จวงซินเหยียนพบว่าพวกตนตกอยู่ในกับดัก ทว่านางกลับไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย
เพราะนางเคยมาที่นี่มาก่อน และเพราะตระหนักถึงอันตรายของอำเภอบึงหมอก นางจึงพาคนเหล่านี้มาด้วย
คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยโจรขุดสุสานและนักพรตย้ายภูเขา พวกเขาปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ ส่วนเจ้าของคณะก็คือนักพรตย้ายภูเขาผู้หนึ่ง
ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือด้านขุดสุสานล่าสมบัติ แม้จะยึดการปล้นสุสานเป็นอาชีพหลัก แต่เรื่องปล้นชิงฆ่าคนนั้น พวกเขาก็มิเคยทำน้อยเช่นกัน
นางเชิญคนเหล่านี้มาโดยบอกว่า ชาวอำเภอบึงหมอกพบสุสานปีศาจแห่งหนึ่ง และกำลังมีคนลอบขุดอยู่
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่จวงซินเหยียนแต่งขึ้น นางรู้เพียงว่าจวงเสียนเกอผู้เป็นพี่ชายเคยบอกว่า พวกตัวหนอนในอำเภอบึงหมอกกำลังลอบเปิดภูเขา ไม่รู้ว่าขุดหาอะไรอยู่
นางจึงค้นตำราและบันทึกประวัติศาสตร์ที่บ้าน จนพบว่าเมื่อนานมาแล้วเคยมีมหาปีศาจตนหนึ่งยึดครองดินแดนบึงหมอก เพียงแต่ภายหลังมันตายไป
บางคนว่ามันตายเพราะทัณฑ์อัสนี บ้างก็ว่าปฐมาจารย์ผู้ก่อตั้งภูเขาเทียนตูเมื่อครั้งยังมิได้ตั้งสำนัก ใช้วิชาอัสนีเสินเซียวสังหารมัน
ทว่ายังมีอีกคำเล่าหนึ่งว่า แท้จริงแล้วมหาปีศาจตนนั้นเพียงบาดเจ็บสาหัส มันสร้างมหาสุสานขึ้นเป็นมณฑลพิธีแล้วซ่อนตัวอยู่ภายใน
อย่างไรก็มีคำเล่าหลากหลาย จวงซินเหยียนจึงนำข่าวลือเหล่านี้ไปบอกพวกนักพรตย้ายภูเขากับโจรขุดสุสาน แล้วเชิญพวกเขาเดินทางมาด้วยกัน
จวงซินเหยียนมีจุดประสงค์เพียงประการเดียว นั่นคือแก้แค้นให้พี่ชาย
ตระกูลจวงเริ่มเสื่อมถอยมาตั้งแต่รุ่นปู่ ครั้นถึงรุ่นบิดาของนาง เขายังมิทันสร้างฐานสำเร็จก็สิ้นชีวิต ส่วนรุ่นของนาง มีเพียงนางกับจวงเสียนเกอผู้เป็นพี่ชายที่เข้าสู่วิถีบำเพ็ญ
จวงเสียนเกอต้องการฟื้นฟูเกียรติภูมิของตระกูล จึงขานรับการเกณฑ์คนตาม "นโยบายใหม่แห่งบุตรวิถี" และมาเป็นศึกษาธิการประจำอำเภอบึงหมอกแห่งชายแดนหนานหลิง
จดหมายฉบับแรกที่นางได้รับจากพี่ชายกล่าวว่า ผู้คนที่นี่ดิบเถื่อน ไร้อารยธรรม คาถาอาคมก็ชั่วร้ายอำมหิต เขาต้องการเปลี่ยนขนบของที่นี่
