เหนืออวิ๋นเมิ่งเจ๋อ สวี่อิงเหลียวมองกลับไป ต้นฝูซางดูราวกับเนินเขาในแดนไกล ยิ่งห่างออกไปก็ยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ
"ชนเผ่าอวี๋ฟู่เซ่นไหว้มัน จะทำให้มันค่อยๆ ดีขึ้น" เขาคิดในใจ
"อิ๋งอัน เจ้ากลับมาที่อวิ๋นเมิ่งเจ๋อก่อนพวกข้าก้าวหนึ่ง หลังจากนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง?" สวี่อิงเอ่ยถาม
เซวียอิ๋งอันเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ฟังรอบหนึ่ง วันนั้นเมืองศิลาระเบิดแสงจ้า ออกจากไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียน กลับสู่อวิ๋นเมิ่งเจ๋อ ตระกูลปรมาจารย์นั่วอย่างตระกูลกัว ตระกูลชุย และตระกูลอื่นๆ ก็มีคนกลับมาไม่น้อย แม่นางตระกูลกัวยังรออยู่ที่นี่หลายวัน แต่เมื่อรอสวี่อิงไม่พบ จึงจากไปด้วยความเศร้าสร้อย
"ข้าก็รออยู่หลายวัน อยากชวนท่านเดินทางไปยังเขาจิ่วหลงด้วยกัน"
เซวียอิ๋งอันกล่าว "แต่เรื่องที่ท่านบอกข้า ทำให้ข้าอดใจไม่ไหวอยากกลับไปพิสูจน์ดู ข้ารอไม่ไหว จึงกลับไปยังเขาจิ่วหลง กลับสู่ยอดเขากุยช่าย"
เขาบอกหลี่เซียวเค่อว่าตนเองได้รับรากวิญญาณวิถีเซียน หลี่เซียวเค่อยินดีกับเขามาก ให้เขาเล่าประสบการณ์ช่วงที่ผ่านมาให้ฟัง และบอกเขาว่า ท่านเซียนเฒ่าเคยเป็นสหายเก่าของอาจารย์
แต่เซวียอิ๋งอันกลับหวาดหวั่นพรั่นพรึง ตกกลางคืนก็ไม่กล้านอนหลับ นอนเบิกตาโพลงอยู่บนเตียง รอให้หลี่เซียวเค่อมาสังหารตนเพื่อแย่งชิงรากวิญญาณ
ทว่าคืนนั้นกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
คืนถัดมาก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเช่นกัน
ติดต่อกันกว่าสิบวัน ล้วนไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นเลย
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เซวียอิ๋งอันจึงวางความคลางแคลงใจที่มีต่อหลี่เซียวเค่อลงได้
เมื่อไม่นานมานี้ หลี่เซียวเค่อบอกเขาว่า ท่านเซียนเฒ่ายังไม่ตาย กลับมาจากไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียนแล้ว ช่วงหลายวันนี้อยู่ใต้ต้นฝูซางในอวิ๋นเมิ่งเจ๋อ จึงให้เซวียอิ๋งอันไปเชิญตัวมา
เซวียอิ๋งอันจึงได้เดินทางมาในครั้งนี้
หยวนชีได้ยินดังนั้น จึงหันไปกล่าวกับสวี่อิง "อาอิ้ง ราชครูเจียงส่งเสียงถ่ายทอดไปทั่วสรรพจักรวาล ให้ทุกคนต้องส่งมอบรากวิญญาณวิถีเซียนที่ซุกซ่อนไว้ออกมา มิฉะนั้นจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ถึงขั้นทำลายล้างโลกในสรรพจักรวาลไปหนึ่งใบเพื่อการนี้ เจ้าว่า เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้หลี่เซียวเค่อเดาออกว่าเซวียอิ๋งอันกำลังโกหก?"
สวี่อิงชะงักไปเมื่อได้ยิน ครุ่นคิดแล้วกล่าว "หลี่เซียวเค่อรู้ว่าเซวียอิ๋งอันเป็นคนจิตใจดี หากเก็บรากวิญญาณไว้ ก็จะนำไปสู่การทำลายล้างโลกทั้งใบ เขาจึงไม่มีทางเก็บรากวิญญาณไว้แน่! ท่านเจ็ด สมองของท่านทำไมถึงใช้การได้ดีขึ้นมาล่ะ?"
