คำพูดของเหล่าเซี่ย ซูอวี่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
คนที่อิจฉาคนเก่งน่ะมีอยู่จริง แต่ในสนามสอบระดับสูงของเมืองแบบนี้ คนของสถาบันสงครามต้าเซี่ยต่อให้หน้ามืดตามัวแค่ไหนก็คงไม่กล้าทำถึงขั้นนั้น ทว่าหากเป็นเรื่องลับหลังก็ยากจะบอก
แน่นอนว่าซูอวี่ก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน
เขาเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาดูดซับของเหลวปราณเพื่อเตรียมตัวทะลวงระดับ
เขาอยู่ห่างจากระดับไคหยวนขั้นที่เก้าเพียงนิดเดียว หากไม่ใช่เพราะเวลาไม่ทัน วันนี้ถ้าเขาเปิดตำราภาพหมื่นเผ่าแล้วดูดซับโลหิตแก่นแท้สักหยดก็อาจจะทะลวงระดับได้ และนั่นจะช่วยประหยัดแต้มผลงานไปได้ถึง 4 แต้ม
แต่เมื่อเทียบ 4 แต้มกับ 20 แต้ม แถมอาจจะรวมรางวัลที่หนึ่งเข้าไปด้วย ซูอวี่คำนวณดูแล้ว การทะลวงระดับตอนนี้ก็ยังถือว่าคุ้มค่าอยู่ดี
...
ในเวลาเดียวกับที่ซูอวี่กำลังเตรียมทะลวงระดับ
มีกรรมการคุมสอบคนหนึ่งส่งข่าวไปให้หัวหน้ากรรมการคุมสอบคนอื่นๆ
ชายวัยกลางคนจากสถาบันสงครามต้าเซี่ยได้ยินข่าวก็ประหลาดใจเล็กน้อย ขณะนี้ หัวหน้ากรรมการคุมสอบอีกหลายคนก็อยู่ที่นั่นด้วย
หัวหน้าซุนจากกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ผู้บัญชาการพันคนจากกองทัพปราบมาร ตอนนี้ทุกคนล้วนได้รับข่าวแล้ว
"ระดับไคหยวนขั้นที่เก้า?"
ชายวัยกลางคนพึมพำ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองอู๋เหวินไห่ที่เพิ่งเข้ามาตรวจตรา ก่อนเอ่ยปาก "เจ้าเมืองอู๋ พ่อของซูอวี่คนนี้อยู่แค่ระดับเชียนจวินขั้นที่เก้าใช่ไหม?"
"ใช่ ซูหลงอยู่ระดับเชียนจวินขั้นที่เก้ามาหลายปีแล้ว แต่เพราะขาดแคลนทรัพยากรจึงยังไม่ทะลวงสู่ระดับว่านสือสักที"
อู๋เหวินไห่ย่อมรู้จักซูหลง และรู้จักซูอวี่ด้วย นี่คือศิษย์คนโปรดของหลิวเหวินเยี่ยนเชียวนะ
"เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังอยู่ระดับไคหยวนขั้นที่สาม ตอนนี้กำลังจะทะลวงสู่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้า..."
ชายวัยกลางคนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "เจ้าเมืองอู๋ หากไม่รังเกียจ รบกวนนำข้อมูลล่าสุดของซูอวี่มาให้พวกเราดูหน่อยได้ไหม?"
อู๋เหวินไห่ไม่มีความเห็นขัดข้องอยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องดี แสดงว่าทุกคนสังเกตเห็นซูอวี่ หนานหยวนในครั้งนี้อาจจะมีนักเรียนอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้น ไม่ใช่อัจฉริยะของหนานหยวน แต่เป็นของเขตปกครองต้าเซี่ย
อู๋เหวินไห่สั่งคนไปหยิบข้อมูล ผ่านไปไม่กี่นาที ข้อมูลชุดใหม่ก็ถูกส่งมา
"ครึ่งเดือนก่อน มีรางวัล 7 แต้มผลงาน... 7 แต้มผลงาน!"
ชายวัยกลางคนประหลาดใจเล็กน้อย เรื่องอะไรถึงได้ 7 แต้มผลงาน?
ก่อนหน้านี้แสดงแค่ว่าซูอวี่สะสมแต้มผลงานได้ 10 แต้ม นอกเหนือจากวิชาภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ ไม่นับรวมที่คนอื่นมอบให้ 10 แต้มผลงานแม้อาจจะดูไม่น้อย แต่บางครั้งการช่วยเหลือหอจับลมในท้องถิ่นทำภารกิจบางอย่างก็สามารถได้รับแต้มผลงานเป็นรางวัลได้
10 แต้ม สะสมมาเป็นเวลาหลายปี อันที่จริงไม่ได้สะดุดตาเท่าไหร่
แต่ข้อมูลของซูอวี่ทางนี้แสดงว่าได้รับรวดเดียว 7 แต้ม ต้องรู้ก่อนว่าการสังหารระดับว่านสือขั้นต้น หากไม่มีรางวัลพิเศษ ก็ได้แค่ 10 แต้มผลงาน
"ได้รับรวดเดียว 7 แต้มผลงาน..."
ชายวัยกลางคนหันขวับไปมองอู๋เหวินไห่ "เจ้าเมืองอู๋ ช่วงนี้หนานหยวนเกิดการต่อสู้สเกลใหญ่ขึ้นบ้างไหม? มีระดับว่านสือตกตายบ้างหรือเปล่า?"
แววตาของอู๋เหวินไห่สั่นไหวเล็กน้อย ชายวัยกลางคนหัวเราะ "เรื่องนี้พวกเราสามารถตรวจสอบเองได้ แค่ไม่อยากเสียเวลาเท่านั้น ท่านเจ้าเมืองคิดว่าอย่างไร?"
อู๋เหวินไห่ยิ้ม พยักหน้าตอบ "ครึ่งเดือนก่อน มีการกวาดล้างฐานที่มั่นของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แห่งหนึ่ง และสังหารหัวหน้าระดับว่านสือไปหนึ่งคน"
"เข้าใจล่ะ!"
คราวนี้ชายวัยกลางคนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!
เรื่องแบบนี้ถ้าไม่สืบสาวราวเรื่องก็แล้วไป แต่เมื่อใส่ใจ เขาก็สามารถประเมินที่มาของแต้มผลงานได้อย่างรวดเร็ว
ระดับว่านสือคนนี้ถูกฆ่า ซูอวี่ต้องสร้างผลงานไว้อย่างแน่นอน และเป็นผลงานที่ไม่เล็กเลยด้วย!