ต่อมานางได้รับจดหมายอีกฉบับ บอกว่าคนที่นี่ดูเหมือนกำลังทำเรื่องลับลมคมใน คล้ายขุดหาอะไรบางอย่าง จวงเสียนเกอวิเคราะห์ว่าอาจเป็นสมบัติล้ำค่า หรือสุสานของผู้แข็งแกร่งซึ่งเคยปกครองดินแดนแถบนี้
หรืออาจเป็นถ้ำพำนักก็เป็นได้ ต้องรู้ว่าในโลกใบนี้ นับแต่มีผู้เริ่มบำเพ็ญ ตลอดเวลาหลายหมื่นปีมีผู้บำเพ็ญถือกำเนิดมิขาดสาย การค้นพบถ้ำพำนักของคนรุ่นก่อนจึงเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง
จวงซินเหยียนรู้ว่าพี่ชายเกิดความคิดบางอย่าง เพราะรากฐานของตระกูลจวงหมดสิ้นไปแล้ว แม้แต่มรดกวิชาสร้างฐานก็สูญหายไปกว่าครึ่งในมือบิดา
นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่จวงเสียนเกอขานรับ "นโยบายใหม่แห่งบุตรวิถี" และหลังอ่านจดหมายฉบับนั้น จวงซินเหยียนก็รู้ว่าพี่ชายต้องคิดยึดสิ่งนั้นไว้เป็นของตน อย่างน้อยก็ต้องการแบ่งผลประโยชน์สักส่วนหนึ่ง
ทว่าระหว่างที่นางกำลังค้นประวัติศาสตร์ของดินแดนบึงหมอก นางกลับไม่ได้รับจดหมายจากพี่ชายอีกเลย ครั้นมีข่าวมาอีกครั้ง กลับเป็นข่าวว่าพี่ชายของนางเสียชีวิตในอำเภอบึงหมอกแล้ว
ดังนั้นนางจึงต้องแก้แค้น และระหว่างแก้แค้น นางก็อยากเห็นเช่นกันว่าพวกเขากำลังขุดหาอะไรกันแน่
ทันใดนั้น เสียงฝูงแมลงกระพือปีกก็ดังเข้าหูทุกคน ก่อนพวกเขาจะเห็นแมลงบินสีเขียวเป็นตัว ๆ แต่ละตัวมีอวัยวะปากแหลมคม ดวงตารวมแต่ละคู่ประหนึ่งมองทะลุการอำพรางกายได้
"ฝ่าไป!"
ผู้เอ่ยคือนักพรตย้ายภูเขาผู้นั้น ในความมืดมิมีใครมองเห็นใบหน้าที่ปกติเปี่ยมรอยยิ้มของเขาได้ ยามนี้ใบหน้านั้นกลับเย็นเยียบเคร่งขรึม เขาคลุกคลีกับสิ่งอัปมงคลเหล่านี้มาหลายปี จึงรู้ดีว่ากำลังเผชิญสิ่งใด
เขารู้ชัดว่า แม้ผู้เลี้ยงแมลงกู่เหล่านี้มักมีอายุไม่ยืนยาว แต่ความสามารถของแมลงกู่กลับมีสารพัดรูปแบบ รับมือได้ยุ่งยากยิ่ง
เขาสอดมือคว้าเข้าไปในถุงผ้า เมื่อดึงออกมา ในมือก็มีผงสีแดงกำหนึ่ง เขาสาดมันขึ้นกลางอากาศ แมลงกู่ที่ยังอยู่รอบนอกพลันหันทิศ กระจายหนีออกไป
ส่วนแมลงกู่ที่ถูกผงยาครอบคลุมกลับบินสะเปะสะปะราวแมลงวันไร้หัว ชนต้นไม้บ้าง ใบไม้บ้าง แล้วร่วงลงสู่พื้น
ร่างของคนผู้หนึ่งเรืองแสงสีเหลืองดินจาง ๆ เขาพุ่งหัวลงสู่พื้นดุจปลากระโจนลงน้ำ ก่อนจมหายเข้าไปในดิน ขณะที่ร่างแทรกลงไปนั้น ผืนดินแน่นหนากลับเสมือนแตกตัวเป็นระลอกน้ำสีเหลือง พลิกม้วนกระเพื่อมไหว
มิใช่เพียงเขาคนเดียว ยังมีอีกหลายคนที่มุดลงใต้ดินตามกันไป