หยวนชีก็ชะงักเช่นกัน ร้องขึ้นมาว่า "นั่นสิ! ช่วงนี้ข้ามักจะมึนๆ งงๆ สูญเสียความทรงจำอยู่บ่อยๆ ทำไมสมองกลับจู่ๆ ก็ฉับไวขึ้นมาได้?"
ระฆังใหญ่คาดเดาว่า "อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเจ้าอ่านหนังสือมากเกินไป จนกินพื้นที่ในสมอง สมองของเจ้าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ตอนนี้พอสูญเสียความทรงจำไปบ้างเป็นครั้งคราว พื้นที่สมองกลับกว้างขวางขึ้น ก็เลยฉลาดขึ้นมากยังไงล่ะ"
หยวนชีตระหนักได้ แสยะยิ้มเย็น "เจ้ากำลังหาว่าข้าสมองเล็กใช่ไหม? ไอ้แซ่จง อย่าลืมนะว่าเจ้าเป็นคนทำข้าตกอยู่ในสภาพนี้ เจ้าต้องรับผิดชอบข้าด้วย! โอ๊ย ข้าปวดหัวจัง!"
ระฆังใหญ่รีบเข้าไปดูแล ในใจกลับตื่นตระหนก เจ้างูโง่นี่ดันฉลาดขึ้นมาจริงๆ ซะแล้ว!
"อาอิ้ง เจ้ารีบปลดผนึกอักขระ 'ขัง' ให้เขาเร็วเข้า แบบนี้ท่านเจ็ดจะได้โง่ลงหน่อย" ระฆังใหญ่กังวลใจ เร่งเร้าสวี่อิง
"กำลังปลดอยู่ กำลังปลดอยู่!" สวี่อิงก็รู้สึกว่าสถานการณ์เร่งด่วนเช่นกัน จึงเร่งเดินทางไปพลาง ศึกษาถอดรหัสอักขระวิถีเซียนไปพลาง
ทว่า เขากลับรู้สึกว่าท่านเจ็ดในตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว แม้จะสูญเสียความทรงจำไปบ้างในบางครั้ง แต่ก็ฉลาดขึ้นไม่น้อยจริงๆ ดังนั้นจึงไม่รีบร้อนที่จะปลดผนึกอักขระขังนัก
เขากำลังพยายามทำลายอักขระเต๋าคำว่า "นักโทษ" ที่ผนึกตนเองไว้ อาศัยอักขระวิถีเซียนสีทองที่ได้จากความทรงจำของจินปู้อี๋ ตอนนี้เขาสามารถมองเห็นตัวเขานับไม่ถ้วนที่ถูกจองจำอยู่ในอักขระเต๋าแล้ว
ตลอดทาง เขาพยายามช่วยเหลือตัวเขาเหล่านี้ออกมาทีละคนๆ เหมือนกับที่ช่วยเหลือหยวนชี
เพียงแต่ จำนวนตัวเขาที่ถูกจองจำมีมากเกินไปจริงๆ เขาไม่รู้ว่าต้องทำลายอักขระเต๋าคำว่า "นักโทษ" อีกกี่ครั้ง ถึงจะปลดปล่อยตนเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ขณะเดียวกันที่เมืองศิลา ชายชราชุดขาวเป่ยเฉินจื่อมองดูอักขระเต๋าคำว่า "นักโทษ" ที่กะพริบวับๆ อยู่บนอักขระสะกดมารอย่างต่อเนื่อง เหงื่อเย็นก็ผุดพรายเต็มหน้าผากอย่างอดไม่ได้ พึมพำว่า "ไม่ทันแล้ว ไม่ทันแล้ว..."
อักขระเต๋านั้นแม้เขาจะไม่รู้ว่ามีความหมายว่าอะไร แต่แสงของอักขระเต๋ากำลังค่อยๆ หม่นแสงลง บ่งบอกว่าประสิทธิภาพของผนึกกำลังลดลงเรื่อยๆ!
