เมื่อได้ยินดังนั้น แม้แต่สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ในยุคสมัยนี้ คนธรรมดาที่อยากจะได้เรียนหนังสือ มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน
ไม่อย่างนั้น ทำไม "การสอบเข้ามหาวิทยาลัย" ถึงได้ถูกขนานนามว่าเป็นโอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิตล่ะ?
ถ้าคนธรรมดาอยากจะก้าวขึ้นไปสู่ชนชั้นที่สูงกว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ถือเป็นทางเลือกที่ตรงที่สุด มั่นคงที่สุด
แต่น่าเสียดายที่สวี่ซื่อเยี่ยน แม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าสอบก็ยังไม่มี
แล้วจะมีทางไหนอีกไหม ที่เขาจะเรียนรู้ความรู้เฉพาะทางได้บ้าง?
“อาจารย์ครับ ถ้าผมออกเงินเองเพื่อเรียนมหาวิทยาลัยล่ะ เป็นไปได้มั้ย?”
นี่ถือเป็นความหวังสุดท้ายแล้วใครจะใช้ให้เขาไม่มีวุฒิ ไม่มีคุณสมบัติเหมือนคนอื่นเล่า
อาจารย์ฉู่ส่ายหัว “วันๆ นี่คิดอะไรอยู่ล่ะ? การที่รัฐจะฝึกฝนเด็กมหาวิทยาลัยแต่ละคน มันต้องใช้เงินแค่ไหนรู้ไหม?
ถ้าจะให้คนออกเงินเองครอบครัวทั่วไปเขาไม่มีปัญญาหรอก”
ในยุคนี้ มหาวิทยาลัยไม่เก็บค่าเล่าเรียน แถมยังมีเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอีก
ไม่เคยได้ยินเลยว่าใครจะเรียนโดยออกเงินเอง แบบนั้นมันเพ้อเจ้อชัดๆ
“ถึงจะออกเองไหว ก็ยังไม่ได้นะ
มหาวิทยาลัยเขามีไว้เพื่อสร้างบุคลากรให้รัฐ แล้วถ้าเรียนเองโดยไม่มีระบบรองรับ มันจะไปจัดการยังไง?
เรียนจบมาแล้วจะไปลงงานตรงไหน? คนแบบนั้นจะมีสักกี่คนที่เป็น ‘บุคลากรคุณภาพ’ จริงๆ?”
อาจารย์ฉู่ส่ายหัว รู้สึกว่าสวี่ซื่อเยี่ยนคิดเพ้อฝันเกินไปหน่อย
สวี่ซื่อเยี่ยน ถอนหายใจก็จริง ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องพวกนี้ ระบบเรียนคู่ (ระบบรัฐ-ระบบเอกชน) ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ จะหวังเรียนแบบออกเงินเองก็ช่างฝันเกินไป
“แล้วมันไม่มีทางอื่นเลยเหรอครับอาจารย์? ผมอยากเรียนรู้จริงๆ อยากได้ความรู้ที่ใช้งานได้จริง ไม่ได้สนใจเรื่องวุฒิอะไรมากนัก”
คนอื่นเขาเรียนผ่านระบบเรียนทางไกลเพื่อเอาวุฒิไว้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนไม่มีความทะเยอทะยานถึงขนาดนั้น เขาแค่อยากเรียนรู้ของจริง ใช้งานได้จริง
อาจารย์ฉู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ดูท่าทางช่วงนี้เธอก็คงต้องอยู่ในตัวเมืองอีกนาน เวลาไม่มีอะไรทำก็แวะมาที่บ้านฉัน เดี๋ยวฉันสอนวิชาแพทย์ให้
อีกไม่กี่ปีก็จะมีการสอบที่เกี่ยวข้องบ้างอยู่ตั้งใจเรียนให้ดี พยายามสอบเอาใบรับรองมาไว้ใช้ในอนาคตก็แล้วกัน”
ยุคนี้ ใบรับรอง “หมอเท้าเปล่า” ไม่ใช่เรื่องยากนักถ้าจะสอบ อาจารย์ฉู่เชื่อว่าสวี่ซื่อเยี่ยน ถ้าตั้งใจจริงไม่น่าจะมีปัญหา
“ส่วนพวกที่เธอพูดถึง อย่างสัตวแพทย์ การแปรรูปสินค้าเกษตร เดี๋ยวฉันจะให้คนช่วยไปเอาหนังสือจากมหาวิทยาลัยเกษตรมาให้
มีเวลาก็อ่านเองไปก่อน
อีกไม่กี่ปี ถ้ามีโอกาสหรือถ้านโยบายเปลี่ยน เดี๋ยวค่อยหาทางให้เรียนก็ได้”
อาจารย์ฉู่เป็นคนรุ่นเก่าที่ชอบคนขยันใฝ่รู้ที่สุด
สองปีที่ผ่านมาที่เขาติดต่อกับสวี่ซื่อเยี่ยนผ่านจดหมาย เขาชื่นชมแนวคิดหลายอย่างของเด็กคนนี้อยู่ และก็หวังว่าสวี่ซื่อเยี่ยนจะได้ก้าวหน้าไปอีก
“ตราบใดที่เธอตั้งใจเรียน ไม่มีคำว่าสายเกินไปหรอก”
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินแบบนี้ ก็แทบจะยิ้มไม่หุบ
“อาจารย์ยังยอมสอนผมอีก ผมนี่ดีใจที่สุดแล้ว! แต่ถ้าผมมานั่งเรียนบ่อยๆ จะไม่รบกวนอาจารย์เหรอครับ?”