พวกเขาใช้วิชาเดินดินได้ เป็นโจรขุดสุสานขนานแท้ นี่คือฝีมือประจำสำนักของพวกเขา
ภายในป่ามืดมิด เพียงชั่วพริบตาก็เห็นแสงจางเป็นจุด ๆ ทั่วทุกแห่ง วาบขึ้นแล้วดับลง
นั่นคือประกายแห่งคาถาอาคม
ในความมืดมีทั้งหุ่นเชิดซากศพ ภูตผี และแมลงกู่ ส่วนพวกโจรขุดสุสานกับนักพรตย้ายภูเขาชำนาญการลงใต้ดินขุดหลุมศพ คลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ จึงมีวิธีสะกดข่มพวกมันมากมายเช่นกัน
ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายกลับต่อสู้กันได้อย่างสูสี
จวงซินเหยียนหมอบลงกับพื้น ร่างก็กลายเป็นแมวขาวตัวหนึ่งทันที เสื้อผ้าบนกายหลุดออก ครั้นกำหนดทิศทางแล้ว นางก็เริ่มมุดมุ่งไปทางหนึ่ง
เพราะต้นไม้ในป่าแห่งนี้สูงใหญ่ บริเวณใต้ร่มไม้จึงกลับโล่งกว้าง ไร้พุ่มไม้เตี้ย มีเพียงใบไม้เกลื่อนพื้น จันทร์เสี้ยวลอยอยู่เหนือศีรษะ แต่แสงมิอาจส่องทะลุชั้นใบไม้ที่บดบังแสงทั้งปวง
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่ในเงามืด ดวงตาจับจ้องแสงอาคมเบื้องหน้าที่ผุดวาบสลับกันไม่ขาด
การต่อสู้ในความมืดเช่นนี้อันตรายที่สุด เขาคิดว่าหากตนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ รอบด้านมืดสนิท ไม่รู้ว่าศัตรูมาจากทางใด ต่อให้ต้องการถอยออกมาโดยปลอดภัยก็คงยาก
คลื่นอารมณ์อดกระเพื่อมขึ้นในใจมิได้ ในวาจาของอาจารย์วิถี คนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกนอกรีตสายย่อย เป็นผู้ที่ยากจะหลอมโอสถทองคำ ทว่าเมื่อต้องต่อสู้เป็นตายท่ามกลางสภาพแวดล้อมซับซ้อนเช่นนี้ ใครเล่าจะสนว่าศักยภาพในการบำเพ็ญของเจ้าสูงต่ำเพียงใด
ดุร้าย และอันตรายถึงชีวิต
ยามอยู่บนเขา เขาเคยลงจากเขาไปทำภารกิจนานาชนิด แต่ไม่เคยพบการต่อสู้ชุลมุนเช่นนี้มาก่อน
ดวงตาของเขามิอาจมองทะลุความมืด จึงแทบไม่รู้สึกปลอดภัย ได้แต่ซ่อนตัวให้มิดชิดที่สุด
ส่วนผู้ที่กำลังต่อสู้ในความมืดเหล่านั้น ล้วนมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในความมืดได้
ขณะเดียวกันจ้าวฟู่อวิ๋นก็ครุ่นคิดว่า หากยามนี้ตนอยู่ท่ามกลางวงต่อสู้ จะรับมืออย่างไร และจะรับมือไหวหรือไม่
เขาสัมผัสได้ว่ามีงูใหญ่รัดคนผู้หนึ่งไว้
ทั้งยังเห็นหุ่นเชิดซากศพตัวหนึ่งกำลังถูกเพลิงยันต์เผาผลาญ
เห็นคนผู้หนึ่งสาดผงยาออกไป ขับไล่ฝูงแมลงให้กระจัดกระจาย
