่านั้น ต่อให้ฉันไม่ฝึกฝน ก็จะควบแน่นออกมาให้นาย!"
ขั้นเถิงคงสามารถสร้างหยาดหยวนชี่ได้ด้วยตัวเอง อู๋เหวินไห่ก็คือผู้ฝึกตนขั้นเถิงคง ในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว ซูอวี่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงอีก
แต่หางตาก็ยังคงเหลือบมองไปทางเหล่าเซี่ยทั้งสองคนอย่างต่อเนื่อง
แล้วแต้มผลงานล่ะ?
จะคิดบัญชีตอนไหน?
คงไม่ลืมกันหรอกนะ?
ฉันควรจะเตือนพวกคุณสักหน่อยดีไหม ว่าแต้มผลงานที่พวกคุณรับปากไว้ยังไม่ได้ให้ฉันเลยนะ
ฉันเข้าระดับสูงแล้วนะ!
คนทั้งสองด้านบนดูเหมือนจะไม่เห็น กำลังเก็บของเตรียมตัวจะไปแล้ว ทางฝั่งซูอวี่การทดสอบสิ้นสุด อู๋หลานสละสิทธิ์ นั่นแสดงว่าภารกิจของพวกเขาก็จบลงแล้วเช่นกัน
ซูอวี่สบถด่าในใจ ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง!
แค่แต้มผลงาน 10 คะแนนเอง สำหรับพวกคุณที่อยู่ขั้นเถิงคงคงไม่นับเป็นอะไรหรอกมั้ง?
นี่กะจะเบี้ยวหนี้กันเลยเหรอ หรือว่า... ลืมจริงๆ?
เพื่อที่จะเข้าสู่ระดับสูง เขาถึงกับยอมใช้หยาดหยวนชี่ไปหนึ่งหยดเชียวนะ ตอนนี้เขาเหลือแต้มผลงานแค่ 2 คะแนน กับเงินสดไม่ถึง 3 หมื่นแล้ว ไม่มีรายได้เข้า วันคืนต่อจากนี้คงอยู่ยากแน่
"อาจารย์ครับ ได้ยินมาว่าถ้าสอบได้ที่หนึ่ง เขตปกครองต้าเซี่ยยังมีรางวัลพิเศษให้อีก อย่างเช่นแต้มผลงาน รู้สึกว่าจะ 10 คะแนนหรือ 20 คะแนนอะไรนี่แหละ..."
เหล่าเซี่ยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง จะเตือนสติพวกเรางั้นสิ?
เดี๋ยวก็แต้มผลงาน เดี๋ยวก็ 10 คะแนน 20 คะแนน คิดว่าพวกเราฟังไม่เข้าใจหรือไง
อู๋เหวินไห่รู้สึกขบขันอยู่บ้าง เอ่ยปากพูดว่า "ทั้งสองท่าน ข้อตกลงของพวกคุณฉันได้ยินมานะ อย่าล้อเด็กมันเล่นเลย ในเมื่อรับปากแล้ว ยังคิดจะเบี้ยวหนี้อีกหรือไง?"
เหล่าเซี่ยพูดอย่างอารมณ์ดีว่า "ใจร้อนจริง! ใครอยากจะเบี้ยวหนี้กัน? ก็แค่แต้มผลงาน 10 คะแนน นับเป็นอะไรได้ ไม่ใช่ว่ายังสอบไม่เสร็จหรอกเหรอ? จะรีบไปทำไม!"
พูดพลางมองไปทางซูอวี่พลางพูดว่า "เดี๋ยวสอบเสร็จค่อยมาหาฉัน ไม่สิ เดี๋ยวฉันค่อยไปคุยกับนายทีหลัง ถึงตอนนั้นค่อยโอนให้"
ทางด้านนั้น หัวหน้าทีมสถาบันสงครามต้าเซี่ยก็พูดพลางหัวเราะว่า "สอบเสร็จเดี๋ยวก็ให้เองแหละ อาจจะให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับว่านายจะคว้าโอกาสไว้ได้ไหม"
หนานหยวนมีนักเรียนระดับสูงโผล่มาคนหนึ่ง อารมณ์ของหัวหน้ากรรมการคุมสอบทั้งสองคนยังถือว่าค่อนข้างดี
แต้มผลงาน 10 คะแนน ก็แค่เครื่องปรุงรสเท่านั้นแหละ
...
