สวี่อิงตาเป็นประกาย หัวเราะพลางกล่าวว่า "ดีเลย! ข้ายังไม่เคยปลูกต้นกุยช่ายมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตัดกุยช่ายเลย!"
เขาเดินยิ้มเข้าไปหา หลี่เซียวเค่อยื่นเคียวให้เล่มหนึ่ง สวี่อิงรับเคียวมาและพิจารณาดู เคียวเล่มนี้เป็นเคียวธรรมดา ไม่ต่างจากเคียวของชาวนาทั่วไป ใบมีดโค้งเข้าด้านในและค่อนข้างคม
ระฆังใหญ่ตอนแรกซ่อนตัวอยู่ในห้วงความคิดของสวี่อิง จากนั้นก็วิ่งออกมาด้วยความกระวนกระวายใจ ทว่าก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับหลี่เซียวเค่อ จึงหลบเข้าไปในดินแดนซีอี๋ของหยวนชี แต่ก็ถูกหยวนชีไล่ออกมา
ระฆังใหญ่ทำผนังระฆังแข็งขืน บินเข้าไปหาอย่างอ้อยอิ่ง เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องเรียกเสียงสั่นเทาว่า "เจ้านาย..."
หลี่เซียวเค่อพิจารณาอยู่สองตา ถึงเพิ่งจำมันได้ จึงยิ้มอย่างอ่อนโยน "เจ้าคือระฆังสยบมารที่ข้าหลอมขึ้นมาหรือ? เจ้าคือ..."
เขามองสำรวจระฆังใหญ่ขึ้นลง ดูเหมือนจะจำได้แล้ว แต่ก็ยังลังเลอยู่บ้าง ระฆังใหญ่รีบกล่าวว่า "บนตัวข้าถูกประทับอักขระยันต์อื่นๆ เอาไว้ ไม่แปลกที่เจ้านายจะจำไม่ได้! ข้าคือระฆังทองแดงที่เขาหินน้อยใบนั้นไงขอรับ!"
มันตั้งตารอคอยอย่างมาก
หลี่เซียวเค่อตระหนักรู้ในทันที หัวเราะอย่างเบิกบานใจ "ที่แท้ก็คือระฆังทองแดงที่ข้าเอาไปวางไว้บนเขาหินน้อยนั่นเอง!"
ระฆังใหญ่กล่าวอย่างยินดีว่า "เจ้านายจำข้าได้แล้ว!"
หลี่เซียวเค่อกล่าว "ย่อมต้องจำได้อยู่แล้ว เจ้าคือของวิเศษที่ข้าหลอมขึ้น ข้าใช้เจ้าสยบเทพสวรรค์ที่ก่อกวนองค์หนึ่ง เทพองค์นี้หลังจากลงมายังโลกมนุษย์ก็ทำเรื่องชั่วช้าสารพัด เข่นฆ่าราษฎรหย่งโจว ข้าจับกุมเขามาได้อย่างยากลำบาก ทว่ากลับฆ่าเขาไม่ตาย จึงนำเขาสยบไว้ในเขาหินน้อย สร้างศาลเจ้าขึ้นมา แล้วแขวนเจ้าไว้ที่นั่น"
นี่คือการต่อสู้ที่เขาค่อนข้างภาคภูมิใจ ย่อมต้องจำได้อย่างชัดเจน
ระฆังใหญ่กล่าวอย่างปีติว่า "เจ้านายยังสยบนางมารชิงปี้ด้วย! นางมารนั่นทำเรื่องชั่วช้ามากมาย สังหารคนดีมีคุณธรรม ก็ถูกเจ้านายสยบไว้พร้อมกับเทพสวรรค์เช่นกัน!"
สีหน้าของหลี่เซียวเค่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวว่า "เรื่องนี้หรือ ข้าจำไม่ได้ค่อยชัดเจนเท่าไหร่แล้ว... สหายเต๋าสวี่!"
เขาหันหน้ามา ยิ้มให้สวี่อิง "มาเถอะ ข้ากับสหายเต๋าไม่ได้พบกันเสียนาน กำลังอยากจะพูดคุยกันให้หนำใจพอดี! พวกเรามาตัดกุยช่ายไปคุยไปกันเถอะ!"
"ตกลง!"
