"ท่านอาสาม"
หลัวต้าฟู่ร้องเรียก "เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้ขอรับ"
หลัวอู่ตบไหล่ต้าฟู่ฉาดใหญ่ "เจ้าเด็กดี ในสายตาเห็นแค่ท่านอาสามของเจ้า ไม่เห็นท่านอาห้าของเจ้าเลยหรือ"
หนึ่งในสี่เรื่องน่ายินดีในชีวิตคน คือพบพานสหายเก่าในต่างแดน
ณ จิงโจวที่ห่างไกลจากบ้านเกิดถึงห้าร้อยลี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิงโจวที่เพิ่งผ่านพ้นการถูกล้อมเมืองมาครึ่งปี คนบ้านเดียวกันมาเจอกัน ต่างก็มีน้ำตาคลอเบ้า
กลุ่มชายฉกรรจ์ คนที่อายุน้อยก็ยี่สิบกว่า คนที่อายุมากก็สี่สิบกว่า ทว่ายามทักทายกัน ล้วนน้ำตารื้นชุ่มขอบตา
"ต้าฟู่ พวกเจ้ามากันสิบคนไม่ใช่หรือ อีกสองคนล่ะ ต้าซู่กับต้าซานเล่า ไม่ได้อยู่ที่นี่หรือ" หลัวซานดึงตัวหลานชายร่วมสายเลือดมาถาม
พอได้ยินคำถามนี้ ต้าฟู่และคนอื่นๆ ที่กำลังปีติยินดีตื่นเต้น ก็อดไม่ได้ที่จะรอยยิ้มแข็งค้าง
"ท่านอาสาม ต้าซู่ถูกทหารม้าสอดแนมของกบฏหลงฆ่าตายอยู่นอกเมืองตั้งแต่เมื่อเดือนเจ็ดแล้ว ศีรษะก็ถูกตัดเอาไป เหลือเพียงศพไร้หัวขอรับ"
"แล้วต้าซานเล่า"
"ก่อนหน้านี้กบฏหลงล้อมเมืองอย่างหนัก ในเมืองเสบียงขาดแคลน ต้าซานหิวจนทนไม่ไหว จึงกินขี้เลื่อยและดินเข้าไปมากมาย ท้องอืดอย่างรุนแรงและถ่ายไม่ออก ตายไปแล้วขอรับ"
ต้าซู่ถูกฝังอยู่ริมถนนนอกเมือง ต้าซานตายแล้วก็ถูกขุดหลุมฝังเช่นกัน
เหลือทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่ง
ทุกคนเงียบงัน
เนิ่นนานผ่านไป ต้าฟู่จึงถามหลัวซานว่าพวกเขาก็มาด้วยเหตุใด
"พวกข้ามากับผู้ใหญ่บ้าน จริงสิ แนะนำให้พวกเจ้าได้รู้จัก นี่คืออู๋จี๋ แต่ก่อนเป็นเด็กรับใช้นักพรตอู๋อี้ที่อารามอู๋จี๋ท้ายหมู่บ้านของเรา เมื่อหกปีก่อนติดตามท่านนักพรตหลี่ออกจากอารามอู๋จี๋ไปท่องโลกกว้าง ตอนนั้นเพิ่งจะสิบขวบเอง"
"หลังจากพวกเจ้าไปแล้วกว่าหนึ่งเดือน อู๋จี๋กับท่านนักพรตหลี่ก็กลับมา ทว่าหลังจากนั้น..."