มิฉะนั้น ซูอวี่คงไม่ได้ 7 แต้มผลงานมาง่ายๆ แน่นอนว่าไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ซูอวี่จะสังหารระดับเชียนจวินไปหลายคนด้วยตัวคนเดียว
ชายวัยกลางคนพลิกดูข้อมูลของซูอวี่พลางขมวดคิ้วมุ่น "นักเรียนที่ไป๋เฟิงต้องการรับไว้ล่วงหน้า ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย การสนับสนุนการสังหารระดับว่านสือ เกรงว่าจะใช้อักษรเทวะ มิเช่นนั้น แค่ระดับไคหยวนอย่างเขา แม้แต่คุณสมบัติจะเข้าใกล้ยังไม่มี..."
"อักษรเทวะ!"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา หัวหน้าจากกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งและผู้บัญชาการพันคนจากกองทัพปราบมารที่อยู่ด้านข้าง ต่างก็มีแววตาสั่นไหวแล้วหันไปมองชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนหัวเราะ "อย่ามองผมเลย พวกคุณลองวิเคราะห์ดูเองก็จะเข้าใจ ระดับไคหยวนช่วยหอจับลมสังหารระดับว่านสือ พวกคุณคิดว่าเป็นเพราะพลังทางกายภาพงั้นหรือ? หรือว่าใช้ธนูระยะไกลสนับสนุน? ธนูของระดับไคหยวนไม่มีผลใดๆ ต่อระดับว่านสือหรอก หนานหยวนก็ไม่น่าจะตกต่ำถึงขั้นนั้น"
"ดังนั้นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว หากไม่ใช่เพราะพลังเจตจำนงแข็งแกร่ง ก็ต้องเป็นเพราะควบแน่นอักษรเทวะได้แล้ว พลังเจตจำนงของเขา ผมดูบันทึกแล้ว ก่อนหน้านี้บันทึกไว้ที่ระดับกักเก็บ 10% ตอนนี้อย่างมากก็คง 20% ไม่มีทางจะแข็งแกร่งไปกว่านี้แล้ว"
"เช่นนั้นก็มีแค่อักษรเทวะที่อธิบายได้!"
"มิน่าล่ะ!"
ชายวัยกลางคนพ่นลมหายใจ ความจริงระดับไคหยวนขั้นที่แปดนั้นไม่สำคัญ ระดับไคหยวนขั้นที่เก้า สถาบันสงครามต้าเซี่ยก็ไม่ได้ขาดแคลน
ซูอวี่แม้จะแสดงผลงานในหนานหยวนได้น่าทึ่ง แต่หากเอาไปเทียบในเขตปกครองต้าเซี่ย ก็ยังไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง
แน่นอนว่าขั้นที่แปดของหนานหยวนนับว่าเก่งกาจ แต่ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ยังไม่ถึงขั้นยอดอัจฉริยะ
ถึงอย่างไรซูอวี่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา เขามีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมระดับเถิงคง การที่เขาบรรลุขั้นที่แปด ความจริงทุกคนก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นัก ใครจะไปรู้ว่าลับหลังหลิวเหวินเยี่ยนให้ประโยชน์แก่เขาไปมากแค่ไหน
แต่การวาดลวดลายอักษรเทวะ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผลประโยชน์ที่หลิวเหวินเยี่ยนมอบให้จะตัดสินได้
หลิวเหวินเยี่ยนเองก็เพิ่งก่อรูปสำเร็จได้ไม่นาน อย่างมากที่สุดก็คงเขียนอักษรเจตจำนงให้ซูอวี่ได้สักบท ครั้งก่อนที่ไป๋เฟิงมาก็อยู่ได้แค่แป๊บเดียว คำนวณดูแล้ว ซูอวี่น่าจะได้เห็นอักษรเจตจำนงมากที่สุดแค่สองครั้ง
เกือบจะในพริบตาเดียวนั้น เหล่ายอดฝีมือหลายคนก็ปะติดปะต่อกระบวนการเหล่านี้ออกมาได้
ทางฝั่งกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง หัวหน้าซุนยิ้มกล่าว "ถ้าอย่างนั้น อีกฝ่ายก็คืออัจฉริยะในวิถีอักษรเทวะสินะ? ส่วนการทะลวงสู่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้า กลับไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ช่วงนี้เขาได้รับของเหลวปราณไปไม่น้อย หากอักษรเทวะมีส่วนช่วยในการบ่มเพาะ ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าก็มีความหวังสูง"
ในข้อมูลถึงขั้นแสดงให้เห็นว่าพ่อของเฉินฮ่าวมอบของเหลวปราณให้ซูอวี่ 3 หยด รวมกับที่ซูอวี่แลกมาเอง และที่หลิวเหวินเยี่ยนอาจจะแอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง...
ทุกคนรู้สึกว่า ซูอวี่ไม่ถือว่าขาดแคลนทรัพยากร
"แลกโลหิตแก่นแท้ไปไม่น้อย..."
ตอนนี้ ชายวัยกลางคนเห็นบันทึกบรรทัดหนึ่งอีกครั้ง จึงเอ่ยขึ้นทันที "อักษรเทวะของเขา เกี่ยวข้องกับเลือดหรือเปล่า?"
พูดจบ เขาก็หันไปมองอู๋เหวินไห่
อู๋เหวินไห่ส่ายหน้าพลางหัวเราะ "เรื่องนี้ผมไม่ทราบจริงๆ เหล่าหลิวซ่อนเร้นไว้ลึกซึ้งมาก ผมจะไปถามเรื่องของเด็กน้อยคนหนึ่งได้อย่างไร"
ในเสี้ยววินาทีนั้น ชายวัยกลางคนได้เชื่อมโยงโลหิตแก่นแท้เข้ากับอักษรเทวะ
เวลาที่ซูอวี่แลกโลหิตแก่นแท้ ในช่วงแรกๆ มีน้อยมาก ที่แลกไปจำนวนมากจริงๆ คือช่วงหลัง นั่นก็คือหลังจากที่ควบแน่นอักษรเทวะได้แล้ว
"อักษรเทวะของเขาอาจเกี่ยวข้องกับโลหิตแก่นแท้ การดูดซับโลหิตแก่นแท้ อาจทำให้ระดับพลังของเขาก้าวหน้าขึ้น..."
ชายวัยกลางคนตั้งข้อสันนิษฐาน ข้อมูลชุดใหม่ทำให้เขาได้เห็นหลายสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบ
"อัจฉริยะในวิถีอักษรเทวะ..."
ชายวัยกลางคนพึมพำ "บางทีอาจจะวาดลวดลายได้สมบูรณ์แล้ว มิฉะนั้นคงไม่สามารถใช้คุณสมบัติของมันได้!"