คราวนี้ซูอวี่ไม่รีบร้อนแล้ว การทดสอบจบลง แม้ว่าเขาจะสอบได้คะแนนไม่เลว แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่กรรมการคุมสอบหลายคนรุมล้อมเขาไม่ยอมไปไหน
ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นเถิงคงกันทั้งนั้น เรื่องที่ควรพูดควรคุย หาโอกาสคุยพร้อมกันก็สิ้นเรื่อง
ไม่จำเป็นต้องคอยตามตื๊อซูอวี่ตลอดเวลา ทำแบบนั้นมันดูเสียหน้า ไร้รสนิยม
พวกเขาไปแล้ว เวลาในการทดสอบก็ใกล้จะหมดแล้วเช่นกัน
อู๋หลานเห็นซูอวี่ก้มหน้าเดิน เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จึงเดินตามมาอีกครั้ง รู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่งก็ปาเข้าไปครึ่งค่อนวัน "ระดับสูงก็มีการแบ่งแยกย่อยนะ นายเข้าระดับสูง ก็เป็นแค่เพิ่งเข้าเท่านั้น ระดับสูงของสถาบันอารยธรรมยากกว่าสถาบันสงคราม มีอำนาจและอิทธิพลมากกว่าด้วยซ้ำ!"
ซูอวี่หันขวับไปมองนางแวบหนึ่ง แล้วยิ้ม "การประเมินระดับของเธอที่สถาบันอารยธรรมฝั่งนั้น คือระดับสูงงั้นเหรอ?"
อู๋หลานถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดนายก็ถามสักที!
"ใช่แล้ว!"
"อ้อ"
"..."
ไม่มีแล้ว!
ซูอวี่เดินต่อไป เตรียมจะออกไปหาพลาสเตอร์มาประคบแขนหน่อย แขนขวายังบวมตุ่ยอยู่เลย
อู๋หลานทนไม่ไหวแล้ว เดินตามมาอีกครั้ง "ระดับสูงของสถาบันอารยธรรมมันยากจริงๆ นะ! การทดสอบช่วงบ่ายพึ่งพาความสามารถล้วนๆ ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้รับการประเมินระดับภายในเป็นระดับสูงขั้นกลาง แต่นั่นมันเรื่องเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว การประเมินระดับของฉันตอนนี้ ต้องเป็นระดับสูงขั้นสูงสุดแน่นอน!"
"อ้อ เก่งนี่!"
ซูอวี่เอ่ยชมประโยคหนึ่ง มองไม่ออกเลยนะเนี่ย เก่งเอาเรื่องเลยนี่!
"ระดับสูงขั้นสูงสุด ในแต่ละปีสถาบันก็มีไม่เยอะหรอกนะ!"
"อืม เก่งจริงๆ ด้วย!"
"..."
อู๋หลานแทบจะเป็นบ้า ฉันแข็งแกร่งมากนะ!
การทดสอบสถาบันสงครามเมื่อกี้ นางไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ ไม่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด นางแข็งแกร่งมากจริงๆ นะ!
คะแนนประเมินระดับสูงขั้นสูงสุด อาจารย์ของสถาบันอารยธรรมจะต้องแย่งตัวกันแน่
ไป๋เฟิงไม่เห็นค่า นั่นเป็นเพราะไป๋เฟิงมีปัญหา ไม่ใช่ว่านางไม่แข็งแกร่งเสียหน่อย!
"นายเชี่ยวชาญอักษรเทวะแล้วเหรอ?"
"ความลับ"
"ต่อให้นายเชี่ยวชาญอักษรเทวะ นายก็ใช่ว่าจะเข้าระดับสูงขั้นกลางได้นะ อาจจะแค่ได้การประเมินระดับสูงขั้นต้นเท่านั้นแหละ!"
"อ้อ แค่นั้นก็ไม่เลวแล้ว"
"..."
อู๋หลานจะบ้าตายให้ได้จริงๆ พูดด้วยความขุ่นเคืองอยู่บ้างว่า "ซูอวี่ นายมันหยิ่งยโสเกินไปแล้ว!"
"..."
ซูอวี่งงงวย มีด้วยเหรอ?
