เฉียวอวี้มองหนังสือที่กอดไว้ในมือกับเบอร์โทรศัพท์ที่จดไว้บนหน้าปก เขาคิดว่าตัวเองควรกลับไปเอากระเป๋านักเรียนที่ห้องก่อน แล้วค่อยไปหาเซี่ยเข่อเข่อที่ห้อง 1 เพื่อทวงโทรศัพท์มือถือคืน จากนั้นก็รีบกลับบ้าน
พอกลับถึงบ้านจะได้ศึกษาเรื่องการแข่งขันคณิตศาสตร์ของเสี่ยวหลี่ปาปาดูสักหน่อย
พูดตามตรง ไม่ใช่แค่หลานเจี๋ยที่ไม่รู้ว่าคณิตศาสตร์ของเฉียวอวี้อยู่ในระดับไหน อันที่จริงแม้แต่ตัวเฉียวอวี้เองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าตอนนี้ระดับคณิตศาสตร์ของเขาอยู่ประมาณไหนกันแน่
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเริ่มสนใจคณิตศาสตร์และศึกษาด้วยตัวเอง เขาใช้วิธีเรียนแบบจับจด ทำตามโครงข่ายบางอย่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่ามันยากเกินไป ก็จะเปลี่ยนทิศทางไปศึกษาเรื่องอื่นแทน
อย่างเช่นตอนแรกเขาอยากเรียนสถิติศาสตร์เพื่อหาเงิน แต่ต่อมาก็พบว่าถ้าเรียนแค่สถิติศาสตร์อย่างเดียว จะมีเนื้อหาอีกเพียบที่อ่านไม่รู้เรื่องเลย พอไปค้นหาในอินเทอร์เน็ต เขาก็หันไปศึกษาเรื่องทฤษฎีความน่าจะเป็น แคลคูลัส และพีชคณิตเชิงเส้นแทน
พอศึกษาเรื่องพวกนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้วกลับไปศึกษาสถิติศาสตร์ใหม่ มันก็ราบรื่นขึ้นมากจริงๆ เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พบอีกว่าในการศึกษาแขนงรูปร่างข้อมูลของสถิติศาสตร์นั้น จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางทอพอโลยีมาวิเคราะห์ลักษณะรูปร่างของชุดข้อมูลที่มีมิติสูง
โดยเฉพาะในบางกรณีที่ความลู่เข้าและความต่อเนื่องของการวัดความน่าจะเป็น ก็จำเป็นต้องใช้แนวคิดทางทอพอโลยีด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงหันไปศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับทอพอโลยีอยู่พักหนึ่ง
วิธีการของเฉียวอวี้แบบนี้ ถ้าอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยรู้ว่ามีคนอ่านหนังสือเรียนสะเปะสะปะแบบนี้ แถมยังสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์พวกนี้ได้เกือบหมด คงได้แต่รู้สึกเหลือเชื่อ เพราะคณิตศาสตร์เขาไม่ได้เรียนกันแบบนี้จริงๆ
การศึกษาด้วยตัวเองแบบนี้แล้วยังเก่งได้ นอกเหนือจากพรสวรรค์ที่เหนือมนุษย์แล้ว ก็คงหาเหตุผลอื่นมาอธิบายไม่ได้อีก
ดังนั้นในมุมมองของเฉียวอวี้ วิธีเดียวที่จะตัดสินได้ว่าตัวเองสามารถเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์นี้ได้หรือไม่ ก็คือต้องไปศึกษาคลังข้อสอบเก่าดูก่อน แล้วลองดูว่าจะแก้โจทย์ได้ไหม
ถ้าโจทย์ไม่ได้ยากขนาดนั้น ก็ต้องสมัครเพื่อลองเสี่ยงดวงดู
นั่นมันตั้งสามหมื่นดอลลาร์ หรือสองแสนกว่าหยวนเชียวนะ ถ้ามีโอกาสหาเงินได้แต่กลับไม่ได้หา เฉียวอวี้คงให้อภัยตัวเองไม่ได้ไปทั้งปีแน่ๆ
เมื่อกลับมาถึงฝั่งห้องเรียนของมัธยมต้น ก็เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้ว
ห้อง 13 เหลือเพียงเวรทำความสะอาดไม่กี่คนที่ยังคงอู้ทำงานอยู่ แต่ตอนที่เดินผ่านห้องอื่น จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงตั้งใจเรียนด้วยตัวเองอยู่ในห้อง
