ภายในลานและเรือน เหล่ากู่กรูกันบุกเข้าไปไม่ขาดสาย ทว่ากลับถูก "มนตร์เทพเพลิงแดง" อันเกรียงไกรเผาผลาญอยู่ภายใน
เขานั่งอยู่เบื้องหน้าเทวรูปกับหมู่โคมไฟ แสงเพลิงพลุ่งพล่านอยู่เบื้องหลัง ท่ามกลางเปลวเพลิงอันว่างเปล่าซึ่งเคลื่อนไหวนั้น คล้ายมีร่างเทพอัคคีถูกวาดขึ้นรางๆ
การแปรเปลี่ยนขอบเขตตบะจากการบำเพ็ญให้กลายเป็นคาถาอาคมและกลวิธีร่ายคาถานานาชนิด หาใช่เรื่องง่าย จำต้องผ่านการฝึกฝนอันถูกต้องและความเพียรพยายามยาวนาน
ด้วยเหตุนี้ ความแข็งแกร่งของคาถาอาคมบทหนึ่งจึงมิได้ตายตัว หากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ความสามารถในการร่ายคาถา และสมาธิของผู้ใช้
ประการแรกคือต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ดังเช่นมณฑลพิธีในยามนี้ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เขาสร้างขึ้นเองและเหมาะแก่การร่ายคาถาของตนอย่างสมบูรณ์
ด้านสมาธินั้น เขาเคยใช้เวลาฝึกฝนอย่างมากบนภูเขาเทียนตู ไม่ว่ายามศึกษาเล่าเรียนหรือร่ายคาถา เขาล้วนสามารถทำให้ตนไม่ถูกรบกวนหรือขัดจังหวะได้โดยง่าย
นอกจากนี้ยังมีกลวิธีต่างๆ เช่น แบ่งกระแสจิตเพื่อทำหลายสิ่งในคราเดียว ทำให้คาถาอาคมแผ่ออกไปได้ไกลยิ่งขึ้น ทำให้คาถาอาคมสลับระหว่างจริงกับลวงได้ หรือทำให้คาถาอาคมซ้อนเป็นชั้นอย่างมีระเบียบไม่สับสน
กลวิธีเหล่านี้ล้วนมีชื่อเรียกเฉพาะบนภูเขาเทียนตู ได้แก่ จิตเยือกแข็ง หนึ่งจิตแบ่งกำเนิด ฝากจิตสู่วิชามายา หลายจิตแยกถึง รวมจิตจับกุม เรียงซี่ประสานเกล็ด คลื่นซ้อนถาโถม สลับจริงลวง หมื่นสายคืนสู่ต้น และธารพลังอาคม
ทั้งหมดนี้คือกลวิธีคาถาอาคมที่เขาสามารถฝึกฝนได้ในขั้นปัจจุบัน และเขาก็ฝึกสำเร็จหมดแล้ว กลวิธีเหล่านี้มิอาจนำออกมาแสดงได้ตามใจเช่นคาถาอาคม ผู้ที่ล่วงรู้จึงมีน้อยยิ่ง
ส่วนวิชาบำเพ็ญและคาถาอาคม ตลอดสิบกว่าปีมานี้ วิชาหลักที่เขาฝึกคือ "เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณหยินหยางสัมผัสลี้ลับ" ส่วนคาถาอาคมหลักคือ "ยันต์อัคคี" ซึ่งเลื่อนขั้นเป็น "ยันต์เพลิงเทวะ" และจาก "ยันต์เพลิงเทวะ" ก็เลื่อนขั้นเป็น "ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพลิงแดง"
ไม่ว่าจะเป็นความคิดของเขาเองหรือคำสั่งสอนจากอาจารย์แห่งภูเขาเทียนตู ล้วนกล่าวว่าคาถาอาคมแต่ละบทมีลักษณะเฉพาะตัว ทว่าอานุภาพย่อมเพิ่มจากน้อยไปมาก จากตื้นสู่ลึก จำต้องอาศัยความเข้าใจของตนเอง ทั้งฝึกฝนและหยั่งรู้ให้มาก จึงจะทำให้คาถาอาคมบทหนึ่งทรงพลังจนน่าหวาดหวั่นได้