ฉันเปล่านะ!
ฉันไปหยิ่งยโสตอนไหนเนี่ย?
นางบอกว่าตัวเองอยู่ระดับสูงขั้นสูงสุด ฉันก็ชมว่านางเก่ง ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ทำไมถึงกลายเป็นคนหยิ่งยโสไปได้ล่ะ?
ซูอวี่รู้สึกกลัดกลุ้มใจมาก มิน่าล่ะอาจารย์ถึงบอกว่าผู้หญิงมีแต่จะเข้ามาขัดขวางความก้าวหน้าของนาย ไม่ได้นำความช่วยเหลือมาให้เลยสักนิด
"คุณนักเรียนอู๋หลานคนนี้ครับ!"
ซูอวี่หันหลังกลับ สีหน้าจริงจังพลางพูดว่า "ขอบคุณที่เตือนผมหลายครั้ง แล้วก็ขอบคุณที่คอยกระตุ้นผมมาตลอด แต่ตอนนี้ผมจะกลับบ้านแล้ว ผมก็ไม่ได้หยิ่งยโสด้วย คุณช่วยไม่ต้องเดินตามผมตลอดเวลาได้ไหมครับ?"
"..."
อู๋หลานโกรธจนแทบระเบิด "ใครเดินตามนายตลอดเวลากัน? ซูอวี่ นายอย่ามาโอหังให้มันมากนักนะ!"
"..."
"พูดไม่รู้เรื่อง!"
สภาพจิตใจซูอวี่ย่ำแย่ไปหมดแล้ว ฉันไปโอหังตอนไหนเนี่ย?
ฉันจะไปหาเหตุผลจากไหนมาอธิบาย!
ผู้หญิงพวกนี้บ้ากันไปหมดแล้วเหรอ?
ฉันพยายามอธิบายเหตุผลกับนาง นางกลับบอกว่าฉันหยิ่งยโส บอกว่าฉันโอหัง พอฉันบอกว่านางเก่ง นางก็ไม่พอใจ หรือจะต้องให้พูดว่านางไม่ได้เรื่องถึงจะพอใจ?
ซูอวี่ไม่สนใจนางอีก ก้าวเท้าเดินออกจากประตู
อู๋หลานพูดอย่างเกรี้ยวกราดดั่งระเบิดลง "ช่วงบ่ายฉันจะไม่ยอมอ่อนข้อให้นายอีกแล้ว ฉันจะให้นายได้รู้ไว้ ว่าไม่ใช่นายคนเดียวที่เป็นอัจฉริยะ เขตปกครองต้าเซี่ยมีอัจฉริยะตั้งมากมาย อย่าคิดว่าตัวเองเก่งอยู่คนเดียว!"
"เพื่อนนักเรียน..."
ซูอวี่หันขวับกลับมา มองไปที่นาง แล้วพูดอย่างจริงจังว่า "ผมรู้ว่าอัจฉริยะมีเยอะ และไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจอะไรหนักหนา ผมรู้แค่ว่า... ถ้าคุณอยากจะประลองกับผมให้ได้จริงๆ พวกเรามาดวลเดี่ยวกัน พนันแต้มผลงาน 20 คะแนน ใครแพ้จ่ายให้อีกฝ่าย 20 คะแนน ผมสามารถทนทะเลาะกับคุณไปได้เรื่อยๆ เลย จะบุ๋นหรือบู๊ก็ได้หมด"
ท่าทีซูอวี่จริงใจเป็นอย่างมาก "จริงๆ นะ ผมไม่รังแกผู้หญิง ถ้าคุณคิดว่าสู้ผมไม่ได้ ก็ด่าแข่งกับผมก็ได้ ผมรับได้หมด ผมสามารถด่าแข่งกับคุณไปได้เรื่อยๆ ใครแพ้คนนั้นจ่ายแต้มผลงาน"
"..."
อู๋หลานสติแตก ใครอยากจะสู้กับนายกัน!
ใครอยากจะด่าแข่งกับนายกัน!
หมอนี่... ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
อู๋หลานแค่นเสียงฮึดฮัด ตัดสินใจไม่สนใจเขาอีก เดินเชิดหน้าออกไปอย่างหยิ่งทะนง นางไม่คิดจะไปถือสากับคนพรรค์นี้หรอก
"มีปัญหา!"
