"หรือว่าคนผู้นี้คือเจียวเจิ้ง?"
"ไม่ผิด ปีนั้นเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ของท่านพ่อข้าในกองทัพหน้าแห่งกองทหารองครักษ์ รับผิดชอบคุ้มกันกระโจมหลัก ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก
หลังเกิดคดีนั้นเขาก็หายตัวไป ข้ายังนึกว่าเขาจะเป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่าไปตายอยู่ที่ใดแล้ว
จนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อน ข้าถึงได้พบอดีตนายกองทัพหน้าของท่านพ่อข้าที่เจียงโจว จึงเพิ่งรู้ว่าคนที่รับผิดชอบคุมขบวนขนส่งทรัพย์สิน และเป็นผู้แจ้งจับท่านพ่อข้าว่าปล่อยทหารปล้นสะดม ลักลอบขนของโจรก็คือคนผู้นี้!
ดังนั้นเขาจึงไม่เพียงไม่ได้รับโทษ กลับกลายเป็นผู้มีความดีความชอบเพราะเป็นคนแรกที่ให้การเป็นพยาน และช่วยราชสำนักค้นหาเงินของกลางก้อนนั้นพบ!
แม้จะถูกย้ายออกจากกองทหารองครักษ์ แต่พิจารณาจากขั้นตำแหน่งแล้ว การไปรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายทหารภายนอกก็ถือว่าได้เลื่อนขั้น สภาพความเป็นอยู่ดีกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ ของท่านพ่อข้าไม่รู้ตั้งเท่าไร"
หญิงสาวพูดถึงตรงนี้ก็ชะงักไป น้ำเสียงเจือความคุกรุ่นขึ้นมาหลายส่วน
"เขาใส่ร้ายท่านพ่อข้า ทั้งยังทำร้ายคนมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าว่า ข้าไม่ควรจับตัวเขามาเค้นถามความจริงหรือ?"
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหวังหยาง เอ่ยทีละคำอย่างหนักแน่น "ดังนั้น เจ้าจะยอมช่วยข้าหรือไม่?"
นิ้วของหวังหยางเคาะลงบนหน้าขาอย่างลืมตัว เคาะไปได้สองสามทีก็หยุดชะงักกะทันหัน แล้วกล่าวว่า
"เจ้าไม่ได้พูดความจริง"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" น้ำเสียงของหญิงสาวเย็นเยียบลง
"ตอนแรกเจ้าบอกว่าท่านพ่อของเจ้าไม่มีทางเผาทำลายเข่นฆ่าปล้นชิง แล้วก็สงสัยว่าเจียวเจิ้งเป็นคนใส่ความเขา ใช่หรือไม่?"
"แล้วอย่างไรเล่า?"
"คดีนี้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะตัดสินความผิดบิดาของเจ้าเพียงเพราะคำให้การของเจียวเจิ้ง
อีกอย่างบิดาของเจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกองทัพ หากสั่งการให้ปล้นสะดมจริง ย่อมไม่มีทางที่เจียวเจิ้งจะรู้เรื่องนี้เพียงคนเดียว ทั้งคำสั่งนี้ก็ไม่มีทางถ่ายทอดให้แก่นายทหารองครักษ์เล็กๆ เพียงคนเดียวด้วย
ต่อให้ส่งผ่านเขา แต่เรื่องใหญ่ปานนี้ หรือว่าขุนพลคนอื่นๆ จะไม่มาขอคำชี้แนะเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง?
เจ้าสืบสวนผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านพ่อเจ้ามาตั้งมากมาย เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ถามว่าตอนนั้นท่านพ่อของเจ้าเป็นคนลงคำสั่งเองหรือไม่?
แต่เมื่อครู่เจ้ากลับปิดปากเงียบไม่เอ่ยถึงแม้แต่น้อย คาดว่าผลลัพธ์คงไม่เป็นไปตามที่หวัง
ในเมื่อเจ้ารู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว ทว่ายังบุกจวนเจียวในยามวิกาล เป็นเพราะต้องการเค้นถามความจริงแน่หรือ?"
หญิงสาวจ้องหน้าหวังหยาง ประกายเย็นชาหลุบวาบในดวงตาคู่สวย
"เจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดมากใช่หรือไม่?"
หวังหยางสบตากับหญิงสาวอย่างสงบนิ่ง "ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยจริงๆ ก็ควรพูดความจริงออกมา"
ชั่วขณะนั้นทั้งสองต่างไม่มีใครเปล่งเสียงออกมาอีก ทำเพียงสบตากันเช่นนั้น ภายในห้องเงียบสงัดจนน่ากลัว
ผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสาวก็แค่นหัวเราะเย้ยหยัน แล้วกล่าวว่า
"เจ้าเดาได้ไม่เลว ข้าไปถามผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านพ่อในตอนนั้นมาแล้ว พวกเขาล้วนบอกว่าเป็นคำสั่งจากปากของท่านพ่อเอง แม้ข้าไม่อยากจะเชื่อ แต่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน จึงอดไม่ได้ที่จะต้องเชื่อ เจียวเจิ้งคือคนสุดท้ายที่ข้าต้องการจะถาม หากเขาก็บอกเช่นนี้เหมือนกัน..."
