จวงซินเหยียนขี่เหยี่ยวดำจากไปในพริบตาที่ท้องฟ้ามืดมิดลง
นางย่อมเข้าใจดีว่า หากจ้าวฟู่อวิ๋นต้องการจะไป ก็เป็นเรื่องง่ายดายเช่นกัน
นางนำจดหมายติดตัวไป อาศัยความมืดมิดในยามราตรี นั่งอยู่บนหลังเหยี่ยวด้วยร่างแมว บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าผ่านทางหน้าต่าง จากนั้นบินวนเหนืออำเภอบึงหมอกอยู่สามรอบ ท่ามกลางแสงจันทร์อันเลือนราง
แสงไฟดวงน้อยใหญ่ตามบ้านเรือนแต่ละหลังในอำเภอบึงหมอก ล้วนสว่างไสวที่สุดที่ฝั่งจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่ารอบนอกมณฑลพิธีของจ้าวฟู่อวิ๋นกลับมืดสนิท
ดวงตาแมวของนางมองเห็นว่า ท่ามกลางความมืดมิดนอกลานบ้าน มีหุ่นเชิดซากศพรูปร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น มีฝูงลิง และดูเหมือนจะมีภูตผีอยู่ด้วย
ยามที่นางมองเห็นคนเหล่านี้ คนในความมืดก็คล้ายจะมองเห็นนางเช่นกัน
"กินนางเสีย" เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น นางมองเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งสวมชุดหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ในมือถือตะกร้าไม้ไผ่ ภายในตะกร้าไม้ไผ่มีถุงผ้าใบหนึ่ง
หญิงผู้นั้นแก้ปากถุงผ้าออก มีแมลงทะลักออกมาจากถุงผ้า ชั่วพริบตานั้น แมลงสีทองอ่อนจำนวนมากก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้า
จวงซินเหยียนตระหนกในใจ เหยี่ยวดำก็บินเชิดหัวขึ้น พุ่งทะยานออกนอกเมืองไปอย่างรวดเร็ว
แต่แมลงเหล่านั้นกลับไม่อาจบินได้สูงนัก ทำได้เพียงบินอยู่เบื้องล่าง ทั้งยังบินได้ไม่เร็วนัก จึงค่อยๆ ถูกสลัดทิ้งไว้เบื้องหลัง เมื่อออกจากเมืองมาได้ประมาณสิบกว่าลี้ เหยี่ยวดำก็ร่อนลงบนพื้น
จวงซินเหยียนรู้ดีว่า นี่คือขีดจำกัดที่เหยี่ยวดำจะบินมาได้แล้ว
ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงแมลงขยับปีกแว่วมา มองเห็นแสงสีทองจางๆ บินตรงมาทางนี้ท่ามกลางแสงจันทร์แต่ไกล
เหยี่ยวดำกลับบินขึ้นไป รับหน้าแมลงเหล่านั้น นางรู้ดีว่า เหยี่ยวดำตัวนี้ต้องการขัดขวางแมลงที่ตามล่าเพื่อปกป้องตน
นางวิ่งตระเวนไปตามป่าเขาด้วยความเร็วสูง ระหว่างนั้นไม่รู้ว่าไปยั่วยุสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้าได้อย่างไร จึงถูกสุนัขจิ้งจอกไล่กวดมาตลอดทาง
ต่อมา นางผ่านตำบลแห่งหนึ่ง ขโมยชุดสตรีมาหนึ่งชุด ใช้วิชามายาแปลงกายเป็นมนุษย์อีกครั้ง สวมเสื้อผ้า แล้วมุ่งหน้าไปยังภูเขามังกรบินต่อไป
นางรู้จักภูเขามังกรบิน
อันที่จริงภูเขามังกรบินไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก เพราะภูเขาลูกนี้ไม่ได้สูงอะไร ทว่ามีรูปทรงที่งดงาม เทือกเขาของมันมีชื่อเสียงในเรื่องรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับมังกรบิน
เนื่องจากนางไม่ใช่คนแถวนี้ เป็นเพียงช่วงที่ตรวจสอบประวัติศาสตร์ของอำเภอบึงหมอก จึงเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับภูเขามังกรบิน ในนั้นกล่าวไว้ว่า ในยุคโบราณกาล มีมังกรทองฝ่าด่านทัณฑ์อสนีบาตไม่สำเร็จ จึงร่วงหล่นลงมาที่นี่ หลังจากสิ้นใจ ร่างของมันก็กลายเป็นดินเหลืองอย่างรวดเร็ว กาลเวลาผ่านไปจึงกลายเป็นภูเขา
ทว่าผู้คนกลับรู้สึกว่า ชื่อภูเขามังกรตกนั้นไม่ค่อยไพเราะนัก จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่าภูเขามังกรบิน โดยมีความหมายแฝงว่าหวังให้มังกรที่เผชิญเคราะห์กรรมตัวนั้นได้โบยบินขึ้นอีกครั้ง
สำหรับผู้คนหรือเรื่องราวบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ผู้คนมักจะมอบคำอวยพรที่งดงามให้เสมอ
เคยมีคนคิดว่าภูเขาลูกนี้จะกลายเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อหลายคนไปถึงที่นั่น กลับพบว่าภูเขาลูกนั้นรกร้างว่างเปล่า ดินเหลืองแข็งกระด้าง แห้งแล้งเสียจนไม่อาจแม้แต่จะบุกเบิกที่นาเพื่อปลูกสมุนไพรหรือข้าววิญญาณได้
ดังนั้น นานวันเข้าที่นั่นจึงถูกผู้คนหลงลืมไป
จวงซินเหยียนขบคิดข้อมูลเกี่ยวกับภูเขามังกรบินลูกนี้อยู่ในใจ นางไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าในภูเขามังกรบินลูกนี้จะมีถ้ำน้ำพุทองคำอะไรนั่นอยู่
นางมุ่งหน้าไปยังภูเขามังกรบินโดยไม่หยุดพักตลอดทาง เพราะนางรู้ว่า หากนางไปถึงเร็วขึ้นสักนิด จ้าวฟู่อวิ๋นก็อาจจะพ้นขีดอันตรายได้เร็วขึ้น
เมื่อรุ่งสาง ในที่สุดนางก็มาถึงภูเขามังกรบิน แต่นางกลับหาถ้ำน้ำพุทองคำไม่พบ
ในตำราจดบันทึกไว้ว่าภูเขามังกรบินนั้นไม่กว้างใหญ่ ทว่าเมื่อมาถึงหน้าภูเขา ก็ไม่อาจมองทะลุปรุโปร่งได้ในปราดเดียว อีกทั้งหลายปีผ่านไป ภูเขาลูกนี้ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่ได้บอกวิธีหา เพราะอันที่จริงเขาเองก็ไม่เคยมา เขาเพียงแค่รู้ว่าที่เมืองหนานหลิงมีผู้อาวุโสร่วมสำนักท่านหนึ่งมาบุกเบิกถ้ำเพื่อบำเพ็ญเพียรที่นี่ นี่เป็นสิ่งที่เขาได้ยินจากอาจารย์ในภูเขาที่บางครั้งพูดถึงความรู้ด้านภูมิศาสตร์ตลอดหลายปีที่อยู่บนภูเขา แล้วก็จะพูดเสริมขึ้นมาว่ามีใครไปเปิดถ้ำบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาลูกไหนบ้าง
นางหาไม่พบ ร้อนรนในใจ จึงมาที่สูงแล้วตะโกนเสียงดัง "ศิษย์ภูเขาเทียนตู จ้าวฟู่อวิ๋นขอเข้าพบเจ้าถ้ำน้ำพุทองคำ"
"ศิษย์ภูเขาเทียนตู จ้าวฟู่อวิ๋นขอเข้าพบเจ้าถ้ำน้ำพุทองคำ..."
