พลบค่ำปลายฤดูร้อน สายลมแผ่วพริ้วพัดพา ต้นไม้เก่าแก่ในอารามอู๋จี๋สั่นไหวส่งเสียงสวบสาบ แสงตะวันรอนย้อมท้องฟ้าเป็นสีสายัณห์อันเรืองรอง สาดส่องประกายสีทองอาบไล้ไปทั่วผืนปฐพี
เสียงจักจั่นที่ร้องระงมมาทั้งวันในที่สุดก็ค่อยๆ เงียบเสียงลง นกยางและเป็ดป่าตามท้องนาต่างเริ่มบินกลับรัง
หลัวซานแบกจอบเดินข้ามสะพานมา
“น้ำในนาของเจ้า ข้าจัดการไขเข้าไปให้หมดแล้ว รูเจาะของปูและปลาไหลตามคันนาก็อุดไว้เรียบร้อย น้ำนาก็น่าจะขังไปได้อีกหลายวัน เดี๋ยวข้าจะไปกำชับพวกหลานเซียงสามคนพี่น้อง ให้รีบไปดายหญ้าในนาอีกสักรอบ ถอนพวกหญ้าวัชพืชทิ้งให้หมด...”
ใต้ระเบียงทางเดินในอารามอู๋จี๋
ขากางเกงของหลัวซานยังคงพับม้วนขึ้นสูง บนเนื้อตัวมีรอยโคลนเปื้อนเป็นหย่อมๆ
“พรุ่งนี้ข้าก็จะไปแล้ว รบกวนเจ้าช่วยดูแลพวกเขาสามพี่น้องด้วย ให้พวกเขาทำกับข้าวกินกันเองเถอะ เด็กๆ ล้วนรู้ความกันแล้ว...”
“ท่านอาสาม ท่านจะมาเกรงใจข้าทำไม เรื่องในนาท่านก็ไม่ต้องกังวล ข้าคิดไว้แล้ว พรุ่งนี้จะไปจ้างคนมาช่วยดูแลนาข้าวชั่วคราว ส่วนที่นาหม่อนยี่สิบหมู่บนที่ราบสูง บ้านเฝิงลิ่วหลางแห่งหมู่บ้านเฝิงเจียบอกว่ายินดีเหมาใบหม่อนของปีนี้ บ้านเขาไม่เพียงเลี้ยงไหมฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง แต่ยังเลี้ยงไหมฤดูร้อนด้วย ตอนนี้กำลังขาดแคลนใบหม่อนขอรับ”
ใบหม่อนจากนายี่สิบหมู่ ปีนี้ยังเก็บเกี่ยวได้อีกครึ่งปี ตกลงกันไว้ว่าหลังฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงจะให้ผ้าแพรสองพับ ปุยฝ้ายสิบสองตำลึง
อย่างไรเสียหลี่อี้ตัวคนเดียวก็เลี้ยงไหมไม่ได้ ใบหม่อนพวกนี้ก็ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ
“จ้างคนก็ต้องเสียเสบียงไปไม่น้อยเลยนะ” หลัวซานกล่าว จ้างลูกจ้างประจำที่เป็นชายหนุ่มแข็งแรง ธรรมเนียมของหมู่บ้านคือปีละสิบสองต้าน แบ่งเป็นข้าวสาลีกับข้าวฟ่างอย่างละครึ่ง ทั้งยังต้องจัดหาเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวให้ และต้องเลี้ยงข้าวด้วย เอาเข้าจริงก็ไม่ถูกเลย
“กัวเอ้อร์หลางบอกว่าไปจ้างผู้อพยพที่อยู่นอกเมืองฉางอัน เดือนละห้าหกโต่วก็มีคนแย่งกันทำแล้ว ข้าใคร่ครวญดูว่าจะลองจ้างมาดูสักคนก่อนขอรับ”
หลัวซานรู้ดีว่าหลี่อี้ทำนาไม่เป็น “ความจริงไม่ต้องจ้างลูกจ้างประจำหรอก จ้างลูกจ้างประจำหนึ่งคนก็เท่ากับปลูกข้าวสิบหมู่ไปเสียเปล่า เจ้าก็แค่จ้างคนในหมู่บ้านเรา หรือหมู่บ้านกัว หมู่บ้านเฝิงเจียที่อยู่ข้างเคียงมาช่วยงานชั่วคราว ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงยุ่งของการทำนา งานในนาก็เบา แค่ไขน้ำถอนหญ้าพวกนี้ ให้พวกเขาแวะเวียนมาทำดูก็พอ ให้เสบียงสักเดือนละหนึ่งถึงสองโต่วก็ใช้ได้แล้ว”
“รอจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง หากยุ่งจนทำไม่ทัน ค่อยจ้างคนมารับจ้างรายวัน คิดค่าจ้างเป็นวันไป”
หลี่อี้ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องในนามากนัก ตอนนี้เขาแทบจะไม่ได้ไปดูพืชผลของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“ท่านอาสาม ข้าทำเสบียงให้ท่านพกติดตัวไปสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้พอไปถึงในอำเภอแล้ว ก็มีข้าวเลี้ยง”
หลี่อี้ยืนกรานที่จะทำเสบียงแห้งให้หลัวซานพกติดตัว หลัวซานบอกว่าพรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว ตอนนี้จะมาทำข้าวสาลีหุงก็คงไม่ทันแล้ว
เสบียงแห้งโดยทั่วไปในยุคนี้ก็คือข้าวสาลีหุง
นำข้าวสาลีที่กะเทาะเปลือกแล้วมานึ่งให้สุกก่อน จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง เวลาจะกินก็แค่น้ำมาแช่น้ำสักพักก็กินได้แล้ว แบบง่ายๆ ก็ไม่ต้องยุ่งยากอะไร นึ่งเสร็จแล้วนำไปตากแดด ตากสักวันสองวันให้แห้งก็พอ
ส่วนแบบหรูหราหน่อยก็จะเติมพวกถั่วหรือน้ำผึ้งลงไป และยังเติมเกลือได้อีกด้วย
และยังมีข้าวสาลีหุงที่สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้นและพกพาสะดวกกว่านั้น โดยนำข้าวสาลีหนึ่งต้าน มานึ่งให้สุกแล้วนำไปตากแดด จากนั้นนำมานึ่งแล้วตากแดดอีก ทำซ้ำเช่นนี้สิบครั้ง สุดท้ายจะได้ข้าวสาลีหุงแบบแห้งสองโต่ว เวลาจะรับประทานก็ตักขึ้นมาหนึ่งเหอ ก็เพียงพอให้อิ่มท้องได้
ข้าวสาลีหุงแบบนึ่งสิบแดดสิบเช่นนี้ สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสีย
กองทหารของต้าถังเวลาออกศึก ก็มีข้อกำหนดให้เตรียมข้าวสาลีหุงของตนเองไปเก้าโต่ว
ชาวบ้านทั่วไปเวลาไปเกณฑ์แรงงานหรือเดินทางไกล ก็มักจะเตรียมข้าวสาลีหุงไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นเสบียงแห้ง ที่หลัวซานไม่ได้เตรียมไว้ ก็เพราะตอนนี้ที่บ้านกำลังขาดแคลนเสบียง ก่อนหน้านี้ข้าวปลาอาหารก็ขาดแคลน ยังดีที่หลี่อี้ให้เขายืมข้าวฟ่างมาหนึ่งต้าน เขาตั้งใจจะทนหิวไปจนถึงฉางอัน ส่วนเสบียงก็เก็บไว้ให้ลูกๆ ทั้งสามคน
หลี่อี้ตั้งใจจะทำเสบียงแห้งให้หลัวซานสักหน่อย และจะทำเผื่อชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนของหมู่บ้านในครั้งนี้ เพื่อให้พวกเขาเอาไว้กินกลางทางด้วย