สวี่อิงพิจารณาเขา เห็นเพียงว่าหลี่เซียวเค่อมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ การแต่งกายมีกลิ่นอายของคนยุคฮั่น ชอบสวมชุดดำคาดสายรัดเอวสีแดง มุมปากของเขามีหนวดเคราเล็กน้อย แต่ถูกตัดแต่งมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นรูปทรงแปดจีน ทุกเส้นเรียงตัวสวยงาม
แม้จะลงแปลงทำนา ทว่าเสื้อผ้าของเขากลับสะอาดสะอ้านราวกับของใหม่ ไม่มีรอยยับย่นหรือคราบโคลนแม้แต่น้อย ต่อให้เดินอยู่ในดงต้นกุยช่าย ก็ไม่เปื้อนสีเขียวของใบหญ้าเลย
เขาดูเหมือนคนอายุราวสามสิบปี มองไม่ออกเลยว่าเป็นเฒ่าประหลาดอายุสามพันกว่าปีแล้ว ผิวพรรณขาวเนียน ได้รับการดูแลรักษามาเป็นอย่างดี
เล็บของเขาก็ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ เล็บทุกซี่แนบสนิทกับเนื้อนิ้วพอดี ไม่มากไม่น้อย คิ้วของเขาก็ถูกกันจนสมมาตร จำนวนเส้นคิ้วด้านซ้ายกับด้านขวาเท่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ!
แม้จะเป็นเพียงการชำเลืองมองช่วงสั้นๆ แต่สวี่อิงก็ดูออกแล้วว่า หลี่เซียวเค่อเป็นคนที่รักความสะอาดเป็นพิเศษ และเป็นคนที่แสวงหาความสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบ
"สำหรับหลี่เซียวเค่อแล้ว ท่านระฆังในตอนนี้ไม่ใช่ของวิเศษสุดที่รักของเขาอีกต่อไป เพราะท่านระฆังในตอนนี้ไม่สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบอีกแล้ว"
สวี่อิงคิดในใจ "อีกทั้งบนตัวท่านระฆังยังมีตราประทับของคนอื่น นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เขายากจะทนรับได้"
คนประเภทนี้ สวี่อิงเคยเห็นมาก่อน แสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ก็เหมือนกับเผยตู้ ผู้นำตระกูลเผยแห่งเสินตู
เขาเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในสายตา จดจำไว้ในใจ แล้วค้อมเอวลงตัดกุยช่ายร่วมกับหลี่เซียวเค่อ
หลี่เซียวเค่อหัวเราะ "สหายเต๋าสวี่คงไม่เคยปลูกกุยช่ายมาก่อนสินะ?"
สวี่อิงเอ่ยขอคำชี้แนะ "โปรดชี้แนะด้วย"
หลี่เซียวเค่อกล่าว "การปลูกกุยช่ายต้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ เมล็ดที่เลือกต้องดี ต้องอวบอิ่ม ปลูกให้ดี อนาคตการเจริญเติบโตถึงจะดี กุยช่ายที่โตออกมาถึงจะสูงใหญ่ ฉ่ำน้ำ และมีกลิ่นหอม"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ ยิ้มกล่าว "เมล็ดพันธุ์กุยช่ายชั้นดีเช่นนี้ คงหาได้ไม่บ่อยนักใช่ไหม?"
หลี่เซียวเค่อกล่าวอย่างทอดถอนใจ "ดังนั้นน่ะสิ พวกเราชาวไร่ชาวนา ตระเวนหาเมล็ดพันธุ์ดีๆ ไม่เจอ ก็ต้องเพาะพันธุ์เสียก่อน เลือกต้นกล้าดีๆ จากกุยช่ายที่เคยปลูกเคยตัดมาแล้ว อย่าเพิ่งตัด ปล่อยให้มันโต ออกดอกออกผล จากนั้นพวกเราก็จะได้เมล็ดพันธุ์ชั้นดีแล้ว แทนที่จะไปตามหาเมล็ดพันธุ์ดีๆ ทั่วทั้งภูเขา สู้เพาะพันธุ์เองเสียยังดีกว่า"
สวี่อิงทำท่าครุ่นคิด มองไปทางเซวียอิ๋งอัน
เซวียอิ๋งอันกล่าวอย่างตื่นเต้น "พี่สวี่ ท่านอาจารย์ของข้าเพาะพันธุ์เก่งมากเลยนะ!"
สวี่อิงพยักหน้า หันไปมองหลี่เซียวเค่อแล้วถามต่อ "แล้วหลังจากเพาะพันธุ์ล่ะ?"
