แสงจันทร์บางเบาเจือความหม่นหมองสาดส่องลงมาในลานบ้าน อาบไล้ร่างไร้วิญญาณสองร่างบนพื้น ในห้องมีลิงสี่ตัวล้มตายอยู่ ตรงกลางหว่างคิ้วไหม้เกรียม
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่บนขั้นบันได ทั้งในและนอกลานบ้าน เสียงร้องประหลาดของลิงและเสียงนกหวีดล้วนเงียบหายไป การที่เสียงเหล่านี้หายไป หมายความว่าคนที่เข้าไปข้างในตายหมดแล้ว
บนหลังคาด้านนอกมีคนยืนอยู่ เขาเห็นว่าแม้แต่ 'เจ้าแห่งวานร' ก็ยังไม่ทันได้เข้าไปในห้องอย่างสมบูรณ์ก็ล้มกลิ้งลงกับพื้น พวกเขาเห็นแสงไฟสว่างวาบขึ้นแวบหนึ่ง หลีเฮยผีสั่นกระตุกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ไม่ขยับอีกเลย
จากนั้นก็เห็นนักพรตผู้หนึ่ง ก้าวเดินออกมาทีละก้าว แล้วดึงเข็มเล่มเล็กเรียวออกมาจากหว่างคิ้วของมัน
วินาทีนี้ พวกเขารู้สึกว่าคนผู้นั้นช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน เพียงคืนเดียวก็สังหารตัวตนที่แข็งแกร่งในใจของพวกเขาไปตั้งหลายคน
บุคคลที่พวกเขาต้องเคารพและยำเกรง กลับไม่สามารถแม้แต่จะเข้าไปในห้องของคนจากภูเขาเทียนตูผู้นี้ได้ พอเข้าไปก็ต้องตายอยู่บนพื้น
เขาช่างเยือกเย็นนัก กระทั่งเส้นผมสักเส้นก็ยังไม่หลุดลุ่ย บนตัวไม่มีเลือดกระเซ็นเปื้อนแม้แต่หยดเดียว ตอนที่ดึงเข็มออกมา ถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเข็มเสียด้วย
หลังจากนั้น เขาก็ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพเหล่านั้น แหงนหน้ามองท้องฟ้า ถึงกับคร้านที่จะปรายตามองคนที่ถูกเขาฆ่าตายบนพื้นเสียด้วยซ้ำ
พวกเขามองดูฉากนี้ ในใจพลุ่งพล่านด้วยความโกรธแค้นปนเศร้าสลด และยังก่อเกิดความรู้สึกหนาวเหน็บสายหนึ่ง
พวกเขาทีเป็นผู้น้อย อันที่จริงก็ไม่ได้รู้แน่ชัดนักว่าภูเขาเทียนตูอยู่ที่ใด และไม่รู้ว่าภูเขาเทียนตูเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่ เพียงแค่ได้ยินพวกผู้อาวุโสบอกว่าภูเขาเทียนตูร้ายกาจเพียงใด แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลให้ชัดเจน
เห็นได้ชัดว่า พวกผู้อาวุโสในตระกูลของพวกเขาก็แค่รู้ว่าภูเขาเทียนตูนั้นร้ายกาจ ทว่าไม่รู้ว่าร้ายกาจถึงขั้นไหน
แต่วันนี้ พวกเขาได้เห็นแล้ว
สำหรับจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว วิถีการบำเพ็ญเพียรของคนเหล่านี้หยาบกระด้างยิ่ง คาถาอาคมก็ไม่มีความประณีตแม้แต่น้อย ในสายตาของจ้าวฟู่อวิ๋น แม้จะมีระดับพลังเวทเท่าเทียมกัน เขาก็สามารถต่อสู้และสังหารได้อย่างง่ายดาย
ภายใต้วิถีบำเพ็ญเพียรและคาถาอาคมอันหยาบกระด้างเหล่านั้น คือการประยุกต์ใช้คาถาอาคมที่หยาบกระด้างยิ่งกว่า
อินอู๋โซ่วยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าย่ำแย่ยิ่งนัก ชั่วขณะหนึ่งเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้ว่าหมาอู่หลาง แม่เฒ่าโหยวหลิง และหลีเฮยผี จะล้วนเป็นฝ่ายบุกเข้าไปในลานบ้านเอง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ใช่ว่าจะดีนัก บางทียังเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
ทว่าหลายปีมานี้ ทุกคนล้วนอยู่ในพื้นที่บึงหมอกแห่งนี้ด้วยกัน ยามนี้เห็นพวกเขาตายไป กระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกยังเศร้าโศก นับประสาอะไรกับคน
เขาสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของทุกคน
ในใจเขานั้น คนอำเภอบึงหมอกมักจะป่าเถื่อนมาแต่ไหนแต่ไร คนต่างถิ่นมาที่นี่ พวกเขาไม่เคยยอมจำนน มักจะประลองเวทเดิมพันเป็นตายกับคนต่างถิ่นเสมอ ไม่เคยขลาดเขลามาก่อน ในแววตาของพวกเขาล้วนมีแต่ความโหดเหี้ยม ดุดัน หรือไม่ก็เหี้ยมเกรียม ไม่เคยนำความเป็นความตายมาใส่ใจ เย่อหยิ่งจองหอง มองคนต่างถิ่นเป็นธาตุอากาศ
มีความคิดที่ว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาจากที่ใด พอมาถึงถิ่นของข้า เป็นมังกรก็ต้องขด เป็นพยัคฆ์ก็ต้องหมอบ หากผู้ใดกล้าส่งเสียงฮึดฮัด ก็จะให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของแมลงพิษ
ทว่าตอนนี้ อินอู๋โซ่วรู้สึกว่าความฮึกเหิมของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ในวินาทีนี้คล้ายกับถูกตีจนแตกกระเจิงไปแล้ว
ราวกับฟองสบู่ที่ถูกเข็มแทงจนแตก อากาศเบื้องในปลิวหายไป
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลๆ เป็นเสียงแหบพร่าของบุรุษผู้หนึ่ง
“พวกเราชาวบึงหมอกดื่มน้ำจากแม่น้ำหมอกเก้าโค้ง เลี้ยงแมลงพิษเลี้ยงภูตผีมาตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องพึ่งพาบารมีตระกูลใหญ่ ไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้า พวกเราแค่ใช้ชีวิตของพวกเราไป แต่ก็ไม่ได้ มักจะมีคนนอกมาที่นี่ อยากให้พวกเราชาวบึงหมอกยอมจำนน อยากให้พวกเราคุกเข่า”
อินอู๋โซ่วหันกลับไป มองเห็นภายใต้แสงจันทร์ มีชายชราร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินเข้ามา เส้นผมของเขาขาวโพลน สวมชุดคลุมผ้าป่านสีขาว ยามลมพัดมา ชายชุดคลุมผ้าป่านสีขาวเลิกขึ้นเผยให้เห็นขาสองข้าง ที่เท้าสวมรองเท้าฟางคู่หนึ่ง
บึงหมอกตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้นมาอย่างยาวนาน ดังนั้นคนที่นี่จึงแต่งกายค่อนข้างโปร่งสบาย มีกลิ่นอายของความป่าเถื่อนโดยธรรมชาติ
“อินอู๋โซ่ว พวกเราชาวบึงหมอกตายที่นี่ตั้งมากมาย เจ้ากลับยืนนิ่งดูดายอยู่ตรงนั้นงั้นหรือ?”
อินอู๋โซ่วอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
คนผู้นี้มีอาวุโสสูงกว่าเขาหนึ่งรุ่น นามว่าทังเยี่ย หลายคนต่างเรียกขานเขาว่าปรมาจารย์ทัง หรือไม่ก็เรียกว่าปรมาจารย์ผี
เพราะว่าชั่วชีวิตของเขาเลี้ยงผีมานับไม่ถ้วน ผู้อื่นอยากจะเลี้ยงผีสักตนล้วนต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ระมัดระวังอย่างยิ่ง แต่เขากลับสามารถเลี้ยงดูพวกมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
อีกทั้งยังชอบสนับสนุนผู้เยาว์ หากมองผู้ใดถูกชะตา ก็จะมอบ 'ผี' ให้ตนหนึ่ง
ก่อนหน้านี้เขาก็คอยคุ้มกันอยู่ภายในถ้ำแห่งนั้น ภูตผีตนที่ถูกจ้าวฟู่อวิ๋นสังหารไปก็เป็นของเขานั่นเอง
พร้อมกับการมาเยือนของเขา ผู้คนที่เดิมทีซ่อนตัวอยู่ในความมืดก็ทยอยเดินออกมาทีละคน บนถนนสายนี้ถึงกับมีผู้คนยืนเบียดเสียดกันหนาแน่น ก่อนหน้านี้พวกเขาล้วนหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด ไม่ได้เข้าใกล้
“ชาวบึงหมอก ตายได้ แต่ไม่อาจไร้ซึ่งกระดูกสันหลัง”
เพียงประโยคนี้ประโยคเดียว ผู้คนที่อยู่ในลานล้วนคล้ายกับได้รับพลังเพิ่มขึ้นมาสายหนึ่ง ความฮึกเหิมสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นในใจ
“ปรมาจารย์ทัง ท่านว่าอย่างไร พวกเราก็จะทำตามนั้น!”