หมั่นโถวแห้ง กวงปิ่ง ขนมชีจื่อ ข้าวสาลีหุง แป้งคั่ว ข้าวคั่ว และเสบียงเดินทัพอื่นๆ ในความทรงจำ ท้ายที่สุดเขาก็รู้สึกว่าข้าวคั่วนั้นสะดวกที่สุด ทั้งเวลายังทันอีกด้วย
ทว่าการทำข้าวคั่วที่ดีที่สุดคือต้องใช้ข้าวฟ่างเม็ดแข็ง ข้าวฟ่างชนิดนี้แบ่งออกเป็นแบบอ่อนและแบบแข็ง ทำข้าวคั่วต้องใช้แบบแข็ง หรือที่เรียกว่าข้าวฟ่างเหลือง ส่วนพวกขนมและสุราหมักจะใช้แบบอ่อน หรือที่เรียกว่า ข้าวเหนียวเหลือง ข้าวฟ่างเหลืองเม็ดใหญ่ ข้าวฟ่างเหลืองอ่อน
ข้าวฟ่างชนิดนี้ทนแล้งได้ดีเหมือนข้าวฟ่างทั่วไป แต่ผลผลิตต่ำกว่า ราคาก็ถูกกว่าด้วย
หลี่อี้ไปที่หมู่บ้านกัวที่อยู่ข้างเคียงก่อน ไปหาซื้อข้าวฟ่างเม็ดแข็งจากกัวเอ้อร์หลางมาหนึ่งต้าน
“หากเจ้าจะหาเสบียงกิน ก็ควรซื้อข้าวสาร ข้าวสาลี ข้าวฟ่างทั่วไปก็ยังอร่อยกว่าข้าวฟ่างเม็ดแข็งนี้เลยนะ” กัวเอ้อร์หลางกล่าวเตือนหลี่อี้ด้วยรอยยิ้ม
“ข้าจะใช้ข้าวฟ่างเหลืองมาทำเสบียงแห้งสักหน่อยขอรับ”
พูดคุยกันได้สองสามประโยค หลี่อี้ก็หาบข้าวฟ่างเม็ดแข็งหนึ่งต้านกลับบ้าน ข้าวฟ่างเม็ดแข็งนี้ราคาถูกมากจริงๆ ถูกกว่าแบบอ่อนเสียอีก ราคาเทียบกับข้าวฟ่างทั่วไปและข้าวสาลีไม่ได้เลย ราคาเท่ากับถั่วเหลืองด้วยซ้ำ
หนึ่งต้านราคาแค่หนึ่งพันแปดร้อยอีแปะ
เมื่อหลัวซานเห็นหลี่อี้หาบข้าวฟ่างเหลืองกลับมาหนึ่งต้านเพื่อทำเสบียงแห้ง ก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก โดยทั่วไปทุกคนล้วนใช้ข้าวสาลีหุงทำเป็นเสบียงแห้งกันทั้งนั้น
ข้าวฟ่างเม็ดแข็งดูคล้ายกับข้าวฟ่างทั่วไปมาก แต่เมล็ดใหญ่กว่าพอสมควร สีเหลืองหม่นอมน้ำตาล
“เจ้านี่ต้องทำอย่างไรหรือ”
“ง่ายมากขอรับ”
ก่อนอื่นก็นำมาซาวล้างเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก จากนั้นก็นำไปแช่น้ำ
หลี่อี้เรียกหลานเซียงมาช่วยเขาก่อไฟ พอน้ำในกระทะร้อนเกือบเดือดก็นำข้าวฟ่างเหลืองที่แช่ไว้ลงไปต้ม
“ไฟแรง”
พวกหลัวซานต่างมองดูหลี่อี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อช่วงบ่ายหลานเซียงยังเห็นเขานำเต้าหู้ขาวไปทอดน้ำมันจนกลายเป็นเต้าหู้ทอดพองสีเหลืองทอง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะทำอะไรอีก
หลังจากน้ำเดือดแล้ว หลี่อี้ก็เปิดฝากระทะ ใช้ทัพพีคนพลิกจากล่างขึ้นบนให้ทั่ว แล้วปิดฝากระทะอีกครั้ง
“หลานเซียง ไฟอ่อน”