หลังจากที่ตะโกนติดต่อกันสามครั้ง ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากในภูเขา "แม่หนูน้อย ไม่ต้องตะโกนแล้ว ตรงใต้เกล็ดย้อนใต้เศียรมังกรมีปากถ้ำซ่อนอยู่ เข้ามาทางนั้นเถิด"
จวงซินเหยียนยังไม่บรรลุขั้นสร้างรากฐาน ไม่รู้จักเหาะเหินเดินอากาศ หรือตัดกระดาษเป็นนกพานางลงไป แต่โชคดีที่นางหาทางลงไปจากด้านข้างได้ แล้วก็มองเห็นปากถ้ำแห่งหนึ่ง
ปากถ้ำถูกดัดแปลงไว้อย่างดี สามารถเดินเรียงหน้ากระดานผ่านไปได้สองคน ที่ปากถ้ำมีตัวอักษรใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า แดนถ้ำน้ำพุทองคำ
ปากถ้ำมีบันไดทอดลงไป มีแสงจางๆ ลอดออกมา นางเงยหน้าขึ้น มองเห็นภูเขาใหญ่ลูกนี้คล้ายเศียรมังกรที่กำลังเงยหน้า
หากไม่มีใครบอกนาง นางจะรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่จะมีถ้ำน้ำพุทองคำ
นางเดินตามบันไดลงไป บันไดคดเคี้ยว ยิ่งลงไปลึกเท่าไรก็ยิ่งสว่างไสวมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับก้นน้ำเต้า
กระทั่งนางเดินตามผนังถ้ำไปจนสุด จึงมองเห็นว่ามีคนสองคนนั่งอยู่ตรงนั้น
บริเวณที่พวกเขานั่งนั้นมีน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ทว่าน้ำกลับทอประกายสีทอง อีกทั้งยังมีใบบัวเล็กๆ สีทองงอกเงยกระจัดกระจายอยู่
นางก็ดูไม่ออกว่าเป็นพันธุ์อะไร เพียงแต่รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเซียนอันลึกล้ำที่ไม่อาจอธิบายได้
ในบรรดาสองคนนี้ คนหนึ่งดูหน้าตาแข็งกร้าว สวมชุดนักพรตสีทองอ่อน ส่วนอีกคนเป็นสตรี นางสวมชุดสีดำสนิท ผมหน้าม้าและจอนผมทั้งสองข้างถูกเกล้าเป็นมวยไว้กลางศีรษะ สวมมงกุฎนักพรตสีแดง ชวนให้ผู้คนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
ยามที่นางหันศีรษะกลับมา จวงซินเหยียนก็รู้สึกว่าตนถูกมองทะลุปรุโปร่งไปถึงในใจ
นักพรตหญิงผู้นี้แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมา แต่กลับไม่มีความชั่วร้ายแม้แต่น้อย ทว่าให้ความรู้สึกราวกับหยกเย็น
"เมืองชางโจว จวงซินเหยียนแห่งสกุลจวง คารวะท่านนักพรตทั้งสอง" จวงซินเหยียนคำนับพลางกล่าว
"เจ้าไม่ใช่ศิษย์ภูเขาเทียนตู เหตุใดจึงกล่าวปด" นักพรตชุดทองใบหน้าแข็งกร้าวเอ่ยถาม
"ผู้น้อยไม่ใช่ศิษย์ภูเขาเทียนตูจริงๆ การเดินทางครั้งนี้เป็นการส่งจดหมายแทนจ้าวฟู่อวิ๋นศิษย์ภูเขาเทียนตู เนื่องจากหาตำแหน่งถ้ำน้ำพุทองคำไม่พบ จึงได้ร้องตะโกนออกไปเจ้าค่ะ" จวงซินเหยียนรีบกล่าว
"เอาจดหมายมาให้ข้าดู" นักพรตชุดทองใบหน้าแข็งกร้าวกล่าว
จวงซินเหยียนมอบจดหมายที่จ้าวฟู่อวิ๋นเขียนให้
แต่นักพรตหญิงที่นุ่มนวลราวกับหยกผู้นั้นกลับเอ่ยปากว่า "สกุลจวงเมืองชางโจว ได้ยินมาว่าบรรพบุรุษเคยมีความรักกับปีศาจแมว ในบรรดาลูกหลานมีกลุ่มคนสายเลือดปีศาจแมวอยู่สายหนึ่ง ใช่สายของเจ้าหรือไม่"