หลี่เซียวเค่อยิ้ม "เจ้ายังต้องหาที่ดินดีๆ สักแปลง ที่ดินแปลงนี้ต้องอุดมสมบูรณ์ น้ำท่าบริบูรณ์ และต้องมีแสงแดดส่องถึง มันจึงจะเติบโตได้ดี ยังต้องหมั่นใส่ปุ๋ย หมั่นดูแลรักษา เพื่อไม่ให้ถูกสัตว์ป่ามาเหยียบย่ำทำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องระวังหมู หมูชอบขุดคุ้ยกุยช่าย เจ้ายังไม่ทันจะได้เก็บเกี่ยว หมูก็ขุดคุ้ยกุยช่ายที่เจ้าอุตส่าห์ปลูกมาอย่างยากลำบากไปเสียแล้ว"
สวี่อิงทำท่าครุ่นคิด แล้วก็มองไปทางเซวียอิ๋งอันอีกครั้ง
เซวียอิ๋งอันตาเป็นประกาย ยิ้มกล่าว "พี่สวี่ ข้าคิดว่าแม้ท่านอาจารย์จะพูดถึงเรื่องปลูกกุยช่าย แต่ในนั้นกลับแฝงหลักการใช้ชีวิตไว้มากมายทีเดียว"
สวี่อิงพยักหน้า เอ่ยกับหลี่เซียวเค่อว่า "เช่นนั้นหลังจากปลูกกุยช่ายแล้วล่ะ?"
หลี่เซียวเค่อตอบ "หลังจากปลูกกุยช่ายแล้ว ก็คือการเก็บเกี่ยว กุยช่ายเป็นพืชยืนต้น ตัดกุยช่ายไปครั้งหนึ่งแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ไม่ต้องไปสนใจมัน มันก็จะงอกขึ้นมาเอง ผ่านไปสักยี่สิบกว่าวัน ก็สามารถตัดได้อีกครั้ง เจ้าต้องเลือกตัดในวันที่อากาศแจ่มใส ห้ามตัดในวันครึ้มฟ้าครึ้มฝน ตัดในวันครึ้มจะทำให้รากเน่าได้ง่าย"
เขาค้อมตัวลง สอนสวี่อิงถึงวิธีตัดกุยช่าย พลางกล่าวว่า "อย่างเช่นวันนี้ ก็เป็นวันที่อากาศแจ่มใส พวกกุยช่ายมีความสุขมากในวันนี้ เติบโตได้สูงมาก ทั้งยังอ่อนนุ่ม เหมาะแก่การลงมือตัด เจ้าอย่าตัดจนหมดในรวดเดียว เจ้าต้องเหลือรากทิ้งไว้บ้าง เหลือความหวังไว้ให้พวกกุยช่ายบ้าง เจ้าเหลือไว้ให้ยาวเท่านี้"
เขาใช้นิ้วกะระยะที่บริเวณโคนต้นกุยช่าย สูงประมาณสามนิ้วมือ แล้วกล่าวว่า "ตัดถึงตำแหน่งนี้ พวกกุยช่ายจะเจ็บปวดมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเจ็บจนตาย ไม่ต้องเป็นห่วงพวกมัน พลังชีวิตของพวกมันแข็งแกร่งมาก ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเยียวยาตัวเองได้ แล้วก็แตกยอดอ่อนออกมาใหม่"
สวี่อิงทำท่าครุ่นคิด เหลือบมองเซวียอิ๋งอัน
หลี่เซียวเค่อสอนอย่างจริงจังมาก กล่าวว่า "ยังมีเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือมีดของเจ้า มีดของเจ้าต้องคมพอ ตวัดมีดต้องเร็วพอ ลงมีดต้องราบเรียบพอ คม เร็ว ราบเรียบ เช่นนี้กุยช่ายที่เจ้าตัด ถึงจะไม่สูงๆ ต่ำๆ ไม่เสมอกัน และกุยช่ายก็จะไม่ตายเพราะเหตุนี้"
สวี่อิงยิ้มกล่าว "แม้พวกกุยช่ายจะมีความคับแค้นใจ ทว่าเพราะพวกเราลงมีดได้ราบเรียบพอ ทุกต้นจึงถูกตัดอย่างเป็นระเบียบเท่าเทียมกัน ดังนั้นพวกมันก็จะไม่ตัดพ้อว่าพวกเราไม่ยุติธรรมแล้ว"
หลี่เซียวเค่อหัวเราะฮ่าๆ "สหายเต๋าสวี่สมกับที่เป็นท่านเซียนเฒ่าจริงๆ ชี้แนะนิดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง เข้าใจแจ่มแจ้งในพริบตา! การตัดกุยช่ายนี้ ยังมีขั้นตอนอีกอย่างหนึ่ง!"