หลังจากที่อบข้าวฟ่างไปได้หกเจ็ดนาที ก็เปิดฝาคนพลิกจากล่างขึ้นบนอีกครั้ง ทำเช่นนี้ติดต่อกันสามสี่ครั้ง ก็สามารถตักขึ้นจากกระทะได้
ถึงตอนนี้เมล็ดข้าวฟ่างเหลืองจะบวมพองกลมโต ค่อนข้างใส แต่ยังไม่ปริแตก เคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่งของการทำข้าวคั่ว ก็คือเวลาต้มต้องไม่ให้เมล็ดปริแตก สัดส่วนของน้ำกับข้าวฟ่างเหลืองก็ต้องพอเหมาะ พอข้าวฟ่างเหลืองสุกน้ำก็จะแห้งพอดี
“พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ข้าวฟ่างเหลืองที่ต้มสุกนี่ จะเอาไปตากแดดก็ไม่ได้ อากาศร้อนปานนี้ แค่คืนเดียวก็คงบูดหมดแล้วกระมัง” หลัวซานกล่าวด้วยความกังวล
“เราไม่ต้องตากแดดหรอกขอรับ ใช้กระทะคั่วเอา เสบียงแห้งของพวกเราเรียกว่าข้าวคั่ว”
ข้าวคั่วไม่สามารถคั่วในกระทะได้โดยตรง ต้องคั่วโดยใช้ทรายเหมือนกับเวลาคั่วถั่วลิสง
ในลานบ้านมีทรายที่เหลือจากการสร้างบ้านอยู่ ตักมาสักหน่อย ร่อนผ่านตะแกรงก่อน
ก่อนอื่นเททรายลงในกระทะห้าชาม รอจนทรายถูกเผาจนร้อนแดง แล้วจึงเทข้าวฟ่างเหลืองที่ผึ่งไว้จนแห้งลงไปสามชาม
เมื่อเห็นภาพนี้หลัวซานก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าไปห้ามปราม
เอาทรายมาปนกับข้าวแบบนี้ แล้วจะกินได้อย่างไรเล่า
ส่วนหลี่อี้นั้นเริ่มคั่วข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อมีไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมา เมล็ดข้าวก็ส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะแตกตัวขึ้นมา ต้องรีบเทข้าวพร้อมทรายลงบนตะแกรงร่อน
ร่อนเอาทรายออก เหลือเพียงข้าวคั่ว นำทรายกลับเข้าไปในกระทะเพื่อตั้งไฟให้ร้อน แล้วเติมข้าวฟ่างเหลืองอันใหม่ลงไป ทำซ้ำเช่นนี้เรื่อยๆ
ข้าวฟ่างเหลืองแต่ละกระทะก็ถูกคั่วจนสุกในทรายร้อน
“นี่คือทำเสร็จแล้วหรือ”
ผ่านขั้นตอนการต้มและการคั่วสองขั้นตอน ตอนนี้ข้าวฟ่างมีสีเหลืองทองและส่งกลิ่นหอมกรุ่น แต่หลี่อี้กลับหัวเราะพลางบอกว่ายังทำเป็นเสบียงแห้งไว้กินไม่ได้
“ยังต้องใช้ครกหินกะเทาะเปลือกออกก่อนขอรับ”
หลัวซานอาสาออกโรงเอง ในหมู่บ้านมีครกหินแบบใช้เท้าเหยียบ ซึ่งเป็นของส่วนรวมในหมู่บ้าน
ใช้ครกหินตำเปลือกออก จากนั้นใช้กระด้งฝัดรำข้าวหยาบออก แล้วใช้ตะแกรงตาถี่ร่อนรำข้าวละเอียดออก ก็จะกลายเป็นเสบียงแห้งข้าวคั่วที่พกพาสะดวกและรับประทานง่าย
เวลากินก็แค่ใช้น้ำแช่ไว้สักพัก ไม่ว่าจะน้ำร้อนหรือน้ำเย็นก็สามารถแช่ให้พองตัวกินได้ทั้งนั้น