ยามนี้นกไนติงเกลที่เขาใช้วิชามายาสร้างขึ้นอีกครั้งมองเห็นสตรีผู้นั้น นางแปลงเป็นแมวขาว กำลังวิ่งอย่างรวดเร็วไปยังทิศหนึ่ง
เขาจึงตามไปเช่นกัน
สำหรับผู้บำเพ็ญขั้นแสงเร้นลับ หากต้องการฝึกวิชาหลบหนีให้สำเร็จทั้งที่ไม่มีพรสวรรค์สอดคล้องกัน ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล อีกทั้งทรัพยากรที่ต้องใช้บำเพ็ญก็มิใช่สิ่งที่จะหาได้โดยง่าย
สิ่งที่เรียกว่าวิชาเร้นกายหลบหนีนั้น ไม่ว่าเร้นกายหรือหลบหนีล้วนมีความหมายถึงการปกปิดซ่อนเร้น ทว่าทั้งสองยังมีความแตกต่าง การเร้นกายคือทำให้ผู้อื่นมองไม่เห็นตนโดยสิ้นเชิง แม้อยู่ต่อหน้าก็ไม่อาจพบเห็น รวมถึงกลิ่น ลมหายใจ และกลิ่นอายทั้งหลาย
ส่วนการหลบหนีคือเปลี่ยนสภาวะของตน แล้วเข้าสู่สภาวะที่ผู้อื่นมิอาจสอดส่องได้ เช่นหลบเร้นเข้าไปในธาตุทั้งห้า
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้ฝึกวิชาเร้นกายหลบหนี แต่ได้ฝึกความสามารถพื้นฐานที่ต้องมีก่อนฝึกวิชานี้แล้ว เช่นการเก็บลมหายใจรวมจิต หรือวิธีทำให้ตนซ่อนกายได้ดียิ่งขึ้น เพียงแต่สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่แม้แต่คนธรรมดาก็เรียนรู้ได้ มิใช่คาถาอาคมที่แท้จริง
ส่วนเหตุผลประการหนึ่งที่เขาพากเพียรฝึกวิชามายาแปลงเป็นนกไนติงเกล ก็เพื่ออาศัยร่างนกไนติงเกลชดเชยข้อด้อยที่มิอาจมองไกลในยามราตรี
แมวขาวอ้อมผ่านบริเวณที่กำลังต่อสู้ชุลมุนเช่นกัน จ้าวฟู่อวิ๋นพยายามติดตามอย่างระมัดระวัง บนกายเขามีโอสถถอนพิษ จึงไม่หวาดกลัวไอพิษของที่นี่
หลังรู้ว่าต้องมาที่นี่ เขาก็ตั้งใจเตรียมมันมาโดยเฉพาะ
หลังเร่งบ้างผ่อนบ้าง ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดจ้าวฟู่อวิ๋นก็หยุดฝีเท้า
เพราะเขามาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง อาศัยแสงจันทร์จาง ๆ บนฟ้า เขาเห็นสายน้ำไหลออกจากปากถ้ำอย่างเงียบงัน พร้อมกับไอหยินเข้มข้นที่ไหลตามสายน้ำออกมา
และเมื่อมองผ่านนกกระดาษ เขาเห็นแมวขาวตัวนั้นมุดเข้าไปในถ้ำที่มีน้ำไหลแห่งนี้
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับเริ่มสำรวจภูเขาลูกนี้ เห็นว่ามันสูงใหญ่หนักแน่นอย่างยิ่ง รูปร่างคล้ายเก้าอี้ตัวหนึ่ง เขาอ้อมไปด้านข้างอย่างระมัดระวัง แล้วกลับพบว่าอีกฟากหนึ่งมีผู้ขุดเปิดถ้ำเอาไว้