อาจารย์ฉู่เหล่ตาใส่ “รบกวนอะไร? ฉันเป็นแค่คนแก่ๆ วันๆ ก็แค่อ่านหนังสือ
ถ้าให้พูดตรงๆ แกย้ายมาอยู่บ้านฉันเลยก็ได้ ใกล้โรงพยาบาลด้วย เดินทางสะดวก
ปกติเธอก็ต้องไปดูแลเจ้าหก พอมีเวลาก็กลับมานั่งเรียนกับฉันนี่ล่ะ”
อาจารย์ฉู่ พูดแบบนี้เพราะไม่อยากให้ สวี่ซื่อเยี่ยน มาทำตัวห่างเหิน
เพราะสวี่ซื่อฉินต้องเข้ารับการผ่าตัด และยังต้องทำกายภาพฟื้นฟูหลังจากนั้นอีกยาว
ช่วงเวลานั้น สวี่ซื่อเยี่ยนคงไม่สามารถอยู่ในโรงพยาบาลได้ตลอด
ฉะนั้น อาจารย์ฉู่เลยเสนอให้ย้ายมาอยู่บ้านเขา พอมีเวลาก็เรียน พอว่างก็ไปดูน้องสาว
ด้วยพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ถ้าอาจารย์ฉู่ช่วยชี้แนะแค่เล็กน้อย ก็พัฒนาได้ไม่ยาก
จะสอบใบรับรอง “หมอเท้าเปล่า” ก็คงไม่ใช่ปัญหา
“อาจารย์ครับ เรื่องนี้ไว้รอให้น้องหกผ่าตัดเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากันอีกทีนะครับ
ช่วงแรกหลังผ่าตัด ผมคงต้องเฝ้าดูแลเธอตลอด 24 ชั่วโมงก่อนครับ”
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็ไม่กล้ารับปากว่าจะย้ายมาอยู่เลยในทันที
บ้านนี้ก็ไม่ได้กว้างขวางอะไร อาจารย์ฉู่นอนห้องด้านในฝั่งตะวันออก แม่บ้านก็อยู่ห้องครัวฝั่งตะวันตก
ถ้าเขาย้ายมาอยู่ด้วยกะทันหันก็เกรงใจอยู่ไม่น้อย
จริงๆ เขาคิดไว้ว่าจะลองเช่าบ้านแถวนี้ดู จะได้ไม่ต้องอยู่โรงแรมเพราะแพงเกินไป แถมทำกับข้าวก็ไม่ได้
ถ้าเช่าบ้านเล็กๆ ที่มีครัว ก็พอจะซื้อของมาทำอาหารให้สวี่ซื่อฉินบำรุงร่างกายได้
แต่เรื่องแบบนี้ พูดตรงๆ ต่อหน้าอาจารย์ฉู่ไม่ค่อยดีนัก เดี๋ยวท่านไม่พอใจเอา
ดังนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนจึงบอกว่าให้รอดูก่อน รอดูผลการผ่าตัดของสวี่ซื่อฉินก่อน แล้วค่อยตัดสินใจกันอีกที
พอพูดถึงเรื่องการผ่าตัดของสวี่ซื่อฉิน อาจารย์ฉู่เลยถือโอกาสอธิบายให้สองพี่น้องฟังเกี่ยวกับวิธีการผ่าตัดกระดูกสันหลังเพื่อแก้ไขความผิดปกติ
แต่ยิ่งพูดหัวข้อก็ยิ่งไถลออกไปไกลเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาจารย์ฉู่ก็ลืมเรื่องโสมภูเขานั่นไปเลย
จนกระทั่งพี่เลี้ยงยกอาหารกลางวันมาเสิร์ฟ อาจารย์ฉู่ถึงนึกขึ้นได้อีกครั้ง แต่ก็พูดไม่ได้แล้วว่าอยากคืนให้สวี่ซื่อเยี่ยน เลยได้แต่ถอนหายใจ แล้วสั่งให้พี่เลี้ยงเก็บโสมไว้ให้ดี
“เก็บไว้นั่นแหละ ของดีแบบนี้ วันหลังจะหายากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาสำคัญ มันช่วยชีวิตคนได้เลยนะ”
จะให้บอกว่าเขาไม่ชอบของแบบนี้ก็พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะจริง ๆ แล้วเขาชอบนั่นแหละ แค่รู้สึกว่ามันแพงเกินไป
“ต่อไปห้ามเอาของแพง ๆ แบบนี้มาให้อีกนะ คนแก่ๆคนนี้มีชิ้นเดียวก็พอแล้ว”
