จางเถี่ยจวินหงุดหงิดมาก เพราะในวันนี้ โทรศัพท์ของเขาก็ยุ่งเหยิงขึ้นมาอย่างกะทันหัน สถานการณ์ที่กลัวที่สุดก็ยังเกิดขึ้นจนได้ เพื่อนร่วมอาชีพกลุ่มหนึ่งโทรศัพท์มาพูดอ้อมค้อมถามไถ่เกี่ยวกับนักเรียนของเขา เขาจึงยังต้องยิ้มรับมือ
พังพินาศไปซะเถอะ เหนื่อยใจแล้ว!
เมื่อเทียบกับการรับมือพวกที่หน้าเนื้อใจเสือแล้ว การโดนเย้าแหย่นิดหน่อยก็ดูจะไม่ทำให้กระอักกระอ่วนเท่าไหร่เลย
“หึๆ... ครูใหญ่จาง ครูเฉียวได้ถือโอกาสเข้าร่วมการสอบเข้ามัธยมปลายของปีนี้ด้วยหรือเปล่าครับ”
นี่คือข้อความในวีแชตที่ครูใหญ่ลู่แห่งโรงเรียนมัธยมปลายหรงเฉิงส่งมา
เดิมทีจางเถี่ยจวินไม่อยากจะสนใจเลย
แต่เมื่อพิจารณาว่าทั้งสองโรงเรียนต่างก็อยู่ในเขตเดียวกัน เวลาประชุมต่างๆ ทุกคนก็สามารถพบเจอกันได้ ยังไงก็ต้องเห็นหน้าค่าตากันอยู่ดี ดังนั้นครูใหญ่จางจึงยังคงตอบกลับด้วยสติกเกอร์รอยยิ้มจอมปลอมในวีแชต
“เฮ้อ พี่ลู่ก็รู้นี่ครับ ว่าโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งของเราไม่ง่ายเลยจริงๆ ให้คุณหัวเราะเยาะแล้ว”
เพิ่งคิดจะวางโทรศัพท์ลงแล้วพักสักหน่อย ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะส่งข้อความกลับมาด้วยความเร็วแสง
“เข้าใจๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้ ปิดยังไงก็ปิดไม่มิดแล้วไม่ใช่เหรอ เอาอย่างนี้นะ เหล่าจาง ถ้าพวกคุณรั้งตัวไว้ไม่ได้ ก็ฝากช่วยเหลือแนะนำโรงเรียนมัธยมปลายหรงเฉิงของเราหน่อย คุณก็รู้ว่าตอนนี้โรงเรียนของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าห้าโรงเรียนนั้นเท่าไหร่หรอก
ถ้าไม่รังเกียจ ทางที่ดีก็ฝากบอกนักเรียนเฉียวอวี้ให้ผมด้วย ขอแค่เขายินดีมาโรงเรียนมัธยมหรงเฉิงของเรา เขาจะเสนอเงื่อนไขอะไรก็ได้ตามสบาย ขอแค่ไม่ผิดกฎ ทุกเงื่อนไขพวกเราก็รับได้หมด”
พูดจริงๆ นะ พอเห็นข้อความนี้ ความดันเลือดของจางเถี่ยจวินก็พุ่งทะลุปรอทแทบจะสูงกว่าส่วนสูงของเขาไปแล้ว
เขาไม่สามารถตัดสินได้เลยว่าหมอนี่อยากให้เขาช่วยเหลือจริงๆ หรือจงใจยั่วยุเขากันแน่
แน่นอนว่าด้วยมารยาท ยังไงก็ต้องตอบข้อความกลับไป
“เฮ้อ พี่ลู่ ไม่ปิดบังคุณหรอกนะ โรงเรียนได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับนักเรียนเฉียวอวี้แล้ว เด็กคนนี้มีความผูกพันกับครูโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งของเราลึกซึ้งมาก ไม่ได้วางแผนจะเลือกสถาบันอื่นแล้วล่ะ แต่ว่าความหวังดีของคุณผมจะหาโอกาสบอกกับเฉียวอวี้ให้นะครับ ที่บ้านมีแขกมา ผมขอตัวไปยุ่งก่อน”
หลังจากพิมพ์ประโยคนี้เสร็จ จางเถี่ยจวินก็ออกจากวีแชตไปอย่างไม่ลังเล
ตาไม่เห็นใจก็ไม่ว้าวุ่น
สิ่งที่น่าหนักใจที่สุดก็คือ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ตอนนี้ยังอยากจะทำอะไรอีกก็ไม่มีวิธีแล้ว ได้แต่ฝากความหวังไว้ว่าเฉียวอวี้จะไม่ลืมความตั้งใจแรกเริ่มจริงๆ
หลานเจี๋ยคนนี้ ก็ไม่รู้ว่าสื่อสารกับเฉียวอวี้หรือยัง โทรศัพท์ก็ไม่มีสักกริ๊ง ไม่ทำให้คนวางใจได้เลยจริงๆ!