รอจนแสงของอักขระเต๋าดับสนิท ก็หมายความว่าผนึกถูกปลดออก!
สถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน ไม่รู้เลยว่าควรจะรับมืออย่างไร!
อีกทั้ง เขาเองก็ไม่รู้ว่าหากปลดผนึกอักขระเต๋านี้ออกจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สำหรับเขาก็ล้วนไม่ใช่เรื่องดีทั้งสิ้น!
"เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวไปที่วิหารเทพสวรรค์ ตอนนี้น่าจะถึงแล้ว ไม่รู้ว่าการไปครั้งนี้ผลจะเป็นอย่างไร?" เป่ยเฉินจื่ออดกังวลใจไม่ได้
วิหารเทพสวรรค์
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวร่างเตี้ยม่อต้อ ยืนอยู่บนสะพานยาวกลางตำหนักใหญ่ สองข้างทางคือห้วงลึกไร้ก้นบึ้ง ซากศพนับไม่ถ้วนกำลังตะเกียกตะกายอยู่ในห้วงลึก พยายามจะปีนป่ายขึ้นมาบนสะพานยาว
ซากศพเหล่านั้นไม่รู้ตัวว่าตนตายไปแล้ว ได้แต่ดิ้นรนไปอย่างไร้ประโยชน์
"ทุกท่าน ข้าก็เป็นเทพสวรรค์เหมือนกันนะ! อย่างน้อยก็ไว้หน้าข้าบ้างเถอะ!" เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวเงยหน้าขึ้น ตะโกนเสียงดัง
เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป ต้นไม้โบราณนับไม่ถ้วนตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม สูงลิ่วและกว้างใหญ่ รูปสลักหินเทพสวรรค์แต่ละองค์ปรากฏเป็นร่างมนุษย์ศิลา ศีรษะเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า หน้าตาถมึงทึง นั่งอยู่บนต้นไม้เหล่านั้น
รูปสลักหินแต่ละองค์สูงตระหง่านนับพันเริ่น ดวงตาแผ่ซ่านแสงศักดิ์สิทธิ์ สาดส่องลงมาบนร่างของเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวอย่างพร้อมเพรียง
จิตสำนึกของเหล่าทวยเทพสั่นสะเทือนไปมาในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่นี้ ราวกับเทพสวรรค์กำลังกระซิบกระซาบกัน
"เขาบอกว่าเขาเป็นเทพสวรรค์ เหมือนกับพวกเรา"
"เขากำลังเพ้อเจ้อ เขาคิดจริงๆ หรือว่าการดูแลที่ดินเพียงหนึ่งโจว จะสามารถเทียบเคียงกับทวยเทพแห่งวิถีสวรรค์ได้"
"พวกเราคือเทพสวรรค์ ปกครองสรรพจักรวาล เขาเป็นเทพปฐพี ปกครองดินแดนแค่หนึ่งโจว เทพพยาดาอย่างเขาน่ะ แต่ละโลกมีตั้งหลายองค์"
"สิ่งที่ร่วงลงพื้นคือไก่ ไม่ใช่อินทรี"
"ชู่ว! อย่าพูดเลย ดูหน้าเขาสิ ม่วงไปหมดแล้ว"
"ให้เขากลับไปรอตามขั้นตอนเถอะ"
จิตสำนึกของเหล่าทวยเทพแลกเปลี่ยนกันอย่างเบิกบาน เสียงกระซิบกระซาบก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวหน้าดำหน้าแดงจนกลายเป็นสีม่วง ตวาดลั่นอย่างทนไม่ไหว "พอได้แล้ว! พวกเดียวกันแท้ๆ ยังต้องเดินเรื่องตามขั้นตอนอีกหรือ?"
