มีคนมาเยอะมากจนรู้สึกว่าหนึ่งวันมันสั้นเหลือเกิน
วันแรกผมอธิบายประมาณสี่ชั่วโมงให้กับครอบครัวที่มาชมเป็นกลุ่ม ส่วนวันนี้ผมรับหน้าที่กับชมรมที่มีสมาชิกมากกว่าสิบคน
เพราะคนเยอะ ก็เลยคิดว่าจะพูดในสิ่งที่เมื่อวานยังไม่ได้พูดออกมาอย่างช้าๆ
ไม่มีอะไรสุขไปกว่าการที่ได้อธิบายภาพวาดของตัวเองให้คนมากมายฟังแบบนี้
“เมื่อกี้เหมือนเธอบอกว่าภาพวาดที่ดีกว่าเป็นของแวนโก๊ะเหรอ”
“ใช่ๆ แต่รูปนี้หล่อกว่านะ”
“จริงๆ แล้วแวนโก๊ะตัวจริงหน้าตาดีกว่านะ”
“เหรอ? แต่ว่าอนุสาวรีย์ที่โอแวร์ญมันดูน่ากลัวออกนะ”
“มีอนุสาวรีย์แวนโก๊ะที่โอแวร์ญด้วยเหรอ?”
ระหว่างที่ผมกำลังอธิบายความแตกต่างระหว่างภาพเหมือนของธีโอและภาพเหมือนตนเองให้ผู้ชมฟัง ชายคนหนึ่งก็เข้ามา
“เธอชื่อฮุนใช่ไหม?”
ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงงๆ แล้วเขาก็ยื่นนามบัตรมาให้
ดูเหมือนจะเป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์แทฮันอิลโบ
ชื่อ อีอินโฮ ออกเสียงค่อนข้างยากนิดหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมทั้งๆ ที่เป็นคนเกาหลียังใช้ภาษาอังกฤษอีก
สำหรับผมแล้วก็คุยง่ายขึ้น แต่ก็เป็นคนที่แปลกดี
“ผมมาหาเพราะอยากสัมภาษณ์หน่อยนะ คุยกับคุณปู่ไว้แล้วล่ะ”
ก็เป็นเรื่องที่ตั้งใจไว้บ้างอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนเรื่องที่อ็องรี มาร์โซซื้องานศิลปะของผมไปจะกลายเป็นข่าวใหญ่พอสมควร
ผมตกใจที่เขาบอกว่าเดินทางมาถึงอัมสเตอร์ดัมเพื่ออยากพูดคุยกับผม
“จะสัมภาษณ์ตอนที่ผมแนะนำคนพวกนี้เสร็จแล้วได้ไหมครับ?”
“นานแค่ไหน?”
“ผมจะพยายามให้จบภายในสามชั่วโมงครับ”
“ตั้งสามชั่วโมงเลยเหรอ?”
ผมก็พยายามลดเวลาให้สั้นเพราะเห็นว่าเขาเดินทางมาไกล แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจนัก
“เป็นอะไรเหรอ?”
คนหนึ่งในกลุ่มผู้ชมถามขึ้น
“เขาอยากสัมภาษณ์ครับ แต่เวลามันไม่ค่อยตรงกัน”
“สัมภาษณ์? เธอดังขนาดนั้นเลยเหรอ งั้นก็ไปสัมภาษณ์เถอะ”
“ไม่ได้หรอกครับ ยังมีอะไรต้องอธิบายอีกเยอะ อย่างน้อยก็ให้ผมนำชมถึงชั้นสองก่อนนะครับ สามชั่วโมงก็พอแล้วล่ะครับ”
“สามชั่วโมง?”
“ครับ”
“...รู้ไหม ฉันคิดว่าฉันเป็นคนที่ชอบดูงานศิลป์เงียบๆ คนเดียวนะ ค่อยๆ ซึมซับไปทีละนิด”
เขาพูดเหมือนกับคนงานเหมืองที่เดินออกไปพร้อมใบหน้าเหน็ดเหนื่อยหลังฟังเทศน์ของผมในอดีต
เขาบอกว่าอยากอ่านพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่เคยกลับมาเข้าร่วมพิธีอีกเลย ผมคิดว่าคนนี้ก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
“สนุกดี เสียดายที่ไม่มีเวลาได้ฟังต่อ พรุ่งนี้ยังมีอีกไหม?”