เขายิ้มกล่าว "เจ้าต้องโรยขี้เถ้าลงบนบาดแผลของกุยช่ายเสียหน่อย ขี้เถ้าพืชก็ใช้ได้ ฆ่าเชื้อ ลดการอักเสบ กระตุ้นให้บาดแผลสมานตัว บาดแผลของพวกกุยช่ายสมานตัวแล้ว ก็จะไม่เจ็บอีก พวกมันถึงจะเติบโตได้ดียิ่งขึ้น!"
สวี่อิงเงยหน้าขึ้นพิจารณาแปลงกุยช่ายโดยรอบ เอ่ยอย่างทอดถอนใจ "มิน่าเล่าที่นี่ถึงเรียกว่าเขากุยช่าย ภูเขาไม่จำเป็นต้องสูง ขอเพียงมีเซียนก็ศักดิ์สิทธิ์ สหายเต๋าหลี่พำนักอยู่ที่นี่ เชี่ยวชาญการปลูกกุยช่ายตัดกุยช่าย ตั้งชื่อว่าเขากุยช่ายนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว"
หลี่เซียวเค่อยิ้มกล่าว "หากสหายเต๋าสวี่คิดว่าศาสตร์แห่งกุยช่ายมีเพียงเท่านี้ นั่นก็ตื้นเขินเกินไปแล้ว! ข้อดีที่สุดของกุยช่าย ยังอยู่ที่การกิน"
เขาส่งเคียวในมือให้เซวียอิ๋งอัน เดินออกจากแปลงกุยช่าย สั่งให้ศิษย์สองสามคนที่อยู่บนคันนาเข้ามา หอบกุยช่ายที่ตัดเสร็จแล้ว ส่งขึ้นเขาไปให้โรงครัว
หลี่เซียวเค่อผายมือเชิญ ยิ้มกล่าว "สหายเต๋าสวี่ ศาสตร์แห่งการกินกุยช่ายนั้นลึกล้ำนัก อย่างแรกเจ้าต้องเฝ้าแปลงของตัวเองให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้คนตาไม่ถึงบางคนมาจ้องตากุยช่ายบ้านเจ้า แล้วมาตัดกุยช่ายแทนเจ้า"
สวี่อิงพยักหน้า ปรบมือกล่าว "ดังนั้น จะต้องทำเครื่องหมายอาณาเขตของตัวเองเอาไว้ให้ดี! ก่อนอื่นต้องทำสัญลักษณ์ไว้บนแปลงกุยช่าย บอกให้คนอื่นรู้ว่า นี่คือแปลงกุยช่ายของตัวเอง พวกเจ้าห้ามแตะต้อง!"
หลี่เซียวเค่อยิ้มกล่าว "หากมีคนอื่นมาแย่งชิง ก่อนอื่นต้องพูดจาหว่านล้อมดีๆ หากเกลี้ยกล่อมไม่ได้ค่อยลงไม้ลงมือ ท้ายที่สุดแล้ว มีเรื่องให้น้อยลงย่อมดีกว่ามีเรื่องเพิ่มขึ้น ตัดกุยช่ายเสร็จ ก็สามารถกินได้แล้ว กินดิบๆ กรอบ เผ็ด ตอนกินลงคอไปแล้วยังดิ้นรนอยู่เลย รสชาติอร่อยล้ำสดใหม่มาก"
ลำคอของเขาขยับกลืนน้ำลาย ดูเหมือนจะอดใจรอไม่ไหวอยู่บ้าง กล่าวว่า "กินสุกยิ่งประเสริฐ กินดิบนานๆ กินสักครั้งให้หายอยากก็พอ อาหารสุกถึงจะเป็นทางสายหลัก ก่อนอื่นขอแนะนำกุยช่ายย่าง"
เขายิ้มบางๆ "เตรียมน้ำมัน เกลือ และซอสให้พร้อม นำกุยช่ายมาเสียบไม้ เสียบเป็นไม้ๆ ทาซอส น้ำมัน และเกลือ นำไปย่างบนไฟ เอ๊ะ ถูกย่างจนส่งเสียงดังจี๊ดๆ เลยเชียว! กัดลงไปคำหนึ่ง มุมปากมีน้ำมันสีทองไหลเยิ้ม ในปากเผ็ดร้อน ทั้งยังลวกปากนิดๆ"
หยวนชีถูกเขาพูดจนน้ำลายไหล คิดในใจ "ที่หลี่เซียวเค่อพูดถึงใช่ต้นกุยช่ายจริงหรือ?"
