หลังจากเสิ่นซิ่วเจวียนเพื่อนเก่าถามไถ่ว่า "วันแรกของการทำงานชินหรือยัง" "นักเรียนเชื่อฟังดีไหม" และ "ถ้าต้องการอะไรก็บอกเธอได้ตลอด" เธอก็ออกจากห้องพักครูไป
ทังอู่รอจนเสิ่นซิ่วเจวียนจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวเหมือนคนท้องผูก
เขาซึ่งแทบไม่เคยสูบบุหรี่เลย ค้นพบบุหรี่ "ต้าหวงจิน" มวนหนึ่งจากในลิ้นชัก จึงจุดแล้วสูบมัน
อารมณ์ของเขาค่อนข้างอึดอัดกลัดกลุ้ม
จางเซิ่งเจ้านี่!
พูดกันดีๆ ไม่ได้หรือไง?
ถึงนายจะอารมณ์ขึ้น ก็ไม่เห็นต้องพุ่งเข้าใส่ฉันเหมือนลูกปืนใหญ่เลยนี่?
ฉันยังเป็นอาจารย์ของนายนะเว้ย อย่างน้อยนายก็ควรจะมีความเคารพกันบ้างสิ!
นายเล่นพ่นมาเป็นชุดจนฉันแทรกไม่ทันเลย!
อีกอย่าง นายก็เป็นแค่นักเรียน แผนธุรกิจของนาย ฉันจำเป็นต้องอ่านด้วยเหรอ? ทำไมฉันต้องอ่าน? เถ้าแก่ใหญ่ที่ฉันเคยติดต่อด้วย มีเยอะกว่านายตั้งไม่รู้กี่เท่า!
จะอ่านแผนธุรกิจไปทำไม?
ไม่อ่าน!
อ่านหาพระแสงอะไรล่ะ!
ควันบุหรี่ลอยคลุ้งอยู่ในห้องพักครู
ทังอู่กำลังหาทางลงให้กับตัวเองอยู่ในใจ
เขาเปิดลิ้นชัก หยิบแผนธุรกิจที่เพิ่งยัดเข้าไปออกมา เตรียมจะโยนมันลงถังขยะ
แต่ไม่รู้ทำไม สมองคิดแบบนั้น ทว่ามือกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง มันวางแผนธุรกิจกลับลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ค่อยๆ กางออก...
ช่างเถอะ!
ขอดูสักหน่อยก็แล้วกัน!
ดูซิว่าเจ้านี่จะเขียนอะไรออกมาได้บ้าง ดูท่าทางอวดดีของมันสิ โอ๊ย...
ช่างเถอะๆ ไม่ถือสาหาความกับคนคนนี้แล้ว ยังไงเขาก็เป็นนักเรียน ส่วนฉันก็เป็นอาจารย์ ต้องใจกว้างและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านี้หน่อย
หลังจากทังอู่หาทางลงทุกวิถีทางที่พอจะหาได้ อารมณ์ของเขาก็ปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ และเริ่มไม่ขุ่นมัวเท่าเดิมแล้ว
เขาอ่านแผนธุรกิจหน้าแรก
หน้าแรกเปรียบเสมือนบทนำของหนังสือ มันวิเคราะห์ตลาดจีนในปัจจุบัน
สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาซ้ำซากจำเจ ทังอู่อ่านเจอจากเอกสารมานับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงส่ายหน้าแล้วข้ามมันไป แต่พอพลิกไปหน้าสอง สีหน้าของทังอู่ก็ชะงักงัน
จางเซิ่งแจกแจงความต้องการของแต่ละฝ่ายออกมาราวกับกำลังเล่นเกม
ฝ่ายแรกคือความต้องการระดับโลก: เมื่อจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น พลังงานสิ้นเปลืองแบบดั้งเดิมย่อมถูกแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายที่สองคือความต้องการของสถาบัน: สถาบันต้องการจัดหาศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน การฝึกงาน และการจ้างงานให้กับนักศึกษา อีกทั้งแม้จะเป็นสถาบันระดับรอง แต่ก็ยังมีทรัพยากรทางสังคมมหาศาล สามารถอิงกับสถาบันเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องกันได้
ฝ่ายที่สามคือความต้องการของนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษา...
...
ในแผนธุรกิจ ความต้องการและทรัพยากรของหลายๆ ฝ่ายเป็นสิ่งที่ทังอู่พอจะคิดออก แต่ทังอู่ไม่เคยคิดได้ละเอียดลออขนาดนี้มาก่อน...