หญิงสาวเหม่อลอยไปเล็กน้อย นางไม่รู้จริงๆ ว่าหากสุดท้ายแล้วเป็นเช่นนี้จริง นางควรจะทำอย่างไรดี?
หลายปีมานี้ นางผลาญทรัพย์สินในบ้านจนหมดสิ้น ร่อนเร่ไปทั่วยุทธภพ ก็เพื่อล้างมลทินให้แก่ท่านพ่อ
แต่หากว่าท่านพ่อไม่ได้ถูกปรักปรำ หากว่าแท้จริงแล้วเขาสมควรได้รับโทษทัณฑ์นั้นล่ะ! เช่นนั้น...
ไม่
ไม่มีทาง!
เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรียกว่าประกาศจากราชสำนัก เมื่อเทียบกับคำให้การของผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านั้น นางเชื่อมั่นในตัวตนของท่านพ่อมากกว่า นางเชื่อมั่นในท่านพ่อที่นางรู้จัก ท่านพ่อผู้เงียบขรึมพูดน้อยและชอบทำทังปิ่งให้นางกิน ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด!
'ท่านพ่อ ลูกเชื่อท่านผิดไปหรือเจ้าคะ?'
หวังหยางเห็นสีหน้าหญิงสาวแปรเปลี่ยน ดวงตาสงบนิ่งทอประกายโศกเศร้า พลันคิดว่า 'นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะเอาตัวรอด หากสามารถโน้มน้าวให้นางล่าถอยไปเองได้ ตัวเราก็คงหลุดพ้นจากอันตรายแล้ว'
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยคำพูดเกลี้ยกล่อมออกมาสองสามประโยค หญิงสาวก็พลันยื่นมือออกมากุมข้อมือซ้ายของหวังหยางเอาไว้แน่น!
"โอ๊ยเจ็บๆๆ! เจ้าทำอะไรน่ะ?"
หวังหยางรู้สึกเพียงว่ากระดูกข้อมือปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ! มือขวากำหมัดแน่น อดกลั้นความรู้สึกวู่วามที่อยากจะหยิบเชิงเทียนในแขนเสื้อออกมาฟาดกลับใส่หญิงสาว
ด้วยความสามารถระดับพลังรบแค่ห้าของเขา เชิงเทียนเป็นเพียงแผนการขั้นต่ำสุดที่ใช้แลกชีวิตก่อนตาย หากยังไม่ถึงคราวจำเป็นที่สุด ย่อมไม่สามารถนำออกมาใช้ได้เด็ดขาด
หญิงสาวแย่งตราประทับกลับมาจากมือของหวังหยางก่อน เก็บเข้าไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็หยิบมีดสั้นขึ้นมา แววตาเด็ดเดี่ยว
"ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า แต่ข้าไม่มีวันยอมให้ท่านพ่อต้องตายตาไม่หลับพร้อมกับมลทินอย่างแน่นอน!
หากคนที่ถูกประหารคือข้า ท่านพ่อของข้าก็คงจะเชื่อมั่นในตัวข้า และทุ่มเทสุดกำลังเพื่อทวงคืนความบริสุทธิ์ให้ข้าเช่นกัน!
เจียวเจิ้ง... ข้าต้องจับตัวมาให้ได้ ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้าไม่รับปาก ข้าจะตัดนิ้วเจ้าหนึ่งนิ้ว ตัดไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าจะยอมตกลง
หลังจากเรื่องนี้จบลง ชิงซานจะตัดนิ้วตนเองเพื่อขอขมาคุณชายอย่างแน่นอน!"
น้ำเสียงของหญิงสาวเย็นเยียบ ประหนึ่งน้ำแข็งเย็นเฉียบในยามราตรี
หวังหยางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ รีบร้อนกล่าวว่า "แม่นางเฉิน มีอะไรก็ค่อยๆ..."
"หนึ่ง"
หวังหยางดิ้นรนสุดแรง "เจ้าอย่า..."
"สอง"
"นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเลย! ต่อให้ข้าไม่มีนิ้วมือก็ไม่..."
"สาม ขออภัยด้วย"
มีดสั้นตวัดลงมา!