"หากไม่ชอบกินแบบนี้ ยังสามารถนำไปผัดกินได้ นำไปผัดผสมกับเนื้อก็ได้ ผัดผสมกับไข่ก็ได้ ต่อให้ผัดเปล่าๆ ก็ยังได้ แฝงไปด้วยกลิ่นคาวเนื้ออันน่าประหลาด ไม่ใช่เนื้อ แต่กลับเลิศรสยิ่งกว่าเนื้อ ยังสามารถนำไปห่อเกี๊ยว นึ่งซาลาเปา ทอดแผ่นแป้ง ใส่น้ำมันเยอะๆ เกลือเยอะๆ หอมฉุยไปเลย!"
หลี่เซียวเค่อกล่าว "วิธีกินกุยช่ายที่ดีที่สุด ก็คือกินคู่กับวุ้นเส้น สับวุ้นเส้นให้ละเอียด นำมาจับคู่กับกุยช่าย กุยช่ายวุ้นเส้นคำหนึ่ง หอมจนเจ้าลืมไม่ลงจนนอนไม่หลับเลยล่ะ!"
หยวนชีงุนงงสับสน เอ่ยถามว่า "ผู้อาวุโสหลี่ ที่ท่านพูดถึงคือกุยช่ายหรือขอรับ?"
หลี่เซียวเค่อหัวเราะฮ่าๆ "แล้วเจ้าคิดว่าเป็นอะไรล่ะ?"
หยวนชียิ้มกล่าว "ข้ายังนึกว่าท่านกำลังพูดถึงคนเสียอีก"
หลี่เซียวเค่อหลุดปากร้องเสียงหลง "เช่นนั้นมิใช่การกินคนหรอกหรือ? มีเหตุผลเช่นนี้ที่ไหนกัน?"
สวี่อิงเอ่ยถาม "สหายเต๋าหลี่ เหตุใดพวกเราจึงต้องตัดกุยช่ายกินกุยช่ายด้วยเล่า?"
หลี่เซียวเค่อยิ้มบางๆ กล่าวว่า "กุยช่ายอร่อย กุยช่ายเลี้ยงง่าย กุยช่ายตัดไปรุ่นหนึ่งก็ยังมีอีกรุ่น กินกุยช่ายแล้วยังบำรุงหยาง ยกระดับความแข็งแกร่งของพวกเรา แล้วเหตุใดจึงไม่กินกุยช่ายล่ะ?"
สวี่อิงได้ยินดังนั้นก็อดลังเลไม่ได้ไปชั่วขณะ เอ่ยถามว่า "ที่สหายเต๋าหลี่พูดถึงคือกุยช่ายจริงๆ หรือ?"
หลี่เซียวเค่อหัวเราะลั่น สองแขนเสื้อสะบัดไหว เร่งความเร็ว ก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นเขาไป พลางกล่าวเนิบนาบ "เจ้าก็ถือเสียว่าเป็นกุยช่ายก็แล้วกัน"
ระฆังใหญ่ยังคงยากจะปิดบังความตื่นเต้น ลอยลิ่วตามไปอย่างรวดเร็ว ลอยอยู่เหนือศีรษะของหลี่เซียวเค่อ ช่วยเขาบดบังแสงแดด
สวี่อิงครุ่นคิด ก้าวเท้าเร็วๆ ตามเขาไป
เซวียอิ๋งอันรีบตามมาจากด้านหลัง ยิ้มกล่าว "คำพูดของท่านอาจารย์ข้า แฝงไปด้วยปรัชญามากเลยใช่ไหม?"