"ไม่กี่เดือน จากไม่มีอะไรเลย ต่อให้นับตั้งแต่วันที่ไป๋เฟิงมา ก็เป็นเวลาแค่สองเดือน เขาวาดลวดลายอักษรเทวะได้สมบูรณ์ ก่อนหน้านี้ หลิวเหวินเยี่ยนยังไม่ถึงระดับเถิงคง ไม่มีทางเขียนอักษรเจตจำนงให้เขาได้เลย ซูอวี่เองก็ไม่มีช่องทางไปหาอักษรเจตจำนง..."
ส่วนเรื่องที่หลิวเหวินเยี่ยนจะมีช่องทางหรือไม่ พวกเขาไม่สนใจ ต่อให้หลิวเหวินเยี่ยนมีช่องทาง ตอนนั้นก็คงยังไม่มอบให้ซูอวี่หรอก
"เวลาแค่สองเดือน!"
ชายวัยกลางคนเน้นเสียงหนักแน่น!
วินาทีต่อมา เขาลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว "ผมจะไปดูสักหน่อย..."
ด้านข้าง ผู้บัญชาการพันคนจากกองทัพปราบมารคนนั้นลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกนานแล้ว เขาพูดขณะเดินไปว่า "สถาบันสงครามไม่จำเป็นต้องดึงตัวเขาหรอก ที่ที่เหมาะกับเขาที่สุดคือสถาบันอารยธรรม แน่นอนว่าสถาบันอารยธรรมสุขสบายเกินไป ไปเติบโตในกองทัพก็ยังถือว่าไม่เลว"
"พ่อของเขาคือคนของกองทัพปราบมาร หลังจากเข้าร่วมกองทัพก็ทะลวงสู่ระดับว่านสือ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการร้อยคน แม้จะไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของฉัน แต่เมื่อหลายปีก่อนฉันก็เคยรู้จักเขา..."
ทุกคนมองเหยียด!
คุณหลอกใครอยู่ฮะ!
ซูหลงปลดประจำการไปเมื่อ 18 ปีก่อน ตอนนั้นคุณยังไม่ได้เกณฑ์ทหารด้วยซ้ำ มาแสร้งทำเป็นคนกันเองอะไร!
ทางฝั่งกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง หัวหน้าซุนหัวเราะ "ทุกท่าน สอนสั่งตามความถนัดจะดีกว่า ในเมื่อเขาถูกใจไป๋เฟิงแล้ว ก็ให้เขาเข้าสถาบันอารยธรรมไปเถอะ ไยต้องไปก่อกวนเส้นทางของเขาในเวลานี้ด้วย"
ชายวัยกลางคนส่ายหน้ากล่าว "พูดแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อเขาเข้าร่วมการทดสอบของสถาบันสงคราม หลังจากบรรลุไคหยวนขั้นที่เก้า เขาก็สามารถเป็นนักเรียนระดับสูงได้ นักเรียนระดับสูงในสถาบันสงครามก็ได้รับการให้ความสำคัญเช่นกัน ตอนนี้เขายังเด็ก ยังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ยังคงต้องเลือกอยู่ดี"
ทุกคนรู้ดี ซูอวี่เหมาะสมกับสถาบันอารยธรรมมากกว่า ทว่า... ไคหยวนขั้นที่เก้า นักเรียนระดับสูง เข้าสถาบันสงครามไปก็ไม่เลว
สถาบันสงครามมีวิชาเอกคือวิถีแห่งนักรบ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครฝึกวิถีอักษรเทวะ
ต่างกันแค่จะให้อะไรเป็นหลัก อะไรเป็นรองก็เท่านั้น
แต่อู๋เหวินไห่กลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้ บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มประดับอยู่ อัจฉริยะที่ถูกผู้คนแย่งชิงต่างหากถึงจะเป็นอัจฉริยะตัวจริง เรื่องดีๆ
ส่วนซูอวี่จะไปที่ไหนกันแน่นั้น นั่นเป็นเรื่องของเขาเอง
อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะไปที่ไหน สวัสดิการของซูอวี่ก็คงไม่แย่
ดูเหมือนว่าปีนี้หนานหยวนคงจะไม่เสียหน้าขนาดนั้นแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีผ้าปิดบังความอับอายผืนหนึ่งล่ะนะ
...
ตู้ม!
เหนือศีรษะคล้ายกับมีอากาศระเบิดออก เสียงดังกึกก้องแว่วมา พลังปราณพรั่งพรูมารวมตัวกัน จุดทวารทั้งเก้าเปล่งประกายแสงสว่างวาบ วินาทีต่อมา จุดทวารทั้งเก้าก็เปิดออกทั้งหมด!
"ไอ้เด็กนี่..."
เหล่าเซี่ยเดาะลิ้น เจ้าเด็กคนนี้ห่างจากระดับไคหยวนขั้นที่เก้าเพียงแค่ก้าวเดียวจริงๆ ด้วย มิน่าล่ะถึงได้มั่นใจที่จะทะลวงระดับขนาดนี้
ขณะนี้ ซูอวี่ทะลวงระดับได้แล้ว
พลังปราณโดยรอบพรั่งพรูมารวมตัวกัน นี่คือลักษณะเด่นของระดับไคหยวนขั้นที่เก้า สามารถดูดซับพลังปราณจากภายนอกได้แล้ว
หากจะพูดให้เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ระดับไคหยวนขั้นที่เก้า แท้จริงแล้วก็คือความแตกต่างระหว่างก่อกำเนิดกับสวรรค์สร้าง
สามารถดูดซับพลังปราณจากภายนอกได้!
ในเวลานี้ ขอเพียงซูอวี่ดูดซับพลังปราณได้มากพอ บ่มเพาะทักษะยุทธ์ระดับเชียนจวินสักเล่ม เปิดจุดทวารเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ชำระล้างร่างกาย เขาก็สามารถเลื่อนขั้นสู่ระดับเชียนจวินได้แล้ว
ซูอวี่ลืมตาขึ้น เหล่าเซี่ยมองเวลาพลางหัวเราะ "ไม่รีบ ปรับตัวสักหน่อย การสอบเพิ่งผ่านไปแค่ 3 ชั่วโมง ยังเหลืออีก 1 ชั่วโมง การทดสอบต่อสู้จริงและการทดสอบระดับพลังใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น ทำเสร็จภายใน 4 ชั่วโมงก็พอ"
พูดจบ แววตาของเหล่าเซี่ยก็สั่นไหวเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
"มากันเร็วจริงๆ!"