เสียงอันน่าเกรงขามเสียงหนึ่งดังลงมาจากสรวงสวรรค์ "เรื่องงานก็ต้องว่าไปตามงาน พวกเดียวกันก็ไม่มีข้อยกเว้น อีกอย่างนะเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจว เจ้าข้ามหน้าข้ามตา เจ้าควรกลับไปยังศาลเจ้าที่ดินของตัวเอง ถวายฎีการายงานต่อโลกแห่งวิถีสวรรค์ แล้วค่อยเดินเรื่องตามขั้นตอน"
เสียงกระซิบกระซาบเงียบหายไป เห็นได้ชัดว่าผู้มาเยือนมีสถานะไม่ธรรมดา
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวโกรธจนแทบคลั่ง ตวาดว่า "สวี่อิงคนนั้นกำลังพยายามทำลายอักขระสะกดมารด้วยตัวเอง พวกท่านรู้ไหมว่านี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเขากำลังจะแหกคุกของตัวเองน่ะสิ! เขาจะปั๊มกุญแจมาเปิดประตูคุกเอง! เขาจะพังคุกทิ้งเองแล้ว!"
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นกล่าว "ตลอดหมื่นภพหมื่นชาติที่ผ่านมา เขาพยายามปั๊มกุญแจมานับครั้งไม่ถ้วน เคยสำเร็จไหมล่ะ? เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจว ไม่ต้องร้อนรนไปหรอก..."
"ร้อนใจลุงแกสิ!"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวกระโดดเหยง โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ร้องลั่น "ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกท่านทำงานไม่ได้ชักช้าอืดอาดแบบนี้นี่! ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกท่านทำงานกันเร็วมาก! พวกท่านกลัวต้องรับผิดชอบใช่ไหม? พวกท่านกลัวหน้าที่การงานจะไม่มั่นคงใช่ไหม? ถ้าเจ้าแซ่สวี่ปลดผนึกแล้วบุกขึ้นมาฆ่าล่ะก็ อย่าว่าแต่ชามข้าวเลย หม้อข้าวพวกท่านก็ถูกคว่ำ! เถ้ากระดูกพวกท่านก็จะถูกโปรยทิ้ง! ทุกคนอย่าหวังว่าจะรักษาชามข้าวไว้ได้เลย!"
เหล่าทวยเทพโกรธจัด วิหารเทพสวรรค์พลันตกอยู่ในความมืดมิด ใบหน้าของเทพสวรรค์แต่ละองค์กลายเป็นดุร้ายผิดปกติ กลิ่นอายวิถีสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงมา!
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ถูกกลิ่นอายของเหล่าทวยเทพกดทับจนหมอบราบกับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้
ทั่วร่างของเขามีเสียงกระดูกลั่นเป๊าะแป๊ะ อย่าว่าแต่กายเนื้อเลย แม้แต่จิตวิญญาณก็แทบจะถูกบดขยี้!
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นกล่าว "พวกท่านกดทับเขาไว้ แล้วใครจะทำงานล่ะ? พวกท่านก็เอาแต่ลอยชาย มีแค่เจ้านี่คนเดียวที่ลงมือทำจริง"
เหล่าทวยเทพจึงรั้งกลิ่นอายกลับไป
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวยันตัวลุกขึ้นมา ท่าทีนอบน้อมขึ้นมาก กล่าวว่า "ท่านเทพเบื้องบนทุกท่าน พอจะผ่อนปรนให้สักหน่อยได้หรือไม่?"
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นกล่าว "เจ้ากลับไปที่ศาลของเจ้าก่อน ถวายฎีกา..."
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวทนกลั้นความโกรธไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ร้องลั่น "ข้าบอกไปตั้งกี่รอบแล้ว ว่าศาลของข้าถูกจู่หลงรื้อทิ้งไปแล้ว ถวายฎีกาขอให้พวกท่านประทานศาสตราเทพวิถีสวรรค์ลงมา พวกท่านเคยสนใจบ้างไหม? สองปีแล้ว พวกท่านเคยแยแสข้าบ้างไหม?"
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง น่าจะกำลังตรวจสอบแฟ้มเอกสาร ผ่านไปเนิ่นนานจึงค่อยๆ กล่าวว่า "ฎีกาของเจ้า ไม่ถูกระเบียบ ถูกตีกลับให้ไปเขียนมาใหม่แล้ว"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวโกรธจนตัวสั่น เสียงก็สั่นตามไปด้วย "ทำไมข้าถึงไม่ได้รับแจ้งเรื่องนี้เลยล่ะ?"