หลังจากอ่านหน้าสองจบ เขาก็พลิกกลับไปอ่าน "การวิเคราะห์ตลาดโลก" ในหน้าแรกอีกครั้ง พออ่านจบ เขากลับค้นพบสาเหตุสำคัญที่ทำให้การก่อตั้งธุรกิจครั้งแรกของตัวเองล้มเหลว
เขาขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ แล้วพลิกไปหน้าสองต่อ ในใจยิ่งรู้สึกตกตะลึง!
จางเซิ่งนำเสนอเค้าโครงอย่างละเอียดทั้งหมดไว้ตรงหน้าเขา แถมยังแนบ "รายงานความเป็นไปได้" มาให้ด้วย ไม่ว่าทังอู่จะมองจากมุมไหน รายงานฉบับนี้ก็ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ เลย
ความตกตะลึงของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นความเหลือเชื่อ
จากนั้น เขาก็พลิกไปหน้าสาม ศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน
ศูนย์ฝึกปฏิบัติงานในหน้าสามไม่มีเรื่องไร้สาระหลอกตา มันกลับเริ่มวิเคราะห์จุดอ่อนของสถาบันปิโตรเคมีเยียนจิงแห่งนี้...
ความตกตะลึงของทังอู่เริ่มกลายเป็นความไม่อยากจะเชื่อ
หมอนี่เป็นแค่นักศึกษาใหม่ชัดๆ แต่ทำไมรายงานการวิเคราะห์ฉบับนี้ถึงได้เหมือนกับกรณีศึกษาของศาสตราจารย์อาวุโสในสถาบันเลยล่ะ?
ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ราวกับว่าจางเซิ่งต่างหากที่เป็นอาจารย์ ส่วนเขาเป็นแค่นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบ หรือกระทั่งเป็นนักศึกษาที่ไม่เคยผ่านการทำธุรกิจมาก่อนด้วยซ้ำ!
จากนั้น เขาก็พลิกหน้าต่อไปอีกครั้ง...
พลิกไปเจอตัวอักษรคำว่า 【ศูนย์ฝึกปฏิบัติงานพลังงานใหม่สถาบันปิโตรเคมีเยียนจิง】
โครงการศูนย์ฝึกปฏิบัติงานนี้ยังคงเขียนไว้อย่างละเอียดลออ ตั้งแต่โครงสร้างเริ่มต้น ไปจนถึงบทบาทของศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน และรายงานการวิเคราะห์การยืมไก่มาออกไข่...
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเนื้อหาเน้นๆ!
ทังอู่รู้สึกว่าส่วนลึกในจิตใจของเขาเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา
เขามองเห็นเส้นทางเดินไปข้างหน้า และบนเส้นทางสายนี้ เต็มไปด้วยดอกไม้และเสียงปรบมือ...
ขอเพียงเขาก้าวเดินออกไปก้าวแรก ราวกับว่าทุกอย่างก็จะสำเร็จลุล่วงไปได้เองตามธรรมชาติ
จางเซิ่งถึงขั้นวิเคราะห์สถานะการเป็นด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยเยียนจิงของเขาไว้ในรายงานด้วย แฝงการยกยอสถานะทางสังคมของเขาไปในตัว...
พออ่านจบ ความรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆ น้อยๆ ในใจของทังอู่ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เขากลับถูกรายงานฉบับหนึ่งทำให้รู้สึกพองโตอย่างยิ่ง
เขาฝันไปก็ยังคิดไม่ถึงว่า ตัวเขาที่ทำธุรกิจล้มเหลวและถูกทุกคนหลบหน้าหลบตาราวกับเป็นตัวซวย แท้จริงแล้วจะเก่งกาจถึงเพียงนี้!
ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งอิน ยิ่งอ่านก็ยิ่งตื่นเต้น จนอดไม่ได้ที่จะพลิกหน้าต่อไปอีก!
แล้ว...
ไม่มีแล้ว!
แม่มเอ๊ย ไม่มีแล้ว!
เขาเบิกตากว้าง พลิกไปมาหลายรอบอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แล้วก็พบว่าหน้าหลังๆ แม่งว่างเปล่าไปหมดเลย!
ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ในช่วงเวลาที่เขากำลังอินจัดจนแทบอยากจะ "ดื่มฉลองจอกใหญ่" แม่งดันไม่มีซะงั้น!
อย่ามาล้อเล่นนะ!
เขาพลิกดูอีกหลายรอบ แม้จะพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย มันก็ยังคงว่างเปล่าอยู่ดี!
สุดท้าย เขาก็วางแผนธุรกิจฉบับนี้ลงบนโต๊ะ จุดบุหรี่อีกมวน แล้วสูบอย่างเงียบๆ
ภายใต้อารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างรุนแรงของเขา อาการอึดอัดกลัดกลุ้มก็กลับมาอีกครั้ง
【ถ้านายอยากทำ ก็มาหาฉัน ส่วนเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์และทิศทาง ฉันจะบอกนายเอง!】
พอคิดถึงตอนที่จางเซิ่งจากไป ด้วยท่าทางหยิ่งผยองราวกับมั่นใจว่าเขาต้องยอมจำนน...
