บทที่เจ็ดสิบ แม่ยาย
"บ๊ายบาย!"
"ช่วงนี้ลำบากหน่อยนะ!"
"ปิงปิง ไว้เจอกันงานเลี้ยงปิดกล้องนะ!"
"ไม่อยากให้เธอไปเลย!"
จ้าวเวยกับหลินซินหรูขนาบข้างคนละฝั่ง จับมือคุณหนูฟ่านแกว่งไปมาด้วยใบหน้าอาลัยอาวรณ์
"โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันสักหน่อย วันหน้าอาจจะได้ถ่ายละครด้วยกันอีกก็ได้" คราวนี้คุณหนูฟ่านไม่ได้ร้องไห้ กลับยิ้มปลอบใจพี่สาวทั้งสองคนแทน
บทของเธอถ่ายทำเสร็จสิ้นทั้งหมดพอดีในวันนี้ ตอนที่ถ่ายฉากสุดท้ายจบ เหอซิ่วฉงยังอุตส่าห์มอบช่อดอกไม้ให้และพูดตามมารยาทสองสามประโยค ไม่มีความอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ทั้งคู่ไม่ใช่คนโง่ ตอนที่สบตากันก็ดูเหมือนจะมองเห็นการปะทะกันที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปแล้ว
"เอาล่ะๆ ฉันต้องกลับแล้ว บ๊ายบาย"
คุณหนูฟ่านบอกลาเพื่อนตัวน้อยสองสามคน รีบเดินออกจากกองถ่าย แล้วเรียกแท็กซี่ตรงกลับบ้าน
เธอร้อนใจ เพราะวันนี้พ่อกับแม่บินมาหา เดิมทีอยากจะลางานไปรับที่สนามบิน แต่แม่ฟ่านปฏิเสธอย่างดุดัน บอกว่ายังไงวันนี้เธอก็เลิกงานเร็ว แม่ก็รู้จักทาง ไปถึงแถวบ้านเธอแล้วแวะกินข้าวเดี๋ยวเธอก็คงกลับมาพอดี
เด็กสาวลงรถที่หน้าประตูหมู่บ้าน เพิ่งเดินเข้าไปในดงตึก ก็เห็นพ่อกับแม่กำลังเดินวนเวียนอยู่ใต้ตึก
เธอรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วถาม "พ่อ แม่ รอมานานแค่ไหนแล้วคะ"
พ่อฟ่านไม่ได้เจอลูกสาวมานาน ยิ้มพลางพูดว่า "ไม่นานหรอก เพิ่งกินข้าวกับแม่ลูกเสร็จ"
เด็กสาวควงแขนพวกเขาสองคนไว้คนละข้างแล้วถาม "พ่อกับแม่กินข้าวที่ไหนคะ"
แม่ฟ่านตอบ "ก็ร้านที่ไปกินกับเจ้าเด็กนั่นคราวก่อนนั่นแหละ" พูดจบก็สะบัดมือเธอออกแล้วยัดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใส่อกลูกสาว "ถือไว้ ไม่รู้จักสังเกตบ้างเลย!"
คุณหนูฟ่านไม่กล้าแม้แต่จะเถียง จำต้องปล่อยมือพ่อ กอดกระเป๋าใบใหญ่วิ่งเตาะแตะตามขึ้นตึกไป
เข้ามาในห้อง เธอยังไม่ทันจะได้หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า แม่ฟ่านก็เริ่มจับผิดอีก "อี๋ ทำไมห้องลูกถึงได้สกปรกขนาดนี้"
"ที่ไหนกัน อาทิตย์ที่แล้วหนูเพิ่งกลับมาจัดห้องเองนะ!"