“มีครับ”
“งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”
แต่ก็ยังมีบางคนที่บอกว่าจะกลับมาใหม่ พอได้ยินแบบนั้นผมก็โล่งใจหน่อย
ผู้ชมแยกย้ายกันไปชมผลงานกันตามอัธยาศัย
ผมหันไปมองแล้วเห็นนักข่าวอีอินโฮมองมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
พอดีกับที่คุณปู่ที่บอกว่าจะไปคุยธุระกับคุณเควินกลับมาพอดี
“อ้าว! ท่านอธิการบดี สวัสดีครับ”
นักข่าวอีอินโฮเห็นคุณปู่ก็โค้งทักทายอย่างสุภาพ เป็นคนที่น่านับถือจริงๆ
“อ้อ นักข่าวจากแทฮันอิลโบใช่ไหม?”
“ใช่ครับ ยินดีที่ได้พบครับ ผมชื่ออีอินโฮจากแทฮันอิลโบ กำลังคุยกับคุณฮุนพอดีเลยครับ”
“เหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฮุน คนนี้เขาอุตส่าห์มาจากโซลเพื่อเขียนข่าวเกี่ยวกับเธอน่ะ พอมีเวลาไหม?”
“ครับ”
“ไปไหนดีนะ แถวนี้มีคาเฟ่มั้ย?”
“ถ้าท่านไม่ว่าอะไร ทำที่นี่เลยก็ดีครับ ต้องถ่ายรูปด้วยน่ะครับ”
“งั้นก็ตามนั้น เสร็จแล้วไปกินข้าวด้วยกัน”
ผมกับนักข่าวอีอินโฮนั่งที่ม้านั่งด้านนอกหอจัดแสดง
“เอ่อ…ขอถามยืนยันบางอย่างก่อนนะ ตอนนี้อายุสิบขวบ แล้วก็เคยอยู่ต่างประเทศมานานเหรอ?”
“ครับ”
“อยู่ที่ไหนมาบ้าง?”
“อังกฤษกับฝรั่งเศสครับ จำไม่ค่อยได้แล้ว”
ผมตอบตามที่คาดการณ์จากการสนทนากับคุณปู่ก่อนหน้านี้
เผื่อว่าอาจไม่ตรงกับประวัติจริงของ ‘โกฮุน’ ผมจึงเสริมไปว่า “จำไม่ค่อยได้”
“โอเค งั้นค่อยๆ คุยกันไปนะ เริ่มวาดรูปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“จำไม่ค่อยได้ครับ”
“หืม? ตามบทสัมภาษณ์ที่ออกมาจากเว็บไซต์เยฮวาน่ะ เขาว่าเธอวาดมาสิบปีแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ผมแค่รู้สึกว่าตั้งแต่เริ่มจำความได้ผมก็วาดรูปแล้วก็เลยตอบแบบนั้นครับ แต่จะให้บอกว่าเริ่มเมื่อไหร่แน่ๆ ผมก็ไม่รู้ครับ”
“อ๋อ อย่างนั้นเอง”
หลังจากสัมภาษณ์กับนักข่าวคิมจีอูครั้งก่อน ผมก็เตรียมตัวไว้เผื่อจะมีคำถามคล้าย ๆ กันอีก และก็เป็นไปตามคาด มันได้ใช้งานจริง ๆ
“คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงภาพทานตะวัน นายรู้จักอ็องรี มาร์โซมาก่อนแล้วเหรอ?”
“เปล่าครับ ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เจอกันเลย”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
ผมส่ายหัว
“เขาเป็นคนที่น่าทึ่งนะ ดูเหมือนอัจฉริยะจะรู้จักอัจฉริยะสินะ ซื้อตอนนั้นเลยใช่ไหม?”