หากแตะต้องทุกสิ่งเพียงผิวเผิน ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นผู้รู้ทุกอย่างเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีสักอย่างที่สามารถตัดสินชะตาฟ้าดินได้ อาจารย์แห่งภูเขาเทียนตูเคยกล่าวว่า สรรพวิชากำเนิดจากจิต ประสานเข้ากับเบญจธาตุ และบรรจบในรูปลักษณ์ ทุกสิ่งจึงมีธรรมชาติที่ส่งเสริมและข่มกัน ทว่ายอดฝีมือที่แท้จริงใช้เพียงวิถีเดียวกลับหลอมรวมได้ทุกวิชา มิใช่ผู้อื่นข่มเขา แต่เป็นเขาข่มผู้อื่น
นอกจากคาถาอาคมยันต์อัคคีที่ฝึกเป็นหลักแล้ว เขายังเรียนวิชาฝันพยากรณ์ วิชาภูผาสะกด วิชาข่มฝันร้าย มนตรา วิชาควบคุมกระบี่ ยันต์ วิชาอัญเชิญเทพ และเคล็ดวิชาศาสตรา
แน่นอนว่า นอกจากวิชารากฐานแห่งการบำเพ็ญ คาถาอาคม และกลวิธีร่ายคาถาแล้ว ยังมีหลักแห่งวิถีอีกนานาชนิด
ทั้งหมดนี้จะได้รับการพิสูจน์ในคืนนี้ ว่าจะแปรเปลี่ยนเป็นความสามารถสำหรับแย่งชิงทางรอดเสี้ยวหนึ่งในการต่อสู้กับผู้อื่นได้หรือไม่
ภูตผีมิได้บุกเข้าเรือนโดยตรง พวกมันหมอบอยู่บนหลังคาและแผ่นกระเบื้อง ซ่อนตัวในเงามืดริมหน้าต่าง โอบล้อมเรือนทั้งหลังไว้ ไอหยินที่พวกมันรวมตัวกันสร้างขึ้นถึงกับจับตัวเป็นละอองน้ำ หยดลงมาตามร่องกระเบื้อง
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้เงยหน้ามอง ทว่าในสัมผัสของเขา เหนือศีรษะมืดทะมึนและอึมครึม ราวกับหลังคาจะพังถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
ไอหยินกำลังกดข่มรัศมีของเพลิงเทวะ ทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกราวกับต้องแบกของหนักก้าวเดิน
นิ้วมือของเขาวาดชี้ไปมา แมลงนานาชนิดถูกเผาไหม้อยู่ในเปลวเพลิง ทั้งงู หนู ตะขาบ แมงป่อง หนอนด้ายเหล็ก และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด เพียงเข้ามาใกล้ก็ถูกเปลวเพลิงม้วนกลืนเผาผลาญ
เหล่ากู่มิได้กรูกันเข้ามาอย่างไร้ระเบียบ แต่เคลื่อนไหวเป็นขั้นเป็นตอนประหนึ่งจัดทัพวางขบวน มีทั้งกองหน้าและกองหลัง บางตัวบินกลางอากาศ บางตัวคลานตามพื้น บ้างรวมกลุ่มรุกคืบเคียงกัน บ้างลอบเร้นมาเงียบๆ หรือซ่อนอยู่หลังขอบหน้าต่างแล้วพุ่งเข้าไปราวลูกธนู
การรุกคืบของแมลงเหล่านี้ดุจพิชัยสงคราม กระบวนพลิกแพลงกับกระบวนซึ่งหน้าประสานกัน ต่างฝ่ายต่างบดบังกันเคลื่อนไป
ย่อมมีผู้ควบคุมพวกมันอยู่เบื้องหลัง เมื่อพวกมันร่วมกันส่งเสียงแมลงสารพัดชนิด เจตนาร้ายอันดุดันของเหล่ากู่ถึงกับแหวกแสงเพลิงเปิดทางสายหนึ่ง พุ่งตรงเข้าหาจ้าวฟู่อวิ๋นที่อยู่ลึกเข้าไปในห้องโถง