เหล่าเซี่ยสบถด่าในใจ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลกกล่าวว่า "ซูอวี่ นายรู้ไหมว่าในบรรดาสถาบันต่างๆ สถาบันไหนปลอดภัยที่สุด?"
ซูอวี่มองเขาอย่างสงสัย ถามแบบนี้หมายความว่าไง?
"สถาบันสงครามต้าเซี่ยและสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยก่อตั้งมานานเกินไป มีคนทุกชนชั้นปะปนกันมั่วซั่ว ไม่รู้ว่ามีคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แฝงตัวอยู่เท่าไหร่ แถมบางคนยังก้าวไปถึงระดับผู้บริหารระดับสูงโดยที่ยังไม่ถูกเปิดโปงด้วยซ้ำ!"
"มีเพียงสถาบันหลงอู่เท่านั้น ที่แทบทั้งหมดล้วนเป็นคนที่ปลดเกษียณมาจากองครักษ์หลงอู่ บริสุทธิ์ผุดผ่องที่สุด ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แทบจะไม่มีสายลับในสถาบันหลงอู่เลย ต่อให้มี ก็เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย เพราะพวกเราก่อตั้งมาได้ไม่นาน"
"ต่อให้คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จะแฝงตัวอยู่ พวกเขาก็จะล้างแค้นคนบางกลุ่ม พวกอัจฉริยะที่ฆ่าคนของพวกเขาไง! ระดับไคหยวนฆ่าระดับว่านสือ ต่อให้จะเป็นแค่ผู้ช่วย ในสายตาของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็นับเป็นเป้าหมายที่ต้องสังหารสถานเดียว!"
"ชีวิตสูญสิ้น บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้เป็นอัจฉริยะแค่ไหน มีเงินแค่ไหน มีพรสวรรค์แค่ไหนก็ไร้ประโยชน์"
เหล่าเซี่ยถอนหายใจกล่าว "เพราะงั้นนะ คิดดูให้ดี ตัดสินใจให้ดีล่ะ!"
สิ่งที่ฉันพูด นายเข้าใจใช่มั้ย!
เหล่าเซี่ยไม่ได้พูดตรงๆ แต่ในความเป็นจริงก็แทบจะพูดตรงๆ ออกมาอยู่แล้ว ไอ้หนู แกช่วยฆ่าระดับว่านสือไปคนหนึ่ง ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ปล่อยแกไปแน่ มาหลงอู่เถอะ หลงอู่ปลอดภัยที่สุดแล้ว!
ซูอวี่ไม่ตอบรับ เขาทำความคุ้นเคยกับพลังปราณจากภายนอกพลางขบคิดไปด้วย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "อาจารย์เซี่ย ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ในเขตปกครองต้าเซี่ยกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ?"
เหล่าเซี่ยอึกอัก ผ่านไปครู่ใหญ่ก็รู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรตอบดี
จะบอกว่ากำเริบเสิบสาน ก็จะดูเหมือนว่าเขตปกครองต้าเซี่ยไร้น้ำยาเกินไป
จะบอกว่าไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง นี่จะไม่เป็นการแสดงให้เห็นว่าคำพูดของตัวเองเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องไร้สาระหรอกหรือ?
ไอ้เด็กนี่ ขุดหลุมฝังฉันชัดๆ!
เหล่าเซี่ยหัวเราะออกมา น่าสนใจดีแฮะ ไอ้เด็กนี่หัวไวใช่ย่อย ฉลาดน่ะเป็นเรื่องดี จะได้ไม่ตายเร็วนัก
"สำหรับพวกเราแล้วย่อมไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง แต่สำหรับระดับไคหยวนอย่างนาย... ระดับเชียนจวินก็สามารถคุกคามชีวิตนายได้แล้ว"
ซูอวี่หัวเราะเบาๆ "พูดตามตรงนะครับ ผมเคยฆ่าระดับเชียนจวิน แถมยังเป็นระดับเชียนจวินขั้นกลาง อาจารย์น่าจะทราบเรื่องนี้ดี"
"..."
เหล่าเซี่ยไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ เขารู้แค่ว่าไอ้เด็กนี่เป็นคนคอยช่วยเหลือในการสังหารระดับว่านสือ
"นายฆ่าระดับเชียนจวินขั้นกลางด้วยตัวคนเดียว?"
"ครับ ภายใต้ความร่วมมือจากอักษรเทวะ"
ซูอวี่รู้แล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะเดาเรื่องการคงอยู่ของอักษรเทวะออก จึงไม่ได้ปิดบังอะไรแล้วยิ้ม "ดังนั้นเขตปกครองต้าเซี่ย ความจริงแล้วไม่ได้อันตรายอย่างที่อาจารย์บอกหรอกครับ"
"..."
คราวนี้เหล่าเซี่ยไม่มีอะไรจะพูดแล้วจริงๆ ถอนใจกล่าว "นายเลือกเอาเองเถอะ อันที่จริงตัวเลือกก็มีแค่สามแห่ง หลงอู่ สถาบันสงครามต้าเซี่ย และสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย แต่ละแห่งล้วนมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป"
"พวกเด็กน้อยอย่างพวกนายนี่นะ ยิ่งเป็นอัจฉริยะ ก็ยิ่งมีความคิดเป็นของตัวเอง ตัดสินใจอะไรไปแล้วใครก็เปลี่ยนใจไม่ได้ ฉันคิดว่าในใจนายคงมีคำตอบอยู่แล้วล่ะ"
เหล่าเซี่ยกล่าวอย่างจริงจัง "หากจะเดินบนวิถีแห่งสงคราม หลงอู่ย่อมดีกว่า หากจะเดินบนวิถีแห่งอารยธรรม... สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยย่อมดีที่สุดโดยธรรมชาติ"
"หลงอู่ปลอดภัยกว่าหน่อย สงบสุขกว่าหน่อย การจะได้รับทรัพยากรก็ค่อนข้างง่ายกว่าหน่อย ส่วนทางฝั่งสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยนั้นมีการแข่งขันสูงกว่ามาก"
เหล่าเซี่ยไม่ใส่ร้ายอีกต่อไป แต่หันมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง "โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ ว่านเทียนเซิ่งเก็บตัวซ่อนเร้นมาห้าสิบปี ตอนนี้ท่านเจ้าเขตปกครองกำลังเก็บตัว ว่านเทียนเซิ่งพลิกขึ้นมามีอำนาจ สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยได้กลายเป็นจุดศูนย์รวมสายตาของเขตปกครองต้าเซี่ย หรือแม้แต่แดนมนุษย์ กระทั่งพหุภพหมื่นโลกไปแล้ว!"
