"เจ้าเข้าใจคำว่าหลอกถามไหม?! การหลอกถามต้องเน้นความเป็นธรรมชาติและสมเหตุสมผล! จู่ๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ย ตอนกินข้าวข้าก็ไม่ได้พูดถึง ดึกดื่นค่อนคืนเรียกคนมา เขาจะไม่สงสัยหรือ? ถ้าสงสัยแล้วจะหลอกถามได้อย่างไร?! อีกอย่างเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งนัก หากมีเบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ เขาจะยอมบอกข้าปาวๆ หรือ? การปูเรื่อง จังหวะเวลา ความพอดี ล้วนต้องควบคุมให้ดี เจ้าไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย มีแต่ปากเปล่าๆ พุ่งเข้าไปก็ถามเลยงั้นหรือ!"
หวังหยางเจ็บจนฟิวส์ขาด ไม่มัวมาระมัดระวังท่าทีอีกต่อไป เปิดฉากสั่งสอนชุดใหญ่ไฟกะพริบ
หญิงสาวกลับไม่โกรธ เธอกะพริบตาแล้วถาม "แล้วเจ้าจะเตรียมตัวเสร็จเมื่อไร?"
"การหลอกถามต้องอาศัยจังหวะ ต้องมีทั้งเวลา สถานที่ และบุคคลที่เหมาะสม ตอนนี้ข้ามีเพียงชื่อเสียงของบัณฑิตตระกูลใหญ่ ยังไม่พอที่จะทำให้เขาเชื่อถืออย่างสนิทใจ ต้องรอให้เขาเชื่อใจและยอมรับข้าอย่างเต็มที่เสียก่อน ถึงจะลงมือได้สะดวก"
หญิงสาวครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย "แล้วเจ้าจะทำอย่างไรให้เขาเชื่อและยอมรับเจ้า?"
"ข้าย่อมมีวิธี..."
เมื่อเห็นหญิงสาวหน้าตึง จึงรีบเสริมทันทีว่า "เจ้ารอดูเถอะ อีกหกวันให้หลัง ชื่อเสียงของข้าจะดังก้องไปทั่วเมืองจิงโจว!"
หญิงสาวยิ่งมีสีหน้าเคลือบแคลง สงสัยว่าหวังหยางกำลังใช้แผนถ่วงเวลา หวังหยางกล่าวว่า
"หากเจ้าไม่เชื่อ หกวันให้หลังย่อมรู้ผล ถึงตอนนั้นเจียวเจิ้งจะต้องเคารพข้ามากขึ้นแน่ ที่ว่าไร้ความปรารถนาย่อมแข็งแกร่ง เจียวเจิ้งมีความปรารถนา ย่อมไม่แข็งแกร่ง ถึงตอนนั้นก็ปล่อยให้ข้าจัดการเอง!"
หวังหยางคุยโวโอ้อวดเสียยกใหญ่ เพื่อให้หญิงสาวเชื่อใจ
หญิงสาวนิ่งคิดไม่พูดจา หวังหยางจึงพูดต่อ "เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้ข้ารับรองเอง เจ้าปล่อยข้าไปก่อน อีกหกวันให้หลัง เจ้าค่อยมาหาข้า ถึงตอนนั้นเจ้าก็รู้เองว่าจริงหรือเท็จ"
หญิงสาวคลายมือออก หวังหยางถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วพูดว่า "ที่นี่ไม่ปลอดภัยเกินไป หากคนของจวนเจียวมาพบเจ้าเข้าคงแย่แน่ เจ้าอาศัยความมืดหลบหนีออกไปก่อนเถอะ ข้าพักอยู่ที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น อีกหกวันเจ้าค่อยมาหาข้า"
หญิงสาวไม่พูดอะไร เพียงแต่มองหวังหยางอย่างจริงจัง
หวังหยางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย จึงเปลี่ยนคำพูดว่า "เจ้านั่งพักอีกสักหน่อยก็ได้ อย่างไรก็ยังอีกนานกว่าจะสว่าง"
"หลิวปี่ เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?"
หลิวปี่?
'อ้อ ใช่ นั่นคือข้าเอง'
'แน่นอนว่าเจ้าโง่ เจ้าไม่โง่แล้วข้าโง่หรือไง?'
หวังหยางตีหน้าขรึมกล่าว "จะเป็นไปได้อย่างไร? แม่นางฉลาดหลักแหลม ไม่เฉียดใกล้คำว่า 'โง่' เลยสักนิด!"
"แล้วเจ้าให้ข้าไป? ข้าไปแล้วเจ้าจะได้หนีงั้นหรือ? จะได้ไปแจ้งทางการ? จะได้วางกำลังซุ่มรอให้ข้ามาติดกับดักเองในอีกหกวันให้หลังงั้นสิ?"