หลี่อี้เอ่ยปากขัดจังหวะหลัวซาน
"ท่านอาสาม เอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งพูดเรื่องเหล่านี้กับทุกคนเลยขอรับ คนบ้านเดียวกันหาโอกาสเจอกันได้ยาก ข้าจะพาทุกคนไปกินของดีๆ สักมื้อ"
เมื่อพวกต้าฟู่ได้ยินว่าชายหนุ่มที่สวมชุดขุนนางสีเขียว คาดเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยประดับทองผู้นี้ กลับเป็นเด็กรับใช้นักพรตในอารามท้ายหมู่บ้านเมื่อก่อน ต่างก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เด็กรับใช้นักพรตอู๋อี้ในกาลก่อน ทุกคนยังพอมีความทรงจำหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าไม่อาจนำมาเชื่อมโยงกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
"ใช่ ไปกินข้าวก่อน ตอนนี้อู๋จี๋เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหลัวเจียของเราแล้วนะ"
ต้ากุ้ยถาม "เมื่อครู่จ่างกู้จ้าวบอกว่าชานจวินหลี่ ท่านบรรดาศักดิ์หลี่ ก็คืออู๋จี๋อย่างนั้นหรือ"
"อืม เรื่องนี้พูดไปก็ยาวนัก ไปกินข้าวก่อนเถิด"
หลี่อี้พาพวกต้าฟู่แปดคน บุกกลับไปที่ตลาดตะวันออกอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่ได้ไปร้านแป้งย่างแล้ว แต่กลับหาร้านบะหมี่น้ำแทน
"เถ้าแก่ ขอเกอตัวแป้งเฉียวม่ายซุปเครื่องในแกะให้พวกข้าคนละสองชาม"
เฉียวม่ายเป็นธัญพืชหยาบที่พบเห็นได้ทั่วไปในกวนจง ใช้ลูกกลิ้งหินบดเป็นแป้ง ใช้น้ำร้อนนวดแป้ง มิฉะนั้นจะเหนียวติดได้ง่าย นวดให้ได้ความนุ่มและแข็งที่พอเหมาะ พักแป้งไว้ครู่หนึ่ง จากนั้นนำมาคลึงบนเขียงให้เป็นเส้นยาวขนาดเท่าตะเกียบ
ตัดเป็นชิ้นขนาดเท่านิ้วโป้ง โรยแป้งลงไป ใช้นิ้วโป้งคลึงเบาๆ บนฝ่ามือ เกอตัวแป้งเฉียวม่ายรูปทรงกะทัดรัดคล้ายใบหูก็เป็นอันขึ้นรูปแล้ว
การทำเกอตัวต้องอาศัยความอดทน ต้องปั้นและคลึงทีละก้อน
ร้านแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นครอบครัวหนึ่งดูแลจัดการ สามีเป็นคนต้มบะหมี่เคี่ยวน้ำซุป ผู้เป็นภรรยาก็นวดแป้งปั้นหูแมว ยังมีเด็กหญิงอายุไม่ถึงสิบขวบอีกสองคน ก็คอยช่วยปั้นและคลึงด้วย
มือของพวกนางคล่องแคล่วยิ่งนัก คลึงหนึ่งครั้งปั้นหนึ่งที หูแมวก็ขึ้นรูปเป็นหนึ่งชิ้น ไม่นานก็ปั้นเสร็จเต็มหนึ่งตะแกรง
"กินเกอตัวแป้งเฉียวม่าย ขาดซุปเครื่องในแกะไปไม่ได้" ชายผู้นั้นมีใบหน้ากร้านโลก ทว่าเช่นเดียวกับชายชราหวังหมาจื่อก่อนหน้านี้ เขายังคงรักษาความกระตือรือร้นและความหวังต่อชีวิตเอาไว้ "แป้งเฉียวม่าย ฤทธิ์เย็น ซุปเครื่องในแกะ ฤทธิ์ร้อน สองสิ่งนี้กินด้วยกัน ความเย็นกับความร้อนจะหักล้างและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด"