ซูอวี่พึมพำประโยคหนึ่ง ผู้หญิงช่างไร้เหตุผลจริงๆ พอไปถึงสถาบันต้าเซี่ย อาจจะมีผู้หญิงแบบนี้เยอะกว่านี้อีก ตัวเองต้องอยู่ห่างจากพวกนางให้มาก
หรือไม่ก็เรียนแบบเฉินฮ่าว ถ้ามัวแต่พล่ามไม่ยอมหยุด ก็ลากออกไปดวลเดี่ยวให้รู้แล้วรู้รอด!
แน่นอนว่าใครเป็นคนออกไอเดียให้เฉินฮ่าวตีผู้หญิง ซูอวี่ก็ทำเป็นเมินเฉยไปโดยปริยาย ฉันไม่เคยตีผู้หญิงซะหน่อย
...
นอกสนามสอบ
พออู๋หลานเดินออกมา นักเรียนจากเขตปกครองต้าเซี่ยหลายคนก่อนหน้านี้ก็พากันเข้ามารุมล้อม มีคนรีบถามขึ้นว่า "อู๋หลาน การทดสอบต่อสู้จริงของซูอวี่เป็นยังไงบ้าง?"
"ธรรมดา"
"เขาอยู่ขั้นไคหยวนระดับเก้าแล้วเหรอ?"
"กินหยาดหยวนชี่เพื่อทะลวงระดับน่ะสิ ขั้นไคหยวนระดับเก้าแล้วมันทำไม!"
อู๋หลานเริ่มหมดความอดทน เอาแต่ถามอยู่ได้ จะถามอะไรนักหนา!
"แล้วช่วงบ่ายเขายังจะเข้าร่วมการทดสอบสถาบันอารยธรรมอีกไหม?"
"ไร้สาระ!"
อู๋หลานไม่สบอารมณ์แล้ว พูดด้วยความโมโหว่า "เขาไม่สอบแล้วจะให้พวกนายสอบหรือไง? ต่อให้พวกนายสอบติดก็เป็นแค่ระดับล่างขั้นกลาง เอาแต่ถามอยู่ได้ มันเกี่ยวอะไรกับพวกนายด้วย?"
สีหน้าของคนหลายคนเปลี่ยนไปมาอยู่ครู่หนึ่ง อู๋หลานขี้เกียจสนใจ จึงเดินจากไปโดยตรง
พอนางเดินจากไป ก็มีคนพูดอย่างไม่พอใจว่า "ก็แค่พึ่งพาตระกูลอู๋ถึงได้เข้าระดับสูงมาได้ มีอะไรน่าวิเศษวิโสกัน!"
"นั่นสิ!"
"จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้นะ เธอและพี่สาวของเธอถือว่าเก่งกาจในหมู่ลูกหลานตระกูลอู๋เลยนะ..."
"..."
คนหลายคนหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะที่ซูอวี่ก็เดินออกมาเช่นกัน ในสภาพหน้าตาฟกช้ำดำเขียว
พอเห็นสภาพของเขา คนหลายคนก็รู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย ดูท่าทางผลการทดสอบคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็อยู่ตั้งขั้นไคหยวนระดับเก้า ถือเป็นคู่แข่งตัวฉกาจได้เลยทีเดียว
"การทดสอบสถาบันอารยธรรมช่วงบ่ายของเขา เกรงว่าคงไม่มีเรี่ยวแรงแล้วล่ะมั้ง? ฉันเห็นมือเขาบวมเป่งเลย สงสัยกระทั่งการทดสอบภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ก็คงจะไม่ไหวแล้วมั้ง?"
"ถ้าผลการทดสอบสถาบันอารยธรรมไม่เป็นไปตามคาด หมอนี่อาจจะไปเข้าสถาบันสงครามก็ได้นะ ถ้าอย่างนั้นผู้ช่วยสอนไป๋จะรับนักเรียนที่หนานหยวนเพิ่มอีกสักคนไหมนะ?"