เสียงแมลงนานาชนิดที่ผสมปนเปกันนั้นคล้ายแฝงอำนาจมนตร์บางอย่าง ถึงกับทำให้สติของจ้าวฟู่อวิ๋นสั่นคลอนชั่วขณะ
ทว่าเขาเคยพากเพียรฝึกสมาธิของตน เพื่อมิให้ถูกผู้อื่นขัดจังหวะยามร่ายคาถา ตอนฝึกนั้นเขาเริ่มจากปิดตาร่ายคาถา แล้วให้ผู้อื่นคอยตบตีร่างกาย
ความรู้สึกที่ต้องมอบตนไว้ในมือผู้อื่นโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ย่ำแย่นัก หากอีกฝ่ายนึกอยากสังหารคนขึ้นมากะทันหัน ตัวเขาย่อมต้องถูกฆ่าตาย
จ้าวฟู่อวิ๋นเป็นผู้ที่ขาดความรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง ในสถานการณ์เช่นนั้นเขามักเกิดความคิดเช่นนี้ คาถาที่ร่ายจึงถูกขัดจังหวะอยู่บ่อยครั้ง เพราะเพียงมีผู้ใดตบเขาอย่างกะทันหัน ความหวาดผวาก็จะผุดขึ้นในใจ ทว่าหลังฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เขายังคงหวาดกลัว แต่คาถาที่ร่ายกลับไม่ขาดตอนอีก
ต่อมาเขาให้ผู้อื่นใช้เข็มแทงร่างกาย แล้วฝึกวาดยันต์กลางอากาศขณะเดิน ฝึกร่ายคาถาขณะเดิน และฝึกร่ายคาถาระหว่างพูดคุยกับผู้อื่น
มีเพียงโต้กลับและร่ายคาถาอย่างต่อเนื่องเท่านั้นจึงจะหลุดพ้นจากอันตรายได้ หากคาถาอาคมขาดตอนแล้วเอาแต่ร้องตะโกน วิ่งหนีอย่างแตกตื่น ก็มีแต่จะตายเร็วยิ่งขึ้น
เห็นเพียงนิ้วมือของจ้าวฟู่อวิ๋นวาดผ่านความว่างเปล่า เปลวเพลิงซ้อนชั้นดุจระลอกคลื่นเข้าท่วมกลืนเหล่ากู่ บางคราเขาก็บริกรรมคำว่า "เผา" เพื่อเพิ่มอานุภาพแก่เปลวเพลิง
เปลวเพลิงเหล่านั้นซ้อนกันเป็นชั้น ระลอกอัคคีปะทะความว่างเปล่าแล้วถึงกับม้วนกลับมา เผาเหล่ากู่ที่หลบรอดจากเพลิงระลอกแรกจนตาย คลื่นเพลิงสืบเนื่องไม่ขาดสาย
บางคราคลื่นเพลิงดูคล้ายมีช่องว่าง แต่กลับสกัดพวกมันไว้ได้พอดีทุกครั้ง
กู่ประหนึ่งกองทหาร
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นควบคุมเพลิงประหนึ่งบัญชาทัพ ผ่อนหนักผ่อนเบาอย่างเหมาะสม
ทันใดนั้นแสงสีแดงสายหนึ่งก็ดีดพุ่งออกมาดุจสายยางที่ถูกขึง นี่คือกู่หนอนด้ายเหล็กซึ่งซุ่มรอมานาน หากถูกมันกัด มันจะชอนไชเข้าไปในเนื้อหนังทันที ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญขั้นจู้จี (สร้างฐาน) ก็เกรงว่าคงสูญสิ้นไปครึ่งชีวิต
ยิ่งกว่านั้น ต่อให้มันมิได้ชอนไชเข้าไปในร่างจนหมด เพียงมุดเข้าไปเล็กน้อยแล้วถูกตัดขาด มันก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ผลลัพธ์แทบไม่ต่างจากปล่อยให้ทั้งตัวมุดเข้าไป
ชั่วขณะที่แสงสีแดงสายนั้นดีดพุ่งออกมา งูโซ่แดงตัวหนึ่งก็เลื้อยฉกาจฉกรรจ์ออกจากมุมห้อง