"ต่อจากนี้ ทางฝั่งสถาบันอารยธรรม จะเต็มไปด้วยสายตาที่จับจ้อง มีคนทุกชนชั้นปะปนกันมั่วซั่ว และวุ่นวายอย่างถึงที่สุด!"
"วีรบุรุษมักกำเนิดในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย!"
"ความจริงฉันก็เข้าใจ ในช่วงเวลานี้ หากอยู่ในสถาบันอารยธรรม ไม่ล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ต้องได้ดีไปเลย ยุคสมัยนี้เกรงว่าจะมียอดฝีมือปรากฏตัวขึ้นหนึ่งคน หรืออาจจะหลายคน แต่ความอันตรายในนั้น... นายเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ดี"
ซูอวี่พยักหน้า จากนั้นก็ยิ้ม "อาจารย์ครับ ผมเป็นแค่ระดับไคหยวนคนหนึ่ง เรื่องนี้ไกลตัวผมเกินไปแล้ว!"
"ก็นั่นน่ะสิ ความจริงในเวลานี้ คนที่มีความหวังจะผงาดขึ้นมาได้อย่างแท้จริงก็ยังคงเป็นกลุ่มของไป๋เฟิงนั่นแหละ กลุ่มคนหนุ่มสาวระดับเถิงคง ต่อไปจะก้าวไปสู่ระดับหลิงอวิ๋น ซานไห่ หรือแม้แต่ระดับที่สูงกว่านั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ความหวังเสียทีเดียว"
เหล่าเซี่ยทอดถอนใจอยู่พักหนึ่ง ไม่นานก็หัวเราะออกมา "ไม่พูดเรื่องพวกนี้กับเด็กน้อยอย่างนายล่ะ ไปจัดการเอาเองเถอะ! ถ้าไม่มาสถาบันหลงอู่ ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องไปสถาบันสงครามต้าเซี่ย ล้วนเป็นวิถีทางกายภาพทั้งสิ้น ทางนั้นพึ่งพาได้ไม่เท่าพวกเราหรอก"
ซูอวี่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูอวี่ก็ปรับตัวให้เข้ากับพลังปราณจากภายนอกได้แล้ว จึงเดินออกจากห้องเรียนเล็ก
คนจากสถาบันสงครามต้าเซี่ยกลุ่มนั้นไม่ได้มา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหล่าเซี่ยขัดขวางไว้ หรือกำลังรอให้การทดสอบจบลงก่อน ค่อยพูดคุยกับซูอวี่อีกครั้ง
สนามสอบแห่งสุดท้าย
คนน้อยมาก!
สถานที่นี้รับผิดชอบเฉพาะการทดสอบของนักเรียนระดับไคหยวนขั้นที่แปดขึ้นไป ปีก่อนๆ หนานหยวนไม่เคยเปิดสนามสอบแห่งนี้เลย แต่ปีนี้กลับเปิดขึ้นมา
สนามสอบอันกว้างใหญ่ มีนักเรียนเพียงแค่สองคนเท่านั้น
ซูอวี่ อู๋หลาน
อันที่จริงอู๋หลานไม่ได้เตรียมตัวมาเข้าร่วมการทดสอบต่อสู้จริง นางต้องเก็บแรงไว้สอบข้อเขียนอารยธรรมในช่วงบ่าย
แต่พอซูอวี่จะเข้าร่วม ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อู๋หลานก็เลยตามมาด้วย
นางอยู่ระดับไคหยวนขั้นที่แปด มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาได้ ต่อให้ไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบก็ตาม
มีกรรมการคุมสอบห้าคน กรรมการคุมสอบทั้งห้าคนในครั้งนี้ ล้วนเป็นหัวหน้ากรรมการคุมสอบ ซึ่งก็คือกรรมการคุมสอบที่เป็นหัวหน้าทีม
เหล่าเซี่ย หัวหน้าซุน ผู้บัญชาการพันคนแห่งกองทัพปราบมาร หัวหน้าทีมจากสถาบันสงครามต้าเซี่ย และ... อู๋เหวินไห่!
ทั้งห้าคนล้วนเป็นผู้ที่อยู่ระดับเถิงคง!
นี่คือทีมที่แข็งแกร่งที่สุดที่ฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ยส่งมาในครั้งนี้ นอกเหนือจากไม่มีคนของสถาบันอารยธรรมมาเข้าร่วมด้วย
สำหรับการสอบระดับสูง เขตปกครองต้าเซี่ยให้ความสำคัญอย่างมากทุกปี
สถาบันต่างๆ ก็ให้ความสำคัญเช่นกัน!
นี่ขนาดเป็นแค่หนานหยวนนะ ในเมืองใหญ่อื่นๆ สถาบันเล็กๆ บางแห่ง ยังถึงกับส่งระดับเถิงคงมาเข้าร่วม ทำหน้าที่เป็นกรรมการคุมสอบ ไม่เหมือนทางฝั่งนี้ที่กรรมการคุมสอบทั่วไปจำนวนไม่น้อยล้วนเป็นระดับว่านสือ
ซูอวี่และอู๋หลานเดินเข้ามา สายตาของหัวหน้ากรรมการคุมสอบหลายคนก็ทอดมองมา
ซูอวี่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจางๆ ระดับเถิงคงห้าคน!
ในหนานหยวน นอกจากการรับมือกับลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เมื่อครั้งก่อนแล้ว แทบจะไม่มีการรวมตัวกันของระดับเถิงคงถึงห้าคน นี่นับเป็นครั้งแรกที่ซูอวี่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเถิงคงถึงห้าคน
ก่อนหน้านี้ตอนที่เหล่าเซี่ยพูดคุยกับเขา เขาดูสงบนิ่งมาก ซูอวี่จึงไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก
ทว่าในวินาทีนี้ สายตาของระดับเถิงคงทั้งห้าคนที่จับจ้องมาที่ตัวเขา ซูอวี่พลันรู้สึกว่าตัวเองถูกมองอย่างทะลุปรุโปร่ง
หัวหน้าซุนมองซูอวี่อยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกล่าว "ซูอวี่ เธอตัดสินใจที่จะเปิดการทดสอบต่อสู้จริงของระดับไคหยวนขั้นที่เก้าแล้วงั้นรึ?"
"ครับ"
"เธอเพิ่งเลื่อนขั้น ฉันขอแนะนำให้เธอเข้าร่วมแค่การทดสอบของขั้นที่แปด ทำแบบนี้ แม้เธอจะไม่สามารถเป็นนักเรียนระดับสูงได้ แต่เธอก็คว้าที่หนึ่งของหนานหยวนมาครองได้อย่างแน่นอน"
หัวหน้าซุนหัวเราะ "ถ้าเธอไม่ได้จะสอบเข้าสถาบันสงคราม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทดสอบขั้นที่เก้า เธอคิดว่ายังไงล่ะ?"