“ครับ”
“ภาพทานตะวันนี่เป็นภาพแบบไหนเหรอ? หมายถึงความหมายอะไรแบบนั้นน่ะ”
นักข่าวอีอินโฮถามคำถามที่ค่อนข้างซ้ำซาก
“ความหมายของภาพนั้น ผมได้พูดไว้หมดแล้วผ่านตัวงาน ใครที่ดูภาพจะได้อะไรจากมัน หรือไม่ได้อะไรเลยก็ตาม มันควรจะจบอยู่ในภาพนั่นแหละ”
ภาพวาดคือเครื่องมือที่ใช้แสดงตัวผม
ถ้ามันยังไม่สามารถสื่อสารได้ดีพอ แล้วต้องมาอธิบายเพิ่มด้วยคำพูดหรือตัวอักษร แบบนั้นคือภาพที่ล้มเหลว
“ต่อให้ผมตั้งใจจะสื่อสารอะไรผ่านภาพทานตะวัน ความหมายของมันควรถูกตัดสินโดยอ็องรี มาร์โซที่ซื้อมันไป หรือคนที่ได้ดูภาพนั้น”
“เอ่อ…”
เมื่อเห็นนักข่าวอีอินโฮเริ่มสับสน ผมจึงเปลี่ยนเรื่อง
“นักข่าวเคยเห็นภาพทานตะวันไหมครับ?”
“เอ่อ…เอ่อ เคยดูวันสุดท้ายนั่นแหละ”
“งั้นก็เขียนตามความรู้สึกที่ได้รับวันนั้นเลยครับ”
“อืม…จริง ๆ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องศิลปะเท่าไหร่ ก็แค่คิดว่า ‘โอ้ วาดเก่งจัง’ แค่นั้นเอง”
“แค่นั้นก็พอแล้วครับ เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก จะให้เข้าใจทุกอย่างได้ยังไง”
“หือ?”
“ก็เหมือนกันแหละครับ ผมไม่รู้จักนักข่าว นักข่าวก็เพิ่งเห็นผมหรือภาพทานตะวันครั้งแรก เราต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักกัน”
“เป็นอย่างนั้นเหรอ?”
“ครับ ตอนที่ผมแสดงภาพถัดไป เราก็อาจจะเข้าใจกันมากขึ้นก็ได้ เราไม่มีทางเข้าใจใครได้ทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่มันค่อย ๆ เปิดเผยผ่านกาลเวลา เหมือนคนรู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นแหละ”
นักข่าวอีอินโฮกระพริบตา
“ทำไมเหรอครับ?”
“เธอแน่ใจนะว่าอายุแค่สิบขวบ?”
แน่นอน ผมไม่อาจบอกได้ว่าจริง ๆ แล้วอายุสามสิบหก
ผมแค่ยักไหล่ แล้วอีอินโฮก็เขียนอะไรลงในสมุดจด
“งั้นกลับมาเรื่องเดิมนะ อ็องรี มาร์โซเพิ่งเห็นภาพของเธอครั้งแรกก็ซื้อในราคาสองล้านยูโรเลย คิดว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น?”
คำถามนี้ทำให้ผมต้องคิดสักหน่อย
พอหาคำเปรียบเทียบได้แล้ว และไหน ๆ ก็พูดถึงการพบกันของคน ผมจึงตอบด้วยการเปรียบเทียบกับความประทับใจแรก
“ก็ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นนั่นแหละ”
“หืม?”
“เขาหลงรักภาพนั่นทันทีเลยครับ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
คุณปู่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะออกมา
ผมหันไปมอง ท่านก็พยักหน้าเห็นด้วย
“แน่นอนสิ ถ้าคิดว่างานศิลปะคือการได้พบกับศิลปิน มันก็ย่อมมีความรู้สึกแบบรักแรกพบอยู่ด้วย เป็นคำเปรียบที่ดีมากเลยนะ”
คุณปู่เข้าใจสิ่งที่ผมพูดเสมอ
นักข่าวอีอินโฮจดอะไรลงในสมุดอีกครั้ง
“เมื่อกี้เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”
“เล่นอยู่ครับ”
“เล่น? เห็นเหมือนว่าเธอกำลังอธิบายภาพอยู่นี่นา?”
อีอินโฮเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
“ผมแค่ช่วยชี้แนะแนวทางครับ เวลาคนมาเจอภาพเป็นครั้งแรกแบบนักข่าว ก็ไม่รู้จะเริ่มดูจากตรงไหนใช่ไหมล่ะครับ”
“อ๋อ แล้วแนะแนวทางยังไง?”
