10. บทที่ 10 อนาคตที่สับสน
หลังจากยืนนิ่งจ้องมองหลานเจี๋ยเดินลับสายตาไปอย่างครุ่นคิด เฉียวอวี้ถึงค่อยหันหลังเดินกลับบ้าน
“ทำไมไปตั้งนานล่ะ แวะไปส่งอาจารย์หลานคนนั้นกลับถึงโรงเรียนเลยหรือไง” พอเปิดประตู เสียงเกียจคร้านของเฉียวซีก็ดังเข้าหูเฉียวอวี้
เฉียวอวี้มองไวน์แดงที่ถูกเปิดแล้วในมือของเฉียวซี พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ดื่มให้น้อยลงหน่อย เมื่อกี้อาจารย์ก็เพิ่งบอกไปว่าดื่มเหล้ามากไปมันเสียสุขภาพ”
เฉียวซีที่เอนกายพิงโซฟาอยู่ครึ่งตัวไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกมืออีกข้างขึ้นชี้ที่ขมับตัวเองอย่างน่าสงสาร
เฉียวอวี้พูดไม่ออก
เขาเคยค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้ว อาการปวดหัวจากโรคหลอดเลือดสมองและระบบประสาทแบบนี้ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ดีนัก การดื่มเหล้าเพื่อให้หลอดเลือดขยายตัวสามารถช่วยบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ
แน่นอนว่าปวดหัวจริงๆ หรือเปล่า เรื่องนั้นมีแค่เฉียวซีคนเดียวที่รู้
ยังไงซะอีกฝ่ายก็คือแม่ของเขา แม่แท้ๆ เสียด้วย
“อาจารย์สอนคณิตศาสตร์คนนั้นน่ารักดีนะ” เฉียวซีวิจารณ์ออกมาประโยคหนึ่ง
“ก็ดีครับ แถมยังน่าจะโสดด้วย” เฉียวอวี้ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกฝั่ง แล้ววิจารณ์กลับไปบ้าง
“โอ๊ะ? แกรู้ได้ยังไงว่าเขายังโสด” เฉียวซีเกิดความสนใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“เขาบอกว่าถ้าผมไปแข่งการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการคณิตศาสตร์นั่น แล้วได้เหรียญทองระดับชาติ เขาจะยกเงินรางวัลให้ผมทั้งหมด อีกอย่าง วันนี้ตอนอยู่ในห้องพักครู เพื่อจะให้ผมแก้โจทย์ข้อหนึ่ง เขายังให้เงินผมมาตั้งร้อยหยวน ผู้ชายที่มีครอบครัวต้องเลี้ยงดูน่ะ ไม่กล้าพูดจาแบบนี้ หรือทำเรื่องแบบนี้แน่”
เฉียวอวี้ไหวไหล่ พลางพูดด้วยความมั่นใจทีเดียว
พูดจบก็ชำเลืองมองเฉียวซี แล้วพูดต่อ “แต่เสียดายนะ เป็นคนดีเกินไป คนแบบนี้เสียเปรียบคนอื่นง่ายเกินไป ไม่เหมาะกับแม่หรอก ไม่อย่างนั้นถ้าผมไปเรียนแล้ว ให้เขามาดูแลแม่ก็คงดีไม่น้อย”
“ถุยๆๆ เฉียวอวี้ แกหมายความว่ายังไง ฉันไม่คู่ควรกับคนดีงั้นสิ”
“แม่คู่ควรกับทุกคนนั่นแหละ เพียงแต่การใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์ที่เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบมากเกินไปน่ะ มันเหนื่อยนะครับ”
“คุยเรื่องอื่นเถอะ” เฉียวซีกรอกตา ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “แกเก่งคณิตศาสตร์มากจริงๆ เหรอ”
เฉียวอวี้คิดถึงคำพูดพวกนั้นของหลานเจี๋ยเมื่อครู่ ก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “ก็น่าจะนะครับ อาจารย์หลานคนนั้นให้ความสำคัญกับผมมาก ดูไม่เหมือนแกล้งทำเลย แล้วเขาก็บอกด้วยว่าโจทย์สองข้อที่ผมแก้ไปวันนี้ ล้วนเป็นโจทย์ดัดแปลงจากโจทย์การแข่งขันระดับนานาชาติปีก่อนๆ ทั้งนั้น แต่ผมไม่เห็นรู้สึกเลยว่ามันยากตรงไหน”
“ก็หมายความว่าแกเก่งเรื่องแก้โจทย์สิ ดีจังเลยนะ ตระกูลเฉียวของเราก็มีนักแก้โจทย์โผล่มาคนหนึ่งเหมือนกัน” เฉียวซีกะพริบตา พร่ำเพ้อออกมาอย่างอารมณ์ดีทีเดียว จากนั้นก็ยกขวดไวน์ขึ้นดื่มไปสองอึก
เฉียวอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูจะสับสนเล็กน้อย นี่มันค่อนข้างต่างจากชีวิตที่เขาวางแผนไว้ให้ตัวเองอยู่นิดหน่อย
“ตกลงว่าแม่สนับสนุนให้ผมไปแข่งการแข่งขันนั่นอย่างจริงจังใช่ไหม”
