"สารวัตรเหลยมาแล้ว!"
"สวัสดีครับพี่ลั่ว!"
ฝูงชนเกิดความโกลาหลขึ้นชั่วขณะ
เหลยลั่วเดินเข้ามาโดยมีจูโหยวจ๋าย เฉินซี่จิ่ว และคนอื่นๆ ห้อมล้อม
เหยียนสยงพาบรรดาสารวัตรจีนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปหา เพิ่งจะอ้าปากพูด เหลยลั่วกลับไม่สนใจพวกเขาเลยสักนิด ซ้ำยังกวักมือเรียกตู้หย่งเซี่ยว "อาเซี่ยว มานี่หน่อย!"
ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยา ตู้หย่งเซี่ยวก้าวไปข้างหน้าพร้อมรอยยิ้ม "พี่ลั่ว มีเรื่องอะไรหรือครับ"
เหลยลั่วหัวเราะเบาๆ ล้วงกุญแจสองดอกออกมาจากอกเสื้อแล้ววางไว้บนฝ่ามือ "นี่ ฉันไม่เคยให้ของขวัญใครสุ่มสี่สุ่มห้า กุญแจสองดอกนี้ นายเลือกเอาหนึ่งดอก!"
ตู้หย่งเซี่ยวมองกุญแจทั้งสองดอกด้วยความประหลาดใจ ล้วนเป็นกุญแจทองเหลืองขนาดพอๆ กัน
คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
"พี่ลั่ว หมายความว่ายังไงครับ"
เหลยลั่วเช็ดจมูกทรงเหยี่ยวของตัวเอง "ความหมายก็คือ ดอกหนึ่งเป็นของตึกแถว อีกดอกเป็นของห้องทำงาน ตอนนี้ลาภยศสรรเสริญ นายแค่พลิกฝ่ามือก็ได้มาแล้ว!"
"ว้าว พี่ลั่วจะมอบลาภยศสรรเสริญให้เซี่ยวสุดหล่อหรือเนี่ย"
"ตึกแถวหนึ่งหลัง ห้องทำงานหนึ่งห้อง เลือกยากจัง!"
ผู้คนรอบข้างพากันร้องอุทาน
เหยียนสยงฟังแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก เหลยลั่วทำแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการแย่งคนกันซึ่งหน้า
ถึงแม้เขาจะไปกันไม่ได้กับตู้หย่งเซี่ยว แต่ในนามก็ยังเป็นความสัมพันธ์แบบ "ศิษย์อาจารย์" ต่อให้จะจัดหาห้องทำงานให้ตู้หย่งเซี่ยวก็ควรเป็นเขาที่ตัดสินใจสิ!
ถอยหลังมาคิดดูสักก้าว
หากครั้งนี้เหยียนสยงไม่ปริปากพูดอะไร แล้วปล่อยให้ตู้หย่งเซี่ยวรับความกรุณาจากเหลยลั่วต่อหน้าผู้คนมากมาย เช่นนั้นต่อไปหน้าตาของเหยียนสยงจะเอาไปไว้ที่ไหน
"ฮ่าๆ พี่ลั่วช่างใจป้ำจริงๆ!" เหยียนสยงไม่รอให้ตู้หย่งเซี่ยวอ้าปากพูดก็ชิงก้าวออกมาก่อน "แต่อาลั่ว ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของฉัน ต่อให้จะให้ตึก ให้ห้องทำงาน ก็ควรจะเป็นฉันที่เป็นลูกพี่จัดการถึงจะถูก! ตรงนี้ฉันขอขอบคุณสารวัตรเหลยแทนอาเซี่ยวสำหรับความห่วงใยก็แล้วกัน!"
เหลยลั่วปรายตามองตู้หย่งเซี่ยวแวบหนึ่งก่อน
ตู้หย่งเซี่ยวยิ้มให้เขาโดยไม่พูดอะไร
เหลยลั่วหันหน้าไปชำเลืองมองเหยียนสยง "นายท่านเหยียน ผมฟังอยู่นะ เมื่อกี้คุณกล้าพูดอีกรอบไหม"
"อะแฮ่ม นายหมายความว่ายังไง ทำไมฉันจะไม่กล้า" เหยียนสยงมองดูผู้คนรอบข้าง ทุกคนล้วนกำลังมองมาที่เขา "ก็แค่ตึกแถวหลังเดียว จะสักเท่าไหร่กันเชียว" ในใจคำนวณว่าอย่างมากก็หาซื้อในซินเจี้ยสักหลัง เต็มที่ก็สามสี่พัน
"แล้วคุณรู้ไหมว่าผมให้ตึกแถวที่ไหน"
"ที่ไหนล่ะ อย่าบอกนะว่าจิมซาจุ่ย"
"เดาถูกแล้ว!"