“ครับ ผมรู้แล้ว งั้นครั้งหน้าผมเอาเห็ดหอม เห็ดหูหนู ผักแห้งมาให้แทน แบบนี้โอเคไหมครับ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แล้วยิ้มตอบอย่างนอบน้อม
“ดีเลย แบบนั้นดีมาก ฉันชอบพวกของแห้งแบบนั้นแหละ
โดยเฉพาะพวกมะเขือยาวตากแห้ง ถั่วฝักยาวแห้ง พูดแล้วก็อยากกินเลย
ฉันจำได้ว่าตอนนั้นใช้ก้านหัวไชเท้า ก้านผักกาดเอามาตากแดดไว้ พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็เอาไว้หุงข้าวต้มกับเต้าหู้ยี้ ตอนนั้นรู้สึกว่าอร่อยมากเลยนะ”
อาจารย์ฉู่พูดไปก็เหมือนย้อนนึกถึงสมัยที่เขาถูกส่งไปอยู่ที่เขตต้าอิ๋ง
ตอนนั้นมีลุงคนหนึ่งดูแลโรงเลี้ยงวัว ชื่อ “ลุงสง” ทุกปีช่วงฤดูใบไม้ผลิของกินจะหายาก
ลุงสงจะเอากากถั่วที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาแช่น้ำ แล้วบดรวมกัน หุงกับเต้าหู้ยี้กินกัน ตอนนั้นรู้สึกอร่อยสุด ๆ
“ครับ ใช่เลย ทำแบบนั้นจริง ๆ
ไม่ใช่แค่ผักแห้งนะครับ พวกผักฤดูใบไม้ผลิเช่น ดอกแดนดิไลอัน หรือพวกหญ้าใบแหลม ๆ ก็เอามาหุงกับเต้าหู้ได้ อร่อยเหมือนกัน
ถ้าอาจารย์ยังคิดถึงรสชาติแบบนั้น เดี๋ยวผมกลับไปจะส่งผักแห้งมาให้ชุดหนึ่ง
แต่ตอนนี้กินก็คงไม่อร่อยเท่าเมื่อก่อนหรอกครับ”
ตอนนั้นน่ะ เพราะหิวถึงรู้สึกว่าอะไรก็อร่อย หอมหวานไปหมด
แต่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว จะให้ต้มเต้าหู้กินอีก ก็คงไม่ใช่รสเดิมแล้ว
“อย่าเลย ของพวกนั้นยังไม่แพงเท่าค่าส่งเลย เสียเวลาเปล่า ๆ”
อาจารย์ฉู่ได้ยินแล้วก็รีบโบกมือปฏิเสธทันที
เขาจะกินได้สักกี่คำกัน ไม่คุ้มค่ากับความลำบากเลย
“เอ้า มากินข้าวกันเถอะ เสี่ยวจ้าวทำกับข้าวเก่ง ลองชิมไก่ตุ๋นเห็ดที่เธอทำสิ”
อาจารย์ฉู่ยิ้มพลางเชื้อเชิญให้ทุกคนมานั่งล้อมโต๊ะกินข้าวด้วยกัน
บนโต๊ะมีไก่ตุ๋นเห็ดจานหนึ่ง กับข้าวอีกสามอย่าง เป็นเนื้อหนึ่งจาน ผักสองจาน และมีข้าวสวยอีกหนึ่งชามใหญ่
อาหารสี่อย่างกับข้าวขาวแบบนี้ ถือว่าดีมากแล้วในยุคนี้
สวี่ซื่อเยี่ยนและสวี่ซื่อฉินกล่าวขอบคุณแม่บ้านแล้วจึงนั่งลง
แม่บ้านตักข้าวให้ทั้งสามคน อาจารย์ฉู่เป็นคนเคร่งเรื่องมารยาท เพราะอายุมากแล้ว
ระหว่างมื้อจึงไม่มีใครพูดอะไร ต่างก็ก้มหน้ากินกันเงียบ ๆ
ฝีมือแม่บ้านดีจริง ๆ ไก่ตุ๋นเห็ดนุ่มมาก เคี้ยวง่าย เหมาะกับฟันของอาจารย์ฉู่
อาจารย์ฉู่ก็ไม่โกหกเลย กินข้าวไปสองถ้วยเต็ม ๆ
พอเห็นจานไก่ตุ๋นเห็ดยังเหลืออยู่ เขายังลังเลอยากกินต่ออีก แต่แม่บ้านก็รีบห้ามไว้
อาจารย์ฉู่เลยได้แต่ถอนหายใจ วางตะเกียบลงด้วยความเสียดาย
“อร่อยจริง ๆ หอมมากเลย
ตอนเย็นหุงข้าวอีกนิด เอาน้ำซุปไก่นี่ราดข้าว กินกับข้าวร้อน ๆ ต้องอร่อยมากแน่ ๆ”







