อาจารย์หนอนไหมหมาถูกจ้าวฟู่อวิ๋นทำร้าย จึงเข้าภูเขาไปสังเวยกู่กลางดึก เรื่องนี้เหล่าผู้บำเพ็ญระดับสูงในอำเภอบึงหมอกต่างล่วงรู้กันดี
บัดนี้เขากลับมาแล้ว ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายดุดันอำมหิต เขามาเพียงลำพัง ผมเผ้ายาวสยาย ทั้งร่างซูบผอมเสียจนแทบผิดรูป ทว่ากระแสปราณกลับพลุ่งพล่านเชี่ยวกราก
"อาจารย์หนอนไหม ท่านคิดจะทำสิ่งใด?" อินอู๋โซ่วรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
เพราะเขารู้ว่าหมาอู่หลางเสียท่าให้จ้าวฟู่อวิ๋น จึงเกรงว่าหมาอู่หลางคิดจะตัดสินเป็นตายกับจ้าวฟู่อวิ๋น
ไม่ว่าใครจะบาดเจ็บหรือใครจะตาย เขาล้วนเห็นว่าไม่เป็นการดี เบื้องหลังจ้าวฟู่อวิ๋นคือภูเขาเทียนตู ส่วนเบื้องหลังหมาอู่หลางก็มีอำเภอบึงหมอก ทั้งยังเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่ง
ผู้คนในท้องถิ่นเดียวกันย่อมมีสายสัมพันธ์โยงใยสลับซับซ้อน ต่อให้วกอ้อมไปหลายชั้นก็ยังนับว่าเป็นญาติกันอยู่บ้าง
"นับแต่ข้าหมาอู่หลางหลอมกู่หนอนไหมทองสำเร็จ ยังไม่เคยได้รับความอัปยศใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ วันนี้ข้าจะกอบกู้ชื่อเสียงให้กู่หนอนไหมทอง" น้ำเสียงของหมาอู่หลางไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดโต้แย้ง ทุกคนได้แต่เฝ้ามอง คนรุ่นเดียวกันต่างรู้ว่านิสัยเขาสุดโต่งและดื้อรั้น ส่วนชนรุ่นหลังยิ่งไม่กล้าปริปาก
อินอู๋โซ่วขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้เอ่ยคำใด
เพราะผู้ที่ล้อมจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ในยามนี้มีนามว่าแม่เฒ่าโหยวหลิง นางเป็นพี่สาวของแม่เฒ่าโหยว นิสัยสุดโต่งไม่ต่างกัน นางเห็นว่าจ้าวฟู่อวิ๋นเป็นผู้ทำให้เรื่องของทุกคนเสียหาย จึงต้องให้เขาชดใช้
ทว่าในสายตาอินอู๋โซ่ว ต่อให้จ้าวฟู่อวิ๋นต้องชดใช้แล้วอย่างไร? ฆ่าเขาแล้วอย่างไร? ผลลัพธ์ย่อมไม่เปลี่ยน มีแต่จะผูกความแค้นถึงตาย เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้หาผู้ยอมออกหน้าได้ เพื่อระงับโทสะของภูเขาเทียนตู คนที่ลงมือก็อาจต้องถูกฝังตามไปทั้งหมด
หมาอู่หลางไม่ได้พูดอะไรกับคนเหล่านี้ เขาเดินตรงมานอกลานเรือนเล็กของจ้าวฟู่อวิ๋น นั่งขัดสมาธิลงกับพื้น เปิดกล่องบนหลังออก หนอนไหมทองสีทองอ่อนตัวหนึ่งพลันบินออกมาจากภายใน