พวกคนที่มาจากเขตปกครองต้าเซี่ยเพื่อมาฉวยโอกาส ต่างผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยค ล้วนมีความคาดหวังอยู่บ้าง
คาดหวังให้ผลการทดสอบของซูอวี่ออกมาไม่ดี คาดหวังให้ไป๋เฟิงรับนักเรียนใหม่อีกครั้ง
มีคนกระซิบเสียงเบาว่า "อู๋หลานก็น่าจะคิดแบบนี้เหมือนกันนะ ผลการทดสอบของเธอยอดเยี่ยมมากเลยล่ะ... พวกนายว่า..."
"ไม่เป็นไรหรอก อู๋หลานหยิ่งจะตายไป ยั่วยุเธอสักหน่อย ต่อให้ผู้ช่วยสอนไป๋เต็มใจรับ เธอเองนั่นแหละที่จะไม่ยอม"
พอพูดประโยคนี้ออกมา คนหลายคนก็พากันพยักหน้า
คำพูดนี้ไม่ผิดเลย อู๋หลานไม่ได้โง่ แต่มีนิสัยสุดโต่งมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่มาเข้าร่วมการทดสอบที่หนานหยวนหรอก ด้วยคะแนนของนางหากทดสอบที่เขตปกครองต้าเซี่ย นั่นก็ถือเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดหลายคนเลยทีเดียว
แอบปล่อยข่าวลือสักหน่อย ยั่วยุนางสักสองสามประโยค ต่อให้ไป๋เฟิงยินดีรับ นางเองนั่นแหละที่คงจะไม่ตกลง
...
ซูอวี่ไม่สนใจพวกที่รวมหัวกันอยู่ที่นั่น เขาเห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
กระทั่งอู๋หลานเขายังไม่สนใจเลย นับประสาอะไรกับพวกนั้น
ซูอวี่ในเวลานี้ ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ ไหนเลยจะไปสนใจพวกเขา
"แต้มผลงาน 20 คะแนน หยาดหยวนชี่ 3 หยด แล้วก็ยังมีรางวัลจากเขตปกครองต้าเซี่ยอีก ก็มีแต้มผลงานเหมือนกัน ทางฝั่งสถาบันอารยธรรมก็ได้ที่หนึ่ง แถมยังมีรางวัลเป็นต้นฉบับคัมภีร์วิชาขั้นเชียนจวินอีก..."
ซูอวี่อารมณ์ค่อนข้างดี การได้ที่หนึ่งของสถาบันสงครามยังถือว่าค่อนข้างสบาย
แน่นอนว่านี่เป็นเพราะหนานหยวนมันเล็กเกินไปด้วย
แต่รางวัลที่ได้มันคือของจริง อย่างอื่นไม่ต้องไปคิดเล็กคิดน้อยแล้ว
"ไม่รู้ว่าการทดสอบสถาบันอารยธรรมช่วงบ่ายจะยุ่งยากเหมือนช่วงเช้าหรือเปล่า..."
การทดสอบช่วงเช้าค่อนข้างน่ารำคาญ ซูอวี่กังวลว่าช่วงบ่ายจะต้องมาเจอเรื่องพวกนี้อีก
เวลานี้ เสียงกริ่งดังขึ้น เวลาทดสอบสี่ชั่วโมงสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
ในสถาบัน นักเรียนบางคนมีสีหน้าท้อแท้สิ้นหวัง บางคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูท่าทางคงจะสอบได้ไม่เลว
ซูอวี่มองไม่เห็นเฉินฮ่าว แต่ไม่นาน เขาก็เห็นหมอนั่นจนได้
หรือไม่ใช่ว่าเขาเห็น แต่เป็นเฉินฮ่าวที่กำลังตามหาเขาอยู่
หมอนี่ ตอนนี้ยืนอยู่บนแท่นสูงแห่งหนึ่ง ตะโกนเสียงดังลั่น "อาอวี่ ฉันอยู่นี่ ยังอยู่ไหมเนี่ย?"
"รีบมาเร็ว สอบเสร็จแล้ว!"
"..."
ซูอวี่ปวดหัว เขาไม่ค่อยอยากเดินไปหา แต่หมอนี่ก็ยังตะโกนไม่หยุด ถ้าไม่ไปก็ไม่รู้ว่าจะตะโกนไปถึงเมื่อไหร่
ไม่นาน ซูอวี่ก็ลากหมอนี่ลงมา!