'โธ่เอ๊ย คนๆ นี้นี่ มาพูดความจริงอะไรปาวๆ ห๊ะ?'
"เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน? ข้าจะเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร?! ในเมื่อข้ารับปากแม่นางแล้ว ข้าย่อมทำตามที่พูดแน่!" หวังหยางทำหน้าตึงเครียดเปี่ยมด้วยความยุติธรรม
หญิงสาวไม่พูดอะไร เพียงแต่จ้องมองหวังหยางนิ่งๆ
"ก็ได้" หวังหยางยอมแพ้ "แล้วเจ้าจะเอายังไง?"
"ข้าจะตามติดเจ้า จนกว่าเจ้าจะจัดการเรื่องนี้เสร็จ"
'เวรเอ๊ย นี่กะจะเกาะติดกันเลยหรือไง?'
"จะตามได้ยังไง? ข้าเข้ามาพักคนเดียว ตระกูลเจียวก็รู้นะ!"
"ข้าจะลอบออกจากตระกูลเจียวก่อน รอเจ้าออกจากตระกูลเจียวแล้วค่อยไปสมทบกับเจ้า"
"แบบนี้คงไม่เหมาะมั้ง... ชายหญิงอยู่ตามลำพัง..."
หญิงสาวหมุนกริชเล่นในมืออย่างสบายอารมณ์ คมมีดที่สะท้อนแสงวับวาบทำเอาหวังหยางอกสั่นขวัญแขวน "หากเจ้ายังพูดจาปลิ้นปล้อนอีก ข้าจะทำตามกฎยุทธภพ ปล่อยเลือดเจ้าสักหนึ่งลิตร"
'เก่งนักนะ คราวนี้พี่จะยอมไปก่อน รอก่อนเถอะ ค่อยมาคิดบัญชีกันทีหลัง'
หวังหยางปั้นหน้ายิ้มประจบ "แม่นางอย่าเข้าใจผิด ข้าแค่หมายความว่า จู่ๆ ข้างกายข้ามีคนเพิ่มมาอีกคน มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไรน่ะ"
"ไม่มีอะไรไม่สะดวก ข้าช่วยแม่หนูน้อยคนนั้นไว้ วันนี้ก็ช่วยเจ้าไว้อีก เจ้าก็ถือเสียว่าตอบแทน "
"เดี๋ยวก่อน! เจ้ามาช่วยข้าตอนไหน?! เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?"
'หวังหยางเพิ่งรู้ว่าน้องสาวคนนี้ก็มีอารมณ์ขันกับเขาด้วย?!'
แววตาของหญิงสาวเรียบเฉย บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นราวกับหิมะ
"ตอนที่เจ้าซ่อนเชิงเทียนไว้ในแขนเสื้อข้างขวา เตรียมพร้อมจะแทงข้าอยู่ตลอดเวลา แต่ข้าก็ยังไว้ชีวิตไม่ฆ่าเจ้า ตอนนั้นแหละที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้แล้ว"
หวังหยาง:  ̄▽ ̄~*
เขาสะบัดเชิงเทียนในแขนเสื้อทิ้งลงพื้น ยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าว "ล้อเล่น ล้อเล่นน่า"
"เรื่องล้อเล่นแบบนี้ทางที่ดีอย่าทำบ่อยนัก มิฉะนั้นข้าจะถือเป็นจริงเป็นจัง อ้อ ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน หากวันหน้าข้าพบว่าเจ้ามีวี่แววจะหลอกลวงข้า ข้าจะลงมือโดยไม่ปรานี"
ฟิ้ว!
ประกายเย็นเยียบวาบขึ้น!
กริชพุ่งปราดเร็วดุจดาวตก เฉียดหูหวังหยางไป แล้วปักฉึกเข้าที่กำแพงเสียงดังเคร้ง
หวังหยางสูดลมหายใจเฮือก รู้สึกเย็นวาบที่ใบหู จึงรีบยกมือขึ้นคลำ เมื่อพบว่าไม่มีอะไรแหว่งหายไปและไม่มีรอยเลือด ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
'ไม่ได้การ ไม่ได้การ!'
'ขืนมาทำให้ตกใจแบบนี้บ่อยๆ ใครจะไปทนไหว!'
'หรือว่านับแต่นี้ไปต้องตกเป็นเบี้ยล่างคนอื่น?'