หลี่อี้กลับบ้านมา ก็ชงกินกันคนละชาม ข้าวคั่วหนึ่งกำมือ เติมเกลือลงไปนิดหน่อย ตักน้ำมันหมูใส่ลงไปอีกนิด โรยต้นหอมซอยลงไปอีกหน่อย เป็นอันเสร็จพิธี
“โอ้โฮ หอมจริงๆ”
“ลองชิมดูสิขอรับ”
โบราณว่าไว้ อยากอุ่นให้สวมหนังสัตว์ อยากอิ่มให้กินข้าวฟ่าง ข้าวคั่วมีปริมาณน้ำต่ำมาก แห้ง เก็บไว้ได้นาน อีกทั้งยังพกพาสะดวกและรับประทานได้ง่าย
ต่อให้ไม่มีน้ำ กินแห้งๆ ก็ยังสามารถประทังความหิวได้เหมือนกัน
เมื่อเทียบกับข้าวสาลีหุงแล้ว ย่อมเหนือกว่าอยู่หลายส่วน ข้าวสาลีหุงนอกจากรสสัมผัสจะแย่แล้วยังต้องนำไปต้มอีก หากกินแห้งๆ โดยตรงก็กลืนลงคอได้ยากยิ่ง น้ำเย็นก็แช่ไม่พองตัว โดยเฉพาะข้าวสาลีหุงแบบนึ่งสิบแดดสิบนั้น ต้องใช้น้ำเดือดแช่ให้พองตัวไว้ล่วงหน้า แล้วค่อยนำไปต้ม มิฉะนั้นก็จะเหมือนกับเม็ดเหล็กที่เคี้ยวอย่างไรก็เคี้ยวไม่ลง
หลัวซานยกขึ้นมาเป่าไล่ความร้อน ลองชิมอย่างช้าๆ ก็พบว่ามีกลิ่นหอมชื่นใจและกรอบร่วนมาก
น้ำนั่นก็ด้วย หลังจากเติมเกลือและน้ำมันลงไป ก็กลายเป็นน้ำแกงรสเลิศไปเลย
โก่วเซิ่งกับสือโถวเด็กน้อยสองคนนั้น ยิ่งไม่กลัวร้อนสูดกินเสียงดังซู้ดซ้าด พลางร้องตะโกนว่าหอมจริงๆ ไม่ขาดปาก หลานเซียงนั้นกินได้เรียบร้อยกว่ามาก แต่เด็กสาวตัวน้อยก็ชื่นชอบมันมากเช่นกัน
“เคี้ยวแห้งๆ ก็อร่อยนะขอรับ”
หลี่อี้ซดหมดไปหนึ่งชาม ก็หยิบขึ้นมากำมือหนึ่งแล้วค่อยๆ เคี้ยว ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม
หลัวซานเองก็ทอดถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า “นึกไม่ถึงเลยว่าข้าวฟ่างเม็ดแข็งนี้จะสามารถทำเป็นเสบียงแห้งที่อร่อยถึงเพียงนี้ได้”
ข้าวคั่วอร่อยและทำไม่ซับซ้อนนัก ผ่านสามขั้นตอนคือนึ่ง คั่ว และบดก็เสร็จแล้ว เวลากินจะแช่น้ำก็ได้ เคี้ยวแห้งๆ ก็ได้ ทั้งสะดวกและอร่อย
“ท่านอาสาม พรุ่งนี้พวกท่านพกติดตัวไปคนละหนึ่งโต่ว ข้าจะเอาข้าวคั่วที่คั่วเสร็จแล้วมาคลุกเกลือสักหน่อย เวลากินจะได้สะดวกขอรับ”
หลัวซานรีบส่ายหน้า ข้าวฟ่างเหลืองเม็ดแข็งนี้ถึงแม้จะบอกว่าถูก แต่ตอนนี้หนึ่งโต่วก็ราคาตั้งร้อยแปดสิบอีแปะ ทั้งต้มทั้งคั่วทั้งตำยังเสียเวลาไปตั้งค่อนวัน
“ไม่ได้หรอก ไม่ได้ๆ”
หลี่อี้พูดจาหว่านล้อมอย่างไร เขาก็ไม่ยอม ถึงหลี่อี้จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่เรื่องการเกณฑ์แรงงานนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย เมื่อวานเขาก็ยังเลี้ยงข้าวทุกคนไปมื้อหนึ่งแล้ว จะให้เขามอบเสบียงให้อีกได้อย่างไร
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น