"ท่านพ่อของเจ้าถูกปรักปรำ! แต่ถามเช่นนี้ไม่มีทางได้ความหรอก!" หวังหยางโพล่งออกมาอย่างฉุกละหุก
มีดสั้นชะงักค้างกลางอากาศ
"พูดต่อสิ" น้ำเสียงของหญิงสาวไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
หวังหยางมองมีดสั้นที่แขวนลอยอยู่กลางอากาศ หัวใจเต้นระรัว รีบกล่าวขึ้นว่า
"เจ้าลองคิดดู หากท่านพ่อของเจ้าถูกปรักปรำจริงๆ เช่นนั้นเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องลึกล้ำมากแน่! ลึกล้ำจนทำให้ทุกคนต่างให้การเท็จ ลึกล้ำจนท่านพ่อของเจ้าไม่มีแม้แต่โอกาสจะพิสูจน์ตัวเอง! หากสิ่งที่เจียวเจิ้งพูดเป็นเรื่องโกหก เขาย่อมไม่มีทางกลับคำให้การเพียงเพราะเจ้าจับตัวเขามา เพราะการกลับคำให้การก็คือรนหาที่ตาย! แน่นอนว่าเจ้าสามารถใช้ทัณฑ์ทรมานบีบบังคับได้ แต่คำให้การเช่นนั้นจะมีประโยชน์อันใด? อีกอย่าง หากเจียวเจิ้งยอมตายแต่ไม่ยอมพูดความจริงจะทำอย่างไร? ต่อให้เจ้าฆ่าเขา มลทินของบิดาเจ้าก็ไม่อาจลบล้างได้! เจ้าสังหารขุนนางของราชสำนัก ย่อมต้องโทษประหาร! หลังจากเจ้าตายไป ใครจะล้างมลทินให้บิดาของเจ้ากันล่ะ?!"
เขาใช้ความเร็วที่สุดพูดรวดเดียวจบ ในใจกระวนกระวายถึงขีดสุด ริมฝีปากแห้งผาก ตัวเขาจะพิการหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับความคิดชั่ววูบของผู้หญิงคนนี้! ส่วนผู้หญิงคนนี้จะถูกคำพูดเมื่อครู่โน้มน้าวใจได้หรือไม่นั้น เขาก็ไม่มีความมั่นใจเลยจริงๆ
เวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที หญิงสาวยังคงกำข้อมือของเขาเอาไว้ ไม่คลายออกแม้แต่น้อย อีกทั้งไม่พูดจา ทำเพียงนั่งเงียบๆ อยู่อย่างนั้น
หวังหยางเห็นนางเหม่อลอย ในใจก็เริ่มคันไม้คันมือ อยากจะใช้เชิงเทียนลอบโจมตี ทว่าด้วยช่องว่างของพลังรบ สุดท้ายจึงไม่อาจตัดสินใจลงมือได้
"เช่นนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไร?" หญิงสาวเอ่ยปากถาม
"ข้าจะไปรู้..."
หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อย มีดสั้นขยับวูบ หวังหยางรีบเปลี่ยนคำพูดทันที "เรื่องนี้ข้ารับจัดการเอง! บังคับถามสู้หลอกถามไม่ได้ ข้าจะหลอกถามเขา ต้องเค้นเอาความจริงออกมาได้อย่างแน่นอน!"
"หลอกถาม? เรื่องสำคัญปานนี้ จะสามารถถูกหลอกถามออกมาได้หรือ?" หญิงสาวเผยสีหน้าไม่เชื่อถือ
"ใช่แล้วล่ะ การหลอกถามต้องอาศัยทักษะอย่างมาก เจ้าดูสิ เจ้าเข้ามาในห้องยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แต่คำพูดของเจ้าก็ถูกข้าหลอกถามมาจนหมดแล้วไม่ใช่หรือ?"
หวังหยางเดิมทีอยากใช้การหยอกล้อเล็กๆ น้อยๆ นี้เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศสักหน่อย คิดไม่ถึงว่ามือของหญิงสาวจะออกแรงบีบแน่น ข้อมือของหวังหยางปวดร้าวอย่างรุนแรงในฉับพลัน ราวกับจะขาดสะบั้นลงเดี๋ยวนั้น!
"ล้อเล่นน่ะอั้ก! ข้าแค่ล้อเล่น!" หวังหยางค้อมเอวลง บนหน้าผากมีหยาดเหงื่อเม็ดโป้งผุดพราย
'แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คนที่ข้าหลอกถามก็คือเจ้านั่นแหละ!'
หญิงสาวคลายแรงลง "เช่นนั้นเจ้าก็เรียกตัวเจียวเจิ้งมาหลอกถาม ข้าจะซ่อนตัว ไม่ลงมือ"
"ตอนนี้เลยหรือ?"
"แน่นอน"
"ตอนนี้จะหลอกถามได้อย่างไรเล่า?"
"หลอกถามไม่ได้หรือ?" หญิงสาวออกแรงบีบอีกครั้ง
'แม่งเอ๊ย...'