"ส่งกลับไปที่ศาลของเจ้าแล้วไง"
"ศาลข้าถูกจู่หลงรื้อทิ้งไปแล้ว!"
"งั้นก็ช่วยไม่ได้ ทำไมเจ้าไม่ไปถวายฎีกาที่ศาลเจ้าที่ดินของโจวอื่นล่ะ?"
"ไปถวายฎีกาที่ศาลเจ้าที่ดินของโจวอื่น ข้าก็ต้องไปขอใบรับรองมาก่อนไม่ใช่หรือไง เพื่อรับรองว่าข้าคือเทพที่ดินแห่งเสินโจว? แล้วข้าจะไปขอใบรับรองนี้ได้จากที่ไหนล่ะ?"
เสียงนั้นกล่าว "เจ้าก็ถวายฎีกาต่อโลกแห่งวิถีสวรรค์ก่อนสิ พวกเราจะออกใบรับรองให้เจ้าเอง"
"ก็ข้าไม่มีวิธีถวายฎีกาต่อโลกแห่งวิถีสวรรค์ไง ถึงต้องไปขอยืมศาลเจ้าที่ดินของที่ดินอื่นเพื่อถวายฎีกาน่ะ!"
เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าว "งั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว เจ้าไปคิดหาวิธีอื่นเอาเองเถอะ"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวเต้นผางด้วยความเดือดดาล "ทำไมต้องให้ข้าเป็นคนคิดหาวิธีด้วย?"
"ก็พวกเราไม่ได้รีบร้อนจะจัดการเรื่องนี้นี่นา"
......
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวน้ำลายฟูมปาก หงายหลังล้มตึงลงกับพื้น ชักกระตุกไม่หยุด
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เทพสวรรค์ผู้ทรงอำนาจองค์นั้นก็กล่าว "นิสัยใจร้อนของเจ้า ควรจะแก้เสียบ้างนะ เจ้าเอาศาสตราเทพวิถีสวรรค์ไปก็ไร้ประโยชน์ ศาสตราเทพวิถีสวรรค์ไม่มีอำนาจลงทัณฑ์เขา เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป วิหารเทพสวรรค์ของข้ามีไว้เพื่อรับใช้ทวยเทพเบื้องล่างอย่างพวกเจ้าอยู่แล้ว จะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากใจหรอก ข้ามีแผนการหนึ่ง สามารถคลี่คลายวิกฤตการณ์ชั่วคราวได้"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวนอนอยู่บนพื้น มีน้ำลายฟูมปากล้นทะลักออกมา ชักกระตุกเป็นระยะๆ
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจ "วิธีนี้ก็คือ ให้เทพสวรรค์ของวิหารเทพสวรรค์ ส่งร่างจำแลงลงไปยังโลกเบื้องล่าง"
เขาถอนหายใจ กล่าวว่า "วิหารเทพสวรรค์ของข้าไม่ได้อยากสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกโลกีย์หรอกนะ แต่จำเป็นต้องสอดมือเข้าไปยุ่งแล้ว"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวกระเด้งตัวลุกขึ้นพรวดพราด หัวเราะร่า "ขอบพระคุณท่านเทพเบื้องบนที่เมตตา!"
เหล่าทวยเทพมองส่งเขาเดินออกจากวิหารเทพสวรรค์ ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "นายท่าน พวกเราจะสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องนี้จริงๆ หรือ?"
"ศาสตราเทพวิถีสวรรค์ไม่มีอำนาจลงทัณฑ์ มีเพียงเทพสวรรค์ลงมือเองเท่านั้น"
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นหัวเราะ "สี่หมื่นแปดพันปีก่อน โลกแห่งวิถีสวรรค์ล้างไพ่ครั้งใหญ่ ขั้วอำนาจเก่าแก่ร่วงหล่น เทพองค์ใหม่ผงาดขึ้น แต่เทพเก่าก่อนหน้านั้นมีอำนาจมาก หลังจากพวกเขาร่วงหล่นไป เทพองค์ใหม่แม้จะผงาดขึ้นมา ทว่ากลับไม่สามารถสืบทอดอำนาจของเทพเก่าได้ พวกเราไม่มีสิทธิ์ริเริ่มใช้ศาสตราเทพวิถีสวรรค์ ไม่มีสิทธิ์แทรกแซงโลกโลกีย์ แต่ครั้งนี้ บางทีอาจเป็นโอกาสในการแทรกแซงโลกโลกีย์ก็เป็นได้"
เหล่าทวยเทพเงียบงัน แต่กลับมีความรู้สึกพลุ่งพล่านปั่นป่วนอยู่ในวิหารเทพสวรรค์ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่เทพสวรรค์ ก็ยากจะรักษาจิตวิถีเต๋าให้มั่นคงได้
เสียงหนึ่งกล่าว "นายท่าน การแทรกแซงโลกโลกีย์ครั้งนี้ หากไม่สำเร็จ เบื้องบนลงโทษลงมา..."