“ใช่แล้ว ภูเขาเทียนตูแล้วจะเป็นอย่างไร พวกเราก็มาดูกันว่าภูเขาเทียนตูจะฆ่าพวกเราทุกคนให้หมดสิ้นได้อย่างไร”
“ภูเขาเทียนตูยกย่องตนเองว่าเป็นสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียง หรือว่าจะมีพฤติกรรมเข่นฆ่าตามอำเภอใจ แย่งชิงของของผู้อื่นเช่นนี้งั้นหรือ?” มีคนกล่าวขึ้นในความมืด
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่บนขั้นบันไดในลานบ้าน เสียงของพวกเขาก็ดังอยู่ด้านนอก อีกทั้งยังเสียงดังมาก ดังนั้นเขาจึงได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
เขารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องอธิบายให้กระจ่าง ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะฆ่าพวกมัน ทว่าพวกมันเป็นฝ่ายบุกเข้ามาจะฆ่าเขาก่อนต่างหาก
อีกทั้ง คนพวกนี้ยังเป็นฝ่ายสังหารศึกษาธิการคนก่อนอีกด้วย
จ้าวฟู่อวิ๋นล้วงหุ่นกระดาษที่ตัดเตรียมไว้แล้วแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ โบกสะบัดไปในอากาศ บนกระดาษมีแสงสว่างปกคลุม ภายในแสงสว่างนั้นมีคนผู้หนึ่งถูกวิชามายาเนรมิตขึ้น
'หุ่นกระดาษ' เดินมาที่ริมประตูบ้าน แทรกตัวออกไปทางช่องว่างระหว่างประตู
จากนั้นเขาก็มองเห็นคนผู้หนึ่งที่มีกลิ่นอายทะมึนเยือกเย็น คนผู้นี้มองเผินๆ ดูเหมือนจะมีกลิ่นอายที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ แต่จ้าวฟู่อวิ๋นกลับรู้สึกว่า ความชั่วร้ายทะมึนที่แฝงอยู่ภายในของมัน ได้ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกแล้ว
“มันใช้ภูตผีสร้างรากฐานเต๋า!” จ้าวฟู่อวิ๋นเข้าใจในทันที
“ทุกท่าน!” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยปากกล่าว “ข้าคิดว่า พวกเรามาคุยกันหน่อยดีหรือไม่…”
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้แก่ใจดีว่ายากที่จะจบลงด้วยดี ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ฆ่าคนไปมากมายถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ยังดีหน่อย การที่เขาสังหารยอดฝีมือในหมู่พวกมันไป ทำให้ความฮึกเหิมของพวกมันถูกทำลาย มีความรู้สึกว่าอยากจะล่าถอยไป
ทว่าพอคนผู้นี้มาถึง ก็ได้กระตุ้น 'ความฮึกเหิม' ของคนเหล่านี้ขึ้นมา เขาเชื่อว่า เพียงแค่คนผู้นี้ตะโกนสั่งให้บุกเข้ามาในลาน คนเหล่านี้ก็จะไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นเขาจึงต้องออกมาเจรจา ต่อให้ไม่อาจลบล้างการต่อสู้ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องถ่วงเวลาออกไปสักหน่อย
“เจ้าฆ่าคนของบึงหมอกเราไปมากมายถึงเพียงนี้ ยังมีสิ่งใดให้ต้องพูดอีก รอรับความตายเถอะ!” ทังเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด และในระหว่างที่เขากำลังพูด ดวงตาทั้งสองข้างก็หมุนวนราวกับวังน้ำวนสีดำ
จิตสำนึกแสงลี้ลับที่เขาสถิตไว้ในร่างของหุ่นกระดาษ ถูกวังน้ำวนสีดำนั้นกลืนกินเข้าไปในพริบตา หุ่นกระดาษก็กลายเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้นในทันใด