"เจ้าเด็กนั่นไม่ได้ช่วยลูกจัดห้องเหรอ"
เด็กสาวหงุดหงิดใจ แม่พูดรวมกันไม่กี่ประโยคก็พูดถึงเจ้าเด็กนั่นตั้งสองครั้งแล้ว ดูท่าความประทับใจจะดีกว่าคราวก่อนมากนัก เธอตอบ "เขาไปถ่ายละครค่ะ"
แม่ฟ่านเดินเตาะแตะจากห้องนั่งเล่นไปที่ระเบียง แล้วก็เดินจากระเบียงกลับมาที่ห้องนอน ถามขึ้นลอยๆ ว่า "ไปถ่ายละครที่ไหนล่ะ"
คุณหนูฟ่านก้มหน้า ตอบ "ไม่รู้ค่ะ"
สองตายายชะงัก ฟังคำพูดนี้แล้วรู้สึกทะแม่งๆ
แม่ฟ่านส่งสายตาให้สามี พ่อฟ่านรู้ตัวจึงหยิบผ้าขี้ริ้ววิ่งเข้าไปเช็ดถูในห้องครัว
"ลูกสองคนทะเลาะกันเหรอ"
เธอดึงลูกสาวให้นั่งลงบนฟูกนอนแล้วถามเสียงเบา
"อืม" คุณหนูฟ่านพยักหน้า
"เกิดอะไรขึ้น เล่าให้แม่ฟังหน่อย"
เด็กสาวขยับริมฝีปาก ยังไม่ทันเริ่มพูด ในดวงตาก็มีน้ำตาคลอเบ้าแล้ว ช่วงนี้อัดอั้นตันใจจนอึดอัดไปหมด อุตส่าห์ได้เจอคนที่สนิทที่สุดทั้งที คำพูดเต็มท้องก็พรั่งพรูออกมา
"เขาบอกว่าเขาไม่อยากถ่าย กังวลเรื่องคดีความของหนู หนูบอกว่าหนูจะไม่เป็นตัวถ่วงเขา หนูดูแลตัวเองได้"
"แล้วเขาก็บอกว่ารู้สึกเหนื่อย อยากพักสักระยะ หนูจะเกลี้ยกล่อมยังไงก็ไม่ฟัง สุดท้ายพอหนูโมโหก็เลยตะคอกใส่เขาว่าทำตัวให้มันก้าวหน้าหน่อยไม่ได้หรือไง..."
คุณหนูฟ่านยิ่งพูดก็ยิ่งน้อยใจ ประโยคหลังๆ ถึงกับมีเสียงสะอื้นเจืออยู่ "หนูก็ทำเพื่อความหวังดีต่อเขาทั้งนั้นแหละ แต่เขากลับใจร้าย ไปตั้งสิบกว่าวันแล้ว โทรศัพท์ก็ไม่โทรมาหาหนูเลยสักกริ๊ง"
เธอพูดไปสูดจมูกไป ไม่สามารถเสแสร้งใดๆ ต่อหน้าแม่ได้อีก
แม่ฟ่านฟังจบก็พอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุขึ้นมาคร่าวๆ ในสายตาคนวัยนี้มองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย ก็แค่เด็กสองคนทะเลาะกัน สิ่งเดียวที่ทำให้เธอแปลกใจก็คือท่าทีของฉู่ชิง
"เจ้าเด็กนั่นก็ดูเป็นคนเอาถ่านอยู่นะ อดทนเก่งจะตาย ซ่อมรองเท้าเก็บของเก่าก็ยังทำได้ ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้"
"เอาถ่านบ้าอะไรล่ะ! ตอนไม่มีจะกินเขาขยันกว่าใคร พอมีเงินเหลือใช้หน่อยก็ขี้เกียจสันหลังยาวแล้ว"
คุณหนูฟ่านถ่มน้ำลายด่า บนโลกนี้ไม่มีใครรู้จักไอ้หมอนั่นดีไปกว่าเธออีกแล้ว "เขาถ่ายหนังเรื่องที่แล้วจบก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าไม่ใช่เพราะหนูบอกให้เขาถ่ายหวนจูต่อ หนูว่าครึ่งปีเขาก็คงไม่ยอมทำงานหรอก"
เธอหอบหายใจแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า "เขาก็แค่ได้เงินมาหน่อย รู้สึกว่าพอใช้ชีวิตแล้ว ก็เลยไม่อยากทำงาน"
แม่ฟ่านประหลาดใจจริงๆ ความเข้าใจที่เธอมีต่อฉู่ชิงก็คือการเจอกันคราวก่อน กับการคุยโทรศัพท์กันอีกสองสามครั้ง รู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นผู้ใหญ่ดี ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้ เธออึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบร้อนถามต่อว่า "แล้วเขากับลูกล่ะ..."