...
หลานเจี๋ยไม่รู้จริงๆ ว่าครูใหญ่จางกำลังบ่นถึงเขาอีกแล้ว
อันที่จริงเขาก็ลังเลมาตลอดทั้งวัน สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ติดต่อกับเฉียวอวี้เลย
ยังไงพรุ่งนี้เฉียวอวี้ก็สามารถตรวจสอบคะแนนได้ด้วยตัวเองแล้ว โทรไปแจ้งล่วงหน้าก็ไม่ได้กลัวว่าไอ้เด็กนี่จะเหลิงหรอก แต่ถ้าเฉียวอวี้ถามกลับมาประโยคหนึ่งว่า ผมสอบได้ดีขนาดนี้ คงไม่มีโรงเรียนไหนยอมจ่ายเงินดึงตัวผมไปจริงๆ หรอกนะ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเหมือนกัน
สรุปก็คือไม่สามารถให้ไอ้เด็กนี่หลงตัวเองมากเกินไปได้
เฮ้อ อยากจะเป็นครูของไอ้เด็กนี่น่ะ ยากจังโว้ย!
...
หลายวันนี้สภาพจิตใจของเฉียวอวี้ค่อนข้างดีทีเดียว
เพราะคนดีคนนั้นคิดเผื่อเขาจริงๆ
ไม่เพียงแต่เงินอุดหนุนหนึ่งพันห้าร้อยหยวนที่รับปากว่าจะช่วยเขาขอก่อนหน้านี้จะเข้าบัตรของเฉียวซีแล้ว นอกจากนี้ยังมีเพิ่มมาอีกห้าพันหยวน บอกว่าเป็นรางวัลที่โรงเรียนให้เพราะเขาเข้ารอบชิงชนะเลิศของเสี่ยวหลี่ปาปา
เป็นเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึงชัดๆ
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้การขลุกอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำเงินได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มั่นคงพอ ช่วยไม่ได้นี่นา ลูกพี่ใจป้ำที่มีเงินแถมยังชอบเล่นเกมและหัวร้อนง่ายไม่ได้พบเจอกันได้ทุกวันเสียหน่อย เวลาส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่รับงานจิปาถะจากสตูดิโอที่ไม่ได้ทำเงินเท่าไหร่นักเท่านั้น
นับตั้งแต่คนดีคนนั้นชี้ทางนี้ให้เขา ไม่เพียงแต่ทำให้เขาคว้าโอกาสในการทำเงินโดยตรงได้หลายแสนหยวน แต่ยังมักจะมีเงินเล็กๆ น้อยๆ เข้าบัญชีอยู่บางครั้งด้วย
แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่เกินไปที่สุด
หลังจากที่เฉียวซีบอกเขาว่าโรงเรียนโอนมาให้หกพันห้าร้อยหยวน เฉียวอวี้ก็ลองหยั่งเชิงโอนเงินหนึ่งพันหยวนให้หลานเจี๋ยผ่านทางวีแชตโดยตรง ผลปรากฏว่าคนดีคนนี้ไม่ยอมรับท่าเดียว
เฉียวอวี้เป็นคนฉลาด สามารถดูออกว่าหลานเจี๋ยไม่ได้ปฏิเสธแบบจอมปลอม และยิ่งไม่ได้รังเกียจว่าเงินน้อย แต่เป็นความบริสุทธิ์ใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ เขารู้สึกว่าเงินก้อนนี้มันร้อนลวกมือ สิ่งนี้ทำให้เฉียวอวี้รู้สึกทอดถอนใจเป็นอย่างยิ่ง ผู้ชายที่หลุดพ้นจากรสนิยมต่ำตมและยังไม่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว มีทุนที่จะเอาแต่ใจได้จริงๆ ด้วย!