การลอบโจมตีของกู่หนอนด้ายเหล็กทำให้ผู้คนตั้งตัวไม่ทัน ทว่ากระบวนสังหารที่แท้จริงกลับเป็นกู่งูโซ่แดง กู่งูโซ่แดงถูกเพาะเลี้ยงด้วยวิชาลับ ภายในร่างแฝงธาตุไฟ เกล็ดทั่วตัวเป็นสีแดงฉาน จึงต้านทานเปลวเพลิงได้อย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่คลื่นเพลิงกำลังเผาผลาญเหล่ากู่ จ้าวฟู่อวิ๋นดูคล้ายลนลานอยู่บ้างเมื่อเผชิญกู่หนอนด้ายเหล็กที่ดีดพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน
เขาชูนิ้วเป็นกระบี่วาดผ่านความว่างเปล่าคราหนึ่ง กู่หนอนด้ายเหล็กกลับมิได้ลุกไหม้โดยตรง แต่ตกลงบนโต๊ะที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขา มันดิ้นกระดุกกระดิก คล้ายกำลังสะสมกำลังเพื่อดีดตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ในจังหวะนั้นเอง งูโซ่แดงเลื้อยเข้ามาใกล้เขาอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะดีดตัวฉับพลัน กลายเป็นแสงสีแดงพุ่งเข้ากัดจ้าวฟู่อวิ๋น
ทว่ามือซ้ายของจ้าวฟู่อวิ๋นถือเข็มเพลิงเล่มเรียวไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดรู้ เขาดีดเข็มในมือออกไปราวกับฝังเข็มลงบนจุดชีพจร เข็มเพลิงพุ่งผ่านความว่างเปล่า ปักเข้ากลางศีรษะของงูโซ่แดงโดยไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย
พร้อมกันนั้นเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว งูโซ่แดงจึงตกลงบนพื้นตรงหน้าเขาพอดี ร่างของมันบิดดิ้นอย่างบ้าคลั่ง
เข็มเพลิงเล่มเรียวทะลวงเกล็ดและปราณคุ้มกายของงูโซ่แดง อำนาจเทวะที่ตามติดมาพลันทำลายสติภายในร่างของมัน
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าแท้จริงแล้วจ้าวฟู่อวิ๋นหวาดกลัวงู หนู และแมลงเหล่านี้มาโดยตลอด เพียงมองนานขึ้นอีกนิดก็รู้สึกสะอิดสะเอียน และในความสะอิดสะเอียนนั้นยังเจือความหวาดกลัวอยู่ด้วย
เวลานี้เขากลั้นลมหายใจไว้ในอก ก่อนจะถอยหลังไปอีกหนึ่งก้าว
ครานี้เขาดูคล้ายสะดุดชะงักเพราะเพิ่งหลบพ้นกระบวนสังหาร ทั้งยังตกใจที่งูตัวนั้นเข้าประชิด กลิ่นอายทั่วร่างจึงหยุดนิ่งไปเล็กน้อย
ทันใดนั้น บนหลังคาก็เกิดเสียง "กร๊อบ" ดังขึ้น
หลังคาคล้ายมิอาจรับแรงกดมหาศาลจากเบื้องบนได้อีกต่อไป พื้นที่ส่วนหนึ่งจึงพังถล่มลงมา
กระเบื้องกับฝุ่นผงร่วงหล่น กลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจาย ชั่วขณะนี้ถึงกับแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือฝุ่น สิ่งใดคือหมอกภูต