จวงซินเหยียนถูกเปิดโปงตัวตนและสายเลือดในทันที สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ภายใต้สายตาอันกดดันของนักพรตหญิง นางก็ทำได้เพียงตอบรับว่า "เจ้าค่ะ"
"อ้อ เช่นนั้นเจ้าก็สามารถใช้วิชามายาแปลงกายเป็นแมวได้งั้นสิ เจ้าลองแปลงกายมาให้ดูหน่อยสิ" นักพรตหญิงกล่าว
จวงซินเหยียนรู้สึกว่าตนถูกหยามเกียรติอย่างหนัก ใบหน้าแดงก่ำ ในดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ นางรู้สึกว่านักพรตหญิงผู้นี้ไม่ได้เห็นตนเป็นมนุษย์ ราวกับว่าตนเป็นเพียงแมวตัวหนึ่งเท่านั้น
"เอาล่ะ อย่าหยอกล้อแม่นางน้อยเขาเลย หากเจ้าชอบแมว ก็ไปหาแมววิญญาณมาเลี้ยงสักตัวเถิด เจ้าลองดูจดหมายฉบับนี้สิ" นักพรตชายชุดทองกล่าว
สายตาของนางละจากตัวจวงซินเหยียน รับจดหมายมาดูเนื้อหาภายใน
"เป็นอย่างไร สนใจจะไปสักรอบหรือไม่ หากคาดเดาไม่ผิด ที่นั่นน่าจะเป็นดินแดนหยินเร้นลับที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของเจ้าอย่างยิ่ง เจ้ากำลังมองหาสถานที่ที่สอดคล้องกับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าเพื่อบุกเบิกถ้ำและสร้างมณฑลพิธีอยู่พอดีไม่ใช่หรือ จากที่จ้าวฟู่อวิ๋นบรรยาย ข้าว่าที่นั่นน่าจะเหมาะสม" นักพรตชุดทองกล่าว
นักพรตหญิงสวมมงกุฎแดงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กลับเปลี่ยนเรื่องถามจวงซินเหยียนว่า "พี่ชายเจ้าตายในอำเภอบึงหมอก เหตุใดเจ้าจึงไม่นำเรื่องเหล่านี้ไปแจ้งราชสำนักต้าโจว กลับลงมือเอง จนท้ายที่สุดก็มาหาถึงที่นี่"
นักพรตชุดทองก็หันมามอง แววตาคล้ายมีแสงสีทองลอดออกมา
นางรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลถาโถมลงมาในทันทีจนหายใจลำบาก
"ข้า เคยขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ราชสำนักไม่มีกำลังคนมาจัดการเรื่องของเมืองทางนี้ ดังนั้นข้าจึงทำได้เพียงใช้วิธีของตนเองช่วยพี่ชายแก้แค้นเจ้าค่ะ"
"นโยบายใหม่ของเต้าจื่อเป็นนโยบายใหม่ของราชสำนักต้าโจว อย่างไรกัน มีศึกษาธิการถูกฆ่าก็ยังเจียดกำลังคนมาสืบสวนไม่ได้เลยหรือ" นักพรตชุดทองหัวเราะเยาะ
แต่นักพรตหญิงสวมมงกุฎแดงกลับกล่าวเสริมว่า "ด้วยเหตุนี้ อารามหลัวเซียนจึงได้ขอราชโองการจากจักรพรรดิต้าโจวให้มาร่วมมือกับภูเขาเทียนตูของเรา ขอให้ภูเขาเทียนตูของเราส่งศิษย์ขั้นแสงเร้นลับลงเขาไปเป็นศึกษาธิการตามที่ต่างๆ"
"ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเรา ควรห่างไกลจากโลกโลกีย์ ตัดสิ้นกิเลสของปุถุชน ไฉนจึงต้องเข้าไปพัวพันกับอาณาจักรราชวงศ์เหล่านี้ด้วย" นักพรตชุดทองกล่าว