นี่ทำให้เขาตัดสินใจแล้วว่า ครั้งนี้ถึงแม้จะมีโรงเรียนมัธยมปลายมาดึงตัวเขาไปจริงๆ ก็ยังคงจะอยู่ที่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งต่อไป เพื่อเป็นการไว้หน้าคนดีคนนั้น
อยู่ในยุทธภพ หากมีคนให้เกียรติหนึ่งเชียะ ก็ต้องตอบแทนกลับไปหนึ่งจั้ง นี่คงจะถือว่าคนดีควรได้รับผลตอบแทนที่ดีล่ะมั้ง แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คืออีกฝ่ายต้องไม่ทุ่มเงินในราคาที่ทำให้เขาหวั่นไหวได้จริงๆ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ขี้โกงเกินไปแล้ว
ถ้าใช้คำพูดของเฉียวอวี้ ก็คือความเป็นมนุษย์ไม่สามารถถูกทดสอบแบบนี้ได้!
ช่วงนี้ชีวิตของเฉียวอวี้ก็เริ่มมีแบบแผนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคืนจะนอนประมาณห้าทุ่ม เวลาที่แน่นอนต้องดูที่ความเร็วในการทำโจทย์ของเขาในตอนกลางคืน ตอนเช้าก็ตื่นนอนตอนแปดโมง เพราะแปดโมงสิบนาทีเซี่ยเข่อเข่อจะลงมาหาเขาตรงเวลาเพื่อไปกินข้าวเช้าด้วยกัน นาฬิกาชีวิตที่เดิมทีสับสนวุ่นวายก็ถูกยัยเด็กนี่บิดให้กลับมาเป็นปกติและมีแบบแผนอย่างมาก
หลังอาหารเช้าก็คือเวลาเดินเล่น ฟังเซี่ยเข่อเข่อพูดเจื้อยแจ้วเรื่องไร้สาระ เนื้อหาส่วนใหญ่เฉียวอวี้ก็ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ยังไงซะเขาก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใจฟังอยู่แล้ว
นี่คือจุดที่เขาชื่นชมเซี่ยเข่อเข่อมากที่สุด เธอไม่เคยอารมณ์เสียเพียงเพราะเขาไม่ตั้งใจฟังเธอพูดเลย
ปกติพอถึงเก้าโมงครึ่งแดดแรงแล้วก็จะกลับบ้าน เฉียวอวี้กลับเข้าห้องโดยตรงและเริ่มดูวิดีโอเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพีชคณิตและทฤษฎีจำนวน
ส่วนเซี่ยเข่อเข่อก็จะมาเมียงมองที่บ้านของเขาแวบหนึ่ง ถ้าเฉียวซีไม่อยู่บ้านก็แล้วไป เธอก็จะกลับบ้านตัวเองอย่างว่าง่าย แต่ถ้าเห็นว่าเฉียวซีก็อยู่บ้านด้วย เธอก็จะเกาะติดอยู่ที่นี่ โดยไม่ไปรบกวนเฉียวอวี้ แต่จะไปดูละครน้ำเน่ากับเฉียวซี พูดคุยเรื่องซุบซิบที่ผู้หญิงชอบมากที่สุด
บางครั้งเธอก็ยังเกาะกินข้าวเที่ยงที่บ้านของเฉียวอวี้หน้าตาเฉย และชมเชยฝีมือทำอาหารของเฉียวซีอย่างคาดไม่ถึงว่าช่างไร้ยางอายจริงๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จ ผู้หญิงสองคนก็จะไปล้างจาน เฉียวอวี้จะพักผ่อนในห้องนั่งเล่นครึ่งชั่วโมง ต่อปากต่อคำกับเซี่ยเข่อเข่อ จากนั้นตอนบ่ายก็กลับเข้าห้องไปปั่นโจทย์ต่อโดยนำเนื้อหาในวิดีโอตอนเช้ามาประยุกต์ใช้
พอกินข้าวเย็นเสร็จ ก็ถูกเซี่ยเข่อเข่อลากไปเดินเล่นหนึ่งชั่วโมง แล้วค่อยกลับมาปั่นโจทย์ต่อ เข้านอนประมาณห้าทุ่ม
วันเวลาที่วนลุยไปแบบนี้ ฟังดูน่าเบื่อ แต่ความจริงแล้วมันเติมเต็มมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีจำนวนลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความเข้าใจของเฉียวอวี้ที่มีต่อคณิตศาสตร์ก็ค่อยๆ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
คณิตศาสตร์ยากไหม?