เฉินฮ่าวไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ยิ้มกว้างพลางพูดว่า "อาอวี่ ครั้งนี้ฉันสอบได้ไม่เลวเลยนะ! แต่ที่นายบอกว่าม้านั่นมันตัวใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย มันใหญ่กว่านิดหน่อยที่ไหนกันล่ะ ตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลยเถอะ!"
"ทำเอาฉันแทบฉี่ราด โชคดีที่ฉันยังจำที่นายบอกได้ เลยเข้าไปต่อยหมอนั่นซะหนึ่งหมัด ม้าตัวใหญ่ตัวนั้นก็เชื่องไปเลย... แหะๆ จะว่าไป ผลลัพธ์ดีชะมัด แต่กรรมการคุมสอบดันจะหักคะแนนฉัน 10 คะแนนให้ได้ บอกว่าถ้าคราวหน้าฉันกล้าตีม้าควบเมฆาอีก เขาจะโยนฉันออกไป!"
ซูอวี่ปวดขมับ "เขาไม่ได้โยนนายออกไปตรงนั้นเลยเหรอ?"
"ไม่อ่ะ"
เฉินฮ่าวพูดอย่างอารมณ์ดีว่า "ฉันไม่ได้โง่ซะหน่อย ก่อนจะตีก็ถามแล้ว กรรมการคุมสอบเป็นคนบอกเองว่าถ้าไม่กลัวตายก็ไปตีเลย ฉันก็เลยไป..."
"นายยังกล้าไปตีอีกนะ!"
ซูอวี่พูดไม่ออก นายเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นไคหยวนระดับห้าเองนะ ไม่กลัวว่าม้าตัวนั้นจะเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาแล้วเหยียบนายจนตายหรือไง!
"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า นายได้ไป 40 คะแนน?"
"อืม"
"ยังถือว่าใช้ได้!"
ซูอวี่พยักหน้าเล็กน้อย "วิชาภาคทฤษฎีสามวิชาน่าจะผ่านใช่ไหม?"
"น่าจะผ่านล่ะมั้ง?"
"งั้นก็ 30 คะแนน การยิงธนูนายได้ไป 40 คะแนน คะแนนบวกเพิ่ม 30 คะแนน การขี่สัตว์นายได้ 40 คะแนน แล้วการทดสอบต่อสู้จริงล่ะ?"
เฉินฮ่าวพูดด้วยรอยยิ้มเบิกบานว่า "การทดสอบต่อสู้จริงง่ายมาก ก็แค่วิ่งโง่ๆ เข้าไปฟันดาบเดียว ถ้าฟันให้เกิดรอยบนหุ่นจำลองนั่นได้ก็จะได้คะแนนเพิ่ม ฉันฟันเข้าลึกทีเดียวล่ะ ได้มา 20 คะแนน"
"การทดสอบต่อสู้จริงคะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่เหรอ? นายเพิ่งจะได้แค่ 20 คะแนนเอง?"
เฉินฮ่าวพูดอย่างจนปัญญาว่า "ไร้สาระ คะแนน 100 คะแนนมันไม่ได้มีไว้ให้พวกเราซะหน่อย ต้องอยู่ขั้นไคหยวนระดับแปดขึ้นไปถึงจะมีหวังได้ 100 คะแนน พวกเราเนี่ย ได้มาสักคะแนนก็นับเป็นหนึ่งคะแนนแล้ว ฟันได้ 20 คะแนนก็ไม่เลวแล้ว ฉันเห็นโจวชง หมอนั่นฟันได้แค่ 10 คะแนนเอง หมอนั่นก็อยู่ขั้นไคหยวนระดับห้าเหมือนกัน ขยะชะมัด!"
ซูอวี่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ นายไปมีเรื่องกับโจวชงเข้าแล้วใช่ไหม
"งั้นก็ 160 คะแนนแล้ว ยังมีขั้นไคหยวนห้าระดับแรกของนายอีก 90 คะแนนที่ยังไม่ได้คิด... ได้สักยี่สิบสามสิบคะแนนก็พอแล้วมั้ง"
"จะเป็นงั้นได้ไง ฉันตอบถูกหมดเลยนะ!"
เฉินฮ่าวพูดอย่างไม่เชื่อว่า "วิชาฟังของฉัน 60 คะแนน ได้ 50 คะแนนสบายๆ อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? วิชาแยกแยะของเหลว 30 คะแนนนั่นแจกฟรีชัดๆ ยังไงก็ต้องได้ 80 คะแนนอยู่แล้ว!"
ซูอวี่รู้สึกว่า หมอนี่จำเป็นต้องทำความรู้จักตัวเองให้ชัดเจนสักที!
วิชาฟังของนาย 60 คะแนน จะได้ 50 คะแนนจริงๆ เหรอ?
เขาสงสัยว่า ได้สัก 30 คะแนนก็เก่งสุดๆ แล้ว!
แน่นอน ไม่ว่ายังไง ครั้งนี้เฉินฮ่าวน่าจะได้สัก 200 คะแนนบวกลบนิดหน่อยไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าไม่มีคะแนนบวกเพิ่ม 200 คะแนนนั้นก็คงจะยากเอาการ
ซูอวี่ถอนหายใจในใจ ความจริงแล้วเฉินฮ่าวก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ขอบเขตขั้นไคหยวนระดับห้า การทดสอบต่อสู้จริง การยิงธนู การขี่สัตว์ล้วนสอบได้ดี แค่นี้ถ้าไม่มีคะแนนบวกเพิ่ม 200 คะแนนก็ยังยากเลย นับประสาอะไรกับคนอื่น
ทางฝั่งหนานหยวน ในแต่ละปีคนที่สอบได้ 200 คะแนนเกรงว่าคงจะมีไม่เยอะ
มิน่าล่ะคนที่มาจากเขตปกครองต้าเซี่ย ถึงได้มีท่าทางดูถูกดูแคลนกันนัก
นักเรียนจากเขตปกครองต้าเซี่ย กระทั่งมีคนที่สามารถสอบได้ 800 คะแนนขึ้นไป ความห่างชั้นของทุกคนมันมากเกินไป
คะแนนพื้นฐานของขั้นไคหยวนระดับห้า 90 คะแนน เฉินฮ่าวก็ใช่ว่าจะสามารถเอามาได้เต็ม มิน่าล่ะก่อนหน้านี้คนขั้นไคหยวนระดับห้าถึงได้ถูกคัดออกไปตั้งเยอะ
"กลับไปก่อนค่อยว่ากัน มือฉันยังเจ็บอยู่เลย เดี๋ยวจะเสียการทดสอบช่วงบ่ายไปซะก่อน..."
เฉินฮ่าวมองเขาด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ "ช่วงบ่ายฉันไม่ต้องสอบแล้ว พ่อให้ฉันไปเข้าร่วมการทดสอบสถาบันกิจการภายในพรุ่งนี้ ฉันขี้เกียจไปแล้วล่ะ ยังไงฉันก็ต้องสอบติดแน่ๆ ฉันคำนวณดูแล้ว อย่างน้อยๆ ฉันต้องได้ 240 คะแนนขึ้นไป!"
มุมปากซูอวี่กระตุก นั่นนายคำนวณจากผลลัพธ์ว่านายสอบได้อย่างน้อย 80 คะแนนต่างหาก สอบได้เท่าไหร่ ในใจไม่มีตัวเลขเลยหรือไง?
ถ้าวิชาฟังนายได้ศูนย์คะแนน นายก็รอร้องไห้ได้เลย!
"จริงสิ อาอวี่ นายสอบได้ประมาณกี่คะแนนเหรอ?"
"ไม่เยอะหรอก"
"ถึง 300 คะแนนไหม?"
"เลขนายแย่จัง ฉันว่านายควรจะจ้างครูสอนพิเศษมาเรียนเพิ่มอีกสักหน่อยนะ!"
ซูอวี่ขี้เกียจจะสนใจ
"ตกลงว่าได้เท่าไหร่ล่ะ?"
"ไม่เยอะหรอก 600 กว่าคะแนน ก็แค่แบ่งให้ใครไม่ได้ ไม่งั้นคงสอบเข้าสถาบันสงครามได้สักสามแห่ง"
"..."
เฉินฮ่าวรู้สึกว่า ตัวเองไม่ควรถามเลย ตัวเองนี่มันโง่จริงๆ!
600 กว่าคะแนน... ยังเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย?
คนเราจะสอบได้คะแนนสูงขนาดนี้ได้ด้วยเหรอ?
จอมโกหก!