ซานเหนียงก็มาถึง
นางมาเรียกเขาไปกินข้าวที่บ้านนาง เต้าหู้ทอดพองที่นางเอากลับไปนั้น ทำให้คนในบ้านตกตะลึงกันไปหมดจริงๆ และเมื่อได้ยินซานเหนียงบอกว่านางกับหลี่อี้จะร่วมหุ้นกันตั้งแผงขายน้ำเต้าหู้ที่หัวสะพาน ทั้งยังจะทำเต้าหู้ทอด ฟองเต้าหู้ และอื่นๆ ไปขายที่วัดและอารามต่างๆ
หลัวเอ้อร์ที่ขายเต้าหู้มาครึ่งค่อนชีวิตรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ด้วยสัญชาตญาณหลัวเอ้อร์รู้สึกว่าเต้าหู้ทอดนี้ไม่ธรรมดา น่าจะมีอนาคต
แต่ก็กลัวว่าจะล้มเหลว ประกอบกับลูกสาวอายุสิบหกปีแล้ว ถึงวัยออกเรือนมาตั้งนานแล้ว ก่อนหน้านี้เพราะมารดาป่วย ซานเหนียงอยากดูแลมารดาให้มากขึ้นอีกหลายปี จึงผัดผ่อนเรื่องการแต่งงานมาโดยตลอด
ตอนนี้จะไปร่วมทำธุรกิจกับหลี่อี้ ก็กลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของซานเหนียง ลึกๆ ในใจของหลัวเอ้อร์นั้นหวังให้สองคนนี้ลงเอยกัน แต่คราวก่อนเขาเคยเป็นฝ่ายเสนอไปแล้ว และอีกฝ่ายก็ปฏิเสธไปแล้ว
ซานเหนียงเรียกให้ครอบครัวหลัวซานไปกินข้าวด้วยกัน ดึงดันกันอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนก็พากันเดินทางไปยังเพิงหญ้าริมคลองนาข้าวที่ฝั่งใต้ของสะพาน
ครอบครัวของซานเหนียงยังคงอาศัยอยู่ในเพิงหญ้าฝั่งนี้
หลังจากที่หลี่อี้ย้ายกลับมาฝั่งเหนือแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียก็ตั้งใจจะย้ายกลับมาเช่นกัน โดยเฉพาะบ้านที่ถ้ำไม่ได้ถล่มลงมา หรือไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
“น้ำเต้าหู้โม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว กินข้าวเสร็จก็เอาไปต้มทำฟองเต้าหู้ได้เลยเจ้าค่ะ” ซานเหนียงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ดีเลย” หลี่อี้ตอบกลับอย่างเรียบเฉย เมื่อเทียบกันแล้ว เอาเข้าจริงฟองเต้าหู้ก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ใช้ฝีมือทางเทคนิคน้อยที่สุดแล้ว ทำง่ายกว่าเต้าหู้ทอดพองตั้งเยอะ
อาหารเย็นของบ้านซานเหนียงนั้น อันที่จริงก็เรียบง่ายมาก
กากเต้าหู้ต้มกับผักป่าหนึ่งกะละมัง อาหารที่พบเห็นได้ทั่วไปของบ้านหลัวเอ้อร์ กากเต้าหู้ที่ขายไม่หมดก็เอามากินเอง
วันนี้ยังเพิ่มกับข้าวมาอีกอย่าง ก็คือเต้าหู้ทอด ในหม้อดินเผาใบใหญ่ต้มเต้าหู้ทอด ใส่ต้นหอมกับผักป่าลงไปนิดหน่อย และยังมีปลาตัวเล็กกุ้งตัวน้อยที่จับมาจากแม่น้ำอีกเล็กน้อย
เสียงเดือดปุดๆ หอมกรุ่นเชียว