สวี่อิงกล่าวอย่างทอดถอนใจ "ใช่แล้ว คำพูดของอาจารย์เจ้าประโยคเดียว ทำให้ข้าได้ความรู้มากกว่าอ่านหนังสือมาสิบปีเสียอีก"
หยวนชีอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า "อาอิ้ง เจ้าไม่เคยอ่านหนังสือมาสิบปีเสียหน่อย อย่าเอาทองมาแปะหน้าตัวเองเลย ตอนที่เจ้าติดตามข้า เพิ่งจะเริ่มอ่านหนังสือ เมื่อก่อนล้วนเป็นคนไม่เอาถ่านทั้งนั้นแหละ"
หางตาของสวี่อิงกระตุก คิดในใจ "อักขระเต๋าคำว่า 'อวี่' (จองจำ) ไม่ต้องคลายให้แล้วกระมัง ปล่อยทิ้งไว้ก่อนก็แล้วกัน"
พวกเขามาถึงบนเขา เห็นเพียงว่าแม้เขากุยช่ายจะมีชื่อที่ค่อนข้างเชย แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นภูเขาประหลาดที่ไม่ธรรมดา มีต้นสนแปลกตาและโขดหินพิสดารมากมาย มีน้ำพุและน้ำตกไหลริน ทิวเขาก็สูงชันอันตรายมากเช่นกัน
ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ กลางหุบเขามีสันเขาพาดขวางอยู่สายหนึ่ง ข้ามผ่านหุบผาชันเบื้องล่างที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง ส่วนอีกฝั่งของหุบผาชันกลับถูกซ่อนเร้นไว้ในสายหมอกหนาทึบ
หลี่เซียวเค่อเดินนำอยู่ด้านหน้า ทะลวงผ่านสายหมอก ร่างกายเลือนหายไป สวี่อิงก็เดินตามไปเช่นกัน เมื่อทะลวงผ่านสายหมอกผืนนี้ รู้สึกราวกับว่าได้ทะลวงผ่านม่านพลังกั้นมิติอันหนาทึบ อดไม่ได้ที่จะใจสั่นไหวเล็กน้อย
รอจนเขาก้าวออกจากสายหมอก ก็เห็นดวงอาทิตย์อัสดงแขวนอยู่บนท้องฟ้าปะทะเข้าเต็มหน้า
นี่คืออีกโลกหนึ่ง!
ปีนั้นกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรของหลี่เซียวเค่อใช้การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ สร้างการเชื่อมต่อกับตัวตนอันลึกลับและทรงพลังจากอีกโลกหนึ่งที่มาจากห้วงลึก ตัวตนอันลึกลับและทรงพลังเหล่านั้นได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาการสื่อสารที่ลึกล้ำยิ่งกว่าให้กับพวกเขา
ผลก็คือ ผู้บำเพ็ญเพียรในเวลานั้นได้หลอมรวมเข้ากับวิชานั่ว พัฒนาการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์จนดึงดูดให้ท้องฟ้าบิดเบี้ยว ผืนดินฉีกขาด ทำให้ฟ้าดินร่วงหล่นลงสู่ห้วงลึก
ตัวตนอันลึกลับและทรงพลังเหล่านั้น แตกต่างจากเทพสวรรค์บนสรวงสวรรค์ ผู้คนเรียกขานพวกเขาว่าเทพนอกรีต
สวี่อิงหยุดฝีเท้า มองไปยังฟ้าดินที่แตกต่างผืนนี้ เห็นเพียงว่าอีกครึ่งหนึ่งของเขากุยช่ายเสียบทะลุออกมาจากท้องฟ้า ห้อยตกลงมาอย่างเอียงๆ ห่างจากพื้นดินของต่างโลกอีกกว่าสิบลี้!
เขามองออกไปไกลๆ ท้องฟ้าอันห่างไกลยังมีเทือกเขา ทะเลสาบ แม้กระทั่งมหาสมุทรปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอันแตกร้าวของต่างโลก
ท้องฟ้านั้น ไม่ใช่สีฟ้า ทว่าเจือไปด้วยสีแดงอมดำราวกับเลือดสกปรก
อากาศที่นี่ก็ขุ่นมัวเป็นอย่างมาก ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของกำมะถัน สูดหายใจเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกระคายเคืองลำคอวูบหนึ่ง
"ปราณวิญญาณฟ้าดินที่นี่ ดูเหมือนจะเบาบางอย่างยิ่ง"
สวี่อิงสัมผัสดู แทบจะสัมผัสไม่ได้ถึงปราณวิญญาณฟ้าดินใดๆ เลย แม้กระทั่งดวงอาทิตย์อัสดงดวงนั้นก็ไม่มีแก่นแท้แห่งดวงตะวันอยู่เท่าใดนัก!
โลกที่เขากุยช่ายตั้งอยู่ ดูเหมือนจะไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเอาเสียเลย!
"หรือว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ผนึกฟ้าดินในปีนั้น ก็เป็นต้นกุยช่ายของคนอื่นเหมือนกัน?" เขาแอบคิดในใจ