ยิ่งไปกว่านั้น วังน้ำวนสีดำนั่น ถึงกับยังพุ่งเข้ามาโจมตีร่างต้นของเขาอีกด้วย
เขายืนอยู่ตรงนั้น ทว่ากลับรู้สึกว่ามีดวงตาอันเยือกเย็นคู่หนึ่ง จ้องมองเขาผ่านความว่างเปล่า ดวงตาสีดำคู่นั้นราวกับมีพลังเวทมนตร์ไร้ที่สิ้นสุด ทำให้จิตใจตื่นตระหนก
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบเพ่งจิตนึกถึงเทพจ้าวเพลิงแดงอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาก็เปลี่ยนไป ราวกับมีเปลวเพลิงปะทุขึ้นจากก้นบึ้งของดวงตา ขับไล่ความมืดมิดที่ทำให้จิตใจตื่นตระหนกออกไปในชั่วพริบตา อีกทั้งเปลวเพลิงยังแผดเผาไปยังดวงตาสีดำคู่นั้น ดวงตาทั้งสองจุดก็เลือนรางหายไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวฟู่อวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้ว่านี่คือคาถาอาคมของ 'ปรมาจารย์ทัง' ผู้นั้น มีพลังในการข่มขวัญสั่นประสาทจิตวิญญาณ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ แววตาของอีกฝ่าย ชั่วร้ายแต่ไม่หนาวเหน็บ ภายในนั้นยังมีกลิ่นอายของไฟแฝงอยู่จางๆ
ท่าทีของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตรอด จ้าวฟู่อวิ๋นหันหลังกลับเข้าไปในห้อง หยิบห่อผ้าของตัวเองออกมา นำสิ่งของที่อาจจะได้ใช้ออกมาจากในนั้น วางเรียงรายไว้บนโต๊ะ
เวลานี้ 'ปรมาจารย์ทัง' ที่อยู่ด้านนอกยังคงกล่าวว่า “หากต้องการให้ผู้อื่นมองพวกเราสูงขึ้น พวกเราก็ต้องเข้มแข็งก่อน เพียงแค่ศิษย์อารามล่างของภูเขาเทียนตูผู้หนึ่ง ก็ทำให้พวกเจ้าหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อแล้วหรือ? พวกเจ้ากลัวหรือไม่เล่า?”
“ไม่กลัว! ไม่กลัว!…”
“ดี ในเมื่อไม่กลัว เช่นนั้นก็บุกเข้าไปในลานบ้านแห่งนี้ ฆ่าคนที่อยู่ข้างในซะ แล้วนำศพของมันไปให้แมลงของพวกเจ้ากิน” 'ปรมาจารย์ทัง' กล่าวเสียงดัง
ภายในตรอกซอกซอยที่มืดมิดเหล่านั้น มีผู้คนมากมายขานรับเสียงดังกึกก้อง
โดยเฉพาะแม่นางน้อยหานผู้นั้นยิ่งลงมือปลดถุงแมลง ฝูงแมลงสีทองอ่อนฝูงหนึ่งบินออกไป ส่วนคนอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด ก็ปล่อยแมลงบินของตนเองออกมาเช่นกัน
และยังมีแมลงมีพิษอย่างเช่นงูและตะขาบเลื้อยขึ้นมาบนกำแพงลานบ้าน
เวลานี้อินอู๋โซ่วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่สั่นกระดิ่งในมือ จากนั้น 'หุ่นเชิดซากศพ' ร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเขามาตลอดก็ขยับตัว
'หุ่นเชิดซากศพ' เดินมาที่ริมประตู ออกแรงกระแทกเพียงครั้งเดียว ประตูก็แตกกระจาย
จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นฉากนี้ ภายในใจก็เกิดความคิดที่จะหนี แต่ก็รู้สึกว่า อย่างไรเสียตนก็ต้องสู้ดูสักตั้ง มณฑลพิธีที่ตนเองสร้างขึ้นนี้ มี 'เทพเพลิง' อยู่เบื้องหลัง มีค่ายกลโคมเจ็ดดาราอยู่ อีกฝ่ายมีคนเยอะกว่าแล้วอย่างไรเล่า?