"กับหนูเหรอ..." สีหน้าขุ่นเคืองเมื่อครู่ของคุณหนูฟ่านเปลี่ยนเป็นเขินอายขึ้นมาทันที เธอตอบ "ดีสุดๆ" เพราะกลัวว่าจะอธิบายได้ไม่ดีพอจึงเสริมว่า "ดีแบบหาขอบเขตไม่ได้เลยล่ะ"
แม่ฟ่านกลอกตาบน นังหนูนี่ตกลงจะมาบ่นให้ฉันฟังหรือมาอวดกันแน่
"เขาหาเงินได้เท่าไหร่กัน ถึงได้กล้าทำตัวเหลวไหลขนาดนี้"
"เก้าหมื่นสี่พันหกร้อยห้าสิบ" เด็กสาวรายงานตัวเลขออกมาทันทีโดยไม่ต้องคิด
"..."
แม่ฟ่านอยากจะหยิกเธอเสียจริงๆ สภาพของลูกสองคนเนี่ย แม้แต่เงินฝากของเขายังหลุดปากออกมาได้เลย บอกว่าไม่ได้อยู่ด้วยกัน ลูกคิดว่าแม่จะเชื่อเหรอ แต่พอได้ยินตัวเลขนี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าฉู่ชิงออกจะดูไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่
เก้าหมื่นสี่พันหกร้อยห้าสิบ เมื่อเทียบกับการซ่อมรองเท้าเก็บของเก่าแล้ว ก็เป็นตัวเลขที่เยอะเอาการอยู่ เงินก้อนนี้ถ้าอยู่ชนบท สามารถสร้างบ้านกระเบื้องหลังใหญ่ได้สามห้อง แถมยังแต่งเมียอ้วนขาวได้อีกคน ถ้าอยู่ในอำเภอเล็กๆ ก็ยังซื้อบ้านดีๆ ได้สักหลัง หรือไม่ก็เปิดร้านเล็กๆ ได้
แต่ในเมืองหลวง... เงินแค่นี้จะไปพอทำอะไรได้
ทว่า เธอก็ได้สติกลับมาแล้วถาม "ลูกรู้ได้ไงว่าเขามีเงินพวกนี้"
"เขาให้สมุดบัญชีเงินฝากกับหนูแล้ว"
"ลูกขอเขาเหรอ" แม่ฟ่านอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงสูง
"ไม่ใช่ๆ" เด็กสาวรีบโบกมือปฏิเสธ "ตอนเขาจะไป เขาเอาซุกไว้ใต้เตียงหนูต่างหาก"
"ทำไมถึงให้ลูกล่ะ"
เด็กสาวก้มหน้า ตอบอย่างเขินอาย "หนูบอกว่าหนูไม่อยากใช้เงินของพ่อกับแม่ อยากจะจ่ายค่าฉีกสัญญาเอง เขาก็เลยบอกว่าขอร่วมด้วยช่วยกัน..."
แม่ฟ่านมองหน้าลูกสาวอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลูบหัวเล็กๆ ของเธอแล้วถอนหายใจ "เจ้าเด็กนั่นก็ดีกับลูกแบบหาขอบเขตไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ"
ทว่าก็พอจะฟังความขัดแย้งของทั้งสองคนออกแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าคนหนึ่งอยากจะอาศัยช่วงที่ยังวัยรุ่นมุมานะพยายามให้มากหน่อย หาเงินให้ได้เยอะๆ จะได้เป็นหลักประกันในชีวิตวันข้างหน้า ส่วนอีกคนกลับคิดแต่อยากจะใช้ชีวิตไปวันๆ สบายๆ ชิลๆ
ความคิดสองแบบนี้ จะว่าถูกหรือผิดก็พูดได้ไม่เต็มปาก มันเป็นแค่ปัญหาที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ก็เท่านั้น สิ่งที่เธอรู้สึกว่ามันไม่สอดคล้องกันก็คือ ฉู่ชิงอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ เองไม่ใช่เหรอ ทำไมสภาพจิตใจถึงได้เหมือนชายชราอายุห้าหกสิบแบบนี้ล่ะ
อยากจะปลงตกทางโลก เร้นกายคืนสู่เหย้า เอ็งก็หัวไวไปหน่อยมั้ง!