ทว่าก็ใกล้จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว แถมโรงอาหารของโรงเรียนก็เปิดให้บริการตอนห้าโมงครึ่ง นักเรียนที่ยังมีความมุ่งมั่นกับการสอบเข้ามัธยมปลายส่วนใหญ่จึงมักจะเรียนด้วยตัวเองอย่างรู้หน้าที่ในช่วงที่ไม่มีครูอยู่ จนกระทั่งเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้นตอนห้าโมงยี่สิบนาที ถึงจะไปกินข้าว
โดยเฉพาะห้องเด็กหัวกะทิ
เฉียวอวี้กลับไปเอากระเป๋านักเรียนที่ห้อง เอาหนังสือสองเล่มที่หลานเจี๋ยให้มาใส่ลงไปในกระเป๋า แล้วก็เดินมาที่หน้าประตูห้อง 1
เขารู้สึกลังเลเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่ากังวลเรื่องคนอื่นหรอก แต่หลักๆ เป็นเพราะเขาเห็นยัยหนูกำลังก้มหน้าก้มตาทำโจทย์อย่างมีสมาธิ เลยกลัวว่าจะไปรบกวนความคิดของเธอ
แต่ไม่นานเขาก็ไม่ต้องคิดมากอีกต่อไป เด็กผู้หญิงหน้ากลมที่เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของเข่อเข่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเฉียวอวี้พอดี จากนั้นก็ตบไหล่เซี่ยเข่อเข่อที่อยู่ข้างๆ แล้วชี้ไปทางประตู
เฉียวอวี้จึงเห็นยัยหนูเงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงงในตอนแรก ก่อนจะมองไปทางประตูตามทิศทางที่เพื่อนร่วมโต๊ะชี้ แล้วเขาก็เห็นดวงตาของยัยหนูโค้งขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับพระจันทร์เสี้ยวไม่มีผิดเพี้ยน เข้ากับลักยิ้มกลมๆ สองข้างบนแก้ม ดูน่ารักเป็นพิเศษ
'ไม่ถูกสิ จะยอมให้รูปลักษณ์ภายนอกของยัยเด็กนี่หลอกเอาไม่ได้!'
พอคิดถึงท่าทางเกรี้ยวกราดของเด็กผู้หญิงคนนี้ตอนที่โยนบุหรี่กับไฟแช็กของเขาลงถังขยะไปพร้อมกันเมื่อตอนเช้า เฉียวอวี้ก็ตักเตือนตัวเองในใจ
ในตอนที่เฉียวอวี้กำลังตั้งจิตใจให้แน่วแน่ เซี่ยเข่อเข่อก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาทางประตูได้สองก้าว ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วคว้ากระเป๋านักเรียนที่มีลายกระต่ายมิฟฟี่พิมพ์อยู่ขึ้นมา
จากนั้นถึงได้พุ่งตัวมาที่ประตูอีกครั้ง
แม้จะเป็นเพียงการกระทำง่ายๆ แต่ก็ดึงดูดสายตาหลายคู่ในห้องเรียนได้ทันที
ถึงขั้นทำให้เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้นในห้องเด็กหัวกะทิ
ไม่ใช่แค่เพราะเฉียวอวี้กลายเป็นคนดังของโรงเรียนไปแล้ว แต่เป็นเพราะเซี่ยเข่อเข่อเองก็มีคนแอบชอบอยู่ในห้องเหมือนกัน
เฉียวอวี้สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่า ตอนที่เซี่ยเข่อเข่อวิ่งมาที่ประตู เด็กในห้องหัวกะทิหลายคนกลับเงยหน้ามองไปทางแถวหน้าฝั่งริมหน้าต่าง และหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายผมเกรียนที่นั่งอยู่แถวแรกกำลังจ้องมองเขาเขม็ง
เฉียวอวี้สัมผัสได้ถึงความไม่พอใจและคุกรุ่นในแววตานั้น 'เหอะ ดูเหมือนว่ายัยหนูนี่จะมีคนแอบชอบอยู่ในห้องด้วยสินะ'
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อเฉียวอวี้เลยแม้แต่น้อย
พวกเด็กเมื่อวานซืน แค่เวลาดูหนังยังไม่มีเลย จะไปเข้าใจเรื่องความรักอะไรได้?
เอาเถอะ เฉียวอวี้ยอมรับว่าจริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน
แต่เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีประสบการณ์อยู่บ้าง
ไม่มีเหตุผลอื่นใดหรอก ตอนอยู่อนุบาล เขามักจะนอนเตียงเดียวกับยัยหนูนี่บ่อยๆ เรื่องนี้จะให้ไปหาเหตุผลกับใครได้ล่ะ?
"หึๆ ได้ยินมาว่าวันนี้พี่ชายทำตัวโดดเด่นมากเลยนี่!"