เขาไม่เชื่อหรอก!
"อาอวี่ 600 กว่าคะแนนก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ทุกคนก็เข้าสถาบันเหมือนกัน พอไปถึงสถาบันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ นายสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นก็เปล่าประโยชน์"
ซูอวี่ก้มหน้าเดิน พลางพูดขณะเดินว่า "ใช่ เปล่าประโยชน์ ก็แค่ได้รางวัลเป็นแต้มผลงานหลายสิบคะแนน กับหยาดหยวนชี่ไม่กี่หยด พอไปถึงสถาบัน ก่อนหน้านี้พวกเขาบอกว่าจะให้แต้มผลงานฉัน 100 คะแนน ตอนนี้น่าจะให้ได้ 200 คะแนน หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ไม่นับเป็นอะไรหรอก"
เฉินฮ่าวก้มหน้า ก้มหน้าเดินต่อไป เขารู้สึกผิดหวังมาก
เขาตัดสินใจแล้ว อย่างน้อยๆ สามวันจะไม่สนใจซูอวี่!
จะไม่คุยกับเขาสักคำเดียว!
เขาเอาแต่โจมตีจิตใจตัวเองอยู่เรื่อยเลย!
สองนาทีต่อมา เฉินฮ่าวก็เอ่ยปากขึ้นว่า "อาอวี่ ฉันหิวจัง วันนี้ไม่ไปบ้านนายแล้วนะ ฉันจะกลับไปกินข้าวบ้าน นายจะไปไหม?"
"ไม่ไป"
"งั้นไปกินข้าวร้านอาหารด้วยกันไหมล่ะ นายเลี้ยงได้ไหม? นายหาเงินมาได้ตั้งเยอะ..."
"ไม่มีเงิน บ้านนายไม่ได้เพิ่งขายบ้านไปหลังนึงเหรอ? เงินค่าขนมนายก็เยอะขึ้น เลี้ยงข้าวฉันสิ ไม่งั้นฉันจะไปบอกพ่อนาย ว่าการทดสอบครั้งนี้ไม่เก็บค่าธรรมเนียม นายหลอกเอาเงินเขามาหนึ่งพันหยวน!"
เฉินฮ่าวโอดครวญว่า "เปล่านะ พ่อฉันรู้ว่าเขาไม่เก็บเงิน ฉันโดนเขาตีไปยกนึงด้วยซ้ำ เงินหนึ่งพันหยวนนั่นถือเป็นรางวัลค่ารักษาพยาบาลให้ฉัน ไม่ได้หลอกเอาเงินซะหน่อย!"
ซูอวี่พยักหน้า ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท "งั้นนายเลี้ยงละกัน ถือซะว่าฉลองที่ครั้งนี้นายสอบติดสถาบันสงคราม ฉลองให้เต็มที่ไปเลย!"
"งั้น... ก็ได้!"
เฉินฮ่าวรู้สึกว่า ก็สมควรจะต้องฉลองสักหน่อย สอบติดสถาบันสงครามเชียวนะ เก่งเกินไปแล้ว!
ซูอวี่ถอนหายใจ เจ้าซื่อบื้อนี่ พอไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะโดนคนหลอกจนหมดเนื้อหมดตัวหรือเปล่า
แต่โอกาสน่าจะน้อย คนอื่นมาหลอกเขา ถ้าหมอนี่สู้ได้ ก็คงจะซ้อมคนนั้นจนขี้หักในแน่
"สถาบันอารยธรรม..."
ซูอวี่พึมพำประโยคหนึ่ง ระดับสูงขั้นสูงสุด!
อู๋หลานบอกว่านางสามารถสอบได้ระดับสูงขั้นสูงสุด แล้วตัวเองล่ะ?
ถ้าแพ้ผู้หญิงคนนี้ คงเสียหน้าแย่!
"ช่างเถอะ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน"
ซูอวี่ไม่ได้เก็บไปคิดอีก แพ้ก็ไม่เห็นเป็นไร เขาไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น ไม่ถือสากับผู้หญิงหรอก อย่างมากพอไปถึงสถาบันก็หาโอกาสหลอกนางสักสองสามครั้ง ผู้หญิงคนนั้นดูปราดเดียวก็รู้ว่าโง่ หลอกง่ายจะตาย