ซุปเครื่องในแกะ ชื่อมีคำว่าคาว ทว่ากลับเป็นรสชาติอันโอชะล้ำเลิศยิ่งนัก
แท้จริงแล้วก็คือน้ำซุปที่เคี่ยวจากเนื้อแกะและเครื่องในแกะ ทำง่ายมาก ทว่าหากจะทำให้ได้รสชาติอร่อยขนานแท้ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย ชายชราผู้นี้สามารถเปิดร้านเกอตัวแป้งเฉียวม่ายซุปเครื่องในแกะที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเลื่องลือในจิงโจวอันเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหม ย่อมต้องมีฝีมืออยู่บ้าง
ไม่นานนัก เกอตัวแป้งเฉียวม่ายซุปเครื่องในแกะที่น้ำซุปร้อนกรุ่นก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
เกอตัวแป้งเฉียวม่ายที่เหนียวนุ่มลื่นคอ ทานคู่กับซุปเครื่องในแกะรสโอชะ ช่างเป็นหนึ่งไม่มีสองจริงๆ
พวกหลัวต้าฟู่ทั้งแปดคน สูดจมูกซี้ดซ้าดกันมาตั้งนานแล้ว พอเกอตัวแป้งเฉียวม่ายซุปเครื่องในแกะยกมาวาง ก็ไม่สนที่จะคุยกันอีกต่อไป
เริ่มจากซดน้ำซุปก่อนหนึ่งคำ
น้ำซุปสีขาวรสชาติเข้มข้น
เพียงคำเดียวลงท้องไปก็อุ่นวาบไปทั้งกระเพาะ
ในน้ำซุปมีเครื่องเนืองแน่น ไม่เพียงมีกระเพาะแกะหั่นเส้น ยังมีลำไส้แกะ หัวใจแกะ แล้วก็ยังมีเนื้อแกะชิ้นโตอีกด้วย
ซุปเครื่องในแกะหอม เนื้อแกะนุ่ม เกอตัวเคี้ยวหนึบหนับ
พวกหลัวซานกินดูดีกว่ามาก เมื่อครู่มีของมันรองท้องไปแล้ว อีกทั้งช่วงเวลานี้ติดตามหลี่อี้ อาหารการกินก็จัดว่าไม่เลวมาโดยตลอด
หลี่อี้ลิ้มรสอย่างละเอียดอ่อนตามมารยาท
ร่างกายวัยสิบหกปี ยังคงกินจุอยู่มาก เกอตัวแป้งเฉียวม่ายซุปเครื่องในแกะชามนี้ หลี่อี้รู้สึกว่าสามารถให้คะแนนเก้าเต็มสิบได้เลย
น้ำซุปมีสีขาว แต่ก็ไม่ใช่ขาวจนเกินไป เถ้าแก่ยังบอกอีกว่าซุปนี้ไม่ได้ใช้กระดูกเคี่ยว ใช้เพียงเนื้อแกะและเครื่องในแกะ เหตุที่น้ำซุปเคี่ยวออกมาเป็นสีขาวเช่นกัน เป็นเพราะเนื้อแกะที่เลือกใช้ทั้งสดและมีไขมันปนอยู่บ้าง อีกทั้งลำไส้แกะก็มัน
ไขมันเหล่านี้ทำให้น้ำซุปมีสีขาว
หากอยากกินซุปที่ใสเป็นพิเศษ ก็ต้องจัดการกับไขมันให้สะอาดเสียก่อน
ไม่มีเครื่องปรุงรสมากนัก
วัตถุดิบแท้ๆ ก็สามารถทำน้ำซุปชั้นดีออกมาได้หนึ่งชามเช่นกัน
พวกต้าฟู่จัดการเรียบวุธราวกับลมกวาดเมฆสลาย ในท้องไม่ได้พบเจอของมันๆ มานานมากแล้วจริงๆ ความจริงอย่าว่าแต่ตอนมาเกณฑ์แรงงานเลย เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน ก็หาของมันๆ ตกถึงท้องได้ยากเช่นเดียวกัน
ล้วนเป็นชายฉกรรจ์
ความอยากอาหารจึงดีเป็นพิเศษ
สองชามกินหมดไปในไม่กี่คำ เพิ่งจะแค่รองท้องเท่านั้น
หลี่อี้ในตอนนี้ก็นับว่าเป็นเศรษฐีตัวน้อยคนหนึ่งได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียว "เถ้าแก่ ขอเพิ่มให้พวกเขาอีกคนละสามชาม!"