เฉียวอวี้รู้สึกว่าความจริงแล้วมันไม่ได้ยาก แต่ต้องทำตัวให้ชินกับการเปลี่ยนจากการคำนวณที่เป็นรูปธรรมไปสู่ความคิดที่เป็นนามธรรม คำบรรยายง่ายๆ ในญัตติซ่อนอยู่ด้วยความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนและโครงสร้างที่ซับซ้อน ยิ่งไปกว่านั้นในหลายๆ ครั้งมันยังขัดกับสามัญสำนึกอีกด้วย
เฉียวอวี้ตั้งชื่อให้มันว่าความคิดเชิงคณิตศาสตร์ พอได้จมดิ่งลงไปแล้ว ก็ไม่อาจถอนตัวขึ้นมาได้เลย
อย่างน้อยสำหรับเฉียวอวี้แล้ว ก็แค่ไม่รู้ตัวเลยว่าถึงวันที่ผลการสอบเข้ามัธยมปลายออกแล้ว
แน่นอนว่าเขาก็ไม่เคยสนใจเลยต่างหากล่ะ
เขากระทั่งไม่มีความสนใจเกี่ยวกับการประกาศผลการสอบเข้ามัธยมปลายเลยแม้แต่น้อย เขาพอจะรู้คร่าวๆ แล้วว่าจะสอบได้ประมาณกี่คะแนน คลาดเคลื่อนไม่เกินสิบคะแนน ไม่น่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรเป็นพิเศษ สรุปก็คือต้องผ่านเกณฑ์มัธยมปลายทั่วไปได้อย่างแน่นอน
เขายังไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำว่าผลการสอบเข้ามัธยมปลายจะออกเมื่อไหร่ ในเมื่ออันดับที่เลือกเขาก็ไม่ต้องเป็นคนกรอกเองอยู่แล้ว
ดังนั้นเวลาหกโมงยี่สิบนาทีตอนเย็นของวันที่สองกรกฎาคม ตอนที่เขาถูกเฉียวซีเรียกตัวออกมา พอเดินออกจากห้องมาก็พบว่าพ่อแม่ของเซี่ยเข่อเข่อกลับมาเป็นแขกอยู่ที่บ้านด้วย เขาจึงชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
กล่าวทักทายไปตามสัญชาตญาณ “คุณอาเซี่ย ป้าหลิว มาแล้วเหรอครับ”
หลิวลู่ แม่ของเซี่ยเข่อเข่อพูดอย่างจนใจว่า “ขอโทษด้วยนะเฉียวอวี้ ที่มารบกวนการเรียนของเธอ เฮ้อ เข่อเข่อเด็กคนนี้นี่ ดึงดันจะลงมาตรวจผลการสอบเข้ามัธยมปลายกับเธอให้ได้ พวกเราบอกว่าให้ตรวจที่บ้าน เธอก็บอกว่างั้นก็ไม่ตรวจแล้ว”
พอได้ยินแบบนี้ เฉียวอวี้ก็ชำเลืองมองเซี่ยเข่อเข่อที่แอบทำหน้าทะเล้นใส่เขา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไรครับป้าหลิว ครูประจำชั้นบอกแล้วว่า พอสอบเสร็จเธอจะไล่ตรวจผลการเรียนของเพื่อนร่วมชั้นทีละคน คนที่มีความหวังว่าจะผ่านเกณฑ์สี่อันดับแรก เธอจะโทรศัพท์มาแจ้งข่าวดีด้วยตัวเอง ต่อให้เธอไม่ยอมให้พวกคุณตรวจ ครูประจำชั้นก็จะโทรศัพท์หาพวกคุณอยู่ดีครับ”
ประโยคเดียวก็ทำให้ผู้ใหญ่สองคนที่เดิมทียังรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ยิ้มแย้มเบิกบานขึ้นมาได้
มีเพียงเหล่าเซี่ยที่มองเห็นสายตาของลูกสาวตัวเองที่จ้องมองเฉียวอวี้จากหางตา ในใจก็รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
สิ่งที่ทำให้เขากลัดกลุ้มยิ่งกว่าเดิมก็คือ ลูกสาวขยับก้นไปมา ดันตัวเองไปด้านข้าง เว้นที่ว่างไว้ให้ แล้วโบกมือเรียกเฉียวอวี้ พลางพูดว่า “พี่คะ อีกตั้งสิบกว่านาทีถึงจะตรวจผลการเรียนได้ พี่มานั่งก่อนสิ”