ตุ้บ!
เหยียนสยงแทบล้มทั้งยืน!
ตึกแถวในซินเจี้ยราคาแค่สามสี่พัน แต่ที่จิมซาจุ่ยปาเข้าไปเจ็ดแปดหมื่น!
เหลยลั่ว ช่างใจป้ำจริงๆ!
"ว้าว พี่ลั่วร้ายกาจมาก!"
"ใช่แล้ว ลงมือทั้งทีก็เป็นตึกแถวในจิมซาจุ่ยเลย!"
ทุกคนล้วนมองตู้หย่งเซี่ยวด้วยความอิจฉาริษยา คนที่เป็นสารวัตรจีน เป็นจ่าตำรวจอย่างพวกเขา ไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน การได้รับมอบตึกจากเหลยลั่ว เอาไปพูดต่อรับรองว่าโคตรเท่
สารวัตรทั้งสามแห่งเกาลูนอย่างจี้ซื่อชางและคนอื่นๆ ในตอนนี้ยิ่งมีสีหน้าอิจฉาริษยาและเคียดแค้น ตู้หย่งเซี่ยวอายุน้อยเกินไป ราวกับดวงอาทิตย์ยามเช้าที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า สาดแสงเจิดจ้าจนทำให้พวกเขาดูหมองลงไปถนัดตา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป วันหน้าในเกาลูนจะมีที่ยืนให้พวกเขาอีกหรือ
ตู้หย่งเซี่ยวก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าเหลยลั่วจะใจป้ำถึงเพียงนี้ ตึกแถวราคาเจ็ดแปดหมื่นในยุคนี้ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย ขณะที่กำลังคำนวณว่าจะรับไว้หรือปฏิเสธดี เสียงอันดังกังวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "พวกแกทำอะไรกัน มีเงินไม่มีที่ใช้หรือไง ให้ตึกแถวบ้าบออะไร!"
"นายท่านฝูมาแล้ว!"
ผู้คนพากันหลีกทางให้
สารวัตรใหญ่จีนหลิวฝูผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนราวกับพระสังกัจจายน์เดินเข้ามาโดยมีหลิวเหอผู้เป็นหลานชายคอยเดินตาม
หลิวฝูเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเหลยลั่ว
เหลยลั่ว: "นายท่านฝู "
หลิวฝูไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นมืออวบอ้วนไปคว้ากุญแจทั้งสองดอกของเหลยลั่วมาไว้ในมือ "ประชุม ยึดไว้ก่อน!"
……
ภายในห้องประชุม หลิวฝูนั่งตัวตรงอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ในบรรดาสารวัตรทั้ง 27 นายของทั่วทั้งฮ่องกง แทบจะมากันครบทุกคน
สี่สารวัตรใหญ่เหลยลั่ว หลานกัง เหยียนสยง และหานเซินนั่งเรียงตามลำดับถัดจากหลิวฝู จากนั้นก็จัดที่นั่งตามลำดับเขตรับผิดชอบของเกาะฮ่องกง เกาลูน และซินเจี้ย
ตู้หย่งเซี่ยวดูแลถนนนาธาน ประกอบกับพักนี้เขากำลังมีชื่อเสียงโด่งดังทะลุฟ้า หลิวฝูถึงกับจัดให้เขานั่งอยู่หลังสารวัตรทั้งสามแห่งเกาลูน แต่อยู่หน้าสารวัตรหยวนหลั่งอย่างกวงตาโต ทำให้กวงตาโตจ้องมองตู้หย่งเซี่ยวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ตู้หย่งเซี่ยวเมินเฉยต่อสายตา 'โอดครวญ' ของกวงตาโต แล้วพิจารณาสองสารวัตรใหญ่อย่างหลานกังและหานเซินที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนอย่างละเอียด
ต้องบอกเลยว่าในบรรดาสี่สารวัตรใหญ่ เหลยลั่วนับว่าหล่อเหลามากแล้ว แต่ก็ยังหล่อสู้หลานกังไม่ได้