ภูตผีทะลักเข้ามาพร้อมกระเบื้องที่ร่วงหล่น คล้ายมีผู้ใดผลักต้อนพวกมันลงมา เพียงชั่วพริบตา แสงเพลิงทั่วทั้งเรือนก็ถูกไอหยินมหาศาลที่จู่โจมกะทันหันกดทับจนหม่นมัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะนั้นลมเย็นพัดเข้ามาจากหลังคา เปลวไฟในโคมซึ่งใกล้จะดับเพราะถูกกดข่ม พลันดับวูบลงพร้อมกัน
ภายในเรือนมืดสนิทในชั่วพริบตา
ตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งลอดลงมาจากรูโหว่บนหลังคา เงาร่างนั้นคล้ายวานรขนแดง ทว่ากลับไม่มีใบหน้าของวานร อีกทั้งยังเลือนรางไร้ตัวตน
พอมันปรากฏตัว ก็โผเข้าหาจ้าวฟู่อวิ๋นทันที
นี่คือผีเพลิงของทังเยี่ย ผีเพลิงตนนี้สามารถเดินเหินใต้แสงตะวันได้แล้ว
เขาเคยใช้ผีเพลิงตนนี้โผสังหารผู้คนมามากมาย จึงมั่นใจในผีเพลิงของตนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อก่อนหน้านี้ได้สร้างเงื่อนไขไว้พร้อมสรรพ ยามนี้จึงเป็นโอกาสอันเหมาะเจาะ
ทุกแห่งที่มันเคลื่อนผ่าน เหล่าภูตผีต่างหลีกทางให้
แต่ในขณะนั้นเอง รัศมีสีทองแดงอันเจิดจ้าก็พลุ่งขึ้นจากมือของจ้าวฟู่อวิ๋น
ขณะเดียวกัน ภายในดวงตาทั้งสองของเขาก็คล้ายมีแสงเพลิงส่องทะลุออกมา
"ข้ารอเจ้าอยู่นี่แหละ!"
นี่คือเสียงของจ้าวฟู่อวิ๋น น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ไหนเลยจะมีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาประหนึ่งยอดนักตกปลาที่ในที่สุดก็รอจนมัจฉาฮุบเหยื่อ
เปลวเพลิงสีทองแดงบนมือของเขาคือ "ยันต์เพลิงเทวะแดงฉาน" ขณะใช้ยันต์นี้ เขายังอัญเชิญเทพจ้าวเพลิงแดงให้มาประทับในกาย พร้อมทั้งใช้กลวิธีธารพลังอาคม
ธารพลังอาคมนี้นับเป็นวิธีเดิมพันด้วยชีวิต โดยระเบิดพลังอาคมทั้งหมดภายในร่างออกมาในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้พลังอาคมถาโถมดุจกระแสน้ำหลาก
ส่วนวิธีใช้ขั้นสุดท้ายก็คือเคล็ดวิชาศาสตรา
อัญเชิญเทพจ้าวเพลิงแดง ใช้ยันต์เพลิงเทวะแดงฉาน สำแดงกลวิธีธารพลังอาคม แล้วผสานเคล็ดวิชาศาสตราเข้าด้วยกัน
ยันต์เพลิงเทวะแดงฉานถูกหนีบไว้ระหว่างนิ้วของเขา เมื่อกรีดผ่านความว่างเปล่า ก็ประหนึ่งดวงตะวันดวงน้อยเบ่งบานขึ้นอย่างกะทันหันกลางเรือนอันมืดมิด
ผีเพลิงขนแดงตั้งตัวไม่ทัน พุ่งชนเข้าใส่เปลวเพลิงเต็มแรง มันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ก่อนถูกเผากลายเป็นควันเขียวในชั่วพริบตา
ภูตผีตนอื่นภายในเรือน เมื่อถูกรัศมีสาดส่องก็มีสภาพไม่ต่างกัน