เสียงอันน่าเกรงขามนั้นหัวเราะ "นี่ไงล่ะมีแพะรับบาปอยู่ไม่ใช่หรือ? พวกเราก็ยืนกรานกระต่ายขาเดียว โยนความผิดสวมหัวเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวไปเลย เขามีแค่ปากเดียว จะมาเถียงสู้พวกเราได้ยังไง? คำพูดคนมากมายหลอมละลายทองคำได้ โยนบาปให้ดิ้นไม่หลุด ไม่เปิดโอกาสให้เขาโต้แย้งหรอก"
เหล่าทวยเทพยอมรับด้วยใจจริง เลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวกลับมายังเมืองศิลา ตามหาเป่ยเฉินจื่อ และแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ เป่ยเฉินจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "สหายเต๋า เทพสวรรค์ส่งร่างจำแลงลงมาประทับบนรูปสลัก ริเริ่มจุติลงสู่โลกโลกีย์ก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่เรื่องนี้ออกจะเอิกเกริกเกินไปหน่อย หากเบื้องบนลงโทษลงมา..."
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวหัวเราะ "พวกเราสองคนเป็นแค่ผู้น้อย วินาทีที่เทพสวรรค์ลงมาจุติ ความรับผิดชอบก็ไม่ได้อยู่บนหัวพวกเราแล้ว หากจะลงโทษ ก็ต้องลงโทษหัวหน้าวิหารเทพสวรรค์นู่น"
เป่ยเฉินจื่อตระหนักรู้แจ้งในทันที เอ่ยปากชมเชยไม่ขาดปาก กล่าวว่า "ข้าได้รับข่าวของสวี่อิงแล้ว เขาเดินทางไปเขาจิ่วหลง"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวมีกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที กล่าวว่า "พวกเรามุ่งหน้าไปเขาจิ่วหลงเดี๋ยวนี้เลย!"
สวี่อิงยังคงทุ่มเททำลายอักขระเต๋าคำว่านักโทษอย่างตั้งใจ ตลอดทางที่ผ่านมา เขาทำลายผนึกกายเนื้อไปแล้วกว่าสามสิบชาติภพ เขาค่อยๆ ค้นพบเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง
นั่นก็คือ ทุกครั้งที่เขาทำลายผนึกกายเนื้อไปได้หนึ่งแห่ง ก็จะสัมผัสได้ว่ากายเนื้อของตนมั่นคงขึ้นส่วนหนึ่ง
เรื่องนี้แปลกประหลาดมาก
อักขระเต๋าคำว่า "นักโทษ" ผนึกกายเนื้อ พวกเป่ยเฉินจื่อจะผนึกกายเนื้อในแต่ละชาติของเขาให้เหลือเพียงระดับคนธรรมดาที่ไม่มีประวัติการบำเพ็ญเพียรใดๆ แล้วโยนเขาไปปะปนกับหมู่คนธรรมดา
นี่ก็หมายความว่า ความสำเร็จทางกายเนื้อในแต่ละชาติของเขา ล้วนตกอยู่ในผนึก ไม่ได้ถูกลบเลือนไป!
มาบัดนี้ ทุกครั้งที่สวี่อิงปลดผนึกได้หนึ่งชั้น ความสำเร็จทางกายเนื้อของชาตินั้นก็จะหวนคืนกลับมา!