เหลยลั่วนอกจากจะดูองอาจแล้ว กลับยังมีความเหี้ยมเกรียมแฝงอยู่สายหนึ่ง
ทว่าหลานกังนั้นต่างออกไป อายุราวสามสิบปี สวมชุดสูท รูปร่างกำยำสมส่วน คิ้วดุจกระบี่นัยน์ตาดุจดวงดาว เป็นสไตล์นายแบบอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องประชุมก็ใช้คำพูดคำจาได้เหมาะสม ดูเป็นคนหล่อเหลาเจ้าสำราญ
ส่วนหานเซินมีอายุมากกว่าหน่อย ราวๆ สี่สิบปี เป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย ท่าทางทื่อๆ เพียงแต่ตอนที่ตู้หย่งเซี่ยวลอบสังเกตเขา เจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ ประกายตาแหลมคมวาบผ่านดวงตาแล้วหายไปในพริบตา
"ไอ้พวกเวร เมื่อกี้อยู่ข้างนอกไม่เห็นเก่งกันนักเหรอ ทั้งเลี้ยงข้าวทั้งให้ตึก! แล้วตอนนี้ล่ะ ทำไมเป็นใบ้ไปแล้ว ไม่ปริปากกันสักคน" หลิวฝูมองหน้าทุกคนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ "กูแค่ให้พวกมึงเก็บค่าคุ้มครองเดือนหน้าสองเท่า เพื่อฉลองวันเกิดราชินี ไม่ได้ให้พวกมึงขายลูกขายเมียจนบ้านแตกสาแหรกขาดซะหน่อย พวกมึงจะทำหน้ายังกะคนตายทำไมวะ"
ทุกคนสูบบุหรี่อย่างเอาเป็นเอาตาย ภายในห้องประชุมจึงมีควันลอยคลุ้ง
"นี่ กูรู้ว่าตอนนี้ค่าคุ้มครองมันเก็บยาก แล้วยังจะให้เบิ้ลเป็นสองเท่า พวกมึงก็มีความลำบาก! แต่พวกมึงก็ต้องเห็นใจกูบ้าง อีกแค่สองปีกูก็จะเกษียณแล้ว ควีนแม่งก็มีวันเกิดแค่ปีละครั้ง พวกมึงช่วยไว้หน้ากูหน่อยเถอะ!"
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับนายท่านฝู ท่านก็รู้สถานการณ์ดี พวกเราที่เป็นสารวัตรจีนถึงจะดูมีอำนาจบารมี แต่พวกแก๊งอันธพาลเหล่านั้นก็ไม่ได้กินเจเหมือนกัน บีบคั้นจนเกินไป เกรงว่าพวกมันจนตรอกแล้วจะแว้งกัดเอาได้นะครับ!" เหยียนสยงพูดด้วยสีหน้าขมขื่น
"ใช่ครับ สารวัตรเหยียนพูดถูก! อย่างเช่นไอ้หมาขี้เรื้อนในเขตรับผิดชอบของผม มันทำธุรกิจค้าผงมาตลอดและมักจะรักษากฎเกณฑ์เป็นอย่างดี แต่จู่ๆ ตอนนี้มาให้เพิ่มเป็นสองเท่า จากสามหมื่นกลายเป็นหกหมื่น ผมก็ลำบากใจเหมือนกันนะครับ!" จี้ซื่อชางสารวัตรแห่งโหยวหมาตี้พูดขึ้น
"นี่ เขตที่พวกคุณมีผลประโยชน์อู้ฟู่ก็ดีไปสิ ไม่เหมือนผม อยู่ที่หยวนหลั่งเก็บได้แต่ขี้วัว! พูดจริงๆ นะ ค่าคุ้มครองปกติแต่ละเดือนก็ยังเก็บได้ไม่ครบเลย ตอนนี้ยังต้องเก็บเพิ่มเป็นสองเท่าอีก สู้ให้ผมไปตายซะยังจะดีกว่า!" กวงตาโต สารวัตรแห่งหยวนหลั่งบ่นอุบ
"พวกมึงแม่งคิดถึงแต่ตัวเอง แล้วกูล่ะ ใครคิดเผื่อกูบ้าง ไอ้พวกฝรั่งข้างบนต้องการจะฉลองวันเกิดให้ราชินี เลยสั่งให้กูส่งผลงาน ถ้าเก็บค่าคุ้มครองสองเท่าได้ไม่ครบกูก็ต้องไสหัวไป! คิดไปคิดมา กูไสหัวไป สู้ให้พวกมึงไสหัวไปไม่ดีกว่ารึ!" น้ำเสียงของหลิวฝูพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน "พวกมึงฟังชัดเจนแล้วหรือยัง กูไม่ได้มาปรึกษาปัญหา แต่กูมาสั่ง!"