ทว่าหลี่อี้ก็ยังคงประเมินพวกเขาต่ำเกินไป
สามชามยกมาเสิร์ฟ ก็กินหมดลงในทันทีอีกเช่นกัน ชามใบใหญ่ห้าใบซ้อนกันอยู่ที่นั่น
ดูจากท่าทางของพวกเขา ราวกับยังกินไม่อิ่มหนำ
"ยังกินไหวอีกหรือ" หลี่อี้ถามกลั้วหัวเราะ เขากินไปแค่สามชามก็อิ่มแล้ว ในท้องมีของมันอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อครู่ก็เพิ่งกินขนมแป้งทอดไปหลายชิ้น
ต้าฟู่หัวเราะแฮะๆ "อิ่มแล้ว อิ่มแล้วขอรับ"
คนอื่นๆ ก็หัวเราะแฮะๆ ตาม
"ดูท่าทางแล้วทุกคนยังไม่อิ่ม งั้นก็เอาเพิ่มอีกคนละสองชามดีหรือไม่"
เอ้อร์เลิ่งที่สนิทสนมกับหลี่อี้แล้วกล่าวว่า "ผู้ใหญ่บ้าน หากปล่อยให้พวกข้ากินอย่างเต็มที่จริงๆ ละก็ อย่าว่าแต่เพิ่มอีกสองชามเลย ต่อให้ท่านเพิ่มอีกสักสามชามห้าชามก็ยังกินลงขอรับ"
"เจ้าอย่ามาคุยโตไปหน่อยเลย เพิ่มอีกห้าชาม นั่นมันรวมเป็นสิบชามเลยนะ ท้องได้แตกตายกันพอดี"
เอ้อร์เลิ่งบอกว่ายังกินเพิ่มได้อีกห้าชามแน่ๆ พี่น้องต้าฟู่ในตอนนี้ก็หัวเราะพลางบอกว่าเกอตัวแป้งเฉียวม่ายซุปเครื่องในแกะนี้อร่อยก็จริง เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นแค่น้ำซุปเท่านั้นเอง
หลี่อี้ให้เถ้าแก่ยกมาเสิร์ฟต่อ
"ไม่ต้องไปสนแล้วว่ากี่ชาม พวกเจ้ากินไปจนกว่าจะอิ่มจนกินไม่ลงก็แล้วกัน"
ด้วยเหตุนี้
ครอบครัวชายชราเจ้าของร้านจึงง่วนอยู่กับการทำงานด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้น
ยกชามที่เต็มเปี่ยมมาเสิร์ฟชามแล้วชามเล่า
ชามเปล่าแต่ละใบถูกวางซ้อนกันอย่างรวดเร็ว
เจ็ดชาม แปดชาม เก้าชาม
กินเข้าไปตั้งสิบชามจริงๆ
สุดท้ายพวกเอ้อร์เลิ่งต่างก็ลูบท้องของตัวเอง "คราวนี้ได้กินของอร่อยจริงๆ แล้วสิ"
"เถ้าแก่ คิดเงินด้วย"
ชามละหกสิบอีแปะ ถูกกว่าที่หลี่อี้คาดไว้ เดิมทีคิดว่าหมั่นโถวลูกหนึ่งในฉางอันยังต้องใช้ยี่สิบอีแปะ ชามใหญ่นี้ มีทั้งหูแมวแป้งเฉียวม่าย อีกทั้งเนื้อแกะและเครื่องในแกะ ย่อมไม่ถูกแน่ โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามเช่นนี้ ข้าวของย่อมต้องขาดแคลนค่อนข้างมาก ต่อให้ขายชามละร้อยอีแปะ หลี่อี้ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ ทว่าที่นี่เพิ่งผ่านพ้นการถูกล้อมเมืองมาถึงครึ่งปี ข้าวสารหนึ่งโต่วในลั่วหยางปาเข้าไปตั้งหลายพันอีแปะแล้ว
ใครจะไปรู้ว่าแค่ชามละหกสิบอีแปะเท่านั้น
"เถ้าแก่ อย่าเห็นข้าใส่ชุดแบบนี้แล้วท่านก็ลดราคาให้เล่า ควรเป็นเท่าไรก็เอาเท่านั้นเถิด"
ชายชราเจ้าของร้านบอกว่าราคานี้แหละ เมื่อก่อนในยุคบ้านเมืองสงบร่มเย็นยังขายแค่ชามละห้าหกอีแปะเลย ตอนนี้ชามละหกสิบ ก็ถือว่าข้าวของแพงขึ้นแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้สงครามยุติแล้ว ที่นี่ฟื้นฟูการสัญจรอย่างรวดเร็ว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาแล้ว