หวังหยางที่ยังอกสั่นขวัญแขวนหันไปมองกริช จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วดึงกริชออกมา ก่อนจะทำหน้าขรึมกล่าวว่า
"หากเจ้ายังบุ่มบ่ามแบบนี้อีก ก็ไม่มีใครช่วยเจ้าได้แล้ว"
หวังหยางใช้กริชชี้ไปที่รอยบุ๋มบนกำแพงที่เพิ่งทิ้งไว้เมื่อครู่ พลางต่อว่า
"เจ้าทำอะไรไม่รู้จักคิดบ้างเลยหรือ??? วันหน้าหากคนตระกูลเจียวมาตรวจดูห้อง พบเจอรอยนี้แล้วเกิดสงสัยขึ้นมา จะทำอย่างไร?"
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีของหวังหยาง ดูเหมือนคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าพูดกับเธอเช่นนี้ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า "ข้าจะขูดมันออก"
หวังหยางเคาะกำแพง น้ำเสียงยิ่งดุดันขึ้นไปอีก
"เจ้าดูสิ! ลึกขนาดนี้ จะขูดออกได้ยังไง?! หรือจะให้ขูดออกทั้งแถบ? ขูดจนเป็นหลุมเลยหรือไง? โตป่านนี้แล้ว ทำไมทำอะไรสะเพร่าแบบนี้? ห๊ะ ปามีดเป็นแล้วเก่งนักหรือไง ถึงต้องอวดอยู่ตลอด! ไม่อวดแล้วมันคันมือใช่ไหม?!"
"เจ้า!" หญิงสาวโดนด่าจนชักโมโห ดวงตางามคู่สวยถลึงมองหวังหยาง
หวังหยางถลึงตากลับอย่างไม่เกรงใจ "มองอะไร? ทำผิดแล้วห้ามพูดงั้นหรือ? เขื่อนยาวพันลี้พังทลายเพราะรังมด รายละเอียดผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็พอจะทำลายแผนการทั้งหมดได้แล้ว! เจ้าลองบอกมาสิว่าถ้าเจียวเจิ้งจับสังเกตได้จะทำยังไง?!"
ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูของหญิงสาวขยับเล็กน้อย คล้ายอยากจะเอ่ยปากโต้เถียง ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ได้แต่หลุบตาลงต่ำแล้วเอ่ยเสียงเบา
"แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร?"
หวังหยางมองรอยกริชที่ทิ้งไว้ แล้วพูดเสียงเย็น "เจ้ามานี่ อาศัยรอยขีดขีดนี้นะ เติมไปอีกสามขีด สลักเป็นคำว่า 'หวัง'"
"ทำไมต้องสลักคำว่า 'หวัง' ด้วย?"
"ให้เจ้าสลักเจ้าก็สลักเถอะ ข้ากำลังตามเช็ดตามล้างให้เจ้าอยู่นะ!"
หญิงสาวกัดริมฝีปาก คิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็ยอมรับกริชไปสลักตัวอักษรแต่โดยดี เธอเก็บงำลมปราณสงบเสียงราวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ทำความผิด
หวังหยางเห็นท่าทีเชื่อฟังของเธอ ในใจก็เบิกบานยินดียิ่ง วิกฤติคือโอกาส ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ตนเองไม่ได้อยากจะแก้ปัญหาเรื่องพลังการต่อสู้อ่อนหัดมาตลอดหรอกหรือ? ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้วไม่ใช่หรือไง?
รอจนหญิงสาวสลักตัวอักษรเสร็จ หวังหยางก็ให้เธอนั่งลง
"เจ้าจะตามติดอยู่ข้างกายข้าก็ได้ แต่เราสองคนต้องตกลงกันไว้สามข้อ หากเจ้าไม่ตกลง ก็ไม่มีพื้นฐานในการร่วมมือกัน เรื่องก็ไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าสู้เอามีดบินมาจัดการข้าเสียเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า"
"เรื่องเมื่อครู่เป็นเพราะข้าวู่วามไป แต่ถ้าเจ้ากล้าฉวยโอกาสเรียกร้องอะไรไร้เหตุผลล่ะก็ "
"วางใจเถอะ ล้วนเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ข้อแรก เจ้าห้ามใช้กำลังกับข้าอีก เราสองคนร่วมมือกัน ข้าก็กำลังช่วยเจ้าอยู่ เจ้าเอะอะก็จะขู่จะตีข้า ข้อแรกคือทำลายศักดิ์ศรีของข้า ข้อสองคือส่งผลต่อการตัดสินใจของข้า ข้อสามคือทำให้อารมณ์ข้าเสีย ข้าอารมณ์ไม่ดี วางแผนก็อาจจะพลาดได้ง่าย! อีกอย่าง หากพวกเราผิดใจกัน ไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ย่อมยากจะทำการใหญ่ให้สำเร็จ"