คนทั้งห้องเงียบกริบ ความคับแค้นใจแผ่ซ่านไปทั่ว
สี่สารวัตรใหญ่สบตากัน คำเดียวเลยว่า ยาก!
มีเพียงตู้หย่งเซี่ยวที่ยกมุมปากขึ้น มีสีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย นี่มันเป็นโอกาสทองชัดๆ!
ในฐานะคนที่มาจากอนาคต ตู้หย่งเซี่ยวรู้ดีว่าค่าคุ้มครองในยุคนี้มันวุ่นวายไร้ระเบียบ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ต่อให้คุณเปิดร้านชาสไตล์ฮ่องกงสักร้าน ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองถึงห้าต่อ ทั้งตำรวจในเครื่องแบบ ตำรวจนอกเครื่องแบบ หน่วยดับเพลิง กรมอาหาร และยังมีพวกแก๊งอันธพาลอีก หากคุณทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล ก็ยังต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ตำรวจน้ำอีกก้อนหนึ่ง
ตามกฎเกณฑ์แล้ว ในวันที่หนึ่งของทุกเดือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งคนไปเก็บเงินตามถนนทีละสาย ตามร้านค้าทีละร้าน เนื่องจากในแต่ละเดือนสามารถเก็บได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ใครที่มีการขู่กรรโชกเป็นการส่วนตัวล้วนถือว่า "ทำผิดกฎ" ดังนั้น การจ่ายเงินจึงกลายเป็นกฎเกณฑ์ เงินก้อนนี้จึงถูกเรียกว่า "ค่าคุ้มครอง"
ขั้นตอนตรงกลางของการเก็บค่าคุ้มครองนั้นมีมากเกินไป บ่อยครั้งที่คนเก็บมักจะอ้างว่าตัวเองเกิด แม่เกิด เมียหลวงเมียน้อยเกิด หรือแม้แต่หมาที่บ้านเกิด ก็ล้วนเอามาอ้างเพื่อรีดไถซองแดงเพิ่มอีกสักหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น สองคนไปเก็บค่าคุ้มครองด้วยกัน พอเก็บได้มาก ก็เอาส่วนที่เกินมาแบ่งครึ่งกันเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างแนบเนียน
วิธีการเก็บเงินที่วุ่นวายไร้ระเบียบและไม่มีแบบแผนเช่นนี้ดำเนินมาตลอดจนกระทั่งเหลยลั่วขึ้นเป็นสารวัตรใหญ่จีน
เพื่อที่จะกอบโกยเงินให้ได้มากขึ้น เหลยลั่วจึงลงดาบปฏิรูประบบการเก็บเงินขนานใหญ่ โดยจับเอาสามหน่วยงานหลักอย่างตำรวจในเครื่องแบบ ตำรวจนอกเครื่องแบบ และหน่วยดับเพลิงมารวมเข้าด้วยกัน แล้วรวบยอดเก็บค่าคุ้มครองเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งเวลาเก็บค่าคุ้มครองก็จะเก็บตามเปอร์เซ็นต์ผลกำไรรายเดือนของอีกฝ่าย ไม่ใช่เก็บแบบเหมารวม
เมื่อทำเช่นนี้ นอกจากจะรักษาสายสัมพันธ์อันดีระหว่างนายกับบ่าวได้ถึงขีดสุดแล้ว ยังเป็นการสกัดกั้นการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างนั้น ส่งผลให้ค่าคุ้มครองที่เก็บได้ในแต่ละเดือนพุ่งสูงขึ้นเป็นสามเท่าจากเมื่อก่อน
และด้วยผลงานนี้ เหลยลั่วจึงสามารถนั่งเก้าอี้สารวัตรใหญ่จีนได้อย่างมั่นคง กลายเป็นลูกพี่ใหญ่ตำรวจจีนเพียงไม่กี่คนในฮ่องกง
การปฏิรูปของเหลยลั่วในครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็คือการนำเอา "นโยบายแส้เดียว" ในการปฏิรูปภาษีที่ดินของจางจวีเจิ้งสมัยราชวงศ์หมิงมาประยุกต์ใช้นั่นเอง
สรุปในประโยคเดียว
เปลี่ยนความซับซ้อนให้เรียบง่าย มีความเป็นระเบียบและเป็นหนึ่งเดียวกัน!