"สิ่งที่ศิษย์พี่กล่าวมาย่อมมีเหตุผล ทำไมไม่ไปถกเถียงกับเจ้าตำหนักแปดทิศดูสักรอบล่ะ" นักพรตหญิงสวมมงกุฎแดงกล่าว
ตำหนักแปดทิศในภูเขาเทียนตู มีหน้าที่ดูแลเรื่องทางโลกทั้งหมดโดยเฉพาะ อีกทั้งยังรับผิดชอบเรื่องภายนอก
เรื่องความร่วมมือกับแคว้นต้าโจวนี้ หลักๆ แล้วเป็นเจ้าตำหนักแปดทิศที่ผลักดันด้วยกำลังของตนเองเพียงลำพัง จุดนี้พวกเขาทั้งสองคนต่างก็รู้ดี
ทว่าในเวลานี้ มีคนนอกอยู่ ทั้งสองจึงเพียงแค่พูดออกมาประโยคหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
นักพรตหญิงมงกุฎแดงกล่าวว่า "ข้าจะไปสักรอบก็แล้วกัน ตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นอยู่อารามล่างก็ถือว่าบำเพ็ญเพียรอย่างขยันขันแข็ง ในเมื่อมีความยากลำบาก ในฐานะผู้อาวุโสในสำนัก ย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"
นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นแล้วอำลานักพรตชุดทอง นักพรตชุดทองเพียงแค่โบกมือ ราวกับว่าเขาไม่ได้คิดจะไปแต่แรกแล้ว
จวงซินเหยียนเดินตามนักพรตหญิงมงกุฎแดงมาถึงปากถ้ำ ก็เห็นนางเผยอปากเล็กน้อยพ่นลมหายใจออกมา ลมหายใจนั้นม้วนตัวรวมกันเป็นกลุ่มก้อน พลิกตลบไปมาในความว่างเปล่าเบื้องหน้าพวกนาง มันขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็รวมตัวเป็นกลุ่มเมฆหมอกหนาทึบ
นักพรตหญิงมงกุฎแดงก้าวเท้าขึ้นไป หันกลับมามองจวงซินเหยียนแวบหนึ่ง จวงซินเหยียนรีบตามขึ้นไปทันที รู้สึกเพียงว่าใต้เท้าว่างเปล่า แต่กลับมีพลังสายหนึ่งพยุงตนไว้
คล้ายกับเหยียบอยู่ในน้ำ และคล้ายกับเหยียบอยู่บนปุยฝ้าย
อีกทั้งเมฆหมอกเหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ใต้เท้า แต่ห่อหุ้มพวกนางทั้งสองไว้ทันที
จากนั้นเมฆหมอกก็ล่องลอยไปในความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว เมฆหมอกราวกับอาศัยสายลมโบยบิน และคล้ายกับสามารถแหวกสายลมได้ด้วยตนเอง
จวงซินเหยียนเกิดความอิจฉาขึ้นในใจ
นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักใหญ่เต๋า เหาะเหินเดินอากาศเช่นนี้ วิถีแห่งเซียนเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญ
ประตูเรือนของจ้าวฟู่อวิ๋นปิดสนิท นับตั้งแต่จวงซินเหยียนจากไป เขาก็สัมผัสได้ถึงไอหยินหนักอึ้งที่ราวกับหลอมรวมเข้ากับแสงจันทร์ สาดส่องเข้ามาในลานบ้านแห่งนี้ คล้ายจะดับตะเกียงในมณฑลพิธีให้สิ้น
ดังนั้นเขาจึงสื่อสารกับ 'เทพเพลิง' เปลวเพลิงเริงระบำ ทั้งที่ไร้ลมกลับสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
เขามาที่หน้าประตู แสงไฟเบื้องหลังพลุ่งพล่าน เหนือรูปปั้นเทพ 'เทพเพลิง' มีแสงเพลิงสีทองรวมตัวกันอยู่อย่างเลือนราง