คำพูดพวกนี้ สองคนนี้คงพูดกันต่อหน้าไม่ค่อยสะดวกนัก ไม่อย่างนั้นรับรองว่าได้ทะเลาะกันบ้านแตกแน่ งั้นก็มีแต่ตัวเธอที่ต้องเป็นคนพูดเองแล้ว
แม่ฟ่านจึงพูดว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ช่วยด่าเขาให้เอง ดูซิว่าเขายังจะกล้ารังแกลูกสาวแม่ไหม!"
"โธ่เอ๊ย แม่ก็อย่าด่าสิคะ!"
คุณหนูฟ่านร้อนใจขึ้นมาอีกครั้ง พูดเสียงอ่อย "แม่ก็แค่พูดเตือนสติสองสามประโยคก็พอแล้ว"
…………
"ฮัลโหล? คุณน้าเหรอครับ"
ฉู่ชิงอึ้งไป เขาอุตส่าห์คิดว่าเป็นแฟนสาวเพจเรียกมา กว่าจะกลับถึงโรงแรมตอนกลางคืนได้ก็เลยโทรไปสักหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแม่ของแฟนสาว
"ชิงจื่อ ได้ข่าวว่าเธอไปถ่ายละครข้างนอกเหรอ เป็นยังไงบ้าง"
"เอ่อ ก็ราบรื่นดีครับ คุณน้ามาถึงเมื่อไหร่ครับ"
"เพิ่งถึงเมื่อวานจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก แค่ปิงปิงมาบอกน้าว่าเธอเอาสมุดบัญชีเงินฝากให้เขาไปหมดเลย น้าดุเขาไปแล้วล่ะ เด็กคนนี้ไม่รู้จักความเอาซะเลย จะให้เธอมาช่วยออกเงินก้อนนี้ได้ยังไงกัน น้ำใจน้ารับไว้แล้ว อีกอย่างบ้านเราก็พอจะมีฐานะอยู่บ้าง"
"อ้อ ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่อยากจะช่วยเธอ" ฉู่ชิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดตอบ การมาคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ กับแม่ของแฟนสาวมันน่ากระอักกระอ่วนเกินไป
"ฟังปิงปิงบอกว่า เธอกับลูกทะเลาะกันเหรอ"
"เอ่อ... ครับ"
"ชิงจื่อ น้ารู้ว่าเธอเป็นเด็กดี แล้วก็จริงใจกับปิงปิง น้าขอพูดอะไรสักสองสามประโยค เธออย่าถือสาเลยนะ"
"จะถือสาได้ยังไงล่ะครับ คุณน้าพูดมาเถอะครับ" ฉู่ชิงใจกระตุก รีบตอบกลับ
ได้ยินแม่ฟ่านพูดว่า "สาเหตุที่ลูกสองคนทะเลาะกันน้าก็รู้แล้ว ตอนนั้นน้ายังสงสัยอยู่เลย นึกว่านังหนูนี่โกหก แต่ตอนนี้พอได้ยินเธอยอมรับ น้าก็แปลกใจอีกแล้ว เท่าที่น้าสัมผัสเธอมาหลายครั้งเนี่ย น้าว่าอายุเธอถึงจะยังน้อย แต่วิธีวางตัวก็เป็นผู้ใหญ่ดี ไม่เหมือนชายหนุ่มคนอื่นๆ แต่คราวนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงได้ไม่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาล่ะ"
เธอพูดต่อว่า "ดูเธอสิ กำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น แถมยังมีความสามารถ ไม่คิดจะพยายามให้ดีๆ พัฒนาหน้าที่การงาน ทำไมถึงได้ทำตัวเหมือนตาเฒ่าอายุเจ็ดแปดสิบแบบนี้ ไม่มีความห้าวหาญที่จะฝ่าฟันเลยล่ะ"
"คุณน้า ผม..." ฉู่ชิงอ้าปาก เขาพูดอะไรไม่ออกจริงๆ ที่เขาพูดมามันก็ถูกหมด เป็นปัญหาของเขาเอง