ชั่วพริบตา ความคิดของทุกคนราวถูกบางสิ่งฉีกกระชากจนแหลกสลาย เสียงสับสนอลหม่านนานาชนิดผุดขึ้น ภาพลวงตาปรากฏในดวงตา ราวกับมีแมลงนับไม่ถ้วนถือกำเนิดจากความว่างเปล่า บินวนล้อมทั่วกาย
หนอนไหมทองตัวนั้นบินเข้าไปในลานเรือน
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนมองเมฆผีที่ม้วนทะมึนอยู่บนฟ้ามาโดยตลอด ทันใดนั้น เสียงอื้ออึงสับสนพลันดังขึ้นในหู
จากนั้นเขาก็เห็นฝูงแมลงบินกรูกันเข้ามา
ใจเขากระชับแน่น แมลงเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นพรืด เสียงที่พวกมันเปล่งออกมาคล้ายมนตร์สาปบางอย่าง กำลังฉีกทำลายจิตสำนึกโดยตรง
จ้าวฟู่อวิ๋นถอยหลัง เพียงก้าวถอยนี้ก็เข้าไปถึงโถงกลาง หยุดอยู่เบื้องหน้ารูปสลักเทพเพลิง
มือซ้ายของเขากำเป็นหมัดหลวมๆ มือขวาจีบนิ้วกระบี่สอดเข้าไปในช่องกลางหมัดซ้าย ลำตัวโน้มลงเล็กน้อย เท้าขวายื่นไปข้างหน้า ตั้งท่าคันศร
ฝูงแมลงพรืดนั้นกรูกันเข้ามาแล้ว
แมลงยิ่งทวีจำนวนแน่นขนัด กลิ่นอายดุดันอำมหิตโถมปะทะใบหน้า
เขารวบกระชับจิตมั่น นิ้วกระบี่พลันชักออก
แล้วตวัดวาดอย่างรวดเร็วกลางอากาศ เป็นเส้นเก้าเส้นตัดสลับกันทั้งแนวนอนและแนวตั้ง
ตาข่ายแดงไร้รูปสายหนึ่งปรากฏกลางอากาศ กักขวางแมลงเหล่านั้นไว้ในพริบตา จากนั้นเขาก็วาดวงกลมกลางอากาศ ล้อมแมลงทั้งหมดไว้ภายใน
"เผา!"
เปลวไฟผุดโหมขึ้นจากความว่างเปล่า เงาแมลงเต็มฟ้าพลันลุกไหม้อยู่ในวงเพลิง ก่อนจะแตกสลายไปประหนึ่งฟองอากาศ
ทว่ากลับมีแมลงตัวหนึ่งเผยกายจริงออกมา
ในสายตาจ้าวฟู่อวิ๋น แมลงตัวนั้นเปล่งแสงสีทอง แต่กลับพร่าเลือนดุจภาพฝัน ชั่วขณะนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นถึงกับสงสัยว่าตนตาฝาดไปหรือไม่
เปลวไฟภายในมณฑลพิธีกลับถูกแสงวิญญาณสีดำแดงสายหนึ่งกระแทกเปิดออกในพริบตา
จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นดวงตาคู่หนึ่งดุจเม็ดถั่วดำ ภายในสาดประกายดุร้ายอำมหิต
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเขา "ได้ยินมานานว่าศิษย์ภูเขาเทียนตูมีคาถาอาคมลึกล้ำ วันนั้นเจ้าลอบจู่โจมข้า ทำร้ายหนอนไหมของข้า วันนี้หนอนไหมของข้าดิ้นรนรอดจากความตาย ฟื้นคืนกลับมาจากหมู่แมลงพิษนับหมื่น กำลังปรารถนาจะประลองคาถาอาคมกับศิษย์ภูเขาเทียนตูพอดี"
เสียงนั้นสะท้อนกึกก้องทั่วทั้งในและนอกเรือนในชั่วพริบตา ทุกคนได้ยินถ้วนหน้า ผู้คนแห่งอำเภอบึงหมอกต่างมองคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเรือน ความเคารพนับถือพลันบังเกิดขึ้นเองในใจ