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า กลับเห็นว่าดวงจันทร์บนท้องฟ้าถูกหมอกหนาบดบังไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
ส่วนเมฆหมอกกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ลอยต่ำจนแทบจะกดทับลงมานั้น คือภูตผีแต่ละตนที่รวมตัวเข้าด้วยกัน
จ้าวฟู่อวิ๋นจ้องมอง ในนั้นมองเห็นธงผืนใหญ่สีดำผืนหนึ่งรำไร
เวลานี้ ด้านนอกลานเล็กๆ แห่งนี้ มีคนไม่กี่คนยืนอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง สีหน้าล้วนไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะพวกเขาทั้งหมดเห็นเหยี่ยวดำนำแมวตัวหนึ่งจากไป
พวกเขากำลังรอแม่นางน้อยหานที่ไล่ตามออกไปกลับมา หากสามารถไล่ตาม 'แมว' ตัวนั้นทัน ทุกสิ่งก็ยังมีทางแก้ไขได้ หากไล่ตามไม่ทัน ทุกคนก็คงต้องตัดสินใจแล้ว
อันที่จริงในใจพวกเขาล้วนมีการตัดสินใจคร่าวๆ แล้ว เพราะพวกเขารู้ว่า คืนนั้นยังมีคนอื่นไปที่นั่นด้วย
อีกทั้ง แม้ว่าโจรขุดสุสานเหล่านั้นจะพ่ายแพ้หนีไปหมดแล้ว แต่พวกเขาแต่ละคนล้วนมีวิชาไม้ตาย เตรียมตัวมาอย่างดี ดังนั้นพวกเขาจึงทิ้งคนไว้เพียงสองคน ส่วนคนอื่นหนีรอดไปได้หมด
ความจริงแล้วคนที่ไล่ตามไปไม่ใช่เพียงแค่แม่นางน้อยหาน ยังมีคนอื่นๆ อีก แต่ทุกคนไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับคนอื่น เพราะเหยี่ยวดำตัวนั้นบินสูงและเร็ว คนอื่นไม่อาจไล่ตามได้ทันเลย
แม่นางน้อยหานกลับมาแล้ว เมื่อเห็นสายตาของทุกคน นางจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาว่า "แมวตัวนั้นหนีไปแล้ว เหยี่ยวดำขัดขวางข้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็หาร่องรอยของแมวขาวตัวนั้นไม่พบแล้ว"
คนอื่นไม่ได้พูดอะไร ทุกคนยืนนิ่งเงียบอยู่ในตรอกแห่งนี้
"ทุกคนว่ามาเถิดว่าจะเอาอย่างไรดี" คนพูดคือหลีเฮยผี ตอนนี้ในตรอกแห่งนี้มีคนสิบกว่าคน
มีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่ายืนอยู่ตรงกลาง คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นตัวแทนของคนแก่ในตระกูล ยืนอยู่รอบนอก
"ข้าก็บอกแล้ว ว่าเรื่องนี้ช้าเร็วก็ปิดไม่มิด ฆ่าจวงเสียนเกอคนเดียวไม่พอหรอก" น้ำเสียงของหลีเฮยผีแฝงไปด้วยความหงุดหงิด
ที่ใต้เท้าของเขา ลิงขนเทาตัวหนึ่งเงยหน้ามองทุกคน
อินอู๋โซ่วถอนหายใจออกมา กล่าวว่า "หากคนจากภูเขาเทียนตูมา พวกเราย่อมต้านทานไม่ไหว แม้ว่าในลานบ้านนี้จะมีแค่เขาเพียงคนเดียว พวกเราสามารถบุกเข้าไปฆ่าคนได้ แต่พวกเรากล้าหรือ พวกเจ้ากล้าหรือ"
คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเงียบงันไปชั่วขณะ
"แต่พวกเราขุดค้นมาตั้งนาน พอพวกเขามาก็จะแย่งชิงไปเลยหรือ" ตอนนั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวอย่างไม่ยอมจำนน