“การเล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพวาดเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เมื่อกี้ผมอธิบายเกี่ยวกับภาพที่คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหมือนตัวเองของแวนโก๊ะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่”
“หมายถึงของปลอมเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ แค่หน้าคล้ายกันมากจนแยกไม่ออก เลยตั้งเป็นคำถามให้คนลองคิดว่าใครคือแวนโก๊ะ ใครคือธีโอ”
ถึงสุดท้ายจะไม่มีใครตอบถูก แต่แค่การที่พวกเขาได้ลองคิดว่าใครเป็นใครก็นับว่าเป็นวิธีที่ดีแล้ว
“ฉันเคยคิดว่าการดูภาพคือการหาความหมาย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่นั้นสินะ”
“ครับ สถาบันศิลปะอย่างวิทยาลัยศิลปะก็สอนให้จดจำสัญลักษณ์ต่าง ๆ แต่มันน่าเบื่อนะครับ ภาพแบบนั้น”
คุณปู่ที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ก็ยิ้มบางๆ ออกมา
“การพยายามหาคำตอบในงานศิลปะนั่นแหละ คือความทุกข์อย่างแท้จริง ศิลปะมันเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสายตาของผู้ชมอยู่แล้วน่ะครับ”
ท่านพูดถูกจริงๆ
“พอฟังแบบนั้นก็น่าเห็นด้วยนะครับ ตอนผมเห็นรูปก็เผลอคิดขึ้นมาก่อนเลยว่า ‘แปลว่าอะไรนะ?’ แต่ถ้าคิดดูดีๆ แล้วมันไม่มีคำตอบตายตัวอยู่แล้วนี่นา”
“แค่คุณรู้สึกสงสัยและอยากรู้ว่ามันแปลว่าอะไร แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ”
“ดีเลย…ขอถามอีกข้อนึงละกัน นิทรรศการศิลปินหน้าใหม่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซลประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะภาพทานตะวัน คุณรู้สึกยังไงบ้าง ถ้าจะให้ประเมินตัวเอง?”
“สนุกมากเลยครับ มีคนมาดูภาพของผม พูดคุยกับผม แล้วภาพก็ขายได้ด้วย”
“ได้ยินมาว่าศิลปินคนอื่นที่จัดแสดงด้วยกันขายภาพไม่ได้เลย การขายภาพมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“อันนั้นผมไม่แน่ใจครับ”
ผมไม่รู้ว่าตลาดศิลปะตอนนี้เป็นอย่างไร
คุณปู่จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน
“สำหรับศิลปินหน้าใหม่ ถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายมาก และมันก็แย่ลงเรื่อยๆ ด้วยครับ”
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะครับ?”
“อืม...เป็นเรื่องที่พูดยากเหมือนกัน”
คุณปู่หยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อเรียบเรียงความคิด
“วงการศิลปะตอนนี้มันเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไปครับ ฝ่ายหนึ่งไม่สนใจเรื่องความเข้าใจหรือการสื่อสาร ส่วนอีกฝ่ายก็แค่แสวงหารูปแบบที่แปลกประหลาดโดยไม่สื่อสารอะไรเลย”
“พูดอีกอย่างก็คือ ศิลปะมันกำลังห่างไกลจากผู้คนใช่ไหมครับ?”
“ใช่เลย แม้แต่คุณนักข่าวเองก็ดูจะไม่สนใจภาพศิลปะสักเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะครับ?”
“ฮะๆ…”
“สรุปก็คือ ต่อให้คุณมีไอเดียดีแค่ไหน ถ้ามันไม่สามารถส่งต่อไปถึงใครได้ มันก็ไร้ความหมาย และในทางกลับกัน ถึงแม้จะดูสวย แต่ถ้าข้างในกลวงเปล่า มันก็ไม่น่าดึงดูด”
ภาพที่มีแค่ความสวยงามแต่ไร้ความหมาย ก็เหมือนดอกไม้ไร้กลิ่นหอม
“จริงครับ พอเป็นแบบนั้น ก็เลยรู้สึกว่ายิ่งนานวัน ผู้คนก็ยิ่งห่างไกลจากศิลปะมากขึ้น ทานตะวันถึงได้กลายเป็นกระแส เพราะมันเปลี่ยนภาพจำที่ว่าศิลปินไม่สามารถเลี้ยงชีพตัวเองได้”
ผมเห็นด้วยกับคำพูดของนักข่าวอีอินโฮในระดับหนึ่ง
ในยุคที่ผมเคยมีชีวิตอยู่ วิธีหาเลี้ยงชีพของจิตรกรมีแค่สมัครงานกับราชวิทยาลัยศิลปะเท่านั้น
แต่ในยุคนี้ สถาบันแบบนั้นก็ไม่มีแล้ว ศิลปินเลยต้องขายงานให้กับสาธารณชนเท่านั้น
ทว่า หากพวกเขายิ่งห่างจากสาธารณชนแล้วหันไปขายให้แค่พวกนักสะสมบางกลุ่ม
ชีวิตของศิลปินจะดีขึ้นได้ยังไงกัน?