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้เอ่ยวาจา
เขาเพียงยื่นมือซ้ายไปดึงเข็มขนเพลิงเล่มหนึ่งออกจากถุงเข็มตรงเอว กำไว้ในหมัดแล้วรั้งเก็บข้างเอว ส่วนนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมือขวาหนีบปลายเข็ม ชักออกมาแล้วสะบัดยิง
ลำแสงสีแดงวาบหนึ่งดุจเส้นด้ายแดง กรีดเป็นเส้นโค้งแทงทะลุความว่างเปล่า ก่อนปักเข้ากลางหน้าผากหนอนไหมทองในพริบตา
กลิ่นอายดุดันอำมหิตที่โหมทะลักเข้ามาพลันแตกสลาย
เปลวไฟบนเข็มขนเพลิงแทรกซึมเข้าสู่ร่างกู่หนอนไหมทอง กู่หนอนไหมทองลุกไหม้ขึ้นทันที ร่วงลงพื้น สั่นกระตุกพลางส่งเสียงประหลาด ก่อนสิ้นใจ
เข็มขนเพลิงสั่นไหวแล้วถอนตัวขึ้น กลายเป็นเส้นแดงสายหนึ่งลอยกลับสู่มือจ้าวฟู่อวิ๋น
ส่วนหมาอู่หลางที่อยู่ด้านนอกกรีดร้องอย่างน่าเวทนา ในดวงตาเขาราวกับเห็นแสงแดงวาบหนึ่งตกจากฟ้า แทงลึกเข้าไปในจิตสำนึก แล้วแปรเป็นเปลวไฟเชี่ยวกราก จิตสำนึกของเขาถูกเปลวไฟนั้นกระแทกใส่ ก่อนมอดไหม้สูญสิ้นในพริบตา
ความเงียบงันบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน คนที่อยู่เบื้องหลังหมาอู่หลางสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายบนร่างเขากำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว
มีคนรีบวิ่งเข้าไป ร้องเรียก "ท่านอาห้า ท่านอาห้า ท่านอาห้า..."
"ท่านอาห้าตายแล้ว..."
"ท่านอาห้าถูกคนของราชสำนักฆ่าตายแล้ว..."
ในตรอกมืดเกิดความโกลาหลระลอกหนึ่ง แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
ทุกคนต่างหันไปมองผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงผู้บำเพ็ญแห่งอำเภอบึงหมอกที่อยู่ ณ ที่นั้น รอเพียงคำสั่งจากพวกเขา
เห็นได้ชัดว่าเลือดในอกของเหล่าคนหนุ่มกำลังเดือดพล่าน ขอเพียงพวกเขาออกคำสั่ง ทุกคนก็จะบุกเข้าไป
ทว่าผู้อาวุโสหลายคนอย่างอินอู๋โซ่วยังคงข่มกลั้นไว้ได้ มีเพียงหลีเฮยผีที่ดูคล้ายจะทนไม่ไหว เขาพูดว่า "ถึงหมาอู่หลางจะเอาแต่หลบอยู่ในบ้าน เฝ้ากู่หนอนไหมทองของตน ทว่าอย่างไรก็เป็นผู้มีหน้ามีตาในอำเภอบึงหมอก จะมาตายอยู่ที่นี่เช่นนี้ คงไม่เหมาะกระมัง"
"แล้วเจ้าคิดจะทำเช่นไร?" อินอู๋โซ่วถาม
"แม้หนานหลิงจะสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต้าโจว แต่ไม่เคยมีผู้ใดบอกว่าคนของเราจะปล่อยให้พวกเขาฆ่าได้ตามใจ ข้าหลีเฮยผีเดินมาทั่วสิบแปดค่ายแห่งบึงหมอก ไม่เคยถูกตีแล้วไม่ตอบโต้!"