หลี่อี้ลองคิดดู เนื้อแกะของที่นี่จัดหามาจากบริเวณรอบๆ หลายส่วนมาจากหลิงอู่ เหยียนโจวและที่อื่นๆ เนื้อแกะย่อมต้องถูกกว่าเมืองหลวงอย่างฉางอันมากทีเดียว
พวกต้าฟู่ได้ยินว่าชามละหกสิบอีแปะ มองดูชามเปล่าที่ซ้อนกันอยู่ตรงหน้า รู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมาก
สิบชาม คนหนึ่งก็กินไปตั้งหกร้อยอีแปะแล้ว สิบสามคน คราวนี้ก็กินไปตั้งหลายพันอีแปะเลย
"ไม่ต้องกังวล เลี้ยงแขกมื้อนี้ข้าจ่ายไหว"
หลี่อี้ก็ไม่ได้พกเหรียญทองแดงหรือผ้าไหมติดตัวมามากมายขนาดนั้น โชคดีที่ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ฉางอัน ยังได้ไปแลกเศษทองอย่างทองเม็ดทองเมล็ดแตงโมเหล่านี้ไว้บ้างที่ร้านทองในตลาดตะวันตก
ทองเม็ดเล็กๆ น้ำหนักหนึ่งเฉียนบ้างครึ่งเฉียนบ้างต่อหนึ่งเม็ด น้ำหนักล้วนได้มาตรฐานดีมาก ส่วนทองเมล็ดแตงโมนั้นมีน้ำหนักหนึ่งตำลึงบ้างครึ่งตำลึงบ้าง ล้วนใช้งานได้สะดวกดีทีเดียว
ทองเม็ดเล็กครึ่งเฉียนหนึ่งเม็ด มีมูลค่าสี่ร้อยอีแปะ
รวมแล้วกินไปเจ็ดพันแปดร้อยอีแปะ
หลี่อี้หยิบทองเมล็ดแตงโมเม็ดใหญ่ออกมาหนึ่งเม็ดโดยตรง น้ำหนักหนึ่งตำลึง มีมูลค่าแปดพันอีแปะ ด้านบนยังประทับตราของร้านทองเฉินลิ่วหลางแห่งตลาดตะวันตกเมืองฉางอันเอาไว้ ประทับไว้ตั้งห้าจุด
ชายชราเจ้าของร้านมองดูทองเมล็ดแตงโมเม็ดนี้อย่างลังเลเล็กน้อย
"เถ้าแก่สามารถนำไปให้ร้านทองตรวจสอบดูได้ นี่คือทองคำแท้หนึ่งตำลึงมีมูลค่าแปดพันอีแปะ ส่วนที่เกินมาสองร้อยอีแปะถือว่าเป็นรางวัลให้ท่านก็แล้วกัน"
เถ้าแก่ขอบคุณแล้วขอบคุณเล่า รีบพาเฮยจื่อวิ่งไปที่ร้านทองซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อทำการตรวจสอบอย่างดีใจ เป็นทองคำแท้จริงๆ จึงวิ่งเหยาะๆ กลับมากล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลี่อี้พาทุกคนออกจากร้าน เดินทอดน่องกลับไปยังที่พักของเขาอย่างเชื่องช้า
สิ่งที่ควรจะมา ย่อมต้องมาถึงในสักวัน
เมื่อพวกหลัวต้าฟู่ถามถึงเรื่องราวทางบ้านอีกครั้ง
หลัวซานก็ยังคงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนฟังตามความเป็นจริง หลังจากที่พวกเขาจากไปได้ไม่นาน หมู่บ้านหลัวเจียก็เกิดพายุฝนพัดถล่มที่ราบสูง ทับคนตายไปหลายคน
รวมไปถึงพี่ชายคนโตของสองพี่น้องหลัวต้าฟู่และหลัวต้ากุ้ย ครอบครัวที่มีกันห้าคนตายเรียบ
ในแปดคนนี้ มีหลายคนที่ที่บ้านมีคนล้มตาย
พักใหญ่กว่าที่ทุกคนจะยอมรับข่าวนี้ได้ บางคนร้องห่มร้องไห้ บางคนน้ำตาไหลริน บางคนนิ่งเงียบไร้ถ้อยคำ
ความสามารถในการอดทนต่อความทุกข์ยากของทุกคนนั้น แข็งแกร่งเป็นพิเศษ บางทีอาจเป็นเพราะเผชิญกับความทุกข์ยากมาตั้งแต่เล็ก จึงแข็งแกร่งอดทน หรือถึงขั้นชาชินไปแล้ว
รอจนพวกเขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
หลิวเฮยจื่อก็เล่าต่อ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านหลัวเจียในตอนนี้
หลี่อี้มาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตั้งโรงงาน สร้างสถานศึกษา ชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนมาทำงานหาเงินกับหลี่อี้ที่นี่ เด็กๆ ก็ได้เรียนหนังสือฟรี ชาวบ้านไม่น้อยต่างพากันย้ายกลับไปอยู่ในถ้ำที่ยังไม่พังทลาย
ถ้ำบางแห่งที่พังลงมา ก็มีคนเริ่มซ่อมแซมถ้ำใหม่แล้ว
แม้ว่าจะผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งใหญ่มา ทว่าด้วยความช่วยเหลือจากหลี่อี้ในช่วงเวลานี้ ทั้งให้ยืมเสบียงและเงินทอง จัดหาลู่ทางทำกิน ก็ทำให้ทุกคนถือว่าผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ชั่วคราวแล้ว
รอจนทุกคนได้ยินว่าก่อนหน้านี้หลี่อี้ถวายยาให้อ๋องฉิน ช่วยให้อ๋องฉินโต้กลับเอาชนะที่ฉางอู่ได้ ด้วยเหตุนี้หลี่อี้จึงได้รับการแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์หนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ย แต่ละคนต่างก็ทอดถอนใจอย่างไม่หยุดหย่อน
"ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนซานเหนียงบ้านข้า ยังชอบไปเล่นกับอู๋จี๋อยู่บ่อยๆ เลย เพียงครู่เดียวก็แทบจะไม่กล้าจำแล้ว" ต้าฟู่อุทานด้วยความประหลาดใจ
เมื่อหกปีก่อน อู๋จี๋อายุเพียงสิบขวบ
อู๋จี๋ถูกนักพรตเฒ่าหลี่เก็บกลับมาที่อาราม ใช้ชีวิตอยู่ที่อารามอู๋จี๋ท้ายหมู่บ้านหลัวเจียมาสิบปี
เป็นคนที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เติบโตจริงๆ
เพียงแต่เวลาล่วงเลยไปหกปี ตอนนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้
ทั้งรู้สึกแปลกหน้า และก็รู้สึกยินดีอยู่บ้าง
"ผู้ใหญ่บ้าน พวกข้าจะได้กลับบ้านเมื่อใดหรือขอรับ" ต้าฟู่ถาม เดิมทีต้องเกณฑ์แรงงานยี่สิบวัน ทว่าตอนนี้กลับปาเข้าไปร้อยห้าวันแล้ว
"นั่นสิขอรับ เกินกำหนดอย่างมากก็แค่ทำงานเพิ่มสามสิบวัน ทางการยกเว้นภาษีเช่าและภาษีแรงงานให้พวกข้าหนึ่งปี ทว่าตอนนี้เกินมาแปดสิบห้าวันแล้ว หักสามสิบวันที่ชดเชยภาษีเช่าและภาษีแรงงานออกไป ก็ยังทำเกินมาตั้งห้าสิบห้าวัน ราชสำนักคงไม่ปล่อยให้พวกข้าทำฟรีๆ หรอกกระมังขอรับ" จินจู้ก็ถามเช่นกัน
หลี่อี้กล่าว "เชื่อว่าอีกไม่นานทุกคนก็จะได้กลับบ้านแล้ว ส่วนเรื่องเกณฑ์แรงงานเกินกำหนดนั้น ราชสำนักย่อมต้องมีคำอธิบายอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินชดเชย หรือลดหย่อนภาษีเช่าและภาษีแรงงานในภายภาคหน้า ย่อมไม่ปล่อยให้ทุกคนต้องทำฟรีๆ หรอก วางใจเถิด"
ที่สำคัญที่สุดคือสามารถกลับไปได้อย่างปลอดภัย เรื่องอื่นๆ ล้วนเป็นเรื่องรองลงมาแล้ว