"ผมอยากลองดูครับ"
ซูอวี่กล่าวอย่างจริงจัง "ในเมื่อผมก้าวเข้าสู่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าแล้ว ผมก็ยินดีที่จะลองดูสักตั้ง!"
เพราะหากเป็นนักเรียนระดับสูง ถึงจะได้ 20 แต้มผลงาน
อย่างไรเสียก็ถูกเปิดเผยแล้ว เขาไม่รังเกียจที่จะคว้า 20 แต้มผลงานนี้มาฟรีๆ หรอกนะ
นี่คือของเหลวปราณ 4 หยด นี่คือโลหิตแก่นแท้ 20 หยด นี่คือรางวัลที่ต้องฆ่าระดับว่านสือสองคนถึงจะได้มา หากเขาคิดจะหาจากช่องทางอื่น ก็ต้องสูญเสียเวลาและเรี่ยวแรงไปอย่างมหาศาล
"เช่นนั้นก็เปิดการทดสอบขั้นที่เก้า!"
หัวหน้าซุนไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบกล่าวว่า "ความยากของการทดสอบต่อสู้จริงในระดับไคหยวนขั้นที่เก้านั้นไม่ต่ำเลย คู่ต่อสู้ของเธอคือกองกำลังรักษาเมืองระดับเชียนจวินขั้นที่สาม ทั้งสองฝ่ายต้องทุ่มสุดตัว หากเธอสามารถยื้อเวลาจากอีกฝ่ายได้ 1 นาที การทดสอบก็ถือว่าผ่าน"
"ผ่าน แต่ไม่ใช่คะแนนเต็ม"
"หากเธอสามารถยื้อเวลาจากอีกฝ่ายได้เกิน 3 นาที นั่นถึงจะเป็นคะแนนเต็ม"
"แน่นอน ถ้าผ่านได้ เธอก็สามารถเป็นนักเรียนระดับสูงได้เช่นกัน การต่อสู้จริงคะแนนเต็ม 100 คะแนน การทดสอบระดับพลังสองขั้นคะแนนเต็ม 100 คะแนน ในกรณีที่สอบผ่าน อย่างน้อยที่สุดเธอก็สามารถทำคะแนนได้ประมาณ 180 คะแนน..."
"เข้าใจแล้วครับ!"
ซูอวี่ขานรับหนักแน่น ระดับเชียนจวินขั้นที่สาม!
ยื้อเวลาให้เกิน 1 นาที!
อย่าเห็นว่าก่อนหน้านี้เขาเคยฆ่ากระทั่งระดับเชียนจวินขั้นกลางหรือขั้นปลายมาแล้ว แต่นั่นคือการลอบโจมตี ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันตรงๆ อีกฝ่ายก็ไม่รู้ว่าฝีมือเขาเป็นอย่างไร
การลงมือต่อสู้กับระดับเชียนจวินจริงๆ นั้น เขาไม่เคยมาก่อน
หัวหน้ากรรมการคุมสอบทั้งห้าเป็นผู้ให้คะแนน ทั้งสองฝ่ายต้องทุ่มสุดตัว จะไม่มีอันตราย ระดับเถิงคงทั้งห้าจะไม่ปล่อยให้นักเรียนตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าบาดเจ็บ หัวหน้ากรรมการคุมสอบก็จะไม่เข้าไปก้าวก่าย
ทางด้านอู๋หลาน นางมองซูอวี่อย่างสงสัยใคร่รู้ นางไม่เข้าใจว่าทำไมหมอนี่ถึงต้องดึงดันจะสอบเข้านักเรียนระดับสูงให้ได้ หรือว่าเตรียมตัวจะไปสถาบันสงครามจริงๆ?
ต้องรู้ก่อนนะ ว่าถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมา การสอบในช่วงบ่ายก็อาจจะเข้าร่วมไม่ได้แล้ว
นางไม่เข้าใจ 20 แต้มผลงาน สำหรับซูอวี่แล้ว มันหาได้ยากมากจริงๆ!
ถ้าไม่มีปัญญาคว้ามาก็ว่าไปอย่าง ในเมื่อมีปัญญาคว้ามาได้ แล้วทำไมเขาถึงจะไม่เอาล่ะ
20 แต้มผลงาน อู๋หลานรู้สึกว่าไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ซูอวี่รู้สึกว่ามันสำคัญมากจริงๆ นี่ไม่ใช่แค่ขายุง แต่นี่คือขาช้าง กินเข้าไปก็อิ่มแปล้ไปอีกนาน
...
ไม่กี่นาทีต่อมา
กองกำลังรักษาเมืองคนหนึ่งเดินออกมา ในมือถือดาบไม้ กล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง "กองกำลังรักษาเมืองหนานหยวน จ้าวอวิ๋นเซิง! การทดสอบในครั้งนี้ จะไม่มีการออมมือให้เด็ดขาด จะไม่ทำให้ชื่อเสียงของกองกำลังรักษาเมืองต้องมัวหมอง จะไม่มีการทุจริตเอื้อผลประโยชน์ให้ใครเด็ดขาด ขอให้หัวหน้ากรรมการคุมสอบทั้งห้าโปรดเป็นพยาน!"
ระดับเชียนจวินคิดจะออมมือภายใต้สายตาของระดับเถิงคงทั้งห้าคน นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นท่านเจ้าเมืองก็อยู่ที่นี่ อีกฝ่ายยิ่งไม่กล้าทำแบบนั้น
อีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กับซูอวี่ ย่อมไม่ทำเรื่องที่อาจจะทำให้หัวหลุดจากบ่าแบบนี้แน่
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบดาบศึกเล่มหนึ่งไปจากชั้นวางอาวุธด้านข้าง ดาบไม้ นี่คือของที่ใช้สำหรับการสอบ
"สถาบันระดับกลางหนานหยวน ซูอวี่!"
"เริ่มการสอบได้!"
เมื่อสิ้นเสียงของหัวหน้าซุน จ้าวอวิ๋นเซิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ถีบเท้าพุ่งทะยานเข้ามา ดาบไม้ฟาดฟันตรงดิ่งมา
ซูอวี่ไม่กล้ารับตรงๆ รีบหลบฉากถอยหนี
จ้าวอวิ๋นเซิงไม่สนใจสิ่งใด ยังคงพุ่งเข้ามาฟันใส่ซูอวี่อย่างต่อเนื่อง ความเร็วของเขาเหนือกว่าซูอวี่ พละกำลังก็แข็งแกร่งกว่า ซูอวี่ไม่อาจหลบหลีกได้อีกต่อไป จึงตวาดเสียงต่ำ แล้วฟันดาบสวนกลับไปเช่นกัน
ปัง!