เมื่อหลีเฮยผีเริ่มมีอารมณ์พลุ่งพล่าน ลิงหลายตัวที่ล้อมอยู่ข้างกายก็ส่งเสียงร้องเจี๊ยกๆ ขึ้นมา
"หลีเฮยผี เจ้าอย่าได้วู่วาม หมาอู่หลางตายไปคนหนึ่งแล้ว รอท่านเจ้าเมืองอู๋มาถึงที่นี่ค่อยว่ากัน" อินอู๋โซ่วกล่าว
"อินอู๋โซ่ว เหตุใดเจ้าจึงขลาดเขลาถึงเพียงนี้? ท่านเจ้าเมืองอู๋มาแล้วจะฆ่าเขาหรือ? หากท่านเจ้าเมืองอู๋คิดผูกไมตรีกับภูเขาเทียนตู แล้วส่งตัวพวกเราให้ภูเขาเทียนตูเล่า?" หลีเฮยผีตะโกนถามเสียงดัง ทันใดนั้นเสียงแค่นเย็นชาก็ดังขึ้น
"เอะอะหนวกหู หวาดกลัวนั่นหวาดกลัวนี่ ข้าแม่เฒ่าโหยวหลิงท่องไปทั่วขุนเขาสายน้ำแห่งบึงหมอก ฟ้าดินเลี้ยงดูมา หาได้เกรงกลัวผู้ใด จงดูวิชาฝูงผีกัดกินวิญญาณของข้าเสียเถิด"
นี่คือเสียงของแม่เฒ่าโหยวหลิงซึ่งไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่แห่งใดมาตลอด นางหลอมสร้างธงรวมไอหยินขึ้นมาผืนหนึ่ง จึงสามารถเลี้ยงภูตผีไว้ได้หลายสิบตน
ทันทีที่สิ้นเสียงนาง โดยไม่รอให้อินอู๋โซ่วกล่าววาจา เมฆผีดำทะมึนบนฟ้าก็กรูเข้าสู่เรือน
พร้อมกันนั้น ธงรวมไอหยินผืนนั้นพุ่งปักลงมา พัดพาลมหยินระลอกหนึ่ง ร่วงลงกลางลานเรือน เมฆผีกลุ่มหนึ่งกรูตามเข้าไปในเรือน และท่ามกลางเมฆผี หญิงชราคนหนึ่งยื่นมือคว้าคันธงไว้
ที่แท้นางซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมฆผีบนฟ้ามาโดยตลอด
เห็นเพียงนางโบกสะบัดธงรวมไอหยิน ลมหยินพลันพัดกระหน่ำทั้งสี่ทิศ เมฆผีที่เกาะกลุ่มกันเผยเป็นใบหน้าภูตผีรูปลักษณ์ต่างกันกว่าสิบตน
แม่เฒ่าโหยวหลิงพลันแผดเสียงหวีดแหลม นี่คือเสียงหวีดวิญญาณหยินซึ่งทำร้ายดวงวิญญาณคนได้โดยตรง เป็นคาถาอาคมถนัดของนางที่ค่อยๆ เรียนรู้มาหลังคลุกคลีกับวิญญาณหยินนานหลายปี
ในขณะเดียวกัน ไอสังหารหยินที่รวมตัวจากภูตผีก็ซัดเข้าไปในตัวเรือนดุจคลื่นไร้รูป
นางมองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งแม้อยู่ท่ามกลางการต่อสู้เป็นตายเช่นยามนี้ ก็ยังดูสง่างาม เขาคล้ายชักดาบไร้รูปออกจากเอว แล้วตวัดมาทางนาง
นางจึงเห็นคลื่นเพลิงสายหนึ่งทะลักออกมาจากในเรือน ภายใต้คลื่นเพลิงนั้น วิญญาณหยินสลายไปอย่างรวดเร็ว ดุจหมอกต้องแสงตะวัน
ทว่าคลื่นเพลิงไม่ได้หยุดลงแม้แต่น้อย ราวกับเป้าหมายแต่แรกไม่ใช่ภูตผีเหล่านั้น หากแต่เป็นตัวนาง
นางเห็นว่าในคลื่นเพลิงคล้ายมีเทพองค์หนึ่งกำลังก้มมองตนอยู่ ชั่วขณะนั้น นางถูกบารมีเทพข่มขวัญจนไม่อาจขยับเขยื้อน
"เผา!"