กับข้าวสองอย่าง คนเป็นสิบกิน ทุกคนที่ได้กินเต้าหู้ทอดเป็นครั้งแรกต่างพากันชมเปาะไม่ขาดปาก แต่ละคนก็แบ่งกันไปคนละสองสามชิ้น ค่อยๆ กัดกินทีละคำ เคี้ยวลิ้มรสอย่างช้าๆ
เต้าหู้ทอดใช้เวลาต้มนาน จนเปื่อยนุ่มมากแล้ว ทั้งยังชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซุปปลาและกุ้ง รสชาติหวานสดชื่นยิ่งนัก
ส่วนน้ำมันในเต้าหู้ทอด ที่เดือดปนออกมาในน้ำซุป ก็ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำซุปหม้อนี้ด้วย
หลี่อี้ก็รู้สึกว่าไม่เลวเลยทีเดียว แม้ว่าเต้าหู้ทอดจะมีวิธีทำให้อร่อยได้มากกว่านี้ แต่ในยามที่คนกำลังหิว นี่ก็ถือเป็นรสชาติอันโอชะแล้ว
หลังอาหาร
ซานเหนียงอดใจรอไม่ไหวก็ดึงหลี่อี้ไปที่เพิงหญ้าทำเต้าหู้ที่อยู่ด้านข้าง ทั้งยังรีบลงกลอนประตูในทันที
ครอบครัวของหลัวเอ้อร์แม้ว่าพวกเขาจะอยากดูว่าฟองเต้าหู้นี้ทำอย่างไร แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเข้ามาดูเลย
ของอย่างฟองเต้าหู้นี้เรียบง่ายมาก ก็เหมือนมีกระดาษหน้าต่างกั้นเอาไว้บางๆ แค่เจาะก็ทะลุแล้ว
พูดให้ชัดก็คือการอบต้ม ช้อนเอาแผ่นฟิล์มขึ้นมา แล้วก็นำไปตากแดดหรือย่างไฟ
น้ำเต้าหู้หนึ่งกระทะสามารถนำมาอบต้มให้เกิดเป็นแผ่นฟิล์มซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะหมด
ถั่วเหลืองแห้งหนึ่งชั่ง ทำด้วยมือล้วนๆ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง จะได้ฟองเต้าหู้ประมาณครึ่งชั่ง
ฟองเต้าหู้ที่ทำออกมานั้น ก็มีการแบ่งเกรดด้วยเช่นกัน สีสียิ่งอ่อนก็ยิ่งดี สิ่งที่จำกัดการผลิตฟองเต้าหู้ค่อนข้างมากก็คือขั้นตอนการตากแดด ฤดูร้อนอากาศดี ตากแดดเพียงวันสองวันก็เสร็จแล้ว แต่หากเป็นช่วงฝนตกชุก หรือช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว ก็อาจจะต้องใช้ไฟย่างอบเอา
ทั้งสองคนง่วนอยู่ค่อนวัน ในที่สุดก็ช้อนแผ่นเต้าหู้จนเสร็จสิ้น
เมื่อมองดูแผ่นน้ำเต้าหู้ที่แขวนไว้เต็มราวไม้ไผ่ราวแล้วราวเล่า ซานเหนียงก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ฟองเต้าหู้เหล่านี้แต่ละแผ่นยาวแปดถึงเก้านิ้ว “เท่านี้ก็เสร็จแล้วหรือเจ้าคะ”
“ตอนกลางคืนไม่มีแดด พวกนี้ต้องใช้ไฟอบเอา ต้องควบคุมความร้อนให้ดี ไม่อย่างนั้นจะมีกลิ่นควัน กลิ่นไหม้ ของชั้นดีที่ทำเสร็จแล้ว ทั่วทั้งแผ่นต้องเรียบเนียน สีเหลืองทอง เนื้อสัมผัสโปร่งใส ทนต่อการต้มให้เปื่อยแต่เปื่อยแล้วต้องไม่เละ นุ่มลื่นกรอบร่วนและยังต้องมีความยืดหยุ่นด้วย”