ทังอู่ก็ยิ่งอึดอัดใจ!
ทำเอาเขาค้างเติ่งอยู่แบบนี้ ถ้าเขาโทรไปหาเจ้านั่น หน้าแก่ๆ ของเขาจะไม่แตกยับเยินเลยหรือไง?
ตลอดทั้งวันที่เหลือ ทังอู่ใช้เวลาไปกับความรู้สึกอึดอัดใจเช่นนี้
เขาพยายามโน้มน้าวตัวเองอยู่หลายครั้ง ว่ารายงานของจางเซิ่งก็แค่การวาดวิมานในอากาศ ขอเพียงเขาไปคุยกับทางมหาวิทยาลัย ย่อมต้องคุยเรื่องโครงการศูนย์ฝึกปฏิบัติงานนี้ได้สำเร็จแน่ เขาถึงขั้นพกความคิดแบบนี้ไปคุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในช่วงเย็น ตอนแรกผู้บริหารก็ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นมาก แต่ไม่รู้ทำไม พอเขาเริ่มคุยเรื่องโครงการ ผู้บริหารก็ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ "เชิญ" เขาออกไป ท่าทางที่ทั้งสุภาพและห่างเหินแบบนั้น ช่างเหมือนกับพวกนักลงทุนที่เขาเคยไปหาในอดีตไม่มีผิด
【อาจารย์ทัง คุณรู้แค่เรื่องเทคโนโลยี นอกจากเทคโนโลยีแล้ว คุณรู้เรื่องการเจรจาต่อรองไหม?】
ทังอู่ที่เดินออกมาจากห้องพักครู ก็นึกถึงคำพูดของจางเซิ่งขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
หลังกินมื้อค่ำ เขานั่งลังเลอยู่ในห้องพักครูอยู่นาน นั่งมองแผนธุรกิจฉบับนั้นอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจโทรหาจางเซิ่ง...
วินาทีที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องเมื่อสิบกว่าวันก่อน...
วันนั้น เขาก็โทรหาเสิ่นซิ่วเจวียนเพื่อนเก่าด้วยความจนปัญญา เพื่อขอยืมเงินมาอุดรอยรั่ว
สิบกว่าวันต่อมา...
เขาก็ยอมจำนนอีกครั้ง
เพียงแต่ว่า...
โทรหาจางเซิ่งไปหลายสาย ก็ยังคงมีเสียงเตือนว่าไม่มีคนรับ
เขารู้สึกงุนงงเล็กน้อย
หรือว่าไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว?
ช่างเถอะ รอให้เขาโทรกลับมาละกัน
เขาพักสักครู่ จากนั้นเมื่อผ่านไปหนึ่งชั่วโมงและเห็นว่าจางเซิ่งยังไม่โทรกลับมา เขาก็โทรหาจางเซิ่งอีกครั้ง
ก็ยังไม่มีใครรับสายจางเซิ่งอยู่ดี!
หมอนี่มันยังไงกันเนี่ย?
ช่างเถอะ วันนี้ไม่โทรแล้ว!
ตอนสองทุ่ม ทังอู่ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ ก็อดไม่ได้ที่จะโทรหาจางเซิ่งอีกครั้ง...
ครั้งนี้ ในที่สุดก็โทรติด
"ฮัลโหล จางเซิ่ง!"
"ฮัลโหล อาจารย์ทัง?"
"จางเซิ่ง นายกำลังทำอะไรอยู่? ฉันมีเรื่องบางอย่าง จะ..."
"อ้อ ขอโทษครับอาจารย์ทัง ผมกำลังยุ่งอยู่ เดี๋ยวผมโทรกลับนะ ไม่สิ ผมอาจจะต้องโทรกลับพรุ่งนี้..."
"???"
ทังอู่ได้ยินเสียงจางเซิ่งรัวแป้นพิมพ์มาตามสาย เขายังไม่ทันได้พูดอะไร จางเซิ่งก็วางสายไปแล้ว
เจ้านี่กำลังเล่นเกมอยู่เหรอ?
ทังอู่นึกถึง แดนซ์แดนซ์เรโวลูชัน ที่กำลังฮิตอยู่ในช่วงนี้...
ช่วงก่อนเขาไปร้านเน็ต ก็มักจะเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคาะแป้นพิมพ์ "ปึงปังๆ" เหมือนพวกคนบ้าที่เมายาไม่มีผิด
จางเซิ่งก็ชอบของพรรค์นี้ด้วยเหรอ?