นางได้ยินเสียงนี้ดังข้างหู จากนั้นจิตสำนึกทั่วทั้งร่างก็คล้ายถูกจุดไฟ
นางพบว่าร่างกายพลันลุกไหม้ ไม่เพียงอาภรณ์ แม้แต่จิตสำนึกก็ถูกเพลิงเผา จากภายในสู่ภายนอก จากภายนอกสู่ภายใน เปลวไฟปะทุออกจากร่างนางอย่างฉับพลัน พวยพุ่งจากทวารทั้งเจ็ดและรูขุมขน
นอกลานเรือนมีคนยืนมองภายในจากบนหลังคา
เมื่อเห็นแม่เฒ่าโหยวหลิงถูกเผาจนตายในชั่วพริบตา คนผู้นั้นก็ตกใจจนตะโกนซ้ำๆ "ถูกเผาแล้ว ถูกเผาตายแล้ว..."
สีหน้าของอินอู๋โซ่วไม่น่าดูอย่างยิ่ง เดิมทีเขาตั้งใจหลีกเลี่ยงไม่ให้ทุกคนต่อสู้กับจ้าวฟู่อวิ๋นในลานเรือนแห่งนี้ แต่กลับมีคนตายติดต่อกันถึงสองคน
ชั่วขณะหนึ่ง เขาจึงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
"อินอู๋โซ่ว เจ้าคลุกคลีกับคนตายอยู่ทุกวัน เลือดในหัวใจคงเย็นชืดไปแล้วกระมัง" หลีเฮยผียกนกหวีดที่ห้อยคอขึ้นเป่า
ทันทีที่เสียงหวีดแหลมบาดหูดังขึ้น ลิงสี่ตัวที่ล้อมรอบกายเขาก็กระโจนขึ้นกำแพงทันที
ส่วนตัวเขาติดตามไปเบื้องหลัง เพียงถีบเท้าลงบนกำแพงเรือนครั้งเดียว ก็กระโดดข้ามกำแพงเข้าไป
ลิงสี่ตัวต่างถือมีดปลายแหลม มุ่งพุ่งเข้าไปในตัวเรือน
หลีเฮยผีมองเห็นแม่เฒ่าโหยวหลิงที่ยังคงถูกเปลวไฟแผดเผาอยู่กลางลาน ความเศร้าสลดสายหนึ่งพลันวาบผ่านใจ
แม้แม่เฒ่าโหยวหลิงผู้นี้จะมีนิสัยประหลาด ทว่าเมื่อครั้งเยาว์วัยก็เคยงามเลิศเหนือสตรีทั้งบึงหมอก เขาเองก็มีใจชอบพอ เพียงแต่ยามนั้นยังหนุ่มแน่น และฝึกฝนวิชาบงการวานรอยู่ตลอด จึงไม่ได้เกี้ยวพานาง
ภายหลังแม่เฒ่าโหยวหลิงฝึกวิชาเลี้ยงผีบงการผี ทั้งตัวนางจึงเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ทำให้เขายิ่งไม่มีโอกาส
ทว่าบัดนี้ นางเป็นเพียงซากศพที่ถูกเผาไหม้อยู่บนพื้นเท่านั้น
ความสะทกสะท้อนเหล่านี้วาบผ่านใจเขาไปชั่วขณะ ตัวเขาถือแส้ติดตามลิงทั้งสี่อย่างกระชั้นชิด พร้อมตะโกนเสียงดัง "จ้าวฟู่อวิ๋น นับแต่เจ้ามาถึงบึงหมอก บึงหมอกก็ไม่เคยสงบสุขแม้แต่วันเดียว เจ้าฆ่าสหายร่วมวิถีแห่งบึงหมอก เหยียดหยามว่าบึงหมอกไร้ผู้คน วันนี้ข้าจะสับศีรษะเจ้า เพื่อนำไปเซ่นไหว้เหล่าสหายร่วมวิถีแห่งบึงหมอกที่ตายไป!"