“เช่นนั้นก็รีบนำไปอบเถอะเจ้าค่ะ” ซานเหนียงทนรอแทบไม่ไหวที่จะเห็นของที่ทำเสร็จแล้ว
เดิมทีหลี่อี้บอกว่าลองช้อนมาดูสักสองสามเส้นก็พอ ไม่เห็นต้องมาทำมากมายขนาดนี้ในตอนกลางคืนเลย รอทำตอนกลางวัน ตากแดดไปเลยจะประหยัดเวลาและแรงงานกว่า
“ถั่วเหลืองหนึ่งโต่วสามารถทำเป็นฟองเต้าหู้ได้สักเท่าไรหรือเจ้าคะ”
หลี่อี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถั่วเหลืองหนึ่งชั่งน่าจะทำฟองเต้าหู้แห้งได้ประมาณแปดตำลึง ถั่วหนึ่งโต่วหนักประมาณเจ็ดชั่ง ก็น่าจะได้ฟองเต้าหู้ประมาณสามชั่งครึ่ง”
เทียบกับถั่วหนึ่งชั่งที่ทำเต้าหู้ทอดได้หนึ่งชั่งครึ่ง ถั่วแห้งหนึ่งชั่งทำฟองเต้าหู้ได้เพียงครึ่งชั่งเท่านั้น ผลผลิตดูจะน้อยกว่ามาก แต่เต้าหู้ทอดหนึ่งชั่งต้องใช้น้ำมันถึงห้าตำลึง ทว่าฟองเต้าหู้กลับขาดต้นทุนก้อนใหญ่นี้ไป
ต้นทุนที่สูงที่สุดของฟองเต้าหู้ก็คือถั่วเหลือง ฟองเต้าหู้หนึ่งชั่งใช้ต้นทุนค่าถั่วเหลืองห้าสิบสองอีแปะ
“ฟองเต้าหู้นี้ขายชั่งละเท่าไรถึงจะเหมาะสมหรือเจ้าคะ”
หลี่อี้ครุ่นคิด หากเต้าหู้ทอดหนึ่งชั่งต้นทุนหกสิบเจ็ด ขายร้อยห้าสิบ เช่นนั้นฟองเต้าหู้ขายร้อยห้าสิบย่อมได้กำไรมากกว่าอย่างแน่นอน
“อาจจะลองขายราคาเดียวกับเต้าหู้ทอดไปก่อน ร้อยห้าสิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง”
“แพงถึงเพียงนี้เลยหรือเจ้าคะ”
“พวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะขายให้ชาวบ้านทั่วไปอยู่แล้ว ฟองเต้าหู้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้ ของหายากย่อมมีราคาแพง ทำส่งให้วัดโดยเฉพาะ วันหน้าก็เอาไปขายให้บ้านของขุนนางชั้นผู้ใหญ่และชนชั้นสูงในฉางอัน ย่อมขายถูกไม่ได้เด็ดขาด”
“เจ้าเชื่อหรือไม่ ขายแพงกลับจะขายดีกว่าขายถูกเสียอีก!” หลี่อี้กล่าวปนหัวเราะ
ซานเหนียงไม่เข้าใจ ของแพงจะขายดีกว่าได้อย่างไร
“เรื่องขายเต้าหู้ทอดกับฟองเต้าหู้ ปล่อยให้ข้าจัดการเองก็พอ” หลี่อี้ค่อนข้างมีความมั่นใจ เขาได้กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเอาไว้แล้ว ก็คือเหล่าพระสงฆ์รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์หลายหมื่นรูปในวัดหลายร้อยแห่งในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล คนกลุ่มนี้ก็ถือเป็นกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในสังคมปัจจุบัน ทั้งยังเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้ามากมาย ทั้งยังปล่อยกู้ยืมเสบียงอีกด้วย