เมื่อพิจารณาโดยละเอียด ถ้ำนั้นดูคล้ายทางเข้าสู่ถ้ำพำนัก ส่วนจุดที่แมวขาวหายเข้าไปอยู่ด้านอับหยินของภูเขา แห่งหนึ่งอยู่ทางใต้ อีกแห่งอยู่ทางเหนือ
จ้าวฟู่อวิ๋นพิจารณาลักษณะภูมิประเทศและแนวภูเขา ที่นี่เป็นสถานที่เหมาะแก่การเก็บลมกักปราณอย่างแท้จริง
หากไม่พินิจให้ดีก็มองไม่เห็นปากถ้ำนั้น อีกทั้งภายนอกดูคล้ายไม่มีสิ่งใด ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับสัมผัสได้ว่าบริเวณนั้นมีกลิ่นอายดุร้ายอำมหิตอยู่มากมาย
คงมีผู้วาง "กู่" เอาไว้
เขาคาดว่า หากวันนี้พวกโจรขุดสุสานกับนักพรตย้ายภูเขาไม่มา ทั้งในและนอกถ้ำก็คงมีคนเฝ้ารักษาการณ์
ทันใดนั้นเอง เขาพลันสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่หยุดนิ่งอยู่ด้านข้าง
ในความมืดมองไม่เห็นสิ่งใด แต่เขารู้ว่าตรงนั้นมีบางสิ่ง จึงถอยหลัง เขาเก็บลมหายใจซ่อนจิต ทำให้ไม่อาจตรวจพบสิ่งที่อยู่ในความมืดได้แต่เนิ่น ๆ
เช่นเดียวกัน สิ่งที่อยู่ในความมืดจึงมิได้หวาดกลัวเขา
เขารวมพลังอาคมไว้ที่ดวงตาแล้วมองเข้าไปในความมืด เงามืดจางแยกออกเล็กน้อย เขาเห็นราง ๆ ว่าคล้ายมีคนผู้หนึ่ง
เขาถอยไปหลายก้าว อีกฝ่ายก็คืบเข้ามาหลายก้าว
จ้าวฟู่อวิ๋นกำหมัดซ้ายหลวม ๆ เก็บไว้ข้างเอว ส่วนนิ้วกระบี่ของมือขวาสอดเข้าไปในช่องหมัด ราวดาบคืนฝัก และราวกำด้ามดาบเตรียมชักออก
เมื่อเขาทำท่านี้เสร็จ เงาในความมืดก็คล้ายตระหนักถึงอันตราย จ้าวฟู่อวิ๋นจับสัมผัสกลิ่นอายกระวนกระวายสายหนึ่งจากอีกฝ่ายได้
ชั่วขณะนั้น นิ้วมือของเขาชักออกประหนึ่งชักกระบี่ แล้วกรีดผ่านอากาศ
คล้ายมีแสงจางสายหนึ่งวาดผ่านห้วงอากาศ
พร้อมกันนั้น เขาก็เปล่งเสียงมนตราออกจากปาก
"สังหาร!"
ภูตผีในความมืดซึ่งยังมิทันถอยหนี ถูกพลังสายหนึ่งฉีกกระชากจนแหลกสลาย
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รั้งอยู่ รีบถอยออกไปทันที
เขารู้ว่า เมื่อวิญญาณหยินตนนี้ตาย ผู้เป็นนายของมันย่อมรู้ว่ามีคนมาถึงที่นี่แล้ว
ขณะเดียวกัน คนผู้หนึ่งที่เฝ้าอยู่ในถ้ำพลันลืมตาขึ้น ตะเกียงข้างกายส่องให้เห็นแววประหลาดใจในดวงตา
"ถึงกับมีคนคลำทางมาถึงที่นี่ได้ พวกนั้นกลับขวางไว้ไม่อยู่"
เขาลุกขึ้นเดินไปยังปากถ้ำ ส่วนความมืดเบื้องหลังกลับประหนึ่งดิ้นกระเพื่อมได้ มันติดตามเขาไปอย่างกระชั้น ก่อเป็นเงาภูตม้วนทะลักสายหนึ่ง
เขามาถึงจุดที่ผีน้อยซึ่งใช้เฝ้าระวังถูกสังหาร ที่นั่นเหลือเพียงกลุ่มไออาฆาตหยินซึ่งกำลังสลายตัว ส่วนผู้บุกรุกหายไปแล้ว