"เธอบอกว่าเธออยากจะอยู่สบายๆ ชิลๆ น้าก็เข้าใจ ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากอยู่สบายๆ แต่ยังไงซะบนโลกใบนี้ มันก็ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวนะ เธอยังต้องคิดถึงคนที่เขาแคร์เธอด้วย"
แม่ฟ่านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "ถ้าเธอบอกว่าเธอไม่ได้ชอบปิงปิง ไม่อยากจะรับผิดชอบอนาคตของเขา งั้นก็ถือซะว่าน้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน น้ายังจำได้ว่าตอนที่เจอกันคราวก่อน เธอบอกว่าอยากจะซื้อบ้านสักหลัง เรามาพูดกันตรงๆ เลยนะ ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่ อีกนานแค่ไหนถึงจะซื้อได้ เธอจะเอาอะไรไปสู่ขอเขาแต่งงานเข้าบ้าน..."
แม่ฟ่านเอาแต่พูด ฉู่ชิงก็เอาแต่ฟัง จนได้ยินประโยคสุดท้ายนั่น
สามสิบปีในชาติก่อนของเขา ครึ่งแรกหมดไปกับการเรียนหนังสือ ครึ่งหลังหมดไปกับการซ่อมรองเท้า ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจเหมือนเดิมทุกวัน กลางวันคลุกตัวอยู่ในร้าน พอตกกลางคืนกลับบ้าน นอกจากดูทีวีแล้ว ก็ไม่มีความสุขอะไรอีก เขาไม่รู้ว่าอะไรคือการใช้ชีวิต อะไรคือความชอบ
ชาตินี้ เขาพึงพอใจกับปัจจุบัน พึงพอใจมากจริงๆ และคิดว่านี่คือชีวิตที่ตัวเองชอบ แต่ในเวลานี้ จู่ๆ เขาก็ค้นพบปัญหาข้อหนึ่งที่เขามองข้ามมาตลอด นั่นก็คือคุณหนูฟ่าน เต็มใจที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ไปกับเขาหรือเปล่า
ก่อนหน้านี้ เขาคิดไปเองโดยปริยายว่าคำตอบคือใช่ แต่คำพูดเมื่อครู่นี้ ทำให้เขารู้สึกว่า จริงๆ แล้วตัวเองเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมาก
ตอนที่เก็บของเก่าเมื่อก่อน แต่ละเดือนพอประทังชีวิตให้อิ่มท้องและอบอุ่นได้ นานๆ ทีก็มีเงินเหลือเก็บ เขาจึงใส่ใจกับเรื่องนี้และขยันขันแข็ง ต่อมาพอมาซ่อมรองเท้า แต่ละวันสามารถหาเงินได้เป็นร้อยหยวนอย่างสบายๆ ก็เลยรู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
และต่อมา เขาก็มาถ่ายละคร ถ่ายโฆษณา ยุ่งอยู่พักหนึ่งก็สามารถหาเงินได้มากกว่าเมื่อก่อนหลายปีรวมกันเสียอีก
ความจริงข้อนี้ ต่อให้ภายนอกเขาจะไม่ได้แสดงออก แต่ในใจกลับล่องลอยอยู่บ้างจริงๆ ทำให้เขาผ่อนคลาย เกียจคร้าน หรือแม้แต่คิดว่าจะสามารถเสวยสุขไปได้ตลอดชีวิตที่เหลือ
เงินได้มาเร็วเกินไป จู่ๆ ก็เหมือนจะไม่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตยังไงดี ร้อนรนไปบ้าง แล้วก็สำคัญตัวผิดไปบ้าง
"คุณน้า ผมเข้าใจความหมายของคุณน้า