วัสดุของดาบไม้นั้นดีมาก ดาบทั้งสองปะทะกัน ดาบไม้ไม่มีแม้แต่รอยแตกร้าว ทว่าซูอวี่กลับต้องถอยร่นไปหลายก้าว ง่ามมือมีร่องรอยฉีกขาด
"ระดับเชียนจวินขั้นที่สาม..."
แววตาของซูอวี่เคร่งเครียด พละกำลังมากกว่าตัวเองตั้งเยอะ!
แค่ปะทะกันดาบเดียว เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย แรงสั่นสะเทือนทำให้อวัยวะภายในของเขาปวดหนึบ
แต่จ้าวอวิ๋นเซิงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ ในขณะที่ซูอวี่กำลังถอยร่น เขาก็ฟันดาบออกไปอีกครั้งด้วยความเร็วสูง พื้นฐานของเขาหนักแน่นมาก เสียงปังดังขึ้น คราวนี้ซูอวี่แม้แต่จะสกัดกั้นก็ยังทำไม่ได้ ถูกดาบไม้ฟันเข้าที่แขนขวาอย่างจัง ดาบไม้ในมือเกือบจะร่วงหลุดไป
ซูอวี่รู้สึกว่าแขนขวาของตัวเองบวมเป่งแล้ว!
เขารีบหลบฉากถอยหนี แยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ยากจะทนทาน
หัวหน้ากรรมการคุมสอบที่อยู่ด้านบนต่างไม่ปริปาก ซูอวี่เพิ่งเข้าสู่ขั้นที่เก้า การที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้คือเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ก็ต้องมาดูกันว่าเขาจะสามารถยื้อเวลาได้ถึง 1 นาทีหรือไม่
"วืด!"
ดาบไม้แหวกลม อากาศสั่นสะเทือน คราวนี้พุ่งตรงดิ่งไปยังขาทั้งสองข้างของซูอวี่
ซูอวี่กระโดดหลบ ใบหน้าที่แน่วแน่ของจ้าวอวิ๋นเซิงปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา วินาทีต่อมา ขาข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เสียงตู้บดังสนั่น เตะซูอวี่ที่กระโดดขึ้นไปลอยกระเด็น!
ตู้บ!
ซูอวี่ร่วงกระแทกพื้น ใบหน้าเริ่มบวมแดง หัวสมองอื้ออึงไปหมด
ช่องว่างห่างกันมาก!
ประสบการณ์การต่อสู้จริงของซูอวี่ก็ด้อยกว่าอีกฝ่ายมาก ตอนที่อีกฝ่ายฟันดาบลงมาก็เดาไว้ก่อนแล้วว่าเขาต้องกระโดดหลบ และการที่ยังไม่ถึงระดับเถิงคงแล้วเลือกที่จะกระโดดหลบ สำหรับคนอื่นแล้ว นี่ก็คือการรนหาที่ตายชัดๆ
ถ้าหากอยู่บนสนามรบจริงๆ เมื่อครู่นี้ซูอวี่ก็คงจะตายไปแล้ว
หัวหน้ากรรมการคุมสอบหลายคนส่ายหน้า ซูอวี่ยังเด็กเกินไปจริงๆ ต่อให้จะเคยเห็นเลือดมาบ้าง แต่ถ้าเทียบกับกองกำลังรักษาเมืองพวกนี้ ก็ยังถือว่าด้อยกว่ามาก
อู๋หลานแอบสะใจอยู่ลึกๆ บอกแล้วว่าอย่าไปสอบ ก็ยังดึงดันจะไปสอบ หวังดีแท้ๆ กลับมองข้าม ตอนนี้เป็นไงล่ะ เสียเปรียบเข้าให้แล้ว!
...
ซูอวี่รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น กลิ้งตัวหลบดาบต่อไปของจ้าวอวิ๋นเซิงไปได้
เสียเปรียบแค่นี้ไม่นับว่าเป็นอะไร เขามีความอึดสูง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะยอมแพ้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ได้งัดไม้ตายออกมาใช้เลยนะ
เสียงดาบไม้แหวกอากาศดังขึ้นอีกครั้ง ซูอวี่ม้วนตัวหลบอีกครา เส้นผมสั่นไหวเล็กน้อย ดาบไม้ฟันโดนเส้นผม ทำให้เส้นผมขาดไปหลายเส้น
จ้าวอวิ๋นเซิงรุกคืบเข้ามาอย่างกระชั้นชิด ไม่นานก็ต้อนซูอวี่ไปจนมุม
ตอนนี้ เวลายังผ่านไปไม่ถึง 1 นาที
ไคหยวนขั้นที่เก้าปะทะกับเชียนจวินขั้นที่สาม ช่องว่างความห่างชั้นมันยังคงมากเกินไป ซูอวี่เพิ่งทะลวงระดับ เปิดจุดทวารได้เพียงแค่เก้าจุด ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยสักนิด
ด้านบน หัวหน้าซุนเอ่ยเสียงเบา "ยังด้อยไปหน่อย ถึงอย่างไรก็เพิ่งเลื่อนขั้น เกรงว่าคงสอบไม่ผ่านแล้วล่ะ อ่อนแอกว่าขั้นที่เก้าบางคนในเขตปกครองต้าเซี่ยอยู่มากทีเดียว..."
เขาเตรียมตัวที่จะยุติการสอบแล้ว ซูอวี่ในครั้งนี้สอบไม่ผ่านแน่
ในตอนนั้นเอง แววตาของซูอวี่ก็เผยให้เห็นความขัดแย้ง พริบตาเดียวเขาก็ตัดสินใจได้
ในจังหวะที่หัวหน้าซุนกำลังเตรียมจะเอ่ยปาก จู่ๆ จ้าวอวิ๋นเซิงก็ฟันดาบไปที่ข้างกายซูอวี่ ในสายตาของเขา ซูอวี่อยู่ใต้คมดาบของเขา ทว่าในความเป็นจริงกลับเบี่ยงเบนไปมาก!
ส่วนซูอวี่ตัวจริง บนดาบไม้พลันปรากฏแสงสว่างวาบขึ้น เขาฟันดาบออกไป!
เสียงปังดังลั่น จ้าวอวิ๋นเซิงลอยกระเด็นกลับไป บนหน้าอกของเขาเต็มไปด้วยเศษไม้!