บนหลังคามีผู้หนึ่งส่งเสียงร้องโหยหวน ตามมาด้วยเสียงร่างกลิ้งหล่น ก่อนจะดัง "ตุ้บ" เมื่อคนผู้นั้นร่วงจากหลังคาลงสู่ลาน
จ้าวฟู่อวิ๋นยื่นมือปัดผ่านโคมไฟข้างกาย ก่อเป็นกลุ่มลมสายหนึ่ง ทว่าลมนั้นคล้ายแฝงไอร้อนของเพลิง พัดให้โคมติดไฟขึ้นอีกครา
เปลวไฟดูคล้ายแพร่ลามได้ โคมทีละดวงจึงลุกสว่างขึ้นตามกัน
ห้องกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง จ้าวฟู่อวิ๋นค่อยๆ เดินออกไป ใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยซากแมลงและซากงู เขาระมัดระวังมิให้เหยียบโดนพวกมัน
เมื่อมาถึงขั้นบันไดด้านนอก เขาก็ได้ยินเสียงลม ภายในเสียงลมนั้นแฝงเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงและกดกลั้น ซึ่งดังมาจากเหล่าผู้ควบคุมแมลงและบงการภูตที่อยู่ภายนอก
ทังเยี่ยพยายามพลิกกาย การตายของผีเพลิงซึ่งผูกประสานกับดวงจิตทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส
เขาดิ้นรนพยายามลุกขึ้นยืน ทว่ากลับเซซังล้มลงกับพื้นอีกครั้ง เส้นผมขาวโพลนแผ่สยายยุ่งเหยิง ทำให้ดูอเนจอนาถยิ่งนัก
"ศิษย์แห่งภูเขาเทียนตูมารับตำแหน่งศึกษาธิการที่นี่ หรือคิดจะฆ่าโดยไม่สั่งสอน? ศิษย์สำนักเที่ยงธรรมอันมีชื่อเสียงเช่นเจ้า ไหนเลยจะสังหารคนผู้สูญสิ้นอาคมได้"
ทังเยี่ยกล่าวพลางยื่นมือข้างหนึ่งขึ้นขวางเบื้องหน้า
จ้าวฟู่อวิ๋นดีดนิ้ว เข็มเพลิงเล่มเรียวพลันกลายเป็นประกายสายหนึ่ง พุ่งแทงหว่างคิ้วของทังเยี่ย แสงเพลิงสีทองวาบขึ้นตรงหว่างคิ้วแล้วดับลง ทังเยี่ยหงายหลังล้ม ทว่าร่างพิงติดกำแพงก่อนจะค่อยๆ ไถลลงนั่ง ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง ยังคงฉายแววไม่อยากเชื่อ
"ความตายของเจ้าจะสอนให้ชาวอู้เจ๋อรู้จักคำว่ายำเกรง เช่นนี้พวกเขาจึงจะมองฐานะของตนได้กระจ่าง!" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวอย่างราบเรียบ
กล่าวจบเขาก็หันกายกลับเข้าไปในเรือน ปัดซากกู่บนเก้าอี้ออก แล้วนั่งลงตรงนั้น
การใช้ยันต์ครั้งสุดท้ายเมื่อครู่ผลาญพลังอาคมของเขาจนสิ้น ยามนี้เขาอ่อนแรงและเหนื่อยล้า ทั้งยังปวดศีรษะอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเขานั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ตรงนั้น กลับไม่มีผู้ใดกล้าสอดส่องอีก
ราตรียังคงมืดมิดไร้แสงอรุณ เปลวโคมสีทองลุกไหม้อย่างสงบนิ่ง ส่องซากศพที่เกลื่อนพื้น และส่องร่างคนผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่กลางเรือนที่เต็มไปด้วยซากศพ ไม่นานนัก เสียงกรนแผ่วเบาก็ดังขึ้น