แม้สิ่งที่สวี่อิงต้องการคือการหวนคืนของความทรงจำ แต่การหวนคืนของความสำเร็จทางกายเนื้อก็นับว่าดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
"ความสำเร็จทางกายเนื้อของข้าในแต่ละชาติก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยสูงนัก"
สวี่อิงตรวจสอบดูรอบหนึ่ง สามสิบสามชาตินี้ เขาเพียงแค่ฝึกฝนเคล็ดวิชาชักนำไท่อี ฝึกเคล็ดวิชาชักนำไท่อีจนถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสมบูรณ์เท่านั้น จะไปแข็งแกร่งได้สักแค่ไหนเชียว?
สวี่อิงถอดรหัสมาถึงชาติที่สี่สิบห้า พบกับตัวเขาที่ค่อนข้างแข็งแกร่งคนหนึ่ง ฝึกฝนกายเนื้อจนถึงระดับที่สูสีกับตัวเขาในตอนนี้เลยทีเดียว!
สวี่อิงอดสงสัยไม่ได้ "ย้อนกลับไปสี่สิบห้าชาติ ตอนนั้นข้าเป็นใครกัน? ทำไมกายเนื้อถึงแข็งแกร่งขนาดนี้? ข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ เขากลับสามารถตีคู่มากับข้าได้อย่างสูสีเลยหรือ!"
ตอนที่เขาปลดผนึกกายเนื้อนี้ ก็พบว่าตัวเองในตอนนั้นเป็นปรมาจารย์นั่วผู้ยิ่งใหญ่ ฝึกฝนวิชานั่วเขตแดนเร้นลับเจียงกงแขนงหนึ่ง
"ที่แท้ข้าในตอนนั้น ก็เป็นต้นกุยช่ายต้นหนึ่ง ยังไม่ทันรอให้คนมาเก็บเกี่ยว เกรงว่าคงถูกพวกเป่ยเฉินจื่อลบความทรงจำ ผนึกไว้ แล้วโยนไปทิ้งไว้ในซอกหลืบเขาที่ไหนสักแห่งแล้ว" สวี่อิงคิดในใจ
ในตอนนั้นเอง เสียงของเซวียอิ๋งอันก็ขัดจังหวะความคิดของเขา "พี่สวี่ พี่สวี่! อาจารย์ของข้าอยู่ทางนั้น!"
สวี่อิงได้สติกลับมา รีบมองไป ก็เห็นว่าพวกเขามาถึงกลางเขาจิ่วหลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
เขาจิ่วหลงสูงตระหง่านกว้างใหญ่ไพศาล รูปร่างคล้ายมังกรเก้าตัวขดพันกัน หันหัวมังกรเข้าด้านใน ร่วมกันชูยอดเขาเซียนขึ้นมาหนึ่งลูก
ภูเขาที่มังกรเก้าตัวร่วมกันชูขึ้นมานั้น ก็คือยอดเขากุยช่าย
พื้นที่ลาดชันบนภูเขา ปลูกต้นกุยช่ายสีเขียวขจี เจริญงอกงามน่าชื่นใจ กำลังมีคนทำนาอยู่ในทุ่งนา กวัดแกว่งเคียวในมือ เกี่ยวต้นกุยช่ายอยู่
สวี่อิงชะเง้อมอง เอ่ยถามด้วยความสงสัย "อิ๋งอัน ท่านไหนคืออาจารย์ของเจ้า?"
เซวียอิ๋งอันชี้ไปยังคนที่กำลังเกี่ยวต้นกุยช่ายอยู่ในทุ่งนา หัวเราะร่า "นั่นแหละอาจารย์ของข้า!"
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น หลี่เซียวเค่อก็ยืดตัวขึ้น เขาสวมเสื้อผ้าของชาวนาเฒ่า มือหนึ่งถือเคียว อีกมือหนึ่งหิ้วต้นกุยช่ายกำใหญ่ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองมาทางสวี่อิง พลางหัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า "สหายเก่ากลับมาพบกัน ผู้น้อยจึงขอเกี่ยวกับแกล้มไว้สักหน่อยก่อน! ท่านเซียนเฒ่า ข้ายังเกี่ยวไม่จุใจเลย จะมาเกี่ยวด้วยกันไหม?"