เมื่อครู่นี้ซูอวี่ใช้สันดาบฟันออกไป ดาบไม้แตกละเอียดไปแล้ว
ซูอวี่หอบหายใจอย่างหนักหน่วง พลังปราณพรั่งพรูมารวมตัวกันที่ตัวเขา
หัวหน้าซุนกับคนอื่นๆ มองหน้ากัน ต่างก็ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมา ส่วนซูอวี่ก็ไม่ได้ส่งเสียงเช่นกัน เอาแต่ก้มหน้า ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
เขาโกง!
แน่นอนว่า พลังเจตจำนงก็เป็นของเขาเอง อักษรเทวะก็เป็นของเขาเอง ทว่าในการทดสอบระดับพลังและต่อสู้จริงของสถาบันสงคราม การที่เขานำของพวกนี้มาใช้ นั่นก็คือการโกงดีๆ นี่เอง
ภาพมายารบกวนจ้าวอวิ๋นเซิง ดาบอสนีบาตฟาดฟันออกไปดาบเดียว ก็เอาชนะจ้าวอวิ๋นเซิงได้โดยตรง เขาชนะ เอาชนะระดับเชียนจวินขั้นที่สามได้โดยตรง
แต่เขาก็แพ้เช่นกัน เขาที่เป็นแค่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้า ไม่มีปัญญาที่จะต่อสู้ข้ามระดับได้เลย
หากพึ่งพาแค่พลังกายภาพ ระดับเชียนจวินขั้นที่สามสามารถสังหารเขาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใน 1 นาที
ทางด้านนู้น อู๋หลานทำหน้าเอ๋อ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?
นางไม่เข้าใจ แล้วก็มองไม่ชัดด้วย
นางเห็นแค่ว่าซูอวี่ที่เดิมทีทำท่าจะพ่ายแพ้อยู่แล้ว จู่ๆ ก็สวนกลับ เพียงแค่ดาบเดียวก็เอาชนะกองกำลังรักษาเมืองระดับเชียนจวินขั้นที่สามไปได้!
เขา... ทำได้ยังไงกัน?
หัวหน้าซุนกับคนอื่นๆ สบตากัน ผ่านไปครู่ใหญ่ เหล่าเซี่ยก็กระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าวว่า "แบบนี้... จะให้คะแนนยังไงล่ะ?"
เอาชนะกรรมการคุมสอบได้โดยตรง จะให้คะแนนยังไง?
ซูอวี่ใช้พลังเจตจำนง... อู๋เหวินไห่หัวเราะเบาๆ "การสอบไม่มีข้อจำกัดแบบนี้นี่นา ใช่ไหมล่ะ?"
เหล่าเซี่ยพยักหน้า "แน่นอนว่าไม่มี นี่เป็นความสามารถของเขาเอง บนสนามรบเพื่อเอาชีวิตรอด จะงัดเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายอะไรมาใช้ก็ย่อมได้ เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรหรอก เพียงแต่..."
ทางฝั่งของสถาบันสงครามต้าเซี่ย หัวหน้าทีมกล่าวอย่างลังเล "หากจะพูดถึงความสามารถในการต่อสู้จริงของระดับไคหยวนขั้นที่เก้าเพียงอย่างเดียว อันที่จริงเขายังไม่ค่อยผ่านเกณฑ์เท่าไหร่ แต่สุดท้ายเขาก็สามารถเอาชนะกรรมการคุมสอบได้ แบบนี้... ในด้านพลังเจตจำนงพวกเราไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆ ในปีก่อนๆ ก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นเหมือนกัน แต่การเอาชนะกรรมการคุมสอบได้อย่างเด็ดขาดแบบนี้ กลับหาได้ยากยิ่ง"
เหล่าเซี่ยครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ไม่ใช่แค่พลังเจตจำนงเท่านั้น ยังมีดาบสุดท้ายนั่นอีก น่าจะเป็นดาบอสนีบาต! ทักษะยุทธ์ระดับปฐพี ไอ้เด็กนี่เชี่ยวชาญมาตั้งนานแล้ว การเชี่ยวชาญดาบนี้ได้ในระดับไคหยวน อันที่จริงก็นับว่าเป็นอัจฉริยะมากแล้ว ด่านนี้ให้คะแนนเต็มไปเถอะ"
ชายวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย "งั้นก็ให้คะแนนเต็ม แต่ไม่นับเป็นคะแนนพิเศษเพิ่มเติมแล้วกัน"
คะแนนพิเศษ!
หัวหน้าซุนลองคิดดูแล้วยิ้ม "งั้นก็ไม่นับเป็นคะแนนพิเศษก็แล้วกัน ถึงยังไงก็ยังมีเรื่องที่ได้เปรียบอยู่บ้าง แน่นอนว่าถ้าสถาบันอารยธรรมรู้ว่าพวกคุณบอกว่าอักษรเทวะของพวกเขามีเรื่องให้ได้เปรียบแอบแฝงล่ะก็ หึๆ..."
ทุกคนพูดไม่ออก คุณพูดเองนะ พวกเราไม่ได้พูดซะหน่อย!
การเอาชนะกรรมการคุมสอบ ก็เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน ซึ่งจะถูกนับเป็นคะแนนพิเศษ ทว่าทางฝั่งของซูอวี่นั้นไม่ใช่การต่อสู้เอาชนะข้ามระดับ พลังเจตจำนงในระดับนี้แยกแยะได้ยาก ดังนั้นจึงทำได้เพียงถือว่าเขาเอาชนะในระดับเดียวกัน ไม่นับเป็นคะแนนพิเศษ
กรรมการคุมสอบหลายคนบรรลุข้อตกลงร่วมกัน และให้คะแนนเต็มอย่างรวดเร็ว
200 คะแนน!
และซูอวี่ ตอนนี้ก็กลับมาเป็นปกติแล้ว ไคหยวนขั้นที่เก้าเอาชนะเชียนจวินขั้นที่สาม เดิมทีก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อย เขาคิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญดาบอสนีบาต ต่อให้ต้องสู้ตัวต่อตัว เขาก็ไม่หวั่นเกรงระดับเชียนจวินขั้นต้น
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ ตัวเองยังห่างชั้นอีกมาก เรื่องการต่อสู้ข้ามระดับเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้นั้นเลิกคิดไปได้เลยชั่วคราว พลังเจตจำนงและอักษรเทวะก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง ตัวเขาเองก็ต้องปล่อยวางบ้าง
"ถึงยังไงผมก็ชนะแล้วล่ะ..."
ซูอวี่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว ชนะก็พอแล้ว พลังเจตจำนงก็เป็นสิ่งที่ตัวเองบ่มเพาะขึ้นมา จะไปสนใจอะไรนักหนา