“แน่นอนสิเฉียวอวี้ ตั้งใจเรียนให้มากหน่อย ไม่แน่ว่าต่อไปแกอาจจะได้ลืมตาอ้าปากจริงๆ ก็ได้นะ อาจารย์คนนั้นยังบอกเลยว่าแกสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมหาวิทยาลัยหัวชิงหรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยได้! ถ้าเกิดวันข้างหน้าแกกลายเป็นคนใหญ่คนโตขึ้นมา การหาเงินก็จะยิ่งง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ”
“ข้อแรก การได้เข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงหรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยมันก็เป็นแค่ความเป็นไปได้ทางหนึ่งเท่านั้น ข้อสอง ต่อให้ได้เข้าเรียนในสองมหาวิทยาลัยนี้จริงๆ ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นคนใหญ่คนโตได้สักหน่อย ข่าวก่อนหน้านี้ยังบอกเลยว่ามีคนจบจากมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยไปขายเนื้อหมูด้วย”
เฉียวอวี้เถียงกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“แล้วเขาก็ดังไม่ใช่หรือไง คนขายเนื้อหมูทั่วประเทศมีตั้งมากมาย มีแค่เขาคนเดียวที่ได้ออกข่าว แสดงว่าการได้เข้ามหาวิทยาลัยเยียนเป่ยก็ยังมีประโยชน์อยู่ดี เมื่อกี้ฉันลองหาข้อมูลในเน็ตดูแล้ว นักศึกษามหาวิทยาลัยเยียนเป่ยไปเป็นติวเตอร์น่ะ ทำเงินได้เยอะมากเลยนะ
พวกเศรษฐีในเมืองหลวงน่ะ ชอบพวกมหาวิทยาลัยดังๆ กันทั้งนั้นแหละ ถอยหลังสักหมื่นก้าว ถ้ารอจนแกจบจากมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยแล้วค่อยไปเป็นสตรีมเมอร์เกมอะไรทำนองนั้น มันก็มีจุดขายมากกว่าสตรีมเมอร์คนอื่นๆ ไม่ใช่หรือไง
อีกอย่าง เมื่อกี้แกก็พูดเองนี่ ว่าอาจารย์หลานคนนั้นน่ะเป็นคนดี ทางที่คนแบบนี้เลือกให้แก แกยังจะต้องสงสัยอะไรอีก”
เฉียวซีเถียงกลับไปอย่างไม่คิดอะไรมากนัก ทว่าผลลัพธ์กลับดีเยี่ยม มันทำให้เฉียวอวี้พูดไม่ออกไปโดยปริยาย
ในช่วงการถกเถียงกันระหว่างแม่ลูก ในที่สุดคนเป็นแม่ก็ชนะไปหนึ่งกระดาน
ถ้าอยากจะเถียงต่อแน่นอนว่ายังทำได้ แต่เฉียวอวี้ไม่ใช่พวกชอบเอาชนะ เขาแค่กำลังอาศัยประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดของตัวเอง ปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งของชีวิตกับแม่ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตไม่มากมายพอๆ กัน
ดังนั้นเฉียวอวี้จึงได้แต่ถอนหายใจ แล้วพูดว่า “คณิตศาสตร์มันยากมากจริงๆ นะ แม่ลองไปดูหนังสือ "Introduction to Riemannian Geometry" (บทนำสู่เรขาคณิตแบบรีมันน์) ในห้องผมสิแล้วจะรู้ อะไรคือเมตริก คอนเนกชัน เทนเซอร์ความโค้ง แล้วก็ยังมีทฤษฎีบทเกาส์-บอนเนต์อะไรพวกนั้นอีก... ไม่รู้จริงๆ ว่าพวกนักคณิตศาสตร์เขาคิดเรื่องพวกนี้ออกมาได้ยังไง”
สำหรับเสียงบ่นของเฉียวอวี้ เฉียวซีเพียงแค่เงยหน้าขึ้น ดื่มไวน์ไปอีกอึก จากนั้นก็ไหวไหล่อย่างจนปัญญา
ช่วยไม่ได้ คณิตศาสตร์น่ะเธอรู้แค่ผิวเผิน เธอจึงพูดออกไปลอยๆ “ฉันรู้ ยากสิถึงจะสมเหตุสมผล! ถ้ามันง่ายเหมือนตอนเรียนภาษาอังกฤษ งั้นทำไมคนที่เก่งภาษาอังกฤษ แปลซับไตเติลได้ ถึงไม่ได้โควตาเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงหรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยโดยตรงล่ะ จริงไหม”
หากหลานเจี๋ยยังอยู่ที่นี่ในตอนนี้ คงจะต้องมองเฉียวซีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปแน่ๆ ยังไงซะการวิเคราะห์นี้ก็มีเหตุมีผลอย่างยิ่งยวด ระบบคณิตศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอนุมานเชิงตรรกะ แน่นอนว่าอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ย่อมให้ความสำคัญกับตรรกะมากยิ่งกว่า
น่าเสียดายที่ในยุคนี้ ผู้หญิงที่สามารถวิเคราะห์ด้วยตรรกะจนชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัญหาได้จากการพูดลอยๆ แบบนี้ มีน้อยลงทุกที
เฉียวอวี้ไม่ได้โต้เถียง ทว่ามองไปทางเฉียวซีแล้วถามว่า “แม่ยังมีเงินอยู่อีกเท่าไหร่”
“รวมๆ กันก็น่าจะมีสักเจ็ดแปดหมื่นหยวนได้อยู่แหละ”
สิ้นเสียงนั้น เฉียวซีก็ลังเลไปเล็กน้อย เธอเม้มปาก แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “พวกเราใช้จ่ายให้น้อยลงหน่อยก็ได้นะ ไม่ต้องซื้อไวน์แพงๆ แล้วก็ไม่ต้องสั่งอาหารมากินทุกวันแล้ว ฉันจะลองหัดทำกับข้าวเองดูก็ได้”
เฉียวอวี้ส่ายหน้า ถอนหายใจ ก่อนจะพูดว่า “แม่จะมาเริ่มหัดทำกับข้าวตอนนี้เนี่ยนะ ช่างเถอะ ผมยังมีอยู่อีกสามหมื่นกว่าหยวน ประหยัดหน่อยก็พอใช้ไปได้อีกค่อนปีเลย คนดีคนนั้นบอกว่า ถ้าปีนี้ผมเข้าร่วมการแข่งขันแล้วได้เหรียญทองจากการแข่งขันระดับชาติ ทางโรงเรียนยังจะมีเงินรางวัลให้อีกแสนหยวนด้วย
แล้วยังมีเงินรางวัลจากการติดทีมชาติอะไรอีกก็ไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่าพวกเขาก็เหมือนกับคนในสตูดิโอพวกนั้นนั่นแหละ ดีแต่ขายฝันให้ผม ผมจะลองไปแข่งรายการนี้ดูก่อน รอดูว่ามันจะคว้าเหรียญทองระดับชาติมาได้ง่ายๆ จริงหรือเปล่า แล้วค่อยว่ากันอีกที”
มุมปากของเฉียวซีโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามยิ่งนัก เธอพูดว่า “เมื่อกี้แกยังบอกอยู่เลยว่าอาจารย์หลานเป็นคนดี ตอนนี้กลับมาบอกว่าเขาเหมือนพวกคนในสตูดิโอที่ชอบขายฝันให้แก แสดงว่าแกเองก็รู้ตัวใช่ไหม ว่าจริงๆ แล้วตัวเองน่ะมองคนไม่ค่อยขาด”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จู่ๆ เฉียวอวี้ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย หากจิตใจคนเรามันโปร่งใสได้ก็คงจะดีสิ จะดำ หรือจะแดง ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในพริบตา ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณแม่ที่รักของเขาก็คงไม่กลายเป็นแบบนี้หรอก
เพียงแต่ปากของเขานั้นไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด “ยังไงก็มองขาดกว่าแม่ล่ะน่า สมัยก่อนคนตามจีบแม่มีเป็นกองร้อย ขอแค่แม่มองคนให้ขาดสักนิด เราสองคนก็คงไม่ต้องมาใช้ชีวิตกันตามลำพังแบบนี้หรอก”
“เด็กน้อยเฉียวอวี้ ฉันต้องเตือนแกสักหน่อยนะว่า สมัยนั้นถ้าไม่ใช่เพราะแก ป่านนี้ฉันก็คงได้เป็นคุณนายเศรษฐีไปแล้ว!”
“เอาล่ะๆ แม่ชนะแล้ว” เฉียวอวี้ถอนหายใจในใจ ช่วยไม่ได้ การโต้เถียงกับแม่แท้ๆ ยังไงซะจุดอ่อนก็เยอะเกินไป
“งั้นก็ตัดสินใจตามนี้ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปแกก็ไปตั้งใจเรียนซะ ไปแข่งการแข่งขันคณิตศาสตร์บ้าบออะไรนั่น พยายามเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเยียนเป่ยให้ได้ ถ้าตาของแกรู้เรื่องเข้าล่ะก็ คงต้องดีใจจนกระโดดโลดเต้นแน่ๆ”
เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วตอบว่า “งั้นตอนที่ไปบอกเขา ก็ต้องจำไว้ด้วยนะว่าให้ทับฝาโลงเอาไว้ให้ดีๆ ก่อน”
เฉียวซีไม่สนใจปากคอของเฉียวอวี้ เธอเพียงเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนเรือนใหญ่ในห้องรับแขกที่มีอายุมากกว่าเฉียวอวี้ถึงสองปี ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ “จะบอกอะไรให้อย่างนะ วันนี้เข่อเข่อไม่ได้ไปเรียนคาบค่ำ”
“ก๊อกๆๆ...”
วินาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“คุณน้าเฉียวคะ หนูมาอยู่เป็นเพื่อนแล้วค่า!”