หลังกล่าววาจาชุดนี้ อารมณ์ในอกเขาพลุ่งพล่านถึงขีดสุด ความรู้สึกที่ถูกบารมีเทพกดข่มอยู่ในใจพลันถูกกระแทกสลาย
พลังอาคมทั่วร่างไหลทะลัก ลิงสี่ตัวถือมีดปลายแหลมพุ่งเข้าใส่จากสี่ทิศ พร้อมส่งเสียงประหลาดจากปาก
ส่วนแส้ในมือเขาสะบัดดังเพียะ ก่อนม้วนตวัดฟาดใส่จ้าวฟู่อวิ๋น
เขารู้ว่าที่นี่คือมณฑลพิธีของจ้าวฟู่อวิ๋น และรู้ว่าปราณเพลิงที่นี่เข้มข้น ทั้งยังสัมผัสได้ถึงบารมีเทพในเปลวไฟซึ่งมิอาจจ้องมองและมิอาจล่วงเกิน
ทว่าเขาคิดว่าลิงที่ตนฝึกฝนมาย่อมเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้ ที่ผ่านมาเขาฝังใจกับการที่ลิงตัวก่อนตายอยู่ที่นี่เสมอมา เขาเห็นว่าหากไม่ใช่เพราะตนประมาท ลิงตัวนั้นคงไม่ตาย
เพราะฉะนั้นครานี้ ลิงทั้งสี่จึงเคลื่อนไหวพร้อมกัน ส่วนตัวเขาตามติดอยู่เบื้องหลัง
ในตอนนั้นเอง เขาเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นสะบัดมือเงียบๆ คล้ายโปรยบุปผา
เขาเห็นจุดแสงแดงห้าจุดโปรยออกจากมือจ้าวฟู่อวิ๋น จากนั้นเสียงร้องประหลาดของลิงทั้งสี่ก็ขาดหายทันควัน แขนขาพวกมันพลันสับสนอลหม่าน ไม่รู้แม้กระทั่งวิธีกระโดดหรือก้าวเดิน แต่ละตัวล้มคว่ำลงกับพื้น
ใจเขาตื่นตระหนก ลำแสงดุจเส้นด้ายวาบนั้นทะลุผ่านเงาแส้มาถึงตรงหน้าแล้ว ความหวาดกลัวต่อความตายพลันเอ่อล้นขึ้นในใจ เขาส่งเสียงประหลาดคำรามออกมา คล้ายเพิ่มความกล้าให้ตนเอง ทั้งคล้ายหวาดกลัวและไม่ยินยอม
เสียงประหลาดนั้นแทบไม่ต่างจากเสียงลิง จากนั้นแม้เขาจะรีบเอียงศีรษะและล้มตัวหลบอย่างสุดกำลัง กลางหว่างคิ้วก็ยังเจ็บแปลบ เพียงศีรษะเริ่มเบี่ยงออกเล็กน้อย เขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว ที่กลิ้งหลบบนพื้นต่อไปภายหลังเป็นเพียงแรงส่งเท่านั้น
เมื่อเขาพลิกตัวล้มลงกับพื้น นอนหงายมองจันทร์เสี้ยวบนฟ้า ดวงตาก็ไร้ประกายแล้ว รูม่านตาเลื่อนลอย
จ้าวฟู่อวิ๋นค่อยๆ ก้าวออกมา ดึงเข็มขนเพลิงออกจากหว่างคิ้วของลิงทั้งสี่ทีละเล่ม
ทว่าจู่ๆ ความสะทกสะท้อนก็ผุดขึ้นในใจ
เดิมทีตนกับคนเหล่านี้ไร้ความแค้นต่อกัน แต่เมื่อเรื่องราวบางอย่างประดังมาบรรจบกัน จึงก่อเกิดเป็นเคราะห์กรรม
ท่ามกลางวังวนโลกีย์ บุญคุณความแค้นพัวพัน ถูกผิดสับสน ไม่มีผู้ใดหลีกหนีพ้น
นี่ก็คือเคราะห์กรรมแห่งโลกีย์