“ดูเหมือนเป็นเส้นทางที่ยากจริงๆ แล้วคุณจะยังวาดรูปต่อไปอีกไหม?”
กับคำถามนี้ ผมมีคำตอบเดียวเท่านั้น
“ครับ”
แม้แต่แวนโก๊ะ ผู้ที่ครั้งหนึ่งไม่มีใครยอมรับและตายไปอย่างน่าเศร้า แต่วันนี้กลับเป็นที่รักของผู้คนมากมาย
ไม่ใช่ว่าผมผิด เพียงแต่ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใกล้ผู้คนได้เท่านั้น
ครั้งหนึ่งเคยผ่านมันมาแล้ว
ผมจะใช้ชีวิตใหม่โดยพยายามไม่ให้เจ็บปวดแบบเดิมอีกครั้ง
และในเส้นทางนั้น ศิลปะจะไม่มีวันหายไปจากชีวิตผม
“เพราะผมรักการวาดรูปครับ”
...
[อ็องรี มาร์โซ รักแรกพบ]
การพบกันกับอัจฉริยะตัวน้อยที่มีชื่อเสียงไม่ใช่แค่ในยุโรป แต่รวมถึงเกาหลีด้วย ก็เป็นเหตุการณ์ที่พิเศษตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ผู้เขียนได้พบกับไกด์ตัวน้อยที่คอยอธิบายภาพให้ผู้ชมที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะในอัมสเตอร์ดัม
เด็กชายอัจฉริยะวัย 9 ปี โกฮุน คอยตั้งคำถามให้กับผู้ชม เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจแวนโก๊ะอย่างลึกซึ้งและหลากหลายยิ่งขึ้น
คุณเควิน แม็คเคอลลี่ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า “นับตั้งแต่มีข่าวว่าโกฮุนจะมาเป็นไกด์ จำนวนผู้เข้าชมก็เพิ่มขึ้น” และเสริมว่า “เด็กคนนี้มีความรู้มากมายจนนึกไม่ถึงว่าอายุแค่ 9 ปี”
ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่างอ็องรี มาร์โซ ก็เคยซื้อภาพวาดของเขาในราคาสูงถึง 2 ล้านยูโร
เพื่อทำความรู้จักกับโกฮุน ผู้เป็นทั้งไกด์ที่ได้รับความรักจากผู้ชม และจิตรกรผู้สร้างผลงานชิ้นนั้น เราจึงได้สัมภาษณ์เขา
Q: ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่?
A: กำลังเดินทาง แล้วก็แวะชมพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะครับ อยู่กับผู้ชม คุยกันไปคุยกันมา รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมา 4 วันแล้ว
Q: ตอนนี้คุณเป็นคนดังทั้งในยุโรปและเกาหลีแล้วนะ
A: ผมว่าการที่ชื่อเสียงโด่งดังไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าผมไม่สามารถวาดภาพที่ดีกว่าได้
Q: จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณโด่งดังน่าจะเป็นทานตะวันใช่ไหม? คุณมีความสัมพันธ์กับอ็องรี มาร์โซยังไง?
A: ไม่รู้จักกันมาก่อนครับ ได้เจอกันตอนขายภาพ และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
Q: แล้วคุณคิดว่าเขาซื้อภาพนั้นเพราะอะไร?
A: เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นครับ ดูเหมือนจะหลงใหลจริงๆ
โกฮุนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่าอ็องรี มาร์โซเห็นตัวเขาผ่านทางภาพทานตะวันนั้น
อัจฉริยะมักจะมองเห็นกันและกันใช่หรือไม่?
อนาคตความสัมพันธ์แบบรักแรกพบจากฝั่งของอ็องรี มาร์โซที่มีต่อโกฮุนจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป
ในอีกด้านหนึ่ง โกฮุนกำลังเตรียมตัวจัดนิทรรศการที่กรุงโซลหลังจากจบทริปเดินทางสองเดือนนี้
อีอินโฮ (แทฮันอิลโบ)