"ดังนั้นพวกเราจึงไม่ยอมให้คนนอกพบเห็นมาโดยตลอด" อินอู๋โซ่วมองผู้น้อยคนนี้ เขารู้ดีว่าคนรุ่นหลังไม่เคยเห็นโลกภายนอกอำเภอบึงหมอก ไม่รู้ว่าภูเขาเทียนตูเป็นสำนักแบบไหน
"จะให้เลิกราไปแบบนี้เลยหรือ" แม่นางน้อยหานหิ้วตะกร้าแมลงกล่าว
"มีทางเดียวเท่านั้น" อินอู๋โซ่วกล่าว
"วิธีอะไร" หลีเฮยผีกล่าว
"หาคนที่ไม่เกรงกลัวภูเขาเทียนตูมา บางทีอาจยังมีพื้นที่ให้พลิกแพลงได้" อินอู๋โซ่วกล่าว
"หาใครล่ะ" หลีเฮยผีกล่าว
"คนที่ดีที่สุดย่อมเป็นท่านเจ้าเมืองของพวกเราในตอนนี้ หากเขายินยอมนะ ท้ายที่สุดแล้วเมืองหนานหลิงแห่งนี้ก็เป็นอาณาเขตของเขา เขามีศิษย์หลายสิบคน คบหาสหายกว้างขวาง คงไม่เกรงกลัวภูเขาเทียนตู" อินอู๋โซ่วกล่าว
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกลงตามนี้เถิด หลีตาโต ย่าของเจ้าว่าอย่างไร" อินอู๋โซ่วกล่าว
หลีตาโตมีชื่อจริงว่าหลีย่ง อินอู๋โซ่วย่อมไม่เรียกเขาว่า 'พี่งู' และมีเพียงคนอย่างเขาเท่านั้นที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าตาโต
"ย่าของข้าเคยบอกไว้ ว่าแล้วแต่ท่านผู้อาวุโสอินจะตัดสินใจขอรับ" หลีย่งกล่าว
แม้อินอู๋โซ่วจะไม่ใช่ผู้ที่ฝึกตนได้ระดับสูงสุดในอำเภอบึงหมอก แต่ก็ถือเป็นผู้นำอย่างลับๆ
หลายวันที่ผ่านมา ผู้บำเพ็ญเพียรหลักๆ ของอำเภอบึงหมอกได้ปรึกษาหารือกันแล้ว ทุกคนล้วนรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
จะยอมแพ้ก็ไม่เต็มใจ อีกทั้งข่าวคราวก็รั่วไหลไปแล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นที่มาจากภูเขาเทียนตูอาจจะรู้ถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว หากคนจากภูเขาเทียนตูมา พวกเขาก็รู้สึกว่าต้านทานไม่ไหว
ดังนั้น จึงอัญเชิญใครสักคนเข้ามาช่วยต้านทานคนของภูเขาเทียนตู ส่วนพวกเขาก็ตามอยู่ข้างหลังเพื่อขอส่วนแบ่ง นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
"ตาโต เจ้าไปบอก 'ยายงู' สักคำ ขอให้นางไปหาท่านเจ้าเมืองอู๋สักรอบเถิด" อินอู๋โซ่วกล่าว
หลีย่งขานรับคำหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
ทว่าผ่านไปไม่นาน กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้น "พวกเจ้าช่างขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้วจริงๆ ภูเขาเทียนตูแล้วอย่างไรล่ะ"
ทุกคนมองดู ผู้มาเยือนกลับเป็นอาจารย์หนอนไหมหมาที่หายตัวไปพักหนึ่ง หมาอู่หลาง
เวลานี้หมาอู่หลางไม่มีท่าทีบาดเจ็บแม้แต่น้อย กล่องบนหลังยังไม่ทันเข้าใกล้ ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันดุร้าย คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังข่มขวัญสั่นประสาทอยู่
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเล็กน้อย