ก่อนฟ้าสาง จ้าวฟู่อวิ๋นก็กลับถึงมณฑลพิธีของตน
ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งเอ่อล้นขึ้นในใจ
เพียงค้นพบสถานที่แห่งนั้นก็เพียงพอแล้ว ส่วนเบื้องหลังจะมีสิ่งใด ค่อยวางแผนในระยะยาว รอเตรียมการพร้อมแล้วค่อยไปสำรวจอีกครั้ง
ถึงยามนั้น หากพอสำรวจจนรู้เค้าลางได้ แล้วส่งจดหมายกลับภูเขาเทียนตู แม้แต่อาจารย์วิถีก็เชิญมาได้ ขอเพียงผลประโยชน์ภายในนั้นมากพอ
หลังฟ้าสว่าง ในช่วงสาย เขาเดินทางไปดูที่ตั้งคณะพ่อค้าเร่ กลับพบว่าที่นั่นว่างเปล่าไร้ผู้คนแล้ว
ส่วนคนเหล่านั้นจะเป็นหรือตาย จ้าวฟู่อวิ๋นหาได้ใส่ใจไม่
เมื่อท่องยุทธภพ สำรวจเร้นลับค้นหาความลับ การตายอย่างผิดธรรมชาติย่อมเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง
ผู้บำเพ็ญสายหลักมีอายุขัยยืนยาวตามปกติ ทว่าผู้บำเพ็ญจำนวนมากกลับตายก่อนจะมีอายุยืนเท่าคนธรรมดาเสียอีก
ครั้นถึงวันที่สาม ยามเย็นแมวขาวตัวนั้นกลับมา แม้บนกายจะไร้บาดแผล แต่กลับดูอ่อนระโหยอย่างยิ่ง ทั้งร่างยังถูกไอชั่วร้ายหยินพันรัดเต็มไปหมด
เมื่อนางเข้าสู่มณฑลพิธี เสียงคร่ำครวญดังแว่วมาจากร่าง นั่นคือวิญญาณหยินที่เกาะติดกายนางถูกเปลวเพลิงในมณฑลพิธีเผาทำลาย
จ้าวฟู่อวิ๋นมองแมวขาว แมวขาวก็มองจ้าวฟู่อวิ๋น
"แม่นางมาหาข้าในยามนี้ คิดจะชักนำศัตรูมาให้ข้าหรือ?" จ้าวฟู่อวิ๋นลากเก้าอี้มานั่งข้างแมวขาวแล้วเอ่ยถาม
แมวขาวกลับกระโดดขึ้นโต๊ะข้าง ๆ ก่อนเอ่ยว่า "ก่อนหน้านี้เจ้าก็ตามข้าไปที่นั่น"
"อ้อ เจ้าพบข้าแล้วหรือ?" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวเรียบ ๆ โดยมิได้ประหลาดใจแม้แต่น้อย
แมวขาวจ้องจ้าวฟู่อวิ๋นโดยไม่พูดจา
"แม่นาง เจ้าใช้คนเหล่านั้นเบนความสนใจแล้วฉวยโอกาสเข้าไปในภูเขา ได้สิ่งใดมาบ้างหรือ?" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ข้างในเป็นแดนชั่วร้ายหยิน ทั้งเป็นสุสานและเป็นมณฑลพิธี" แมวขาวตอบ
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับเงยหน้ามองออกไปด้านนอกแล้วกล่าวว่า "ดูท่า เจ้าถูกคนตามมาจริง ๆ"
"ศิษย์ภูเขาเทียนตูมีหรือจะเกรงกลัวคนเหล่านี้?" แมวขาวกล่าว
"หึ ๆ ศิษย์ภูเขาเทียนตูก็ตายได้เช่นกัน" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว "แม่นางบอกฐานะของเจ้าให้ข้ารู้ได้หรือไม่?"