ในขณะที่ในหัวกำลังคิดเรื่องไร้สาระวนไปวนมา เซี่ยเข่อเข่อก็หิ้วกระเป๋านักเรียนใบเล็กของเธอมายืนอยู่ข้างๆ เฉียวอวี้อย่างเปิดเผย เอียงคอพิจารณาเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงซุกซน
"เลิกพูดมากได้แล้ว รีบคืนมือถือมาให้ฉันเถอะ" เฉียวอวี้กดเสียงต่ำ เขาไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับยัยหนูนี่ที่หน้าประตูห้องเรียนนานเกินไปจริงๆ
ครูของห้องเด็กหัวกะทิมักจะผลุบๆ โผล่ๆ ไม่แน่ว่าอาจจะโผล่มาเดินตรวจตราตอนไหนก็ได้
เฉียวอวี้น่ะไม่เป็นไรหรอก เขารู้สึกว่าตัวเองมีประสบการณ์รับมือกับครูเยอะพอสมควร หลักๆ คือกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อยัยหนูต่างหาก
ใกล้จะสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว ต่อให้อยู่ในฐานะพี่ชาย เขาก็หวังว่ายัยหนูจะสอบติดสี่โรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำของเมืองดารา และในอนาคตก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเก่งๆ ได้
"ชิ พี่จะรีบไปไหนเนี่ย?" เซี่ยเข่อเข่อถลึงตาใส่เฉียวอวี้อย่างหงุดหงิด
"พูดเป็นเล่น เธอไม่กลัวครูมาเห็นว่าไม่ยอมตั้งใจเรียนหรือไง?"
"การสอบจำลองครั้งที่แล้วอันดับฉันขึ้นมาตั้งสิบสองอันดับ เมื่อวานซืนครูเพิ่งจะชมฉันเองนะ! อีกอย่างฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับพี่เลย! ตอนนี้คนทั้งระดับชั้นบอกว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน แถมยังมีคนบอกว่าที่พี่ตั้งใจทำข้อสอบไม่ดี ก็เพราะตอนนั้นฉันบอกเลิกพี่ พี่ก็เลยหมดอาลัยตายอยาก! พี่จะว่ายังไง?"
ประโยคเดียวทำเอาเฉียวอวี้ช็อกจนพูดไม่ออก และเข้าใจอย่างลึกซึ้งในชั่วพริบตาว่าสำนวนจำพวก สามคนกลายเป็นเสือ พูดต่อๆ กันจนผิดเพี้ยน จับแพะชนแกะ ข่าวลือไม่มีมูล คำพูดคนหลอมทองได้ ข่าวลือแพร่สะพัด ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด และสำนวนอื่นๆ ทำนองนี้ มันมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขนาดไหน
ในขณะเดียวกันก็พอจะรู้แล้วว่าทำไมเมื่อกี้พวกเด็กเมื่อวานซืนในห้องเด็กหัวกะทิถึงได้พากันจ้องมองมาที่เขา และทำไมสายตาของเพื่อนร่วมชั้นบางคนถึงได้ดูอัดอั้นตันใจขนาดนั้น
"ใครกัน! นี่มันปล่อยข่าวลือชัดๆ? ต่อให้เราสองคนเป็นแฟนกันจริงๆ คนที่บอกเลิกก็ควรจะเป็นฉัน..." เฉียวอวี้พูดเสียงเบาด้วยความโกรธเคือง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าสีหน้าของยัยหนูตรงหน้าเริ่มไม่ค่อยดีนัก ภาพบางอย่างเมื่อคืนแวบเข้ามาในหัว ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายในทันที
ช่วยไม่ได้ มือถือยังอยู่ในกระเป๋านักเรียนของยัยเด็กนี่ จะให้แย่งมาดื้อๆ ที่หน้าประตูห้องเรียนก็คงไม่ได้
"ฉะ... ฉันหมายถึง เราค่อยๆ คุยกันดีกว่า จริงไหม?"
"หึ หึ ถือว่าพี่ชายยังรู้สถานการณ์ ฉันจะยกโทษให้สักครั้งก็แล้วกัน!" เซี่ยเข่อเข่อแค่นเสียงเย็นชาอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋านักเรียนแล้วยื่นให้
เฉียวอวี้เอื้อมมือไปรับ แต่กลับพบว่ายัยหนูกำโทรศัพท์ไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว
"รีบปล่อยมือสิ ขืนครูเดินมาเห็นเข้าจะแย่เอา"
"ฉันไม่สน ชื่อเสียงฉันป่นปี้หมดแล้ว เพราะงั้นพี่ต้องชดใช้ให้ฉัน"
"ชดใช้อะไร?"
"รอให้เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก่อน พี่ต้องเป็นฝ่ายรุก และต้องจริงจัง ในการตามจีบฉันสักครั้ง"
ยัยหนูพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง







