ชาตินี้ ด้วยผลกระทบจากการย้ายบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยน บวกกับความวุ่นวายที่หูเหลียนเฉิงก่อไว้ สวี่ซื่อเซียนจึงย้ายออกจากบ้านใหญ่ล่วงหน้า แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่ทีมผักฉางชิง
คิดดูแล้ว ก็คงจะไม่เหมือนชาติที่แล้ว ที่ต้องขึ้นเขาไปแบกไม้
สวี่ซื่อเยี่ยนจดจำไว้ในใจ ฤดูหนาวปีนี้ ต้องใส่ใจพี่ชายคนโตให้มากหน่อย
ยังไงก็อย่าไปแบกไม้เด็ดขาด ยังไงก็ต้องหลีกเลี่ยงภัยพิบัติเหตุแบบชาติที่แล้วให้ได้
ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจะเป็นยังไง สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องลำบากซ้ำอีก ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ็บตัวได้ ก็ดีที่สุด
“พี่รอง ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง? มีอาการปวดท้องหรือไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
เมื่อเทียบกับอาการบาดเจ็บของพี่ใหญ่ สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นห่วงกระเพาะของพี่รองมากกว่า เพราะอุบัติเหตุแค่เลี่ยงก็จบ แต่โรคภัยไข้เจ็บมันมีแต่ความไม่แน่นอน
“กระเพาะ? ไม่รู้สึกอะไรเลย กินไอ้ที่นายจัดมาให้พวกกระเพาะหมู เห็ดหลินจืออะไรนั่น ฉันรู้สึกว่ากินข้าวอร่อยขึ้นกว่าก่อน มีความอยากอาหารมากขึ้น”
สวี่ซื่ออันส่ายหัว เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
แต่เพราะเห็นแก่ความหวังดีของน้องสาม บวกกับแม่ที่คอยกำชับ เลยต้องฝืนกินกระเพาะหมูกับเห็ดหลินจือไป
ที่จริงกระเพาะเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย
ไม่มีอาการใด ๆ ถือว่าดีที่สุดแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนไม่อยากให้พี่รองล้มป่วย ถ้าบำรุงได้แบบนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด
“อืม ฉันไปหากระเพาะหมูมาอีกสองสามชิ้น นายเอากลับไปกินด้วย
แล้วก็ เวลากินข้าวต้องเคี้ยวให้ละเอียด ๆ หน่อย นิสัยกินข้าวแบบนายไม่ดีเลยนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่วางใจ จำต้องกำชับอีกเล็กน้อย
“ได้ ๆ แกว่ายังไงก็ว่างั้นล่ะ ฉันฟังแกก็แล้วกัน โอเคมั้ย?”
สวี่ซื่ออันจนปัญญา น้องชายก็หวังดี เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวน้องสามจะไม่พาไปหารายได้อีก
“เจ้าสี่ ที่ค่ายใหญ่เป็นยังไงบ้าง?” สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ได้คุยกับพี่รองฝ่ายเดียว จึงหันไปถามเจ้าสี่
“ก็ดี ยังไงก็เป็นโรงเรียนประถมกลางเครือ สภาพแวดล้อมโอเค
ฉันซื้อบ้านไว้ที่ทีมเหอเป่ยหลังหนึ่ง มีสามห้อง ถึงจะไม่ใหญ่เท่าบ้านแก แต่ราคาถูก ซื้อมาแค่สองร้อยหยวนเอง
ยังไงก็ต้องมีบ้านของตัวเอง ไม่งั้นลูกมันก็ร้องไห้โวยวายทั้งวัน อยู่บ้านคนอื่นมันไม่สะดวกเลย”
ค่ายใหญ่กับเหอเป่ยคั่นด้วยแม่น้ำถังเฮอ สวี่ซื่อเต๋อซื้อบ้านที่เหอเป่ย ก็ยังไม่ไกลจากโรงเรียนประถมกลางที่ค่ายใหญ่ เดินทางไปมาสะดวก ที่สำคัญคือบ้านราคาถูก
“อืม แบบนั้นก็ดี จะเล็กจะใหญ่ก็ขอแค่มีบ้านของตัวเอง” สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้า
ชาติที่แล้วสวี่ซื่อเต๋ออยู่ที่เหอเป่ยถึงแปดปี แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่ตำบลซีกัง หลังจากนั้นก็อยู่ที่ซีกังตลอดมา
สองสามีภรรยานี้ขยันทำมาหากิน สวี่ซื่อเต๋อทำงานประจำ และยังปลูกพืชพรรณเสริมรายได้ ถ้าไม่ติดที่ลูกชายสวี่ไห่หยางไม่เอาไหน ทำให้เสียเงินไปไม่น้อย สามีภรรยาคู่นี้ก็คงเก็บเงินได้เยอะแล้ว
สวี่ซื่อเต๋อมีเงินบำนาญ เดือนละสามสี่พัน ตอนแก่ก็ยังอยู่สบาย
จะว่าไงดีล่ะ ชาติที่แล้วบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยนยากจนที่สุด
เป็นเกษตรกร ไม่มีเงินบำนาญ ไม่มีประกันสุขภาพ พอแก่ตัวลงก็ไม่มีเงินบำนาญให้ใช้
ตอนนั้นประสบอุบัติเหตุรถชน บาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ดีที่ยังรักษาชีวิตไว้ได้
หลังออกจากโรงพยาบาล ก็มีช่วงสองถึงสามปีที่สภาพจิตใจได้รับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บ ถึงขั้นจำคนในครอบครัวไม่ได้
ต่อมาจึงค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ร่างกายก็ไม่ไหว ทำงานหนักไม่ได้อีกแล้ว
โชคดีที่ลูกสาวขยันขันแข็ง ไม่เพียงแค่แบกรับภาระดูแลครอบครัว ยังส่งเจ้าลูกชายตัวแสบให้ได้เรียนหนังสือจนได้งานทำ
น่าเสียดาย ไอ้เจ้าลูกชายนั่น พอไปอยู่ข้างนอกก็แทบไม่กลับบ้านเลย ไปมีภรรยาอยู่ที่โน่น แต่บ้านฝั่งนี้ต้องออกเงินซื้อบ้านซื้อรถ จ่ายค่าสินสอดและจัดงานแต่ง
เพื่อเจ้าเด็กบ้าคนนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับเทเงินในบ้านออกหมด แล้วเป็นไงล่ะ?
พอสวี่ซื่อเยี่ยนบอกว่าจะขอไปอยู่ด้วยไม่กี่วัน ไอ้สารเลวกลับเชื่อแต่ภรรยา ไม่ยอมให้มา
แต่พอได้ยินว่าบ้านจะถูกเวนคืน มีเรื่องเงินชดเชย กลับรีบโผล่มา วิ่งวุ่นแย่งสมบัติบ้านเกิดกันใหญ่
ชาตินี้ เขาได้ปกป้องลูกชายคนโตไว้แล้ว ต่อไปก็จะมีลูกสาวคนโตกับคนรองเกิดตามมา
สวี่ซื่อเยี่ยนวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะมีลูกแค่สามคน ส่วนเจ้าลูกชายตัวแสบชาติที่แล้ว จะไปเกิดบ้านไหนก็ไปเลย เขาไม่สนอีกแล้ว
พี่น้องทั้งสี่ไม่ได้เจอกันนาน พอรวมตัวกันก็พูดคุยกันสนุกสนาน
ตอนเที่ยง โจวกุ้ยหลานนำลูกสาวกับลูกสะใภ้มาช่วยกันทำอาหารสองโต๊ะใหญ่ ทุกคนกินดื่มเฮฮา พูดคุยกันอย่างมีความสุข
พอกินเสร็จ ครอบครัวของสวี่ซื่อเซียนกับสวี่ซื่ออันก็นั่งพักอีกครู่ก่อนจะกลับ ส่วนครอบครัวสวี่ซื่อเต๋อก็อยู่ค้างหนึ่งคืน
เช้าวันที่สามของตรุษจีน หลังจากส่งเทพเจ้าแห่งปีออกไปแล้ว ลูกสาวที่แต่งงานออกเรือนก็สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ได้
สวี่ซื่อเยี่ยนจึงต้องพาซูอันอิง ภรรยาของเขากลับไปเยี่ยมบ้านที่ต้าอิ๋ง ซึ่งพอดีกับที่ สวี่ซื่อเต๋อ และคนอื่น ๆ ก็จะกลับไปเช่นกัน
ส่วนโจวกุ้ยหลานได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่ต้าอิ๋ง ก่อนวันปีใหม่แล้ว หลังจากปีใหม่จึงไม่คิดจะเดินทางอีก คนแก่ไม่ชอบออกนอกบ้าน ถ้าอยู่บ้านได้ก็อยากอยู่ให้มากที่สุด
ช่วงตรุษจีน ถ้าจะกลับไปเยี่ยมบ้าน ญาติพี่น้องที่นั่นก็มีเยอะ จะไม่ไปเยี่ยมสักบ้านก็รู้สึกไม่ดี
อีกอย่าง หากจะไปเยี่ยมญาติช่วงตรุษจีน ถ้าไปมือเปล่าก็จะดูไม่งาม ต้องซื้อของฝาก ซึ่งต้องใช้เงินไม่น้อย แถมยังเสียเวลา คิดแล้วก็ปวดหัว
แถวตะวันออกของตงกัง ช่วงปีใหม่จะมีฉายหนังให้ดู สำนักงานป่าไม้ของ แม่น้ำซงเจียง ก็มีทีมเต้นระบำยางเกอเต้นทั้งวัน ได้ข่าวว่าหน้าตึกสำนักงานยังมีประติมากรรมน้ำแข็งอีก บรรยากาศคึกคักไม่เบา
โจวกุ้ยหลานวางแผนว่าจะพาลูกชายลูกสาวไปดูหนัง แล้วถ้ามีเวลาก็จะไปดูประติมากรรมน้ำแข็งด้วย
สวี่ซื่อเยี่ยน พาภรรยาไปเยี่ยมบ้านแล้วพักอยู่แค่ถึงวันที่ห้า หลังจากนั้นก็รีบกลับมา
เขาไม่ได้คิดถึงหนังหรือประติมากรรมน้ำแข็งเลยจริง ๆ แต่เป็นเพราะมีของหลายอย่างที่ต้องเตรียม
สวี่ซื่อเยี่ยนตั้งใจว่าหลังจากวันที่สิบห้าจะขึ้นเขา เพื่อจะทำงานสำคัญก่อนที่หิมะจะละลาย
ดังนั้น พอกลับจากต้าอิ๋งแล้ว ใครจะมาชวนไปดูหนังหรือเต้นระบำเขาก็ไม่ไปเลย เอาใจจดจ่ออยู่กับการสานกรงอยู่ที่บ้าน
สวี่ซื่อเยี่ยน คิดแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่า หลังจากกลับไป จะหาทางจับสัตว์ป่าอย่างเช่น เซเบิ้ล นาก หรือแรคคูน ฯลฯ มาเลี้ยงบนเขาเอง
เริ่มจากเลี้ยงทีละนิด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น รอจนถึงเดือนตุลาคมที่จะมีนโยบายออกมา ส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนเลี้ยงสัตว์
เขาต้องการเริ่มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า สร้างพื้นฐานให้มั่น พอถึงปี 1983 ที่จะเริ่มมีการแบ่งสัญญาการทำกิน ก็จะสามารถขยายออกเป็นรูปธรรมได้
อนาคตก็จะได้ทั้งปลูกโสม ทั้งเลี้ยงสัตว์ ทำพร้อมกันสองทาง ดีกว่าหวังพึ่งแค่โสมทางเดียว
แผนของสวี่ซื่อเยี่ยน เขาไม่ได้บอกคนในครอบครัวเลย
แต่เห็นเขาสานกรงทุกวัน แล้วก็เอาสมุนไพรต่าง ๆ รวมถึงรำข้าว รำข้าวสาลี กากถั่วเหลือง อะไรไม่รู้มาจัดการ คนในบ้านก็เริ่มสงสัย
พอถาม เขาก็แค่ตอบกลบเกลื่อนไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะใครถามเขาก็ไม่ยอมบอกว่าจะทำอะไร
สวี่เฉิงโฮ่วพ่อของเขาพยายามถามอยู่หลายรอบ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ยอมบอกจนพ่อโมโหและเลิกถาม
ยังไงลูกก็แยกบ้านออกไปอยู่เองแล้ว เขาก็เป็นหัวหน้าครอบครัว จะทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ในฐานะพ่อก็ไม่มีสิทธิ์จะไปยุ่ง
สุดท้าย สวี่ซื่อเยี่ยน ก็สามารถสานกรงได้สิบกว่าชิ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ก่อนที่จะขึ้นเขา แล้วก็ใช้เกลือ รำข้าว รำข้าวสาลี กากถั่วเหลือง มาทอด นึ่ง และอัดให้เป็นก้อนขนาดเท่าอิฐ ใช้เป็นเหยื่อล่อ
นอกจากนี้ยังเตรียมของอีกหลายอย่าง รวม ๆ กันก็พอจะใส่เลื่อนหิมะได้เต็มคัน
วันที่สิบห้าเทศกาลหยวนเซียว หน่วยงานของสวี่ซื่อฉินแจกบัวลอยให้พนักงาน
โจวกุ้ยหลาน จึงทำให้หรูหราเสียหน่อย ใช้น้ำมันทอดบัวลอยสองถาดใหญ่
บัวลอยสีทองเหลืองหอมฉุย ทุกคนในบ้านกินกันอย่างมีความสุข พลางพูดชมว่า ยังไงก็สวัสดิการของพนักงานกรมป่าไม้ดีที่สุด
กินบัวลอยเสร็จ ตอนกลางคืนทั้งครอบครัวก็ไปดูประติมากรรมน้ำแข็งที่ซงเจียงเหอ
ประติมากรรมน้ำแข็งในสมัยนั้น บอกได้เลยว่าเป็นของแท้แน่นอน ทำมาจากก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด
ข้างในใส่หลอดไฟไว้ พอตกกลางคืนเปิดไฟขึ้นมา แสงสว่างส่องออกมาราวกับพระราชวังใต้น้ำแข็ง งดงามระยิบระยับราวกับพระราชวังคริสตัลเลยทีเดียว