"ข้าชื่อจวงซินเหยียน จวงเสียนเกอคือพี่ชายของข้า" แมวขาวตอบอย่างตรงไปตรงมา เดิมทีนางเองก็มีความคิดเช่นเดียวกับพี่ชาย อยากดูว่าข้างในมีสมบัติล้ำค่าอยู่หรือไม่
ทว่าหลังจากเข้าไปดูแล้ว นางก็รู้ว่าด้วยกำลังของตนเพียงลำพัง ไม่มีทางสำรวจที่นั่นได้
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มาแก้แค้นให้พี่ชายนี่เอง!" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว ก่อนลุกขึ้นไปหยิบจดหมายฉบับหนึ่งจากโต๊ะอีกด้าน
"ข้าเขียนจดหมายไว้แล้วฉบับหนึ่ง เจ้าช่วยนำไปส่งที่ถ้ำน้ำพุทองคำบนภูเขามังกรบิน หากทำได้ ความแค้นของพี่ชายเจ้าก็คงชำระได้"
แมวขาวเห็นจดหมายที่เขาเขียนเตรียมไว้แต่แรก จึงถามด้วยความฉงนว่า "เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วหรือว่าข้าจะมา?"
"ไม่ ข้ามิได้รู้ เพียงแต่เขียนจดหมายไว้แต่เนิ่น ๆ รอผู้ส่งสารที่เหมาะสมเท่านั้น"
"หากรอเท่าไรก็ไม่มีผู้ใดมาเล่า?" จวงซินเหยียนถาม
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้ตอบ เพราะเขาคิดว่าครั้งก่อนแมวขาวตัวนี้ยังถูกบีบให้หนีมาหลบภัยที่นี่ คราวนี้หากคิดถอนตัวอย่างปลอดภัยย่อมยากยิ่งกว่าเดิม
ทั่วทั้งอำเภอบึงหมอก สำหรับนางแล้วมีเพียงที่แห่งนี้ของเขาเท่านั้นที่ปลอดภัย
"เจ้าจะส่งข้าออกไปอย่างไร?" จวงซินเหยียนถาม
ทันทีที่นางถามจบ กระดาษตัดแผ่นหนึ่งบนโต๊ะด้านหลังก็เรืองแสง ท่ามกลางแสงนั้น เหยี่ยวดำตัวหนึ่งลุกยืนขึ้นจากกระดาษ
มันยืนอยู่บนโต๊ะ เอียงศีรษะมองมา ท่วงท่าสง่างามองอาจยิ่ง
"เจ้าขี่เหยี่ยวตัวนี้ออกจากอำเภอบึงหมอกได้ มันน่าจะบินได้ราวสิบกว่าลี้ หลังจากนั้นเจ้าก็เดินทางต่อเอง" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ระยะสิบกว่าลี้เพียงพอจะส่งนางออกจากเขตใจกลางอำเภอบึงหมอกแล้ว
จวงซินเหยียนรู้สึกว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขา คล้ายทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว เหลือเพียงรอให้นางมาถึง
นิสัยของจวงซินเหยียนคล้ายแมว มีความหยิ่งทะนงอยู่ในตัว พี่ชายของนางก็เป็นเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้นางจึงเดินทางมาเพียงลำพัง หมายแก้แค้นให้พี่ชาย
ทว่ายามนี้เมื่อเผชิญหน้ากับจ้าวฟู่อวิ๋น นางกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายลึกล้ำยากหยั่งถึง
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้คิดว่าตนคำนวณสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายถึงเพียงนั้น เขาเพียงเห็นว่าไม่ว่าจะทำสิ่งใด เตรียมการให้มากไว้ย่อมดีกว่า เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว สิ่งที่เหลือก็คือรอคอย
ผู้บำเพ็ญต้องสามารถเฝ้ารอได้
ต้องมีทั้งจิตใจมุ่งมั่นก้าวหน้า และหัวใจที่สงบนิ่งรอคอย
ไม่มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องได้มาอย่างแน่นอน แต่หากสิ่งนั้นปรากฏอยู่ใกล้มือ ก็ต้องคว้าเอาไว้ให้จงได้