แมลงฝูงแรกบินเข้ามา เขาใช้นิ้วชี้ตวัด แมลงทีละตัวมอดไหม้อยู่ท่ามกลางเปลวไฟ
ทว่าในจำนวนนั้นกลับมีแมลงสีทองอ่อนอยู่บางส่วน พวกมันไม่ได้กลัวเปลวไฟเหล่านั้นมากนัก
จ้าวฟู่อวิ๋นสะบัดมือ เข็มขนเพลิงสิบกว่าเล่มพุ่งทะยานออกไป ปักเข้าใส่แมลงที่ไม่กลัวไฟเหล่านั้น
แม่นางน้อยหานที่อยู่ด้านนอกหน้าซีดเผือด นางปวดใจเป็นอย่างยิ่ง แมลงกลืนโลหะเหล่านี้เป็นสิ่งที่นางต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมากในการเลี้ยงดูจนเติบโต รวมแล้วก็มีเพียงยี่สิบกว่าตัวเท่านั้น
มีจุดเด่นคือไม่เกรงกลัวน้ำ ไฟ หรือศัสตราวุธ แมลงกลืนโลหะเคยถูกคนใช้ดาบฟันใส่มาแล้ว เพียงแต่เห็นมันร่วงหล่นลงพื้น ทว่าไม่นานก็บินขึ้นมาได้อีกทันที
แต่ทว่า ครั้งนี้กลับไม่สามารถต้านทานเข็มของอีกฝ่ายได้ สิ่งนี้ทำให้นางยากจะยอมรับได้อยู่บ้าง
หุ่นเชิดซากศพพุ่งเข้าไปแล้ว ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นก็ได้ท่องมนตร์เทพเพลิงแดงขึ้นมาแล้ว
เปลวไฟในห้องลุกโชน เสียงมนตร์อันยิ่งใหญ่ดังก้องไปทั่วห้องพร้อมกับแสงไฟ จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่ตรงนั้น บนร่างถึงกับแผ่กลิ่นอายแห่งเทพออกมา คนภายนอกมองดูเขายืนอยู่ตรงนั้น บนร่างราวกับถูกปกคลุมไปด้วยเปลวแสงสีทอง ถึงกับมีความรู้สึกว่าไม่กล้าจ้องมองตรงๆ พอมองแล้วก็จะเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงในใจ
อินอู๋โซ่วสั่นกระดิ่งควบคุมศพ เสียงกระดิ่งดังถี่ยิบราวกับพายุฝน
หุ่นเชิดซากศพส่งเสียงคำรามต่ำ แบกรับกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพไว้เต็มร่าง แล้วพุ่งตัวเข้าไปในห้อง
“เผา ฆ่า…”
จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวติดกันสองคำ นิ้วมือชักดึงออกมาดุจดาบ ตวัดฟาดลงบนร่างของหุ่นเชิดซากศพ ปราณสีดำที่พลุ่งพล่านอยู่บนร่างหุ่นเชิดซากศพถูกทำลาย เปลวไฟคล้ายจะเกาะติดบนร่างเพื่อแผดเผา ทว่าปราณสีดำเหล่านั้นกลับม้วนตัวย้อนกลับมา ดับเปลวไฟไปจนสิ้น
วินาทีนั้นเอง ก็มีแสงสีแดงสายหนึ่งทะลวงผ่านความว่างเปล่า ปักเข้าที่หน้าผากของหุ่นเชิดซากศพ
ปราณสีดำบนร่างหุ่นเชิดซากศพ ถึงกับไม่อาจขวางกั้นเข็มเล่มนั้นได้เลย
ในชั่วพริบตาที่เข็มแทงทะลุหว่างคิ้ว อินอู๋โซ่วที่อยู่ด้านหลังก็สัมผัสได้ว่าพลังควบคุมหุ่นเชิดซากศพของตนกำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว
“เผา!”
ใต้เข็มมีแสงไฟสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย เปลวไฟปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของหุ่นเชิดซากศพ กะพริบไหวแล้วลุกลามออกไป หุ่นเชิดซากศพราวกับเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ส่งเสียงร้องประหลาด อินอู๋โซ่วถึงกับไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป
ในวินาทีนี้เขารู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างที่สุด เพราะเขารู้สึกว่าจ้าวฟู่อวิ๋นจากภูเขาเทียนตูผู้นี้ อันที่จริงก็ไม่ได้มีคาถาอาคมที่ลึกล้ำพิสดารอะไรมากมาย
มองมาตั้งนาน ไปๆ มาๆ เขาก็มีท่าไม้ตายอยู่แค่นี้เอง
ชนิดหนึ่งคือ 'คาถาเพลิง' ที่ไม่รู้จัก คาถาเพลิงนี้สามารถแผดเผาคนได้ทั้งภายในและภายนอก
อีกชนิดหนึ่งก็คือวิชาควบคุมเข็ม บนเข็มแฝงพลังของ 'เพลิงเทวะ' อาการบาดเจ็บจากเข็มอันที่จริงก็มาจากพลังของเพลิงเทวะที่แฝงอยู่บนนั้นเป็นหลัก
ดังนั้น ในสายตาของเขา คาถาอาคมที่จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้ทำได้ มีความเรียบง่ายเป็นอย่างมาก
แต่ถึงแม้จะเรียบง่ายเพียงนี้ ตัวเขาเองกลับไม่สามารถต้านทานได้เลย พอเปลวไฟของอีกฝ่ายลุกโชน เข็มร่วงหล่น ทุกอย่างก็จบเห่แล้ว
อินอู๋โซ่วราวกับมองเห็นความตาย เขาพยายามอย่างหนักที่จะสั่นกระดิ่งควบคุมศพ เพื่อให้หุ่นเชิดซากศพพุ่งเข้าไปในห้อง ส่วนตัวเขาเองก็ถอยไปด้านหลัง หวังจะสลัดให้หลุดพ้น
เปลวไฟพุ่งเข้าใส่ร่างของหุ่นเชิดซากศพตามการสะบัดมือของจ้าวฟู่อวิ๋น หุ่นเชิดซากศพลุกไหม้ขึ้นมาในพริบตา
ตอนที่อินอู๋โซ่วควบคุมหุ่นเชิดซากศพพุ่งเข้าไปในลานบ้าน มุมปากของทังเยี่ยก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาสายหนึ่งแล้ว
เขามองเห็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา เขารู้ดีว่า โอกาสของตนมาถึงแล้ว
เขาได้รับคัมภีร์เคล็ดวิชามาเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า "วิชาสังเวยเลี้ยงดูมารฝันอัคคี" ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นหนังสือแบบไหน
ในคัมภีร์เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า หากต้องการเลี้ยงดูมารฝันอัคคีสักตน จำเป็นต้องใช้วิญญาณอาฆาตที่ตายเพราะถูกไฟครอกมาเลี้ยงดูให้เป็น 'ผีไฟ' จากนั้นใช้ผีไฟกลืนกินจิตวิญญาณธาตุไฟ ก็สามารถทำให้ผีไฟกลายร่างเป็นมารฝันอัคคีได้
เขาตามหาจิตวิญญาณธาตุไฟมาโดยตลอด หลังจากที่พบกับจ้าวฟู่อวิ๋น เขารู้สึกว่าในระหว่างกระบวนการบำเพ็ญเพียรของจ้าวฟู่อวิ๋น จิตวิญญาณถูกหล่อหลอมด้วยเจตจำนงแห่งเทพเพลิง จะต้องเหมาะสมอย่างแน่นอน
เขาตัดสินใจให้ผีไฟของตนกลืนกินจิตวิญญาณของจ้าวฟู่อวิ๋น หลังจากนั้นก็จะจากที่นี่ไป
เพราะว่าคนของภูเขาเทียนตูกำลังจะมาแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีที่ว่างให้เขาสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป เขารู้สึกว่าภูเขาเทียนตูทำลายวาสนาของเขา การที่เขาจะเอาของบางอย่างมาจากศิษย์ของภูเขาเทียนตู ก็นับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ยามนี้ ศิษย์ของภูเขาเทียนตูผู้นี้ถูกพัวพันไว้แล้ว นี่เป็นโอกาสพอดี







